LaBaBoYa's Blog.......
Blog เอนกประสงค์ของหนุ่มหน้ามลคนสุพรรณฯ@@@
Group Blog
 
All blogs
 

พ่อแม่ของผม....รักลำเอียง!!!!

ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวเกษตรกรในย่านที่ยังคงความเป็นชนบทในจังหวัดสุพรรณบุรี (ถนนลูกรังยังมีให้เห็น ประปาก็เพิ่งมีได้ไม่นาน โทรศัพท์บ้านยังไม่มีใช้คิดดู) พ่อแม่ของผมผ่านอาชีพมาหลายอาชีพแต่โดยสรุปก็ยังเป็น “เกษตรกร” เนื่องจากที่นามีน้อย ครอบครัวผมหันไปเอาดีทางด้านการเลี้ยงวัว มีคนเล่าให้ผมฟังเสมอว่าตอนที่ผมยังเล็กอยู่ (หมายถึงตัวนะครับ) พ่อผมเลี้ยงวัวไล่ทุ่งฝูงใหญ่มีวัวเป็น 100 ตัว (ไม่รู้ตอนนั้นแกไปเอาทุนมาจากไหน ยาบ้าก็ยังไม่เป็นที่นิยม สงสัยขายกาวปะยาง) เลี้ยงจนกระทั่งตั้งตัวได้ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งประมาณว่าผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ผมใส่เสื้อสีแดงออกไปช่วยพ่อแม่เลี้ยงวัว แล้วถูกวัวตัวหนึ่งไล่ขวิดต้องวิ่งหนีป่าราบ ดีที่พ่อโดดเข้ามาขวางทัน เจ้าวัวโชคร้วยตัวนั้นเลยโดยฟาดไปไม่น้อย แต่จริงๆ แล้วผมว่าเหตุผลหลักคงไม่ใช่เพราะผมใส่เสื่อสีแดงหรอก แต่คงเป็นเพราะวัวตัวนั้นเป็นวัวแม่ลูกอ่อนและผมเข้าไปใกล้ลูกของมันเกินไป เพราะเท่าที่สังเกตในภายหลังผมก็ใส่สีแดงไปเลี้ยงวัวอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยโดนไล่ขวิดอีกเลย มีแต่เซ่อไปให้วัวเหยียบเท้าจนเดินไม่ได้ไปหลายวัน (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะขี้เกียจเลี้ยงวัวหรือเปล่าเลยยอมเจ็บตัว) เอาเป็นว่าวันหลังจะเล่าเรื่องการเลี้ยงวัวให้ฟังแต่ตอนนี้เข้าเรื่องความลำเอียงของพ่อและแม่เลยแล้วกัน

พ่อแม่ผมมีลูกชาย 2 คน คือผมและน้องชาย (คงไม่ต้องบอกนะว่าผมเป็นพี่คนโต?????) เราสองคนอายุต่างกัน 5 ปีเต็มเพราะเราเกิดเดือนเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันห่างมากที่เดียว ผมเป็นเด็กที่จัดว่าเรียนดีมาตั้งแต่อนุบาล เป็นเพราะพ่อเคี่ยวเข็นให้ผมหัดอ่านเขียนมาตั้งแต่ก่อนเข้าชั้นอนุบาล ผมจะสอบได้อันดับต้นๆ ของห้องตลอดมาในทุกระดับที่เรียน ผิดกับน้องชายของผมที่เรียนไม่ดีนัก เราเรียนโรงเรียนเดียวกันตลอดทำให้ครูมักนำเราสองคนมาเปรียบเทียบกันให้พ่อกับแม่ผมฟังเสมอในยามที่มีการพบปะระหว่างครูและผู้ปกครอง คิดดูกันเองแล้วกันครับว่าน้องชายของผมจะรู้สึกอย่างไร

