All about Beauty: Reviews Tips and Tricks.
Group Blog
 
All blogs
 

[CR] Welcos No Makeup BB Cream Review รีวิวบีบีชื่อดังค่ะ

สวัสดีค่ะสาวๆ เมื่อวันก่อนได้ทำรีวิวรองพื้นของ kate รุ่น Mineral Liquid วันนี้จะมารีวิวบีบีครีมกันบ้างค่ะ


วันนี้ที่จะรีวิวจะเป็นตัว No Makeup BB cream ของ Welcos ใช้มาได้ประมาณสองอาทิตย์แล้ว บีบีตัวนี้ดังมากๆในเมืองไทยรวมถึงในห้องแป้งด้วย เราเลยสนใจอยากลองขึ้นมา เลยสั่งมาหนึ่งหลอด ประมาณ 450 บาท ปริมาณ 50ml ถือว่าไม่แพงเลย









บีบีตัวนี้ระบุว่ามี SPF 30 PA++ แต่ว่าจริงๆแล้วพิสูจน์ไม่ได้เลยค่ะว่ากันแดดได้มีประสิทธิภาพรึเปล่า เพราะว่าบนกล่องกับบนหลอดจะเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมดเลย แล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีลิสท์ส่วนผสมเลยด้วยค่ะ เราก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วจะกันแดดได้อย่างที่ว่ามั้ย พอเสิร์ชหาส่วนผสมก็ไม่เจอค่ะ
บนกล่องกับหลอดยังบอกอีกด้วยว่าเป็น whitening แต่ก็นั่นแหล่ะ ไม่รู้อยู่ดีว่าช่วยให้หน้าขาวจริงรึเปล่า

แต่เราว่าหลอดสวยดีค่ะ เป็นหลอดใช้ง่ายด้วยไม่เลอะเทอะ

เนื้อครีมก็ดีค่ะ ปกปิดปานกลาง-มาก ใช้นิดเดียวก็ทาได้ทั่วหน้าเลยค่ะ เนื้อนุ่มเกลี่ยง่ายมาก แต่ก็อาจจะหนาๆนิดนึงถ้าทาเยอะก็อาจจะดูหนาได้ค่ะ

ตัวนี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วยค่ะ

Finish เป็นแบบ semi-matte นะคะ ไม่แมทแล้วก็ไม่โกลวมาก แต่รู้สึกว่าคุมมันได้ดีค่ะ หน้าไม่มันระหว่างวัน เนียนเด้งตลอดทั้งวัน

ฟังดูเหมือนจะดีใช่มั้ยล่ะคะ






แต่เดี๋ยวก่อน! น่าเสียดายมากที่มีแค่สีเดียวเท่านั้นซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของบีบีครีม แต่ว่าเราไม่ชอบสีของบีบีตัวนี้เลยค่ะ สีจะออกเทาๆแล้วก็ชมพูนิดๆค่ะ ทาแล้วดูหลอกมากเพราะว่าผิวเราโทนเหลืองมากๆ เลยค่อนข้างผิดหวังค่ะ ทั้งๆที่ทุกอย่างดีหมดแท้ๆ

ภาพเทียบกับรองพื้นของเคทนะคะ จะสังเกตเห็นเลยว่าสีจะไม่เหลืองเหมือนของเคท





สรุปโดยรวมนะคะ
ข้อดี
ปกปิดดี
เนื้อนุ่มเกลี่ยง่าย
หลอดสวยใช้ง่ายไม่เลอะเทอะ
ติดทนนาน
ไม่ทำให้หน้ามันระหว่างวัน

ข้อเสีย
มีสีให้เลือกน้อย(จริงๆแล้วมีสีเดียว)
สีออกเทาๆชมพูๆ
ไม่มีส่วนผสมให้ดู

เราเสียดายมาก เพราะว่าชอบเนื้อของบีบีตัวนี้มากเลยค่ะ ทุกอย่างดีหมดยกเว้นสีของมันเนี่ยแหล่ะที่ทำให้ทุกอย่างพัง แต่ว่าถ้าเพื่อนๆคนไหนที่สีผิวออกโทนชมพูหรือว่าไม่เหลืองมากก็น่าจะใช้ได้ค่ะ ถือเป็นว่าบีบีครีมที่โอเคตัวหนึ่งเลยค่ะ




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2554    
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 13:56:16 น.
Counter : 5237 Pageviews.  

