Welcome to My World :) You're Welcome.

Merry Christmas while I already realize how cruel the world is!!!

Friday, December 25, 2009 at 2:02am

คริสต์มาสเมื่อ 2009 ปีก่อน... พระเยซูได้เกิดท่ามกลางความลำบาก ในรางหญ้า ที่โรงนา
คริสต์มาสเมื่อ 22 ปีก่อน... เด็กผู้หญิงหนึ่งคนอายุได้ 1 เดือนกับ 16 วัน
คริสต์มาสเมื่อ 5 ปีก่อน... เด็กสาวหนึ่งคนได้รู้จักกับคนที่เกิดก่อนหน้าเธอ 1987 ปี ได้รับเชื่อ... และได้รู้จักการแสดงอยู่บนเวที!!! ;P

คริสต์มาสเมื่อ 4 ปีก่อน... เด็กสาวเริ่มห่างหายไปจากคนที่เธอเพิ่งรู้จัก
คริสต์มาสเมื่อ 3 ปีก่อน... เด็กสาวได้หายไปจากคนที่เธอรู้จัก
คริสต์มาสเมื่อ 2 ปีก่อน... เด็กสาว.. หายไป?
คริสต์มาสเมื่อ 1 ปีก่อน... เด็กสาวนั่งร้องไห้กลางสถานบันเทิง เธออกหัก...
คริสต์มาสปีล่าสุด... เด็กสาวเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล เพิ่งไปเยี่ยมปู่เธอที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจ..

ไม่น่าเชื่อเนอะ ว่าเทศกาลคริสต์มาสที่ใครๆต่างก็มีงานฉลองปาร์ตี้ด้วยความสุข
แต่สำหรับเราแล้ว... มันเคยเป็นเทศกาลแห่งความสุข
ที่โรงเรียน เป็นวันที่จะได้จับฉลาก และได้นั่งกินข้าวกับเพื่อน
ที่โบสถ์ เป็นวันที่พระเจ้าได้ลงมาประสูติในร่างมนุษย์ที่พระองค์เตรียมลงมาตายแทนเรา
ที่มหาลัย เป็นวันที่มีงานฉลอง ปาร์ตี้ หรือบางทีก็มีการไปฉลองตามที่ต่างๆ

เอาจริงๆ อีกหนึ่งอาทิตย์ก็ปีใหม่แล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนึ่งปีมันจะเร็วได้ขนาดนี้
ปีๆหนึ่งมันเร็วนะ เอาเข้าจริงๆแล้ว

ในเทศกาลคริสต์มาสที่ทุกคนมีความสุข ฉลองกันอย่างเพลิดเพลินนั้น
สำหรับเราตอนนี้ ไม่เคยรู้สึกว่าคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความสุขเหมือนคนอื่นๆเลย...
ภาพคริสต์มาสที่เราเห็นทุกปี มีแต่เรื่อง และเรื่องอะไรก็ไม่รู้

คริสต์มาสปีที่แล้ว ยังจำภาพตัวเองได้ว่า ยืนร้องไห้กลา่งนั่งเล่น....
เพราะว่าเพิ่งเลิกกับแฟน ได้ไม่นาน...ไม่นานจริงๆ
เฮิร์ทมาก และอมทุกข์ อมหนองมาได้ถึง 6 เดือน
ไม่น่าเชื่อว่า คนอย่างเราจะเคยทุกข์ได้นานขนาดนั้น

แต่พอคริสต์มาสปีนี้... ไม่ได้เศร้าเพราะคนๆนั้นอีกแล้ว และก็ไม่ได้เศร้าเพราะคนต่อมาด้วย
ครบรอบ 1 ปี ถ้านับจริงๆแล้ว... นี่เปลี่ยนไป 2 คน ดีนะ ที่ไม่ได้เรียกว่าแฟน - -' เปลืองไป....
ไม่น่าเชื่อจริงๆ 1 ปีที่ผ่านมา... มีคนทำให้เราเสียใจไปแล้ว 2 คน...
แต่ก็ดีขึ้นมามากพอตัวแล้ว
ก็อย่างที่เขาว่าแหละ... มีคนใหม่ เดี๋ยวก็ลืมคนเก่า
พอมีใครเข้ามาคุยด้วย... ก็ลืมไปเอง
สำหรับบางคนก็ทำได้ บางคนก็ทำไม่ได้
แต่คราวนี้ ทำได้ว่ะ ดีใจกับตัวเองด้วย เฮ้!! จะได้ไม่ต้องกรีฟวิ่งต้อนรับปีใหม่
อะไรไม่ดี อะไรแย่ๆ อะไรที่ไม่ทำให้มีความสุขก็ปล่อยทิ้งไปในอีก 1 อาทิตย์
หยีจะไม่อมหนองเหมือนปีที่แล้ว ที่อมมันไว้ถึง 6 เดือนแล้วล่ะ...

