Welcome to My World :) You're Welcome.

Love with Economics ความรักกับเศรษฐศาสตร์

คำกล่าวของ ลอร์ด ลีออนเนล ( Lord Lionel Robbins ) ที่ว่า
"เศรษฐศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับทางเลือกหนทางในการใช้ทรัพยากรอันมีอยู่จำกัด เพื่อตอบสนองสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด"


เป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิต
และเป็นเรื่องที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ...เพราะตั้งแต่ผมรู้จักคุณ
ผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่า ผมเลือกที่จะรัก
เเละอยากมอบเเต่สิ่งดีๆให้กับคุณ


คุณสอนให้ผมเข้าใจทุนทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น...
"ที่ดิน" คือ ทรัพยากรธรรมชาติ ต่างๆ ที่ผมนำมา...ให้คุณ
"แรงงาน" คือ แรงกาย แรงใจ ความรู้สึกนึกคิดของผม...ที่มีต่อคุณ
"ทุน" คือ สิ่งที่ใช้เพื่อผลิตสินค้าและบริการ...ซึ่งสำหรับผมแล้ว...มันได้แก่ความรักที่ผมมอบให้กับคุณ
"ผู้ประกอบการ" คือ ผู้รวมปัจจัยการผลิตต่างๆ ซึ่งมันก็คือตัวของผม..คนที่รักคุณ


คุณสอนให้ผมรู้จักคำ ว่าเศรษฐทรัพย์ (สินค้าที่มีราคามากกว่าศูนย์)
โดยไม่ต้องมีตัวอย่าง...
ผมต้องมีต้นทุนคือความรัก เพื่อจะมอบเป็น สินค้าให้เปล่า
(สินค้าที่มีมูลค่าแต่มอบให้เนื่องจากความห่วงหา..)ให้กับคุณ

และคุณทำให้ผมเข้าใจว่า
สำหรับคุณแล้วความรักของผมเป็นเพียงสินค้าไร้ราคา
โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม


คุณสอนให้ผมเข้าใจคำว่า เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ และเศรษฐศาสตร์นโยบาย มากขึ้น...
ผมรักคุณ -- เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ ( ข้อเท็จจริง เรื่องจริง )
คุณน่าจะรักผมบ้างนะ -- เศรษฐศาสตร์นโยบาย (เรื่องที่ควรจะเป็น )


คุณสอนให้ผมตอบปัญหาเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น ( ปัญหา what , how , for whom)
what ผลิตอะไร...
ก็คือผลิตความรักให้คุณ ผลิตจำนวนเท่าไหร่....ก็ต้องผลิตเท่าที่ใจของคุณต้องการ

how ผลิตอย่างไร ...
คือผลิตจากความห่วงหาและจริงใจ สัดส่วนเท่าไหร่....คือทั้งหมดที่ผมมี

for whom เพื่อใคร....
คือ เพื่อคุณคนที่ผมรักเพียงคนเดียว


คุณสอนให้ผมรู้จักกลไกราคาของตลาด...
ผม..คนที่เลือกที่จะรักคุณ มีแต่จะมอบความรักให้คุณมากขึ้นทุกๆวัน
ในขณะที่คุณจะต้องการมันน้อยลงทุกวัน


คุณสอนให้ผมรู้ว่าจุดดุลยภาพระหว่างเราหายากเพียงใด...
ในระหว่างความรักที่มีแต่ให้...กับหัวใจคนที่ไม่ต้องการ


คุณสอนให้ผมเข้าใจ ความหมายของเส้น PPC (เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต)
การมีอยู่การจำกัด การเลือก และค่าเสียโอกาส ได้อย่างชัดเจน...
ความรักจากหัวใจของผมมีอยู่อย่างจำกัด
เพราะฉะนั้นผมจะต้องเลือกที่จะมอบความรักให้กับใครแค่คนเดียว
และผมจะเสียโอกาสในการที่จะรักใครคนอื่นอีก
"แต่ค่าเสียโอกาสแค่นี้ มันน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับการได้รักคุณ"