[CR] เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับไพรมเมอร์ แล้วก็รีวิวสั้นๆ "KMA primer" ค่ะ

สวัสดีค่ะสาวๆ วันนี้จะมาพูดถึงไพรมเมอร์นิดหน่อย แล้วก็จะรีวิวไพรมเมอร์ของ KMA ที่ใช้อยู่ตอนนี้ค่ะ

ไพรมเมอร์ก็คือตัวที่เราทาก่อนลงเครื่องสำอางอัพทุกอย่าง
ไพรมเมอร์จะช่วยเตรียมผิวหน้าเราแล้วก็จะช่วยให้ผิวหน้าเราเรียบเนียนขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการลงเครื่องสำอางในขั้นตอนต่อไปค่ะ ไพรมเมอร์ที่ดีควรจะช่วยให้เครื่องสำอางบนใบหน้าเราติดทนนานขึ้นด้วย

เราคิดว่าไพรมเมอร์ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมากนัก แต่สำหรับคนที่หน้ามัน อยากจะได้ตัวช่วยให้เครื่องสำอางติดทนขึ้น ให้หน้าดูแมทแล้วก็สดชื่อไปตลอดทั้งวัน

สำหรับไพรมเมอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้คือของ KMA เป็นเนื้อซิลิโคน ไม่มีสีค่ะ

หน้าตาเป็นแบบนี้นะคะ



ส่วนตัวใช้แล้วไม่ชอบเลยค่ะ คือผิวเราผิวผสม ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องหน้ามัน
แต่ว่าไพรมเมอร์อันนี้ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้เครื่องสำอางเราติดทนขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ

ข้อดีอย่างเดียวของไพรมเมอร์ตัวนี้คือทำให้หน้าเรียบเนียนขึ้นนิดหน่อย
ทำให้ลงรองพื้นได้ง่ายขึ้นนิดนึงค่ะ แต่ก็ไม่ได้เห็นผลชัดเจนอะไรมาก
พูดง่ายๆคือไม่ค่อยต่างเท่าไหร่เลยค่ะ


ขวดเป็นแบบนี้ มีปั๊มให้ด้วยค่ะ ใช้ง่าย



เนื้อใสๆเป็นแบบนี้นะคะ


สรุปว่า สำหรับเราแล้วเราว่าไม่คุ้มเท่าไหร่ ถึงจะไม่ค่อยแพงก็เถอะ
(สามร้อยหรือสี่ร้อยกว่าบาทนี่แหล่ะ จำไม่ได้ค่ะ)
ถ้าหมดแล้วก็คงไม่ซื้อต่อ อยากลองตัวอื่นบ้าง

เพื่อนๆชอบไพรมเมอร์ตัวไหนกันบ้างคะ มาแชร์กันได้นะคะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2554    
Last Update : 11 มิถุนายน 2554 0:23:08 น.
Counter : 9057 Pageviews.  

[CR] Kate Mineral Liquid Foundation รองพื้นตัวใหม่ของ Kate ค่ะ

สวัสดีค่ะทุกคน หลังจากที่ได้เขียนมหากาพย์เรื่องรองพื้นไปแล้ว วันนี้เลยอยากจะมารีวิวรองพื้นที่ใช้อยู่ตอนนี้ค่ะ

รองพื้นตัวที่ใช้อยู่ตอนนี้เป็นรุ่น Mineral Liquid Foundation ของ Kate เพิ่งออกมาเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ใช้มาประมาณสองสามอาทิตย์ได้แล้วเลยอยากจะมารีวิวให้เพื่อนๆได้ชมกันค่ะ