แม้คริสตฺ์มาสปีนี้ จะไม่มีเรื่องคนอื่นมากวนใจ
แต่แปลกที่คริสต์มาสปีนี้กลับรู้สึกเหนื่อย และท้อแท้มากที่สุด
เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่เรารักมากเหมือนกัน
และไม่รู้จะทำอะไรยังไงดี
อาแหย่เข้าโรงพยาบาล ผ่าหัวใจ
ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากให้กำลังใจเค้า
ในขณะเดียวกัน ไม่สามารถที่จะบอกใึครได้ว่า มีความสุขในวันคริสต์มาส
ไม่มีความสุขในวันคริสต์มาสเลย เป็นห่วง และกังวลได้ที่สุด

ในขณะที่บ้านนี้เข้าโรงพยาบาล อีกบ้านก็เตรียมงานแต่งงาน
เอาจริงๆคือ หยีไม่สามารถปรับอารมณ์ได้เลย
เป็นห่วง และเป็นกังวล แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไปช่วยเตรียมงานแต่ง... และต้องแสดงความยินดี
มาตรวัดความรู้สึกของหยีมันแปรปรวนไปหมด...

แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ยังรู้ว่า พระเจ้าจะเข้าใจเรา
และคิดว่า ความลำบากของเราก็ยังไม่เท่าพระเยซูแหละ...
คงจะพยายามคิดอย่างนี้ไป เพื่อไม่ให้ว้าวุ่นใจมากที่สุด

ขอโทษจริงๆที่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย...

Merry Christmas ค่ะ ทุกคน :')

ปล. สงสัยจังเลย ว่าคริสต์มาสปีหน้า มันจะเป็นยังไงนะ




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:41:17 น.
Counter : 243 Pageviews.  

เพื่อเพื่อน เต็มร้อยไม่ได้แล้วจริงๆ :'((

Tuesday, December 15, 2009 at 5:27pm

ให้ได้แค่นี้จริงๆ
อย่าหวังว่าจะได้จากเราอีกเต็มร้อยเลย
เพราะในเมื่อเธอคิดแต่จะได้จากเราร้อย
แต่สิ่งที่เธอให้เรา มันไม่ได้ให้กลับมาเลย

มันไม่มีอีกแล้วล่ะ ที่จะเต็มร้อยให้เธอได้
ในเมื่อเธอคิดแต่จะได้ แต่ไม่เคยให้เลยซักที

ดีแล้วล่ะ ที่มีคนที่ให้เธอเต็มร้อย
แต่สำหรับฉัน ไม่ไหวแล้วจริง

ขอโทษนะ สำหรับคำที่ว่า
"เพื่อเพื่อนเต็มร้อย ได้หรือเปล่า"

สำหรับฉัน มันไม่ได้แล้วล่ะ ตอนนี้

ฉันเต็มที่กับเพื่อนไม่ได้จริงๆ
ทุ่มเทให้กับความเป็นเพื่อนมากขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ

เคยเข้าใจว่า การให้ มีความสุขมากกว่า การรับ
แต่ตอนนี้ ฉันคิดว่า ฉันมีความสุขมากพอแล้วล่ะ :)
ได้เวลาที่จะปล่อยให้เธอมีความสุขมากกว่าแล้ว

ตามสบายจ้ะ

ดูใจร้ายเนอะ? แต่ก็ดีกับตัวเองมากกว่า

กับบางคน มันก็ต้อง Let it be จริงๆ
เหนื่อยจ้าาาาาาาา :):)




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:40:08 น.
Counter : 221 Pageviews.  

เมื่อพระเจ้าสร้างผู้หญิง :):)

Monday, November 30, 2009 at 11:23pm

เมื่อพระเจ้าได้สร้างผู้ชายขึ้นมาก่อน
เพื่อจะได้มีคนเอาไว้รับใช้วิ่งเต้น แข็งแรงและมีความบึกบึน
แต่ผลกลับปรากฏว่าโลกดูแข็งกระด้าง และไม่น่าดูเอาเสียเลย

พระองค์จึงต้องสร้างคนขึ้นมาอีกคนหนึ่ง เพื่อให้มีลักษณะตรงกันข้าม
ใครได้เห็นหรืออยู่ใกล้ๆจะได้ชื่นใจ
ก่อนจะลงมือสร้าง พระผู้เป็นเจ้าก็นึกถึงเครื่องปรุงเสียก่อน

เมื่อคิดได้แล้ว พระองค์จึงทรงเอื้อมพระหัตถ์
ไปหยิบเอาความโค้งกลมกลึงของดวงจันทร์มาส่วนหนึ่ง
คาดคะเน ประมาณน้ำหนักไว้ด้วยพระหัตถ์

ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้เท่ากันกับความคดเคี้ยวของเถาไม้เลื้อยที่พระผู้เป็นเจ้าทรงดึงเอาลงมาผสม
โดยมีน้ำหนักเท่ากับความกลมกลึงของพระจันทร์

แล้วก็ทรงนึกว่าควรเอาอะไรผสมลงไปอีก
พระองค์ก็ทรงหยิบเอาของใกล้ๆพระหัตถ์นั่นเอง แล้วก็ดึงออกมาไม่ยากด้วย
นั่นคือความเกาะเกี่ยวเลี้ยวรัดของเถาวัลย์
เพื่อจะให้ครบสูตรของความอ่อนและไหว