แต่ความลำเอียงของพ่อและแม่ของผมก็ยังไม่ได้ปรากฎชัดเจน จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย คงสักประมาณตอนที่ผมอยู่ปี 3 หรือ 4 นี่แหละ เรื่องมันมีอยู่ว่าน้องของผมจบ ปวช.จากวิทยาลัยอาชีวะฯ สุพรรณฯ สอบเข้าเรียนต่อ ป.ตรี ที่สวนดุสิต แต่ด้วยหลายเหตุผลก็ต้องหยุดเรียนไป ตอนนั้นบ้านของผมมีสัตว์เลี้ยงตัวโปรดคือ “เจ้าโดโด้” หมาพันธุ์ทาง โด้อยู่กับพวกเรามาตั้งแต่เล็กๆ ตอนที่เกิดเรื่องโด้คงอยู่กับเราได้สัก 4-5 แล้วมั้ง มันรักทุกคนในบ้านมาก โดยเฉพาะผม แต่กับน้องผมดูจะไม่ค่อยถูกกับสัตว์หน้าขนทุกชนิด (ยกเว้นไก่ สัตว์ตัวโปรดที่ตอนนี้แต่งงานและมีทายาทร่วมกันแล้ว) โด้ถูกเลี้ยงแบบบ้านๆ นอนกับดินกินเศษอาหารเหลือ ถูกตีถูกเตะก็บ่อย แต่มันก็น่ารักกับผมเสมอ ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านมันดีใจจนแทบจะข่มขืนผมบ่อยๆ แต่แล้ววันหนึ่ง “นางเหมียว” แมวสาวหลงทางก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเรา นางเหมียวเป็นแมวที่สงบเสงี่ยม ไม่ขี้ประจบเหมือนแมวทั่วไป เธอหยิ่งและถือตัว เธอจะไม่ยอมให้ใครถูกตัวได้ง่ายๆ นอกเสียจากเธอจะเป็นคนทอดสะพานให้เสียเอง มีบ่อยครั้งที่ ผมหรือพ่อถูกเธอฝากรอยเขี้ยวรอยเล็บเพียงเพราะต้องการจะสัมผัสตัวเจ้าหล่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต เธอนี่แหละที่ทำให้ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ของผมรักลำเอียง

ลองคิดดูแล้วกันเพียงแค่เวลาไม่นานที่ “นางเหมียว” เข้ามาในบ้านเธอได้กินอาหารสำหรับแมว ได้รับเกียรติให้ขึ้นไปนอนบนบ้าน ไม่ใช่ที่พื้นแต่เป็นในมุ้งของพ่อกับแม่ที่มีฟูกหนานุ่มรองนอน ผิดกับผมและน้องที่ไม่เคยได้เข้าไปนอน หรือเจ้าโด้ที่ไม่มีโอกาสจะได้ขึ้นมาบนบ้านเกินกว่าบันไดขั้นที่ 2 เลย ยิ่งกว่านั้นอีกครับมีบ่อยครั้งที่ผมกลับมานอนบ้าน พ่อปล่อยให้นางเหมียวแมวป่า มุดมุ้งเข้ามานอนกับผมเป็นประจำ พ่อกับแม่ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของผม น้อง และเจ้าโด้เลย พ่อแม่ผม รักลำเอียง!!!!!!!!!

LaBaBoYa




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2549 10:54:08 น.
Counter : 669 Pageviews.  

เรื่องบังเอิญ (แล้วบังเอิญอีก)

ละครช่อง 7 มันน้ำเน่า แต่ชีวิตบางทีมันก็เน่าพอๆ กันเลย คุณเชื่อไหมล่ะ???????

ดูละครมาก็หลายเรื่อง ก็เคยนั่งด่าคนเขียนบทอยู่ประจำว่าอะไรมันจะบังเอิญได้ตรงจังหวะจนน่าแหวะขนาดนั้น....แต่มาวันนี้เราเข้าใจแล้วว่ามันมีความเป็นไปได้เหมือนกันที่เรื่องราวบังเอิญ ไม่น่าเชื่อชนิดเกิดแล้วเกิดอีกมันเกิดขึ้นได้ ไม่เชื่อลองอ่านประสบการณ์ตรง จากเรื่องจริงในชีวิตผมดูซิ