เริ่มกันเลยนะคะ รองพื้นรุ่นนี้มีแค่สามเฉดเท่านั้นค่ะ oc-b oc-c แล้วก็ oc-d ค่ะ สองสีแรกจะค่อนข้างขาวมาก สีสุดท้ายจะเข้มขึ้นมาหน่อยแต่ก็ไม่ได้เข้มมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นรองพื้นรุ่นนี้จึงไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ หลายๆแบรนด์ของทางเอเชียเรามักจะทำสีรองพื้นออกมาให้เลือกน้อย สีที่เราใช้คือสีที่สอง oc-c ขาวกว่าสีผิวเรานิดหน่อยค่ะ สองสีที่เหลือสีนึงก็ขาวเกิน(มากๆ)อีกสีนึงก็เข้มเกิน(มากๆ)

แต่ว่าที่ชอบที่สุดสำหรับรองพื้นตัวนี้ก็จะเป็นตรงที่สีโทนเหลืองของมันเนี่ยแหล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นรองพื้นตัวนี้จะดีมากสำหรับคนที่มีผิวโทนเหลืองอย่างเรา ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างขาวไปนิดหน่อย แต่ว่าก็สามารถเกลี่ยให้กลืนเข้ากับผิวได้แล้วก็ดูเป็นธรรมชาติมากค่ะ

การปกปิดเป็นแบบบางเบาค่ะ อาจจะต้องใช้คอนซีลเลอร์มาปิดรอยสิวหรือว่ารอยคล้ำใต้ตาเพิ่มเติมค่ะ

เนื้อค่อนข้างหนานิดนึงสำหรับรองพื้นแบบน้ำ แต่ว่าเนื้อค่อนข้างเนียนแล้วก็เกลี่ยง่าย ปกติเราจะใช้มือวอร์มตัวรองพื้นก่อนแล้วก็ใช้แปรงลงอีกทีค่ะ ปกปิดค่อนข้างบางเบา ให้ลุคแบบ satin finish ก็คือลุคธรรมชาติ ไม่แมทแล้วก็ไม่ฉ่ำมากจนเกินไปค่ะ ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือว่ามันมากขึ้น แล้วก็ไม่หนาด้วยค่ะ




บนเว็บไซต์ของเคทเองเขียนว่ามีส่วนผสมของ olive oil jojoba oil แล้วก็ almond oil เลยคิดว่าน่าจะเป็นรองพื้นแบบ oil-based แต่ว่าผิวเราเป็นผิวผสมก็เลยพอทาแล้วดูไม่มัน ปกติอยู่ทนประมาณห้าถึงหกชั่วโมงค่ะ แต่ว่าบริเวณจมูกจะมันไวหน่อยก็คือชั่วโมงสองชั่วโมงก็เริ่มมันละ ลองทาไพรมเมอร์แล้วก็ไม่ดีขึ้น พออยู่ได้ซักห้าชั่วโมงโดยประมาณมันก็จะเริ่มดูไม่ค่อยดีเหมือนตอนแรกแล้วค่ะ เหมือนกับมันเริ่มหลุดพอหน้ามัน ถึงแม้ว่าจะซับหน้าแล้วก็เติมแป้งยังไงก็จะไม่ดูดีเหมือนตอนแรกค่ะ แต่ว่ายังไงก็ตามเราก็ยังชอบลุคตอนแรกที่ลงเสร็จใหม่ๆมากๆอยู่ดีค่ะ

ราคาไม่แพงมากค่ะประมาณห้าร้อยบาท แต่ว่าหลอดเล็กพอสมควร ประมาณ 25 กรัมเท่านั้น

สำหรับคนผิวมันเราว่าคงไม่เหมาะค่ะ แต่ถ้าผิวค่อนข้างแห้งก็น่าลองมากๆค่ะ

สรุปข้อดีข้อเสีย
ข้อดี
ราคาค่อนข้างถูก
เหมาะสำหรับคนที่มีผิวโทนเหลือง
ให้ลุคที่บางเบาและดูเป็นธรรมชาติ
เกลี่ยง่าย