คุณสอนให้ผมเข้าใจความหมายของอุปสงค์อุปทานและความยืดหยุ่นดีขึ้น
อุปสงค์ คือ ความต้องการความรักจากคุณ
และความยืดหยุ่นของมันจะมีค่าเป็นศูนย์ตลอดไป
หมายความว่า ไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่
ผมก็ยังจะต้องการคุณและอยากอยู่ดูแลคุณอยู่เสมอ เพราะคุณคือสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ของผม

อุปทาน คือ ความต้องการให้ความรักของผม มันจะอยู่คงที่เช่นนั้นอยู่เสมอ
มีความยืดหยุ่นมีค่าเป็นศูนย์
คือ ผมจะรักคุณเท่าเดิม ( คือหมดหัวใจ )ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานแค่ไหน

เเละสุดท้ายคุณสอนให้ผมเข้าถึงหัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์มากขึ้นทุกครั้งที่คิดถึงคุณ
(หัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์คือการ สมมติ)

สมมติ...ว่าคุณรักผม
สมมติ...ว่าเรารักกัน
สมมติ...ว่ามันเป็นเรื่องจริง

(ที่มา :: //home.sansabye.org/?action-viewthread-tid-755)




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:35:59 น.
Counter : 314 Pageviews.  

ยอมรับความจริงกันดีกว่า

Saturday, November 14, 2009 at 1:49am

ไอ้คำว่า "ความจริง" ไอ้เราก็รู้ว่าไม่ตาย มันก็รู้ว่าต้องยอมรับ...
ยังไง ยังไง ความจริง ก็ต้อง เป็นความจริง...
ความจริง เป็นสิ่งเที่ยงแท้ แต่ความจริงก็จะใช่ว่าถูกต้องเสมอไป

ความจริงบางอย่างทำลายความฝัน
ความจริงบางอย่างทำลาย"ความสามารถในการฝัน"
ความจริงมันร้ายแรงเหมือนกันนะ ขนาดทำลายความสามารถเราได้

ความจริงมักสร้างความหวัง ในขณะเดียวกันก็มักสร้างความท้อใจ
หรือจะเรียกอีกทีว่า ความจริงมักสร้า่งให้เราหวัง
สอนให้เราคิดในสิ่งที่เรา"น่าจะได้"
แต่ความจริงไม่ได้ให้ทุกอย่างที่เรา "น่าจะได้"
สิ่งที่เรา "น่าจะได้" ก็เป็นแค่ "น่าจะได้"
แต่ไม่ได้ "ได้ มาเป็นของเราซะหน่อย"

ความจริงมันแสบใช่ย่อย

ความจริงเดินเข้ามาในชีวิตเราทุกคน
แล้วบอกให้เราคารวะมันซะ ให้ถือว่ามันเป็นดังพระเจ้า
ให้ทุกคนยอมรับนับถือมัน
เมื่อคนยอมรับ มันกลับฟาดฟันความฝันของเราทั้งหลายหมดสิ้น
จินตนาการสูญหาย ภาพแห่งความฝันลางเลือน..
ความจริง ก็เดินตรงข้ามกับ ความฝัน


เอาจริงๆแล้ว ไอ้ความจริงนี่...
จะว่าไปก็สร้างความเจ็บปวดได้เรื่อยๆเหมือนกันนะ
ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน หลา่ยๆครั้งก็ทำให้เราหลุดพ้น
แต่มากกว่าหลายๆึครั้งกลับทำให้เราทรุดลงหนัีกกว่าเดิม....

หรือว่าเป็นเพราะเรายอมรับมันก็เลยเจ็บไม่หาย ช้ำไม่เลิก
ท้อแท้ ไร้ความหวัง หมดซึ่งความฝันทุกที...


....
....
....


มิน่าล่ะ เวลาเค้าคิดว่าฝันจะ"หยิกมือตัวเอง"
เพราะว่าจะได้ "เจ็บ" และรู้ว่า นั่นคือ "ความจริง".....


....
....
....


มือฉันช้ำไปหมดแล้ว


แล้วทำไม ให้ฉันตื่นมาอย่างนี้ทุกทีเล่าความจริง....
มิน่าเล่า... เพราะความฝันไม่เจ็บปวด และสวยงามกว่าความจริง....
คนถึงไม่อยากตื่น คนถึงอยากหลับ...