สิ่งต่อไปก็น่าจะต้องเป็นความลู่และพริ้วไปตามลมของยอดหญ้า
ต้องลมนิดหน่อยก็จะลู่ไปตามลม แต่ไม่กลัวแม้แต่พายุ

ลู่เฉยๆจะดีที่ไหน ทรงคิดได้เช่นนั้นแล้ว
ก็ทรงรัดเอาความอ้อนแอ้น อ่อนไหวยามเล่นกับสายลมของไม้อ้อ
นี่แหละคือต้นเหตุ ทำให้ผู้หญิงทั้งหลายกลัวความอ้วน
อันเป็นลักษณะตรงกันข้ามกับความเบาหวิว ไหวระรัวของต้นอ้อในสายลม

พระผู้เป็นเจ้าทรงนึกในพระทัยว่า "กลิ่นอีกอย่าง เห็นจะต้องให้ผิดกับผู้ชาย"
แล้วก็ทรงดำริต่อไปว่า "อย่ากระนั้นเลย เราจะคั้นเอาความหอมหวนยวนยีของดอกไม้ผสมลงไป"
นี่อย่างไรคะ กลิ่นผู้หญิงจึงเร้าผิดไปจากกลิ่นของผู้ชาย และยังชอบใช้น้ำหอมมากกว่าผู้ชายด้วย

ผู้หญิงที่หนัก จะตุ้งติ้งได้น่าดูอย่างไร
เอ้า! เอาความเบาของใบไม้ที่ส่ายตัวรับลมผสมลงไปตามส่วน จะได้ดูหวิวไปทั้งตัว
จะเดินจะเหินคล้ายกับลอยเลื่อนไปตามลม ใช้ความเบานั้นเป็นเครื่องมือล่อให้ชายสนใจ

ตั้งแต่พระเจ้าทรงหยิบโน่นผสมนี่ ดูจะมีแต่ความเปราะบางเบา
น่าจะต้องเอาความคมผสมลงไปเสียบ้าง

ในส่วนผสมต่อมา จึงมีแต่ความคมของตาเนื้อทราย
ทำให้หน้าผู้หญิงแจ่มจ้า คลุกเคล้าไปกับความคม ดูแล้วไม่จืดตาจืดใจ

"ทำอย่างไรดีหนอ" พระเจ้าชักจะทรงเป็นห่วง
"ผู้หญิงจะได้แจ่มใส เจิดจ้าไม่หมองดำกรำงานหนักเหมือนผู้ชาย"
"ใช่แล้ว!" เพราะทรงคิดได้ว่า ความแจ่มจรัสของผู้หญิงนั้นจะต้องได้มาจากแสงอาทิตย์
พระองค์จึงทรงเติมเชื้อแห่งความรุ่งโรจน์ลงไปในเครื่องปรุง กะปริมาณให้พอดี

"ตายละวา ข้าเองก็ลืมไป ไม่ได้ให้อาวุธป้องกันตัวกับหล่อนเลย" ทรงอึ้งไปครู่ใหญ่
"ขืนไม่ให้อะไรไว้ป้องกันตัวบ้าง ไม่มีพิษสงเอาเสียเลย จะเสียเชิงได้ง่ายๆ"
พระผู้เป็นเจ้าทรงดำริในพระทัยต่อไปอีกว่า
"อย่าให้ไปแข่งกับผู้ชายเขาเลย จะผลิตมาเพื่อให้ตายไปเสียเปล่าๆ"
พระองค์จึงเหยาะน้ำตาและหยาดน้ำ ที่ได้มาจากเมฆหมอกลงผสม
เพื่อให้ผู้หญิงที่ทรงสร้างมาด้วยพระหัตถ์ เอาไว้ใช้สู้ความแข็งแกร่งและเหี้ยมโหดของผู้ชาย

เพื่อให้เกิดความท้าทายและไม่จืดชืดเหมือนน้ำเย็น
พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงหยิบเอาความแปรปรวนและไม่แน่นอน แห่งทิศทางของสายลมพรมลงไป

"มีอะไรอีกหนอ ที่จะทำให้ผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชายโดยเด็ดขาด ถือเป็นเอกลักษณ์ของสตรีเพศได้"
ทรงใคร่ครวญเพื่อให้ผลผลิตมีคุณสมบัติแปลกใหม่
ก็ความใจเสาะของกระต่ายนั่นไง อุ้มก็ตาย ไม่อุ้มก็ตาย ตื่นตูมก็เท่านั้น

เมื่อผู้หญิงมีความน่าพิสมัยมากมายในตัวเอง จะกักเก็บเอาไว้ก็น่าเสียดาย
พระผู้เป็นเจ้าจึงเหยาะความลำพอง ขี้โอ่และโอ้อวด กรีดกรายของนกยูงลงไปอีกหนึ่งอย่าง
เพื่อให้ผู้หญิงชอบปรากฏตัว เพื่อความสุขของตัวเอง และให้ผู้ชายได้เชยชม