คราวๆ นะครับ ว่าตอนอยู่มัธยมต้น ผมชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง แต่ด้วยแรงบันดาลใจอะไรไม่รู้ ผมตัดสินใจย้ายไปเรียนต่อ ม.ปลาย ยังโรงเรียนประจำจังหวัด พร้อมกับเพื่อนหญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกก็แค่เพื่อนจริง แต่แล้วเหมือนโชคชะตาเล่นตลก ผมต้องเลิกกับคนที่ผมขอเรียกว่า "แฟนเก่า" พร้อมกับที่เพื่อนหญิงคนนั้นก็เลิกกับแฟนเก่าของเธอพอดี (ซึ่งก็คือเพื่อนผมและเป็นญาติกับแฟนเก่าผม) เริ่มบังเอิญแล้วไหมล่ะ มันมีรายละเอียดมากมายแล้วค่อยเล่าวันหลัง สรุปว่าผมมาเป็นแฟนกับเพื่อนก็มาเป็นแฟนกัน ผมยังคบอยู่กับเพื่อนคนที่กลายมาเป็นแฟน แล้ววันหนึ่งเรื่องบังเอิญๆ ก็เกิดขึ้น

เรื่องแรกก็คงเป็นเรื่อง "ความฝัน" ใครจะรู้ว่าความฝันวันหนึ่งมันจะดูเหมือนว่ากลายเป็นจริงได้ ผมเคยฝันว่าไปขอคืนดีกับแฟนเก่า แล้วในฝันก็ดูช่างง่ายดาย แต่ก็ในฝันนั่นแหละที่แฟนเก่าผมไม่เคยพูดอะไร ไม่เคยเอ่ยปากว่าตกลง หรือยินยอม เป็นตัวผมเองในฝันนั่นแหละที่ตัดสินเอาเองว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เช่นกันในฝันผมก็ไม่เห็นเหมือนกันว่าตอนจบมันเป็นไง มันจบและหายไปเฉยๆ

แล้วถัดมาอีกไม่ถึงเดือน ผมก็เดินเข้าไปในโรงพยาบาลที่แฟนเก่าของผมทำงานอยู่ เพื่อไปเยี่ยมน้องสะใภ้ที่บังเอิญไปทำคลอดที่นั่น แล้วผมบังเอิญคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาแฟนเก่าที่บังเอิญเป็นพยาบาลเด็กอยู่ที่นั่น แล้ววันนั้นคุณพยาบาลซึ่งบังเอิญลงเวรแล้วบังเอิญยังไม่ได้กลับบ้านก็บังเอิญรับโทรศัพท์ซะอีก จากนั้นมันก็เกิดความบังเอิญตามมาอีกมากมาย เช่น เราทั้งคู่บังเอิญยังไม่ลืมเรื่องเก่าๆ บังเอิญที่เรามีความคิดเรื่องการทำดีต่อกันและกันเพื่อเป็นการสั่งลาเหมือนกัน

เหตุการณ์ที่คล้ายๆ ในฝันก็เผอิญเกิดขึ้น เหมือนว่าเราทั้งคู่จะกลับมาคบกันอีกครั้ง ดูเหมือนทุกอย่างมันง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เหมือนในฝันเธอไม่เคยเอ่ยปากอย่างเป็นทางการสักครั้งว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรามันคืออะไร แต่ก็เป็นตัวผม ตัวเป็นๆ ที่มีชีวิตอยู่จริงนี่แหละที่ตีความไปเองว่ามันใช่แล้ว มันคือถ่านไฟเก่าที่กลับติดขึ้นมาอีกครั้ง แต่แล้วมันก็ดันบังเอิญอีกที่ทำให้มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเธอ ก่อนที่ผมจะก้าวเข้าไป มันไม่ต่างอะไรกับละครเรื่องหนึ่งเลยนะ ปัจจุบันนี้เรื่องมันก็เหมือนจะจบ จบแบบงงๆ บังเอิญไหมล่ะ


แล้วมันหมดหรือยังนะ "ความบังเอิญ" ผมไม่อาจเดาได้ ถ้ามันจะมีความ "บังเอิญ" เกิดขึ้นอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะบังเอิญไปในทางใด ไม่อยากจะคิด

มันทำให้ผมสงสัย ตอนนี้เราทุกคนเป็นตัวละครกลุ่มหนึ่งในโลกของละคร นิยาย หรือ Matrix หรือเปล่านะ ชักไม่แน่ใจ ทำไมมันดำเนินไปในทางที่เหมือนจะคาดเดาได้ "จากการอ่านนิยาย"

LaBaBoYa




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2549 15:37:35 น.
Counter : 159 Pageviews.  