ข้อเสีย
มีสีให้เลือกน้อยมาก
อยู่ไม่ทน
อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนผิวมัน แล้วก็อาจจะทำให้อุดตันได้

เราคงไม่ซื้อต่อเพราะว่าสำหรับเราแล้วอยู่ไม่ทนเท่าไหร่ แล้วนอกจากอยู่ไม่ทน พอหน้าเริ่มมันแล้วมันดูไม่ค่อยดีค่ะ อาจจะลองตัวอื่นไปเรื่อยๆ แต่ชอบสีของตัวรองพื้นมากเพราะว่าโทนเหลืองดีจริงๆ


จบแล้วนะคะ หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆค่ะ มีคำถาม ถามไว้ในกระทู้นี้ได้เลยค่ะ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2554    
Last Update : 11 มิถุนายน 2554 0:23:53 น.
Counter : 4910 Pageviews.  

[มหากาพย์] พื้นฐานการแต่งหน้าสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 2 ดวงตา อายไพรมเมอร์ อายแชโดว อายไลนเนอร์ มาสคาร่า

พื้นฐานการแต่งหน้าสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 2 ดวงตา มาทำความรู้จักอายไพรมเมอร์ อายแชโดว อายไลนเนอร์ มาสคาร่า ทิปและทริคต่างๆในการแต่งตา และตัวอย่างวิธีการแต่งตาง่ายๆ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวห้องแป้ง ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับ feedback ดีๆมากมายที่ได้รับในตอนที่ 1 นะคะ ดีใจมากๆ ทำให้มีกำลังใจในการเขียนเพิ่มขึ้นมากๆเลยค่ะ ตรงนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนจริงๆค่ะ

วันนี้ในตอนที่สองจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของตาว่าการแต่งตาในแต่ละครั้งจะต้องใช้อะไรบ้าง แล้วก็วิธีง่ายๆสำหรับมือใหม่ค่ะ ในตอนนี้พยายามจะถ่ายภาพเองหมด(ครั้งก่อนจะเซฟภาพมาจากเน็ต)ซึ่งบอกก่อนว่าเป็นมือใหม่ทางด้านนี้มาก ภาพอาจจะออกมาทุเรศทุรังดูไม่ชัดเจนยังไงก็ให้อภัยกันด้วยเถิด T_T เพิ่งลองทำเองเป็นครั้งแรก ผิดพลาดไปขอให้แนะนำติชมกันด้วยคำหวานหูเพื่อให้จขกท.มีกำลังใจในการเขียนครั้งต่อๆไปค่ะ


มาเริ่มกันเลย


ในตอนนี้จะแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆนะคะ ส่วนแรกจะแนะนำพวกเครื่องสำอางที่ใช้ในการแต่งตา และส่วนที่สองจะเป็นหลักในการแต่งตาแบบง่ายๆพร้อมตัวอย่างค่ะ

อายไพรมเมอร์

อายไพรมเมอร์ ก็คล้ายๆ ไพรมเมอร์ทาหน้าที่บอกไปในตอนที่แล้ว แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ใช้กับดวงตา(ห้ามใช้ปนกันนะจ๊ะ) เพราะดวงตาของเราบอบบางจึงต้องมีไพรมเมอร์เฉพาะ
และเพราะว่าส่วนใหญ่เปลือกตาของเราจะมัน และแม้กระทั่งคนผิวแห้งก็หนังตามันได้เหมือนกัน
จึงจำเป็นที่จะต้องมีอายไพรมเมอร์ค่ะ อายไพรมเมอร์เป็นเหมือนตัวรองพื้นให้เปลือกตาของเรา ใช้ทาก่อนแต่งตา


