Welcome to My World :) You're Welcome.
เว้นวรรคทางความรัก 5 ปี

ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย ที่เริ่มต้นเดือนแห่งความรักแล้ว....

แปลกนะ ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ คงตายด้านไปแล้วล่ะมั้ง กับเรื่องนี้

แต่ไม่เป็นไรหรอก ใช่ว่าความรักมันจะมีแค่รูปแบบเดียวตายตัวเสมอไปนิ

อย่างที่บอกว่า ความรักแบบโรแมนติก สำหรับหยีแล้ว

คงต้อง "พักยาว" ชั่วคราว...



มีคนแอบ Blame ไว้หลายคนเหมือนกันว่า

แกบ้ารึเปล่า แกคิดอะไรของแกอยู่?

แค่คนๆเดียวจะเป็นอะไรได้ขนาดนี้

คนๆเดียวน่ะใช่ แต่ไมใช่คนที่หลายๆคนคิด

และก็ไม่ใช่เหตุผลที่หลายๆคนคิดไปเองเหมือนกัน



ที่หยีพักยาวกับ Romance Love ไม่ใช่เพราะว่า "เจ็บแล้วจำ" เหมือนใครบางคน

เวลาที่ผ่านมา แค่ทำให้หยีหยุดคิดเฉยๆว่า...

กูมีไปเพื่ออะไร และกูพร้อมหรือเปล่า

ทำไมถึงต้องกระสันอยากมีนัก?

เพราะว่าเหงาเหรอ เพราะต้องการใครดูแลเหรอ

การอยู่คนเดียวทำให้เราคิดได้...



ที่เรากระสันแอยากมี ก็เพราะว่า เห็นคนอื่นมี แล้วก็อยากมีแค่นั้นเอง

ไม่ได้ต้องการอะไรจริงจัง แบบต้องการคู่ชีวิต

ไม่ได้รู้สึกถึง need อื่นนอกจากไปแค่ "ความอยาก"

อยากมีเพื่ออวดคนอื่น อยากมี "เหมือน" คนอื่น

เห็นคนอื่นมีคนสุดท้าย ก็ "อยาก ได้แบบนั้น" บ้าง



เริ่มตั้งแต่มัธยมปลาย เห็นเพื่อนมี ก็เลยอยากมีบ้าง

เริ่มหา เริ่มแรด.... เรียกไ้ด้ว่า หยีเข้าสู่วัยแรก"แรด"

เห็นว่ามีแฟน เออๆ มีบ้าง มีก็ได้วะ เอาซะหน่อย

เดี๋ยวจบม.ปลายไม่มีแฟนคงแปลกๆ

(แต่หาสำเหนียกรู้ไม่ว่า มีหลายคนที่ไม่มีแฟนเหมือนกัน

หลังจากจบม.ปลายไปจนถึงจบมหา'ลัยแล้วยังไม่มี ก็มีเหมือนกัน)

(และขอสารภาพว่า จนถึงบัดนี้ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่า

ถ้าไม่มีแล้วแปลกๆ นี่ มันแปลกตรงไหนวะ????)

โชคดีที่โอกาสของหยีมีเข้ามา ทำให้ได้สนอง need ตัวเอง

และทำให้หลงอยู่ในวังวน "ต้องมี" มานานมากกกก...



แต่ล่าสุด พอมีคนเข้ามา จู่ๆ ก็ไม่อยากคุย รู้สึกว่าตัวเอง "ไม่่พร้อม"

แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่พร้อม?

ช่วงอาทิตย์หลังๆนี้ มีโอกาสได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น

กลับไปช่วงว่าง (ช่วงที่ไม่ seek หาอะ 555) ไปไหนมาไหนคนเดียว

กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว เดินคนเดียว ทำอะไรคนเดียว

เออ ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรมาก... ก็อยู่ได้

ทำไมจะอยู่ไม่ได้วะ?

เออ แล้วกูจะกระสันอยากมีไปเพื่ออะไร เออว่ะ...