และยังทรงรวบรวมความนุ่มนวลแห่งขนอ่อนตรงหน้าอกของเจ้านกน้อย ปนเปลงไปในเครื่องปรุงด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หญิงอ่อนหวาน ลื่นตาลื่นใจ ทั้งยังนุ่มนิ่ม

ถึงตอนนี้พระผู้เป็นเจ้าชะงักงัน เกือบจะทรงลืมไปว่า ถ้าผู้หญิงมีแต่ความอ่อนนุ่ม นุ่มนวลและอ่อนไหว ฯลฯ
อาจจะอยู่ไม่ได้นาน จึงทรงเอาความแข็งแกร่งของเพชรเติมลงในเบ้า
แต่แล้วทรงนึกขึ้นได้ เกรงว่าสิ่งที่ได้มาจากเพชรจะมากไป
จะตักคืนก็ไม่ได้เสียแล้ว เป็นอันว่าเลยตามเลย

อะไรเผ็ดไป เค็มไป เปรี้ยวไป หากเติมน้ำตาลลง ก็พอจะแก้กันไปได้
จึงทรงเทความหวานของน้ำผึ้งลงไปแก้กัน ซึ่งหวานเลิศยิ่งกว่าน้ำตาลธรรมดาๆ

ทรงมีพระประสงค์จะสร้างพลังอันเป็นดุลถ่วงผู้หญิงเอาไว้บ้าง เครื่องผสมท้ายๆรายการ
จึงประกอบไปด้วยสิ่งที่จะทำให้แข็ง ทั้งกายและใจนั่นก็คือ

ความดุร้ายของพยัคฆ์ เมื่อจวนตัวและเกิดโทสะขึ้นเมื่อไหร่
จะต้องฆ่าก็ฆ่า และจะสู้ด้วยฤทธิ์ของนางพยัคฆ์ที่หวงลูก

ตามด้วยความร้อนแห่งเปลวไฟ เข้าใกล้ชายจะร้อนรุ่มเอาทีเดียว
โมโหเก่งแล้วก็แรงดุจพายุร้าย
"ชักจะมากไป" พระผู้เป็นเจ้าทรงคิด จึงทรงเติมความเยือกเย็นของทิวาลงไป
เพื่อดับร้อนของไฟให้บรรเทาลง ถึงไม่ได้มาก ได้นิดหน่อยก็ยังดี

เติมแล้วก็ทรงโล่งพระทัย

"ตายแล้วกู" พระผู้เป็นเจ้าทรงตำหนิตัวเอง
"เกือบไปแล้วไหมล่ะ หวิดสร้างคนใบ้" ฉะนั้นในเครื่องปรุง
จึงมีแต่ความช่างพูดของนกกระจอก พูดได้ทั้งวัน ฟังเท่าไรก็ไม่ค่อยจะได้เรื่อง
ด้วยเสียงของนกโกกิลา(หน้าตาเป็นยังไงหว่า?)

"เอาหล่ะ แต่เดี๋ยวคนเขาจะรำคาญเรื่องพูดมาก น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งหาไม่เจอ"
ทรงหยิบเอาความครวญคราง น่าเห็นใจและน่าฟังของเสียงนกเขา คนคละลงไปในเบ้าหลอม

"สุดท้ายแล้ว จะเอาอะไรดี" พอทรงคิดได้ก็หยิบเอาพิษร้ายของอสรพิษเพิ่มลงอีกอย่าง
แล้วก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก

ทั้ง 22 รายการนี้แหละ ที่พระผู้เป็นเจ้าช่วยกันมากวน ผสมผสานให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วทรงปั้นอย่างประณีตออกมาเป็น "สตรี"


------------------------------------------------------------------

เริ่มแรกที่อ่านเรื่องนี้ เจอในนิยายเรื่อง สุดขอบจักรวาล มั้ง เป็นนิยายที่ชอบที่สุด
เขียนเอาไว้หวานมากเลย เพิ่งเจอในเน็ตไม่นานนี้เอง :):)~ ชอบๆ

"วรรณกรรมสันสกฤตมีเรื่องเล่าว่า...เมื่อพระเจ้าสร้างโลกและมนุษย์ผู้ชายขึ้นมา
แล้วก็เห็นว่าเจ้ามนุษย์ผู้ชายที่สร้างขึ้นมานี้ออกจะกระด้างแข็งโป๊กเกินไป จึงรวบรวมเอา…
เสน่ห์ของแสงจันทร์
ความอ่อนช้อยของเถาไม้เลื้อย
ความเกาะเกี่ยวของเถาวัลย์
ความหวั่นไหวของยอดหญ้า
ความอ้อนแอ้นของใบอ้อ
ความยียวนของดอกไม้
ความเบาของใบไม้
ความคมของตาเนื้อ
ความแจ่มใสของดวงตะวัน
น้ำตาของหมอก
ความปรวนแปรของสายลม
ความใจเสาะของกระต่าย
ความโอ่อ่าของนกยูง
ความนุ่มนวลแห่งขนอ่อนของวิหค
ความแข็งแกร่งของเพชร
ความหวานของน้ำผึ่ง
ความดุร้ายของพยัคฆ์
ความอบอุ่นของไฟ
ความหนาวเหน็บของหิมะ
ความพูดมากของนกกระจอก
ความครวญครางของนกเขา
และพิษของงู ...