ปรัชญาว่าวปักเป้า

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ก็ได้เล่าถึงประสบการชักว่าวครั้งแรกของผม ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วทำให้ผมนึกถึง “ว่าวปักเป้า” ของเล่นในวัยเด็กของผม จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกของผมเปรีบเทียบกับธรรมชาติของว่าวปักเป้าตามที่ผมได้สัมผัสมา โดยขอให้ชื่อตอนว่า “ปรัชญาว่าวปักเป้า” ลองอ่านดุแล้วกันครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ติชมได้นะครับ

*********************************************

ปรัชญาว่าวปักเป้า


ในชีวิตๆ หนึ่ง คนเราต้องประสบกับรูปแบบชีวิตที่หลากหลายขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา ซึ่งผมเห็นว่าบางช่วงเวลา ชีวิตก็เป็นเหมือนว่าวปักเป้า

ว่าวปักเป้า จะขึ้นไปโฉบเฉี่ยวอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างสง่างาม ต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมอันประกอบด้วยหูว่าว หางว่าว สายป่านและแรงลม

หูว่าว ช่วยถ่วงให้เกิดความสมดุลในแนวนอน ถ้าขาดแล้วซึ่งหูว่าวเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ว่าวก็คงจะส่ายไปมา หมุนคว้าง ยิ่งถ้าว่าวถูกสร้างขึ้นมาอย่างผิดวิธี ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ว่าวจะไม่อาจประคองตัวได้และคงตกลงสู่พื้นดินเบื้องล่างในที่สุด

สายป่าน เป็นเหมือนพันธนาการที่ผูกมัดว่าวไม่ให้เป็นอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าสายป่านจะส่ายไปทางใดเจ้าว่าวน้อยก็ต้องเคลื่อนที่ตามไป เมื่อมองลงไปยังอีกปลายหนึ่งของสายป่านจึงได้เข้าใจว่าสายป่านเองก็มิได้เป็นอิสระเหมือนกัน แต่กลับมีใครอีกคนหนึ่งถือสายป่านนั้นไว้อีกที

หางว่าว ช่วยให้ว่าวเชิดหัวขึ้นได้ แต่ทุกครั้งที่ว่าวเคลื่อนไหวส่ายไป ช่างดูราวกับว่าเจ้าว่าวปักเป้ามันต้องการจะสบัดให้หางนั้นหลุดออกไป แต่หารู้ไม่ว่าหางว่าวก็มีส่วนช่วยให้ว่าวลอยอยู่ได้อย่างสมดุล แต่การขาดหายไปของหาง ส่งผลแตกต่างต่อว่าวแต่ละตัว ว่าวบางตัวก็ลอยอยู่ต่อได้ แต่หลายตัวบ้างเสียสูญไปได้เช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและความพิถีพิถันในการสร้าง

ลม คือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ว่าวลอยขึ้นสูงหรือตกกลับลงมาสู่พื้นดินได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าปัจจัยอื่นๆ จะดีสักแค่ไหนก็ตามแต่ถ้าปราศจาก “ลม” สิ่งซึ่งไม่มีรูปตนที่เห็นได้ “ว่าว” ก็ไม่อาจลอยสู่ท้องฟ้าได้เลย

เปรียบกับชีวิตคน......

ตัวว่าวปักเป้าก็คือตัวเราเอง
หูว่าวก็น่าจะเป็นพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ คนที่เราเคารพที่คอยให้คำแนะนำประคับประคองชีวิตของเรา ถ้าสูญเสียบุคคลเหล่านี้ไป ชีวิตย่อมต้องเสียสมดุลเป็นธรรมดา แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ รวมทั้งโครงสร้างของตัวเราเองว่าถูกอมรมเลี้ยงดูมาอย่างไร มีความเข้มแข็งแค่ไหน

สายป่านก็เหมือนกับใครบางคนที่เราต้องวิ่งตามเขาไม่ว่าเขาจะไปทางไหน ซึ่งบางครั้งถ้าพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่ามีใครอีกคนที่มีอิทธิพลเหนือสายป่านนั้น “สายป่านนั้นไม่ได้เป็นอิสระ” แต่ไม่ว่าอย่างไรสายป่านนี้ก็มีอิทธิพลกับชีวิตของเราเหลือเกิน