ถ้ามีแล้วต้องมีเรื่องปวดกบาล มีแล้วต้องร้องไห้มากกว่าเดืม

มีความสุขมาก แต่ต้้้องร้องไห้เพราะคนอื่น

ไม่เหงา แต่ว่าต้องเจ็บหัวใจเพราะคนอื่น

มีคนดูแล แต่ต้องหวงไม่ให้คนอื่น

ต้องมานั่งกลัว นั่งระแวงคนอื่น



เฮ้ย.... ชีวิตเราไม่ได้เป็นของคนอื่นนะเว้ยหยี

เกิดมาหนเดียว ตายแค่หนเดียว

เกิดมาก็แค่คนเดียว (โชคดีที่ไม่มีแฝด ถ้ามีคงพูดคำนี้ไม่ได้)

ตอนตายก็ต้องตายคนเดียว (ถ้าไม่ตายแบบตึกเวิร์ลเทรดถล่ม หรือซานติก้าอะไรประมาณนั้นนะ)

แล้วทำไมเราต้องมีชีวิตเพื่อคนอื่นด้วยล่ะ?

ทำไมเราไม่ดูแลตัวเองให้ดี รักตัวเองให้มาก ทำเพื่อความรู้สึกของตัวเองให้มากกว่าีนี้

ที่ผ่านมาเรา waste time ไปกับการมีความรู้สึกเพื่อคนอื่นมากไปแล้วหรือเปล่า?



พักก่อนดีกว่าไหม? ไม่อยากเสียใจเพราะความ"อยากมี"ของเราอีกแล้ว

5 ปี ก็ใช่ว่าการปิดตัวเอง... ช่วงนี้เป็นช่วงพัฒนาตนเองมากกว่า

ลองคิดดีๆว่า 5 ปีนี่ เป็นช่วงอายุอะไรบ้าง

อีก 1 ปี สำหรับการเรียนจบปี 4 ที่จุฬา...

2 ปี สำหรับการทำงานเตรียมไปเรียนต่อ...

2 ปี สำหรับการเรียนต่อโท ...

หลังจากนี้ ชีวิตถึงจะเป็นอืสระ... ทำอะไรก็ได้

นี่เป็นมาตรฐานการศึกษาของชีวิต กว่าจะจบอีก 5 ปี

หลังจากนั้น ถ้าเบื่อ อยู่คนเดียวว่างเกินไปก็ต่อเอก?? (จะดีหรอ??)

ไม่ก็ทำงานเก็บเงินเพื่อ fulfil ความฝันตัวเอง "การbackpackเที่ยวรอบโลก"



ปีนี้อายุ 21 อีก 5 ปี ก็ 26... ก็ยังไม่สายที่จะแต่งงาน

ไ่ม่่สายจริงๆ ถ้าจะแต่งงานตอน 30 ไม่ได้รู้สึกแย่ :D~

(แต่จะหาได้ป่าว ไม่รู้ และจะไม่คิด)

ไม่ต้องการคบนานเพื่อการดูใจ เพราะ้ถ้าใช่ มันก็ใช่

เรารู้ได้้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

เวลาไม่ได้เป็นตัววัดอะไร เค้าเลิกกันเยอะแยะไป ไอ้พวกที่คบกันนานๆเนี่ย

2 ปีก็แต่งได้แล้ว ถ้าหาได้นะ 55555



จะว่าไป คบไปตอนนี้ คำว่า "คนสุดท้าย " คงยังห่างไกล

และโดยส่วนตัว แค่นี้ประสบการณ์ความรักก็เพียงพอแล้ว

ลองคิดตามหยีนะ (นี่ความคิดหยีนะ)

คบกัน 1 ปีต่อจากนี้.... ไปจนถึงเรียนจบ....