แต่นี่คือชีวิตจริง เจ็บปวดเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือความจริงที่เพิ่มเข้ามา
ตราบบใดที่ตายังกะพริบ
จมูกยังหายใจ
หูยังได้ยินเสียง
ปากยังพูดได้

ชีวิตก็จะธำรงไว้ซึ่งความจริง
เพราะเราดันอาศัยอยู่บนโลกแห่งความจริง

ทนเจ็บปวดต่อไปเถอะนะ เรา...

ไม่งั้นก็ ไปตายซะ!!!!




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:33:37 น.
Counter : 220 Pageviews.  

คิืดจะคึก คิดเขียนเรื่องสั้น บทที่ (-2)

ตอนเย็นๆ ปลายเดือนกันยายน ณ ร้านกาแฟแห่งเดิมแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองกรุงเทพ
แก้วสองแก้วบนโต๊ะเล็กๆ ทำหน้าที่กั้นระหว่างโซฟานุ่มๆสองตัวมีหญิงและชายต่างจับจองที่นั่งกันคนละตัว บทสนทนาเรียบๆง่ายๆ แต่ดูท่าทางของทั้งคู่แล้ว เรื่องราวคงไม่เรียบง่ายเช่นบทสนทนา

“วันนี้ไม่ดื่มชาแล้วเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยปากถาม

“ครับผม” ฝ่ายชายตอบอย่างง่ายๆ

“วันนี้ดูคุณเครียดๆนะ เป็นอะไรหรือเปล่า อยากทานอะไรหรือเปล่าคะ” ฝ่ายหญิงถามด้วยความเป็นห่วง

“ผมมีเรื่องให้คิดเยอะน่ะครับ ขอโทษที”

“นี่ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ยังไม่หายเครียดอีกเหรอคะ ระวังนะคะ ร่างกายจะโทรมเอา ความเครียดเนี่ยเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคเลยนะคะ ถ้าคุณไม่รู้ ฉันจะบอกให้” ฝ่ายหญิงบ่นด้วยความเป็นห่วง “เรื่องอะไรให้ฉันรู้บ้างได้ไหมคะ? ฉันอยากรับรู้เรื่องราวของคุณด้วย” เธอเอื้อมมือมาจับปลายนิ้วที่เย็นชืดของชายตรงหน้า

“มันเป็นเรื่องของผมน่ะครับ คุณไม่ต้องสนใจหรอก ผมต้องคิดอะไรเยอะ...ผมคิดมานานแล้วด้วย ผมคงต้องใช้เวลากับตัวเองสักพัก”

“...”

“...”

“คุณหมายถึงอะไรหรือเปล่าคะ? เป็นเรื่องของเรา ใช่มั้ย” ฝ่ายหญิงถาม เธอรู้สึกว่าหน้าเธอกำลังสูญเสียเลือด

ฝ่ายชายปากแห้งเผือดอีกครั้ง มือที่เย็นชืดแต่ชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายหญิง ใบหน้าที่ตกแต่งมาอย่างสดใส เริ่มเปลียนสี ความเครียดเข้าครอบงำระหว่างคนทั้งคู่

“ผมว่า ผมคงจะคุยกับคุณน้อยลง และคงไปหาคุณน้อยลงนะครับ ผมกำลังสับสน ต้องการเวลาสำหรับคิดอะไร”

‘เวลา?’ หญิงสาวนั่งครุ่นคิดชวมดคิ้วอยู่ในใจ ‘แน่ใจเหรอคะ ว่าคุณต้องการเวลา ไม่ใช่ว่าคุณต้องกลับไปหาใคร’ เธอคิดนิ่งเงียบ เก็บไว้ในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวออก

ริมฝีปากหญิงสาวเม้มแน่น... ทางออกสุดท้ายของนี่เป็นยังไง เธอรู้ดี ถึงแม้มันจะไม่ได้เป็นดั่งที่เธอหวังก็เถอะ แต่สิ่งเดี่ยวที่เธอต้องการคือ คำตอบที่ชัดเจนมากกว่านี้