หางว่าวก็เหมือนกับคนที่คอยเฝ้าติดตามเราไม่ว่าตัวเราจะหันไปทางใด แม้จะพยายามสักเพียงใดก็ยากที่จะสลัดให้หลุดได้ ซึ่งจริงๆ แล้วคนเหล่านี้ ช่วยเหลือ เป็นห่วง และให้กำลังใจ อยู่เบื้องหลัง แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คนกลุ่มนี้หายไป ชีวิตย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นไปในทางที่ดีหรือร้ายก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางจิตใจของเราอีกเช่นกัน

สายลมก็คงเหมือน จิตใจ สติ ความเข้มแข็ง โชคชะตา โอกาส จังหวะของชีวิต บุญกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ หรืออะไรก็ตามที่มองไม่เห็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลเหลือเกินกับชีวิต ถ้าองค์ประกอบเหล่านี้ดี มีมากและเข้ามาถูกเวลาถูกจังหวะ ชีวิตก็ขึ้นสู่จุดที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมว่าชีวิตจะขึ้นไปสูงกว่าความยาวของสายป่านไม่ได้ เพราะสายป่านไม่ได้เป็นอิสระหรืออาจไม่ยาวพอที่จะตามว่าวไปได้ตลอด นอกเสียจากว่าวปักเป้าคือตัวเราต้องสบัดให้หลุดจากสายป่าน แล้วลอยไปสู่รูปแบบชีวิตแบบใหม่อย่างที่เราต้องการ.... ชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น

บทสรุป

ว่าวจะลอยอย่างสมดุลได้สง่างามที่สุดต้องอาศัยปัจจัยที่เหมาะสมและสมบูรณ์ แต่ถ้าต้องการจะไปให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ ว่าวต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นอิสระจากสายป่านที่ไม่เป็นอิสระนั้น

ถ้าสายป่านคือคนที่เราเผ้าติดตาม ว่าวก็คงได้แต่หวังว่าหลังจากที่ว่าวหลุดเป็นอิสระและก้าวไปสู่รูปแบบใหม่ของชีวิตแล้ว สายป่านก็อาจจะก้าวไปสู่รูปแบบอื่นของชีวิตบ้างในสักวันหนึ่ง รูปแบบของชีวิตที่ทั้งว่าวและสายป่านจะไปด้วยกันได้

แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าองค์ประกอบใดจะหลุดขาดหายไป ย่อมต้องทิ้งร่องรอยติดกับตัวว่าวไปตลอด เพราะมันได้ถูกผูกไว้อย่างแน่นหนากับตัวว่าวเสียแล้ว

*******************************************

จบแล้วคร๊าบบบบ..

LaBaBoYa




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2549    
Last Update : 30 ตุลาคม 2549 13:40:10 น.
Counter : 342 Pageviews.  

คุณเคยชักว่าวไหม?

คุณเคยชักว่าวไหม? ถ้าเคยครั้งแรกตอนอายุเท่าไรหรือจำได้หรือเปล่า?

สำหรับผมรอบอย่างไม่อายว่าเคย ครั้งแรกก็น่าจะเป็นตอนที่อยู่ประถมห้า ซึ่งถือว่าช้าสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผม เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ที่น่าจะชักว่าวเป็นกันตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของชั้นประถม

ถึงแม้ว่าเวลาที่เห็นเด็กคนอื่นๆ ชั่งมีความสุขและสนุขสนานสักแค่ไหนที่ได้ชักว่าว แต่เพราะผมเป็นเด็กที่ไม่ค่อยกล้านักจึงกลัวที่จะลอง แหมก็มันน่ากลัวนี่ครับ ตัวเราก็เล็กนิดเดียวน้ำหนักก็คงไม่กี่กิโลในตอนนั้น คิดดูก็แล้วกันว่าตอนที่ว่าวมันขึ้นไปถึงจุดสุดยอด ปะทะกับลมบนที่มีความพลังรุนแรงขนาดนั้น มันจะไม่ลากเอาร่างผอมๆ เบาๆ ของเราขึ้นไปด้วยหรือ