แน่นอน ทำงานไป โอกาสเจอคนเยอะขึ้น... โอกาส"เลิก"มีสูง

และคนอย่างหยี... ต่อไปทำงาน ฟันธงว่าเจอคนเยอะชัวร์!!~

เพราะแค่ตอนนี้ก็เจอคนเยอะแล้ว... แค่เรียนนี่แหละ ไม่ได้ทำงาน

และตามสันดานคน แน่นอน "เลิก"



ภายใน 2 ปี เจอกันช่วงทำงาน คบกัน....

หยีต้องไปเรียนต่อ แน่นอน "เลิก"

ไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ้เป็นคนที่อยู่ทางนี้ หรือว่าคนที่ไปทางโน้น

ไม่เอา ไม่อยากเสียใจ ดูจากประสบการณ์คนหลายๆคน

ไม่ดีกว่า ไม่เอา ไม่ทำ เรายังมีอนาคตที่ต้องทำ...



ส่วนอีก 2 ปีที่ไปต่อนอก

ถ้าคบกันแล้ว ต้องห่างกัน....

ผู้ชายอยู่ที่นี่ ก็ใช่ว่าจะไม่นอกใจ

พอวัยทำงาน สิ่งยั่่วยุก็เยอะ เจอคนก็เยอะ แถมไม่มีกรอบกฎเกณฑ์อะไรอีก

ก็ถือตัวกันว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ ทำอะไรก็ไม่ผิด...

(เหอะ... โง่!!)

ผู้หญิง (mention me) แน่นอนไปที่นู่น เจอคนอีกเยอะแน่

และไม่ใช่แค่ชาติเดียว ขาว เหลือง ดำ พี่มืด

ตาสีน้ำข้าว ตาตี่ ตาดำตาฟ้า ตาเขียว ตาขาว ตาสี ตาสา

โผล่มา ให้พรื้ดดด... วุ่นกันไปหมด ใครจะรู้??

ถ้ามีแฟนอยู่ที่นี่ใครจะไว้ใจธิญาภรณ์คะ?

แล้วไง คิดว่าถ้าคบกับพวกนี้ ตอนนี้จะอยู่รอดหรอ?

ไม่มีทาง ยังไงกูก็ต้องกลับมาตั้งหลักเมืองไทย..

มันไม่มีทางยั่งยืน ทางฝ่ายต่างชาติ เค้าไม่ได้ mind นี่ เรื่องคนสุดท้าย

แต่เรา mind เว้ย... โอเคป่ะ?

ต่างวัฒนธรรม มานั่งคิดๆ เฮ้ออ ยากว่ะ

ฝรั่งนี่คิดอะไรไม่ค่อยเหมือนเรา แล้วเราลงให้ที่ไหนละ?

เกาหลี ญี่ปุ่นนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ประเทศเพศพ่อ...งเป็นใหญ่

ไอ่_่า ใครจะโง่ไปเป็นทาสของพวกคุณคะ!!~

(อ๋อ เท่าที่สืบมาจากพี่ชายที่อยู่ออส...

ก็มีผู้หญิงไทยหลายคนที่โง่ยอมเป็นทาสอยู่นะ

เพราะแพ้ที่เค้า treat ดีไง... แต่แล้วไงล่ะ

ก็แค่ช่วงโปรโมชั่น หลังหมดโปรฯเนี่ย คงไม่่มีทางต่อให้แน่ ดูท่าทาง)

ไม่เอา... ไม่เอา... ไม่เอา...

ยังไม่อยากเป็นนางเอกหนัง ยังไม่อยากโดนฆ่าข่มขืน ไม่ชอบเล่นเทียน ฟาดแส้

ไม่อยากเป็นแค่ sex object ไม่ชอบโดนลงไม้ลงมือ ไม่ชอบให้ใครกดหัว!!

โอ๊ยยยย หยีไม่เอาๆ มันน่ากลัวๆ หยีไม่โง่ๆ ไม่โง่พอที่จะเป็นทาสใคร!!!