มาปั้นรวมกันเข้าสร้างเป็นมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมา
แล้วสิ่งสร้างใหม่ที่มีสัดส่วนโค้งๆ เว้าๆ นี้ก็สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายจนทั้งโลกและผู้ชายหายกระด้างได้จริงๆ”




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:39:36 น.
Counter : 240 Pageviews.  

วิกฤตวัยกลางคน กับ งานแต่ง

Thursday, December 10, 2009 at 11:42pm

เคยได้ยินเรื่องวิกฤตวัยกลางคนมั้ย?
มันเริ่มที่อายุเท่าไหร่อ่ะ? ไม่รู้เหมือนกัน

แต่สำหรับหยี ไม่รู้ว่าเรียกวิกฤตวัยกลางคนได้หรือเปล่า สำหรับเรื่องที่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง ที่หยี(เกือบ)รู้จักหลายๆคน
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร และคาดว่า หยีและเพื่อนๆหลายๆคนคงเป็นในอนาคต
ซึ่งได้แต่ขออธิษฐานพระเจ้าว่า อย่าให้เป็นอย่างนี้เลย
คนอื่นเห็นแล้ว (ตัวหยีตอนนี้แหละ) มันทุเรศ
ดูเป็นเรื่องตลก จริงๆนะ :))

เรื่องมันมีอยู่ว่า พอพ้นวัยเบญจเพศ หรือ อายุอานามราวๆนั้น 25 ขึ้นไป อาจจะ + หรือ - 2 ปี ว่ากันไป
(ใกล้แล้วนี่หว่า - -')

ผู้หญิงคนแรก มีแฟนแล้ว แต่พออายุย่างเข้าวัยกลางคน (ที่หยีว่านะ)
ก็รบเร้าแฟน แต่ไม่พูดตรงๆ พูดเปรยๆ อ้อมๆ กับแฟนว่า
"อยากแต่งงาน"
อยากจะใช้คำว่า Imply ก็ไม่แปลก พยายามบอกให้รู้เป็นนัยๆว่า
"กูอยากแต่งแล้วนะ มึงขอกูซักที"
ซึ่งบางที ผู้ชายยังไม่พร้อม

ผู้หญิงคนที่สอง ไม่มีแฟน คือ มีแล้วก็เลิกๆแหละ
เป็นคนปากดี บอกว่า ถ้าหาดีไม่ได้ ก็ไม่ต้องหา กูจะอยู่คนเดียว!!
(เป็นคำพูดที่ได้ยินเพื่อนพูดบ่อยๆตอนนี้ เหมือนที่หยีพูด - -')
แต่พอเข้าวิกฤตวัยกลางคนปุ๊บ ก็โทรไปร้องห่มร้องไห้กับเพื่อนว่า
ทำไมแต่งกันไปหมด แล้วเมื่อไหร่กูจะได้แต่ง

สงสัยเหมือนกันว่า พออายุมากขึ้น ก็ต้องเริ่มยอมรับกับการใช้คำว่า สาววัยทำงาน สาวออฟฟิศ
ไม่ใช่ นิสิต นักศึกษา และ First Jobber อีกต่อไป
เลย Segment ที่เป็นที่ต้องการของตลาดไปแล้ว...

ไม่ใช่แค่เรื่องตลาดสินค้าอุปโภค บริโภคเท่านั้น ยังรวมไปถึงตลาดผู้ชายอีกด้วย >.<
แย่แล้ว แล้วปัจจัยอะไรล่ะ? ที่ทำให้ผู้หญิงวัยกลางคนต้องคิดถึงเรื่องแต่งงาน
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เธอหลายๆคนยังเป็นผู้หญิงเก่ง และแกร่งสามารถอยู่คนเดียวได้
The wonder working woman ของออฟฟิศ (WWW) ทีผู้ชายๆหลายๆคนยอมศิโรราบให้
เคยออกปากว่า ถ้าหาดีไม่ได้ก็จะไม่มี อยู่คนเดียวดีกว่า ไม่ต้องมีพัวให้ปวดหัว!!!
หรือว่า ผู้หญิงที่ Self และมั่้นใจในตัวเอง สวย หมวย เริด เชืด เก๋ ถึงกับต้องออกปากบอกผู้ชายเป็นนัยๆว่า
เธอจะแต่งงานแล้ว ขอใช้คำว่า MUST แทนในที่นี้ได้เลย

อะไรที่ทำให้หญิงสาวเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป????