“คุณ จะกลับไปหาเขาใช่มั้ย?” หญิงสาวเอ่ยย้ำ หวังจะได้คำตอบในเชิงตอบรับ เพื่อเธอจะได้ยอมรับความจริงอย่างทันที

“เปล่า ผมบอกแล้วไง ว่าผมอยากอยู่คนเดียว ผมรู้สึกทำผิดต่อคุณทั้งคู่ ผมทำให้คุณทั้งคู่ต้องเสียใจ ผมไม่อยากทำให้ใครเสียใจไปมากกว่านี้ ผมคิดว่าผมควรอยู่คนเดียวไปสักพัก”

‘ความเสียใจมันมีมากกว่านี้อีกหรือ’ หญิงสาวถามคำถามนี้ในใจ ‘จะมาก จะน้อย มันก็เสียใจเหมือนกัน เพียงแต่ฉันไม่ได้อยากร้องไห้ให้เธอเห็นนี่ ฉันไม่ได้เจ้าน้ำตา บีบน้ำตาเหมือนเขาคนนั้นซักหน่อย การที่ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เสียใจ หรือฉันเสียใจน้อยกว่าคนที่ร้องไห้หรอกนะ’

เปล่าเลย สิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้ทำ ก็ไม่ต่างอะไรจากคนขี้ขลาดที่ไม่กล้ายอมรับความรู้สึกของตัว เอง และความรู้สึกจากคนอื่น เขาอ่อนโยนเกินไป... แต่บางครั้ง ความอ่อนโยน กับ ความอ่อนแอ มันก็ต่างกันไม่เท่าไหร่ เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเธอจัดอยู่ในประเภทไหนกันแน่... อาจจะต้องใช้เวลาคิดสักเล็กน้อย

....
....
....

เขาเดินออกไปแล้ว ทิ้งเธอไว้เงียบๆคนเดียว เธอกำลังต้องการอยู่คนเดียวพอดี
มันก็แค่การกลับมานั่งกินกาแฟแก้วเดิม ในร้านเดิม เงียบๆคนเดียวเหมือนทุกที ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกไปเลย...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอหวังว่าจะเป็นเขา แต่ไม่ใช่.... เธอรับสาย...

“ฮัลโหล ว่าไงแก... อ๋อ... นั่นแหละ เหมือนเดิม เหมือนทุกครั้ง ไปแล้ว..” เธอคุยโทรศัพท์ไปพลาง ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบไปพลาง ฟองนมนุ่มๆเลอะปาก... เธอเม้มริมฝีปาก...

“เฮ้อออ... ขมชะมัด.... ฉันว่ากาแฟเนี่ย ให้เติมน้ำตาล เติมนมขนาดไหน มันก็ยังขมอยู่ดี แกว่าไหม?

สงสัย มันคงถึงเวลาที่ฉันจะต้องเลิกกินกาแฟซักที....”




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:32:48 น.
Counter : 259 Pageviews.  

คิืดจะคึก คิดเขียนเรื่องสั้น บทที่ (1)

บ่ายวันหนึ่งกลางเดือนสิงหาคม ที่ร้านกาแฟย่านธุรกิจกลางเมือง
“แก คิดดีแล้วหรือวะที่คุยกับเขาน่ะ” เพื่อนของหญิงสาวเอ่ยปากถามอย่างเป็นกังวล

“ไม่ใช่อะไรนะเว้ย ฉันแค่เป็นห่วงแก... แกไม่คิดบ้างหรือว่า ขนาดคนที่คบกับเขาอยู่ เขายังเลือกที่จะทิ้งเพราะว่าเบื่อ แล้วมาคุยกับแกได้ วันหนึ่งเขาก็อาจจะทำกับแกแบบนี้ก็ได้นะเว้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันว่าฉันก็ยังไม่แน่ใจในตัวเค้าอยู่เหมือนกันแหละ ก็ดูกันไปเรื่อยๆก่อน ยังไม่มีใครไว้ใจใครร้อยเปอร์เซนต์หรอกเพื่อนเอย ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันพูดจริงๆ ฉันดูแลตัวเองได้” ฝ่ายหญิงตอบอย่างมั่นใจ พลางหมุนแก้วกาแฟเล่นๆ