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมหัดชักว่าวมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งชื่อ “ไอ้เด่” เป็นพี่เลี้ยง (แต่ด้วยความที่เป็นลูกทุ่งผมจะใช้สรรพนามแทนพี่ชายคนนี้ว่า “ไอ้เด่” หรือ “มัน”) ผมต้องให้มันถือกระป้องด้ายป่านอยู่ข้างหลังผมเพื่อให้แน่ใจว่า ไอ้ว่าวตัวนั้นมันจะไม่ลากผมไปด้วย หรือไม่ก็เอาปลายสุดไปพันไว้กับต้นหญ้าเล็กๆ ไว้ก่อน (ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าถ้าว่าวมันลากผมไปได้ เจ้าหญ้าต้นน้อยนั้นจะช่วยอะไรได้)

ผมคิดถึงเรื่องชักว่าวก็เพราะตอนนี้ที่บ้านผมเริ่มมีลมหนาวพัดมาเบาๆ แล้ว ไม่ทำให้หนาวแต่ดับร้อนทำให้เย็นสบายดีอีกต่างหาก รอบๆ บ้านของผมเต็มไปด้วยทุ่งนา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้โล่งเหมือนในสมัยที่ผมเป็นเด็ก เพราะพี่ป้าน้าอาระแวกนี้ทำนากันทั้งปี ไม่มีหยุดพักดินเหมือนแต่ก่อน วันนี้เกี่ยวพรุ่งนี้ไถวันต่อไปก็หว่านได้ แต่เพียงที่ว่างบนคันนากับท้องฟ้าที่โล่งไม่มีสายไฟและต้นไม้ใหญ่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการวิ่งว่าว พระเจ้าจอร์ชมันยอดนครนายกมากสนามหลวงก็ยังต้องชิดช้าย

หลังจากผ่านครั้งแรกไปแล้วผมก็ชักว่าวเดี่ยวแบบไม่มีพี่เลี้ยงอีกนับครั้งไม่ถ้วน เคยทำว่าวด้วยมือตัวเองมาก็หลายตัว บ้างก็ขึ้นไปลอยอยู่บนท้องนภาอย่างสง่างามบ้างก็ถูกขนานนามว่า “ว่าวตับแตก” เพราะให้วิ่งให้ตายมันก็ได้แต่เอาหัวไถไปกับพื้นแม้ว่าจะพยามยามแก้ไขหลายอย่างทั้งเติมหู ตัดหาง เหลืออย่างเดียวที่ไม่ได้ทำก็คือผูกมันติดไปกับลูกโป่งสวรรค์เท่านั้นแหละ (เพราะหาซื้อไม่ได้ในตอนนั้น) เรียกว่ารู้จักธรรมชาติของว่าวพอสมควร อ้อผมลืมบอกไปว่าผมเล่นแต่ว่าวปักเป้านะครับว่าวจุฬามันไม่เหมาะกับผมหรอก (ผมมันเลือดสีเขียว) ทำให้ผมคิดว่าธรรมชาติของว่าวปักเป้าก็เปรียบเสมือนชีวิตของคนเราบางช่วงบางตอนเหมือนกัน ผมขอเรียกว่า “ปรัชญาว่าวปักเป้า” แต่ถ้าเขียน ณ ที่นี้เกรงว่าจะยาวเกินไปจนขี้เกียจอ่าน เอาไว้ติดตามกันตอนหน้าก็แล้วกันนะครับ

LaBaBoYa




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2549    
Last Update : 28 ตุลาคม 2549 15:05:31 น.
Counter : 1235 Pageviews.  

เปิดตัว...ทำไมถึงเขียน

“คนเรานะ วันหนึ่งมันจะหยุดคิดไม่ได้ ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา”

นี่เป็นประโยคที่ “พี่เมฆ” รุ่นพี่ที่ผมได้รู้จักแกตอนที่มีโอกาสไปอยู่ที่อเมริกา ตอนนั้นฟังแล้วก็ได้แต่งง “พี่แกจะเครียดกับชีวิตอะไรขนาดนั้น จะมีเรื่องอะไรให้คิดกันตลอด เครียดตายกันพอดี” งั้นลองมาฟังเรื่องที่แกยกตัวอย่างให้ฟังแล้วกันว่าแกคิดอะไร