ปัจจัยแรก คาดว่าน่าจะเป็นเรื่อเคมีในร่างกาย ที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนอยากแต่งงาน...
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เรื่องแต่งงานจึงเป็นความฝันของหญิงสาวหลายๆคน
ใช่ค่ะ รวมถึงหยีด้วยเหมือนกัน ฝันที่อยากจะแต่งงาน
ได้สวมชุดแต่งงาน คิดแบบงาน สไตล์ ธีม ฯลฯ
มันเป็นประสบการณืหนึ่งในชีวิตที่ "บางคน" เท่านัี้นที่จะได้สัมผัส
บางคนอาจเจอเร็ซ เจอช้่า หรือ อาจไม่เจอเลย...
แล้วแต่กันไป แต่เรือ่งนี้ คาดว่าเป็นเคมีในร่างกายเลยจริงๆ

แต่พอมาคิด อาจจะเป็นที สัญชาตญาณในการสืืบพันธุ์ของเพศหญิง + วัฒนธรรมไทยหล่อหลอมมาก็ได้
เพราะว่า เอาจริงๆ คือ ผู้หญิงมีหน้าที่ที่จะต้องสืบเผ่าพันธุ์ โดยการมีลูกอยู่แล้วใช่ม้าาาา
แต่ด้วยวัฒนธรรมไทย ที่ไม่ึค๊วนนน ไม่ควรจะท้องก่อนแต่ง
ผู้หญิงก็เลยอยากแต่งงาน... เมื่อถึงวันยอันสมควร หรือ วัยเจริญพันธุ์
แล้วไอ้วัยเจริญพันธุ์ที่ว่า ดั๊นนนนมาตรงกับช่วงวิกฤตวัยกลางคนพอดี
ผู้หญิงหลายๆคนก็เลยเป็นซะงั้น
แต่เอาจริงๆ หยีรู้สึกว่า แม้แต่พวกที่ท้องก่อนแต่้ง ก็ยังอยากแต่งงาน นั่นาิ ทำไม??

อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน สมมติฐานมั่วๆ คิดไปเรื่อยเปื่อย ประสาหยี


ปัจจัยที่สอง อาจจะเป็น สื่อต่างๆ ที่เราได้เห็น
ไม่รู้ทำไม ผู้หญิงหลายๆคน ชอบที่จะเดินผ่านได้เปิดนิตยสารงานแต่งดู ทั้งๆที่แฟนยังไม่มี
(เช่นฉัน) และนั่งเพ้อฝันไปกับชุดเจ้าสาวแสนสวย
หลายๆครั้งที่ดูหนัง ดูละคร แล้วฝันไปว่า ฉันเป็นเจ้าสาวในเรื่อง กำลังแต่งงานกับพระ้เอกหน้าตา่ดี
(ซึ่งความจริืง หน้าตาแบบนี้ ทั้งชีวิตยังไม่เคยเจอ)

อันนี้เรียกได้ว่าเป็นอิทธิพลสื่อโดยตรงที่ทำให้เราอยากแต่งงาน
ช่วยไม่ได้ งานแต่งในหนัง ในละคร มันดูช่างสวบยงามเหลือเกินนี่หว่า...


ปัจจัยสุดท้าย (ที่หยีคิดออก) อิทธิพลเพื่อน
เอาจริงๆ คือ ถึงแม้ว่าเราจะบ่นมานานแค่ไหน แต่เมื่อเราโตขึ้น
ไม่ใช่ทุกคนที๋โชคร้ายได้เจอวิกฤตวัยกลางคนอย่างนี้
ใีเหมือนกันกับคนทีไ่ด้แต่งงานไปก่อนจะเจอวิกฤตวัยกลางคน
และคนพวกนี้แหละค่ะ ที่หยีคิดว่าเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด

เพราะเขาเหล่านั้น ดันชิ่งไปแต่งงานก่อนที่จะถึงวิฟฤตนี้ ผลก็คือ มันเอฟเฟคท์มาที่คนที่เหลือค่ะ
การได้ไปงานแต่งของเพื่อนๆ ญาติๆ หรือคนรู้จัก ทำให้เราคิดไปว่า เมือ่ไหร่จะถึงตาเรา

แล้วยิ่งเพื่อนกันนี่ตัวดี เผลอแผล็บเดียว เฮ้ยยย แต่งกันไปหมดแล้ว
สิ่งที่ตามมาคืออะไรรู้มั้ยคะ?
การตั้งคำถามที่ให้ตัวเองตอบไม่ได้
"เฮ้ย ทำไมเพื่อนกูแต่งงานไปหมดแล้ววะ เหลือแค่กูคนเดียว?"
"ทำไมวะ กูไม่ดี ไม่สวยตรงไหน"
บลา บลา บลา คำุามเหล่านี้จะเกิดขึ้นในหัวมากมาย และนำไปสู่วิกฤตวัยกลางคนในที่สุด

ผู้ที่มีแฟนแล้วก็จะเริ่มเปรยกับแฟน คิดสถานการณฺ์ออกไหม?
เมื่อไปออกงานแต่งคู่กันบ่อยๆ เมื่อถึงเวลา และจังหวะที่เหมาะสม
ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเอ่ยปาก
ผญ: เฮ้อ อิจฉา... เนอะ ได้แต่งงานก่อน 30 เมื่อไหร่เราจะได้แต่งน้่าาา
ผช: ....