“แล้ว... กับเค้าของเขา เขายังได้คุยกันอยู่อีกไหม” เพื่อนสาวถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ระวังถ่านไฟเก่านะเว้ย นี่ยังไม่มอดดีเลย ยังคุกรุ่น อุ่นๆอยู่ตลอดเวลาเลยนิ 555”

ฝ่ายหญิงหันกลับมาค้อนเพื่อนตาเขียว เธอไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้บอกเพื่อน หรือแม้แต่เขาว่า เธอรู้สึกหึงตลอดเวลาที่เค้าโทรมาหาเขาแล้วร้องไห้ หรือเวลาที่เค้าคนนั้น งัดกลวิธีต่างๆเพื่อจะให้เขากลับไปหา

เธอก็แค่คนที่รู้จักกับเขามาไม่นาน เธอจะมีอะไรไปคุย หรือรู้ใจเท่ากับเค้าคนนั้นได้ล่ะ บางครั้งเธอก็นึกนอกใจ แต่ด้วยพื้นฐาน เธอไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์หึงหวงออกนอกหน้า เธอคิดว่ามันมากเกินไป ในเมื่อเธอกับเขาก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน

เธอบอกกับเขาว่า เธอไว้ใจเขา และเขาก็บอกกับเธอว่า เขาก็ไม่ได้คิดจะกลับไปหาเค้า
เธอบอกกับตัวเองว่า ให้เธอไว้ใจและเชื่อใจเขา และเขาก็ไม่คิดจะกลับไปหาเค้า ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องเป็นห่วง

“นี่... แกไม่หวงเขาบ้างเลยเหรอวะ ฉันเป็นห่วงแกจริงๆนะเว้ย ผู้ชายเดี๋ยวนี้ไว้ใจได้ที่ไหน หน้าตารึก็ดี แต่ดูท่าทางเขาเจ้าชู้จะตายไป” เพื่อนสาวยังไม่วายเป็นห่วงไม่เลิก

หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไร หยิบกาแฟขึ้นมาดื่ม ... ขมแฮะ.. เธอคิด เธอนิ่งเงียบมองออกไปนอกหน้าต่าง ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างเธอกับคู่สนทนาอีกครั้ง

“ถ้าฉันไม่ไว้ใจเขา เราจะเริ่มกันได้ยังไงล่ะ... แกเข้าใจมั้ย?” ฝ่ายหญิงตอบด้วยยน้ำเสียงราบเรียบ

“ฉันถือว่า ฉันให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของเขา นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น ถ้าเริ่มแค่นี้ยังขรุขระ อนาคตต่อไปจะเป็นยังไงกันเล่า....”

“เออๆ ตามใจแกแล้วกัน แต่ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆด้วยละกัน แกน่ะ ชอบปากเก่ง ปากบอกว่าไม่ๆ แต่ใจนี่คิดไปถึงไหนอยู่เรื่อย ไอ้ตัวแกน่ะ ฉันไม่ห่วง ฉันห่วงใจแกมากกว่า อย่าให้มันช้ำบ่อยนัก เดี๋ยวจะแย่เอาเปล่าๆ ที่บอกเนี่ยเป็นห่วงนะ เป็นห่วง เห็นเป็นแกหรอก ถึงได้เตือน ถึงได้บ่น”

เพื่อนสาวบ่นกระปอดกระแปด เธอรู้ว่าเพื่อนคนนี้คอยเป็นห่วงเธอตลอดเวลา แม้ว่าจะขี้บ่นไปมากก็ตาม อย่างน้อยเธอก็เรียกได้ว่า เป็นเพื่อนรักของเธอ...