****************************
กรณีศึกษา

“ถ้าทำงานกับคนหมู่มาก แล้วไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่ง อย่าแสดงออกมา ให้ทำตัวอ่อนน้อมไว้ก่อน อย่าทำตัวเป็นคนขี้ประจบ ขี้ฟ้อง รอจนกระทั่งให้แน่ใจว่าได้อยู่กับเป้าหมายของเราแค่สองคน ในที่ลับ จากนั้นก็จัดการเลย มีเท่าไหร่ป้ายมันเข้าไปขี้นะ โคลนมีอยู่กี่ถังก็สาดเข้าไป คำหยาบคายที่สุดเท่าที่จะคิดได้ขุดออกมาให้หมด แล้วรีบฉากออกมาอย่างหน้าตาเฉยก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะตั้งสติได้

ที่นี้รอดูผล ถ้าเรื่องถึงหูเจ้านายก็เข้าแผน คิดดูใครจะเชื่อว่าคนที่อ่อนน้อม ขยัน ไม่เคยบ่นไม่เคยฟ้องอย่างเราจะทำอย่างนั้น สุดท้ายฝ่ายตรงข้ามก็ต้องแพ้ภัยตัวเอง”
***************************

ตอนนั้นฟังจบแล้วก็ฮาๆ กันไป พลันก็คิดแกคิดได้ไง หนึ่งปีให้หลังมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับชีวิตผม ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้ามา ผมรู้สึกว่าทำไมตัวเองโง่อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร โทรไปคุยกับเพื่อนๆ บางคน แล้วก็ฉงน มันคิดกันได้ไง กลับไปนั่งทบทวนดูจึงเข้าใจเพราะเราไม่เคยคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นเราจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร พลันคิดย้อนกลับไปถึงคำของพี่เมฆ นี่ล่ะมั้งที่พี่แกบอกว่ามันต้องคิด มันไม่ใช่การคิดเพื่อให้เครียด แต่คิดเพื่อให้เป็นประสบการณ์ทางสมองว่าจะต้องตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่คาดคิดอย่างไร

ลองคิดดูตามกรณีศึกษา มันไม่ได้หมายความว่านั่นเป็นกลยุทธที่เราจะใช้ในการเขี่ยใครสักคนให้พันทาง (เท่านั้น) แต่เป็นการเตือนตัวเองว่า ถ้าเราตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างนั้น อย่าเพิ่งตอบโต้ รอดูสถานการณ์ให้ดี มีอะไรหรือใครที่เป็นานได้หรือเปล่า ถ้าไม่มีก็อย่าได้ตกหลุมพลาง แต่ขุดหลุมใหม่ไว้ข้างๆ รอเวลาที่นายพรานกลับมาดูผลงานของเขา เขาอาจพลาดตกหลุมใหม่ที่เราขุดไว้ก็ได้

และนี่คือที่มาที่ว่าทำไมผมต้องเขียน ผมเขียนเพื่อบันทึก ถ่ายทอด สิ่งที่ผมคิด เพื่อฝึกสมองให้ได้ทำงานและให้มีประสบการณ์ทางความคิด

แต่...แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเขียนมันก็เป็นเพียงความคิดความเห็นส่วนตัวของผม มันอาจผิดหรือถูกก็ได้ ตัวของท่านผู้อ่านเองนั่นแหละที่เป็นคนตัดสิน แต่มันคงจะดีมากถ้าเราได้มาแลกเปลี่ยนความเห็นกันเพื่อทำให้ความคิดสมบูรณ์มากขึ้น

LaBaBoYa



ป.ล. ปกติแล้วการเขียนเป็นสิ่งที่ผมเบื่อมากที่สุด รู้สึกว่ามันเสียเวลาเปล่า ประกอบลายมือของตัวเองที่ต้องยอมรับว่าแย่ การเขียนจึงเป็นของแสลงสำหรับผมไป

แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกว่าการได้เขียนการได้บันทึก มันมีคุณค่าแค่ไหน ถึงแม้เธอคนนั้นอาจไม่เคยรู้เลยว่าเธอได้ทำให้ทัศนคติของผมเปลี่ยนไป แต่ก็ต้องขอบคุณเธอเป็นอย่างยิ่ง




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2549    
Last Update : 28 ตุลาคม 2549 13:58:21 น.
Counter : 104 Pageviews.  


LaBaBoYa
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






อย่าหยุดคิด คิดไร้สาระก็ยังดีกว่าปล่อยให้สมองว่าง
คิด....แต่อย่าเครียด
Friends' blogs
[Add LaBaBoYa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.