อายไพรมเมอร์ทำหน้าที่อะไรบ้าง อย่างแรกเลยก็คือช่วยให้เครื่องสำอางบนเปลือกตาของเราติดทนนานขึ้น เพราะอย่างที่บอกไปก็คือเปลือกตาของเรามักจะมัน
ทำให้พอผ่านไปซักระยะหนึ่งเครื่องสำอางจะละลายเป็นคราบแลดูไม่น่ามอง อายไพรมเมอร์จะช่วยทำให้หนังตาของเราแมทหรือแห้ง
และอายแชโดวจะได้ติดทนขึ้นมากค่ะ

หน้าที่อย่างที่สองก็คือ อายไพรมเมอร์ส่วนใหญ่แล้วจะช่วยทำให้สีของอายแชโดวของเราเด่นชัดขึ้น
เช่น เวลาเราทาอายแชโดวสีสัน
สีก็อาจจะออกมาจางกว่าที่เราเห็นในตลับ แต่ถ้าใช้อายไพรมเมอร์ก็จะทำให้อายแชโดวของเรามีที่ยึดเกาะ และทำให้สีออกชัดเจนมากขึ้น


อายไพรมเมอร์จำเป็นหรือไม่ สำหรับเราคิดว่าค่อนข้างที่จะจำเป็น และจำเป็นมากกว่าไพรมเมอร์สำหรับใบหน้าอีก
เพราะคนส่วนใหญ่จะมีหนังตาที่มันอย่างที่บอกไป
และจะประสบกับปัญหาเครื่องสำอางละลายเป็นคราบอยู่บนเปลือกตากันเยอะมาก ถ้าเครื่องสำอางบนใบหน้าเราเลือนเราก็อาจจะใช้วิธีเดิมระหว่างวันได้
แต่ถ้าเครื่องสำอางบนเปลือกตาของเราเลือนหรือเป็นคราบจะแก้ไขได้ยากมากๆค่ะ


ข้อควรระวัง การทาอายไพรมเมอร์บางตัวอาจจะทำให้อายแชโดวเบลนหรือเกลี่ยยาก


หมายเหตุ1 อายไพรมเมอร์มีหลายแบบ ทั้งแบบที่ทาแล้วมีสีหรือไม่มีสี
แบบมีสีจะช่วยกลบรอยเส้นเลือดที่ตาสำหรับบางคนที่มีเปลือกตาบางเห็นเส้นเลือด หรือเปลือกตาคล้ำ มีทั้งแบบครีมและแบบน้ำ
นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป
บางทีอาจจะเรียกว่าไพรมเมอร์ บางทีเรียกว่าอายเบส หรืออาจจะมีชื่อเรียกอื่นๆอีก


หมายเหตุ2 อายไพรมเมอร์ส่วนใหญ่ยี่ห้อที่ทำออกมาจะเป็นยี่ห้อแพง (ถูกๆก็มีแต่บ้านเราไม่ค่อยจะมีขาย) เพราะฉะนั้นจึงอยากจะแนะนำวิธีทำอายไพรมเมอร์ด้วยตัวเอง
มีสองวิธี วิธีแรกบางคนอาจจะใช้คอนซีลเลอร์หรือรองพื้นทาไปเลยที่เปลือกตาบางๆ วิธีที่สอง ใช้คอนซีลเลอร์หรือรองพื้นเนื้อข้นๆผสมกับ moisturizer เนื้อครีมเข้มข้น ผสมให้เข้ากันแล้วเก็บใส่ตลับไว้ก็ใช้ได้เหมือนกัน

อายแชโดว

สำหรับอายแชโดวคงไม่ต้องอธิบายว่าคืออะไร หลายๆคนคงรู้จักเป็นอย่างดี นั่นก็คือสีสันที่เอามาทาให้เปลือกตาเราดูมีมิติและสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่รู้มั้ยว่าอายแชโดวมีกี่แบบ อันนี้หลายคนอาจจะไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราจะมาอธิบายเรื่องนี้กันค่ะ อายแชโดวหลักๆแล้วจะมี 3 แบบ