“เอ้อ ว่าแต่ว่า แกว่าวันนี้กาแฟมันขมแปลกๆมั้ยวะ” หญิงสาวเบี่ยงประเด็น

“กาแฟยังไงมันก็ขม ให้แกเติมน้ำตาล นม คาราเมล ไซรัป หรืออะไรต่อมิอะไรเข้าไป มันก็ยังขมอยู่ดีแหละ ขมมากขมน้อยก็ว่ากันไป แกมันประสาท กาแฟนะโว้ย ไม่ใช่น้ำหวาน มันจะได้ไม่ขม” เพื่อนสาวตอบ

แล้วทั้งสองก็หัวเราะร่า คุยกันเรื่องสัพเพเหระต่อไป

เสียงโทรศัพท์ของหญิงสาวดังขึ้น มันเป็นชื่อที่เธอคุ้นเคย
“ฮัลโหล ว่าไงคะ เลิกงานแล้วเหรอ เหนื่อยมั้ย?” เธอกรอกเสียงหวานๆไปเช่นเคย หวานเสียจนเพื่อนสาวของเธอทำท่าอยากจะสำรอกกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป

“อืม ผมเลิกงานแล้วล่ะ แต่วันนี้ผมคงไม่ได้ไปหาคุณนะ ผมเหนื่อยๆ มีอะไรต้องคิดเยอะ ขอโทษทีนะคะ” ฝ่ายชายยังตอบกลับมาทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยคล้ายปกติ แต่หญิงสาวไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันกลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ดูแลตัวเองดีๆด้วย ฉันไปดูแลคุณไม่ได้ ยังไงก็ดูแลตัวเองไปพลางๆก่อนละกัน” หญิงสาวยังพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“ผมดีใจที่ได้รู้จักคุณนะ ไม่ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นยังไง ผมรู้สึกดีมากจริงๆที่ได้รู้จักคุณ” ฝ่ายชายตอบกลับมา

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ ฉันดีใจมากจริงๆที่เราได้รู้จักกัน ขอบคุณนะคะที่เข้ามาในชีวิตฉัน” น้ำเสียงฝ่ายหญิงเปี่ยมไปด้วยความสุข

“เดี๋ยวผมขับรถก่อนนะครับ ไว้เราค่อยคุยกัน รีบกลับบ้าน หาอะไรทานด้วยนะครับ”

“ค่ะ ขับรถดีๆนะคะ ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกฉันด้วยนะคะ อย่าทำให้เป็นห่วงนะ”

“ครับผม สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ”

เธอกดวางโทรศัพท์ แล้วหยิบใส่กระเป๋า ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรกับบทสนทนาที่เพิ่งจบลงไปเลย
เธอไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลยจริงๆ

กาแฟในแก้วตรงหน้าเธอกำลังละลาย ทำให้รสชาติกาแฟแก้วนั้นเจือจางลง....




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:32:03 น.
Counter : 217 Pageviews.  

คิืดจะคึก คิดเขียนเรื่องสั้น บทที่ (0)

ความเดิมตอนที่แล้ว
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=lady-lullaby&month=07-11-2009&group=1&gblog=102

หัวค่ำ ต้นเดือนสิงหาคม ในบ้านย่านชานเมืองที่เงียบสงบ

โทรศัพท์เครื่องเล็กๆดังขึ้น หญิงสาวเปิดออกดูเบอร์แล้วทำหน้าประหลาดใจ กดปุ่มรับสายแล้วกรอกเสียงไปตามสายโทรศัพท์

“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับคุณ ทำอะไรอยู่ครับ” น้ำเสียงคุ้นเคยตอบกลับมาจากปลายสาย
“ก็นั่งเล่นไปเรื่อยๆ ทำงานบ้าง เล่นคอมบ้าง ดูทีวีบ้าง ตามประสาน่ะค่ะ ไม่ให้ว่าง ไม่ให้เหงา แล้วคุณล่ะคะ ทำอะไรอยู่” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“กำลังขับรถกลับบ้านครับ ไปทำธุระมา”
“เหรอคะ งานหนักมั้ยคะ รีบๆกลับบ้านพักผ่อนนะคะ” เสียงหวานๆ ของฝ่ายหญิงพูดออกไปด้วยความเป็นห่วง
“....”
“ผมเลิกกับเขาแล้วนะครับ ผมเพิ่งไปบอกเลิกเค้ามา เค้าร้องไห้ด้วย” หลังจากเงียบไปสักครู่ ฝ่ายชายจึงค่อยเฉลยว่าธุระของเขาคืออะไร