เมื่อขับรถผ่านป้ายประกาศบ้าน คอนโด
ผญ: เธอๆ เธอว่าหมู่บ้านนี้ น่าอยู่มั้ย? เธอว่า มันใหญ่พอที่จะอยู่สองคนได้ไหม? แล้วเธอว่าฉันจะเล้ยงหมากี่ตัวดี?
ฉันฝีนมานานแล้วล่ะ ว่าเราจะได้อยู่ด้วยกัน ในบ้านสวยๆแบบนี้ เราจะนั่งดิ่มน้ำชาตอนบ่าย ฉันจะนอนหนุนตักเธอ ก่อนนอน เธอต้องเล่านิทานให้ฉันกับลูกฟังทุกวัน บลา.... บลา....
ผช: ...

เมื่อไปเจอเด็กน่ารัก
ผญ: อยากให้ลูกเราน่ารักอย่างนี้บ้างจัง
ผช: ...

เมื่อได้รับตุ๊กตาเป็นของขวัญวันเกิด
ผญ: ตัวเองๆ ขอบคุณมากเลยนะ นี่เป็นเบบี๋ของเค้ากะตัวเองนะ เอาเป็นว่าชื่อ น้องแต๊ะเอียละกันนะ
น้องแต๊ะเอีย หวัดดีปาป๊า สิคะ :):)
ผช: ....

ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่คาดว่าหลายๆคนคงอาจจะโดนอะไรประมาณนี้มาแล้ว
นี่คือวิฟฤตวัยกลางคนของผู้ที่มีแฟนแล้ว
และอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อมา คือ การเลิกรากันไป เพราะผู้ชายไม่พร้อมแต่งงานได้ในที่สุด

สำหรับผู้หญิงโสดที่ไร้คู่ตุนาหงัน
ก็จะเกิดอาการเหงา และร้องห่ม ร้องไห้
และจะออกไปหาคนรู้จัก ญาติสนิท หากออกไปไม่ได้ ไม่รู้จักบ้าน
อาการก็คือ หยิบโทศัพท์ขึ้นมากดโทรหาทุกคนในคอนเแทคลิสท์
โดยจะรู้ตัวอีกทีว่าทำอระไลงไปก็ต่อเมื่อ ใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์โผล่มานอนอยู่หน้าบ้าน....

อาการจะเบา จะหนัก ขึ้นอยู่กับระดับความพีคของคนที่โทรหา
ตั้งแต่เพื่อนสนิท (อันนี้มักจะโดนเป็นแรกๆ) เพื่อนเที่ยว (โทรชวนเที่ยวเพื่อให้ลืมวิกฤต)
เพื่อนสมัยม.ปลาย ไล่ไปจนอนุบาล
หรือบางคนอาจจะโทรไปคร่ำครวญกับ สารพันกิ๊ก คนที่แอบชอบ หรือแม้แต่แฟนเก่า
วิกฤตของสาวโสดวัยกลางคน ค่อนข้างอันตรายพอสมควร
เพราะอาจจะทำให้คนที่เราโทรไปหาหงุดหงิด รำคาญกับการบ่นพร่ำพรรณาของเราได้
โปรดตรวจเช็คพฤติกรรม และอารมณ์ของคนที่โทรไปคุยด้วยทุกครั้ง ก่อนที่จะบ่นอะไรออกมา

สำหรับส่วนตัวหยีแล้ว ส่วนทีอ่ันตรายที่สุด คือ การโทรหา สารพันกิ๊ก คนที่แอบชอบ หรือแฟนเก่า
ทำอย่างนี้แล้ว เค้าจะรู้ไต๋เรามา อาจนำมาซึ่งความสมเพฃ และเวทนา พร้อมคำครหาว่า "โง่" ได้

เพราะฉะนั้น เพื่อนๆจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าคิดจะโทรไปร้องไห้ พร่ำำพรรณนา
และ "โปรดเลือกให้ถูกคน และถูก Genre" ด้วย นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสำคัญ :))

ภาวนาให้ทุกคนอย่าเกิดวิกฤตวัยกลางคนเลยค่ะ
มันไม่ใช่ผลดีกับตัวซักเท่าไหร่
และขอให้หยีอย่าได้เป็นด้วย กลัว!!!

ผู้หญิงคนไหนเคยเป็นบ้าง?
ผู้ชายคนไหน แฟนเข้าวิกฤตนี้บ้าง?
โปรดแถลงไข ขอความเห็นด้วยจ้าาา :))




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:38:53 น.
Counter : 478 Pageviews.  