แล้วอยู่ที่นู้น ถ้ามีแฟน เราไปเรียนคนเดียว คิดเหรอว่าจะไม่ีมีอะไร

แน่นอน ไม่พลาดอ่ะ่ คิดแทนตัวเองได้เลยว่า

คงห้ามตัวเองไม่อยู่!!!

เรื่องไรจะลดคุณค่าตัวเองลงล่ะ ไม่เอาแล้ว!! พอล่ะ!! ขอเหอะ!!



แล้ว 5 ปีที่ว่า ก็หมดไป กลับมาเมืองไทย เราคงพร้อมแล้วล่ะ....

เพราะฉะนั้น5 ปีที่หยีบอก ไม่ใช่แค่นั่งเทียนคิดตัวเลขขึ้นมาเพราะความคะนองหรอกนะ

เราคิดมาแล้ว จริงๆ ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ แบบไม่ไตร่ตรอง



เรารู้แล้วว่า คำพูด มันสำคัญขนาดไหน

จะไม่พยายามพูดพล่อยๆ แบบไม่คิดอีก

จะคิดก่อนพูด... ไม่รวมคำสบถ (ซึ่งอันนี้ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว)...

แต่แน่นอน ถ้าเจอคนที่เค้าโอเค ก็คุย แต่ถ้าถามว่าเป็นแฟนไหม?

คงไม่ เนื่องด้วยเหตุผลที่ยกมาให้อ่าน

ไว้ใจใครไม่ได้ แม้แต่ตัวเอง... 555

ก็ลองคิดดูดิ? เวลาแพ้ระยะทางว่ะ

7 ปี เขาก็ยังทำกันได้ นับประสาอะไรกับคนเพิ่งรู้จัก

จริงป่ะละคะ?



ปล. ถึงเจ้าของเรื่อง 7 ปี...

เฮ้ย ขอโทษ แต่เรื่อง 7 ปี เํธอทำให้เราคิดจริงๆนะ แม่งน่ากลัวว่ะ

ไม่อยากเป็นแบบเํธอเหมือนกัน


Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2552 11:50:44 น. 1 comments
Counter : 314 Pageviews.

 
อืม อ่านแล้วก็คิดคล้ายๆ กันนะ...
ที่ผ่านมาก็มีคบหากับบางคนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นจริงจัง
เพราะวางแผนไว้ว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ
ก็เลยพยายามทำตัวว่างๆ เรื่อยมา (แต่ก็ดันตกม้าตาย
ตกลงคบหาเป็นแฟนกับคนๆ นึงก่อนบินมาเรียน)

ตอนนี้อายุ 26 แล้ว
มาเรียนต่อที่เมกา อีกไม่ถึงปีก็จะจบ
ยังโสด เพราะเลิกกะแฟนที่เพิ่งคบก่อนมา อย่างที่หยีว่า สถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะกับการมีแฟน สุดท้ายเราก็เลิกกัน(ด้วยดี)
ที่ผ่านมา มีคนเข้ามาชอบบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่อยากคุย เพราะเรารู้สึกยังไม่พร้อม แค่พ่อแม่ครอบครัว ตอนนี้เรายังดูแลได้ไม่ทั่วถึงเลย แล้วจะไปดูแลคนอีกคนเพิ่มได้ไง

แต่บางทีก็แอบคิดๆ นะ 26 เนี่ย ยังโสดเนี่ย มันจะช้าไปมั้ย
แต่ก็คิดว่า เรื่องความรัก มันควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ตัวเองควบคุมได้ ตอนนี้ กำลังดูเรื่องเรียนต่อ PhD อยู่ค่ะ
เพราะเราควบคุมตัวเอง ให้ไปอยุ่จุดที่สูงที่สุดของชีวิตได้



โดย: หมาน้อยในจักรวาล (gaminuniverse ) วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:12:29:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

My Lullaby
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Blog ^^
Nice To meet You all na ka :):)

This is my URL: http://lady-lullaby.bloggang.com
This is my Christian Blog :http://loukyie.blogspot.com/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add My Lullaby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.