“!!!” ฝ่ายหญิงตกใจ พูดอะไรไม่ออก พอตั้งสติได้ก็กรอกเสียงกลับไป “ทำไมคุณทำอะไรอย่างนี้”
“ก็ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมกับเค้าควรจะจบกันเสียที ผมรู้ว่าผมเลว แล้วก็ใจร้ายมากด้วย แต่ผมไม่อยากหลอกตัวเองอีกต่อไปแล้ว” ฝ่ายชายตอบกลับด้วยน้ำเสียงซึมๆ

ฝ่ายหญิงยังไม่เลิกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอยังคงตกใจกับการกระทำของเขาอยู่ นี่มันก็เพิ่งผ่านไปได้แค่สามวันเองนะ อะไรทำให้เขาตัดสินใจได้รวดเร็วขนาดนี้ เธอเริ่มรู้สึกกลัวผู้ชายคนนี้ขึ้นมา แม้เธอจะเป็นฝ่ายที่ยื่นคำขาดไปเมื่อการเจอกันครั้งที่แล้วว่า เขาต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้ก่อน หญิงสาวรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทั่วร่างกาย แต่ใครจะไปคิดเล่า ว่าเวลาที่เขาขอไว้มันจะเพียงแค่สามวันเท่านั้น เธอหวังใจไว้ว่ามันจะยาวนานกว่านี้

“คุณครับ ผมคุยกับคุณได้ไหมครับ ผมเคลียร์ตัวเองแล้ว เหลือแต่คุณให้โอกาสผมเท่านั้น” ฝ่ายชายพูดแหวกความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง

โอกาสน่ะมีแน่ แต่โอกาสที่เธอจะถูกตราหน้าว่าแย่งของคนอื่นมาสูงมากกว่า นี่ถ้าใครรู้เข้าว่าเขาเลิกกับเค้าเพื่อมาคุยกับเธอมีหวังเธอได้กลายเป็นตัวร้ายตามละครโทรทัศน์ช่องมากสีแน่นอน

ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีอะไรหรอกนะ หน้าตา ฐานะก็ดี แต่ด้วยเหตุและผลที่มีมากมายทำให้เธอรู้สึกกลัวและลังเล ซึ่งจริงๆก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ไม่ว่าใครถ้าได้เจอพฤติกรรมที่เธอได้รับรู้ไม่นานนี้ ก็คงกลัวเหมือนเธอหมดเช่นกัน

แต่ก็ใช่ว่าเธอจะกลัวอยู่แค่ฝ่ายเดียว เขาก็กลัวเธอไม่น้อย ก็ดูเธอสิ คำพูดคำจา หน้าตาท่าทาง แถมคำนิยมที่เขาได้ยินมามากมายเกี่ยวกับเธอก็ดูแรง ร้ายไปหมด แต่เขาก็ยังอยากจะรู้จักเธอนี่ เอาน่า ลองดูสักตั้งละกัน
ความจริงก็คือความจริง

ฉันจะสนใจแค่คนที่เป็นเพื่อนฉันเท่านั้น ทุกคนน่าจะรู้ว่าฉันเป็นยังไง ฉันไม่ใช่คนที่จะแย่งใครแน่ๆ
นี่มันเรื่องจริงนี่ ฉันไม่ได้แย่งเขามา ฉันไม่ได้ทำอะไร แต่เขาเลือกที่จะมาคุยกับฉันเอง ฉันไม่ใช่คนผิด
หลังจากที่ถือสายอยู่นิ่งๆสักพัก หญิงสาวก็ตอบไป

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ เรามาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้ง คุณชื่ออะไรคะ....”




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:30:20 น.
Counter : 252 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

My Lullaby
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Blog ^^
Nice To meet You all na ka :):)

This is my URL: http://lady-lullaby.bloggang.com
This is my Christian Blog :http://loukyie.blogspot.com/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add My Lullaby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.