น้ำตาผู้หญิง ของประทานจากพระเจ้า

Monday, November 30, 2009 at 11:05pm

น้ำตาผู้หญิง...ของประทานจากพระเจ้า
โดย คุณสิธยา คูหาเสน่ห์

หนูน้อยคนหนึ่งสงสัยมานานแล้วว่า...ทำไมนะ...เห็นแม่ร้องไห้บ่อยๆ
วันหนึ่งก็รวบรวมความกล้าและถามแม่ว่า "แม่ฮะ ทำไมแม่ร้องไห้ฮะ"
แม่ตอบว่า "เพราะแม่เป็นผู้หญิงไงจ๊ะ"

เมื่อได้ยินคำตอบจากแม่ เด็กน้อยก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม
"ผมไม่เข้าใจฮะแม่"
แม่จึงกอดลูกน้อยไว้แนบอกและพูดข้างๆ หูว่า
"ลูกจ๋า ลูกจะไม่มีวันเข้าใจหรอกจ๊ะ"

เมื่อไม่ได้คำตอบที่หนำใจจากแม่
เด็กน้อยคนนั้นจึงไปถามจากพ่อบ้าง
"พ่อฮะ ทำไมบางทีอยู่ๆ แม่ก็ร้องไห้ ไม่เห็นมีใครทำอะไรให้แม่เสียใจเลยนี่ฮะ"

พ่อตอบว่า "ผู้หญิงทุกคนเป็นแบบนั้น"

แต่เมื่อหนูน้อยคนนั้นโตเป็นหนุ่มแล้ว
ความสงสัยตั้งแต่วัยเด็กก็ยังคอยรบกวนใจเขาอยู่ ในที่สุด
เขาก็ถามพระเจ้าว่า
"พระองค์เจ้าข้า เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงร้องไห้ง่ายๆ บางครั้งดูเหมือนไม่มีเหตุผลสมควรด้วย พระเจ้าข้า"

พระเจ้าตรัสตอบว่า
"เจ้าไม่รู้หรือว่าเราสร้างผู้หญิงขึ้นมาให้พิเศษกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงที่เราสร้าง...

เราสร้างให้ผู้หญิงมีบ่าที่กว้างและแข็งแรงพอที่จะแบกโลกนี้ไว้เชียวนะ
ทว่าบ่าของเธอก็นุ่มนวลพอที่จะเป็นที่พักพิงใจยามทุกข์

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำอดน้ำทนสูงที่สามารถทนความเจ็บปวด
ยามให้กำเนิดบุตรและยามที่ถูกทอดทิ้ง
(บางครั้งลูกๆ ของเธอนั่นแหละที่ไม่ต้องการเธอแล้ว)

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำใจแห่งการรับใช้
เพื่อให้ดูแลสมาชิกในครอบครัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย
อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและไม่บ่นหรือโอดครวญใดๆ เลย

เราสร้างให้ผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหวและความอ่อนโยน
ที่สามารถรักลูกได้โดยไม่มีเงื่อนไข
และทนลูกได้ทุกกรณีแม้ว่าลูกจะทำให้หัวใจของเธอแตกสลายก็ตาม

อารมณ์ที่รับความรู้สึกได้ไวเดียวกันนี่แหละที่จะทำให้ผู้หญิงสามารถบรรเทาความผิดของลูกให้เบาบางลง
ทำให้ลูกรู้สึกมีกำลังใจขึ้นที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป

และเธอยังสามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกของเธอ
แม้แต่ความกลัวที่ลูกเผชิญอยู่
เธอก็ยินดีที่จะมีส่วนร่วมและช่วยเหลือนำทางให้พ้นหนทางวิบากที่ลูกกำลังประสบอยู่

เราสร้างให้ผู้หญิงมีทั้งกำลังกายและพลังจิตที่เข้มแข็ง
จนสามารถทนความผิดของสามีได้

เราสร้างผู้หญิงจากกระดูกซี่โครงของผู้ชาย
เพื่อให้เธอเป็นผู้คุ้มครองหัวใจของเขา

เราสร้างให้ผู้หญิงเข้าใจว่า สามีที่ดีจะไม่มีวันทำร้าย (จิตใจ) ภรรยา
แต่บางครั้งเราก็ทดสอบความแข็งแกร่งและความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงว่า
พร้อมที่ จะเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับสามีของเธอโดยไม่หวั่นไหวหรือไม่

เราสร้างให้ผู้หญิงร้องไห้ เราให้น้ำตาแก่เธอ
และเราให้เอกสิทธิ์แก่เธอที่จะร้องไห้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

น้ำตาเป็นความอ่อนแอของผู้หญิง เป็นจุดอ่อนอย่างเดียวของเธอ
ทว่า...หยาดน้ำตาของผู้หญิงเป็นน้ำตาแห่งมนุษยชาติ

แม้ว่าข้อความข้างต้นจะไม่มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์
แต่คงจะเป็นมโนทัศน์ของนักคิดหลายสาขาอาชีพที่ประมวลออกมาแบบนั้น
ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านคิดใคร่ครวญตามไปด้วย
อย่าอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว แม้ตัวหนังสือจะพูดไม่ได้
แต่มันก็นำทางให้เกิดกระแสความคิดที่ลึกลงไปกว่าสิ่งที่ตาเห็นได้




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:37:54 น.
Counter : 238 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

My Lullaby
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Blog ^^
Nice To meet You all na ka :):)

This is my URL: http://lady-lullaby.bloggang.com
This is my Christian Blog :http://loukyie.blogspot.com/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add My Lullaby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.