แบบแรก cream eyeshadow หรือ อายแชโดวแบบครีม
มีเนื้อเป็นครีม หลายคนอาจจะสงสัยว่าเอาไว้ทำอะไร หนังตาก็มันจะแย่อยู่แล้ว ทาครีมๆเข้าไปไม่ทำให้เละเทะละลายเป็นคราบหมดเหรอ
อายแชโดวครีมใช้ยากนิดนึง ปกติจะไม่นิยมทาแบบเดี่ยวๆนอกจากจะเป็นคนที่มีหนังตาที่ไม่มันซึ่งหาได้ยากในแถบเอเชียเพราะคนเอเชียส่วนใหญ่ตาเล็ก ตาชั้นเดียวหรือตาชั้นเล็กๆหลบใน
ทำให้มันเสียดสีกันเยอะหน่อยยังไงก็เป็นคราบแน่ๆ
ปกติอายแชโดวประเภทนี้จะใช้ทาเป็นเบสก่อนที่จะลงสีอายแชโดวแบบปกติเพื่อให้สีออกชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเพื่อให้อายแชโดวแบบปกติมีที่ยึดเกาะ(ทำหน้าที่คล้ายๆอายเบสหรืออายไพรมเมอร์)
บางคนอาจจะไม่ใช้เบสแต่ใช้อายแชโดวครีมแทนไปเลย


ถ้าไม่ใช้อายแชโดวครีมใช้อย่างอื่นแทนได้มั้ย
ใช้ได้ แต่บอกก่อนว่าใช้แทนในที่หน้าคือใช้แทนในฐานะอายเบสคือทาลงไปก่อนเพื่อให้สีอายแชโดวแบบปกติชัดขึ้นและมีที่ยึดเกาะ
สิ่งที่ใช้แทนได้ ได้แก่ อายไลนเนอร์แบบดินสอ และครีมอายไลนเนอร์


สรุปแล้วอายแชโดวแบบครีมนี้ ความเห็นส่วนตัวของจขกท.คือไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ค่ะ เพราะว่าสามารถใช้อย่างอื่นแทนได้อยู่แล้ว
และนอกจากใช้เป็นเบสสำหรับทาอายแชโดวแบบปกติก็ยังไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีก
เนื่องจากเป็นคนหนังตามันอายแชโดวแบบครีมจึงไม่เหมาะสำหรับจขกท.ค่ะ


แบบที่สอง press eyeshadow ซึ่งก็คืออายแชโดวแบบฝุ่นปกติ
ที่เราทากันทั่วไปเนี่ยแหล่ะค่ะ แบบนี้คงไม่ต้องอธิบายกันให้มากความเพราะหลายๆคนคงรู้จักอยู่แล้ว
สีสันก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมายแต่ในเรื่องของการเลือกสีต่างๆจะพูดกันในส่วนที่สองค่ะ
ในส่วนนี้จะขอพูดถึงเนื้อของอายแชโดวประเภทนี้นิดนึง อายแชโดวประเภทนี้ส่วนใหญ่จะใช้ทาได้เดี่ยวๆแต่ทุกวันนี้นิยมทาอายไพรมเมอร์ อายเบส หรือครีมอายไลนเนอร์ หรืออายไลนเนอร์ดินสอไว้ข้างใต้อย่างที่บอกไปเพื่อให้สีติดทนยิ่งขึ้น
ปกติอายแชโดวแบบนี้จะมีเนื้อสองแบบคือแบบที่ค่อนไปทางครีมหนาๆนิ่มๆแบบนี้จะดีกว่าแบบแห้งๆแป้งๆเพราะว่าคุณภาพจะถือว่าดีกว่า
ทาติดง่ายกว่า ในขณะที่แบบแป้งๆจะทายากมากสีจะอ่อนๆ ซึ่งถ้าอายแชโดวเนื้อหนาแน่นอยู่แล้วจะสามารถทาเดี่ยวๆได้สวยเลย แต่ถ้าเนื้อแบบแป้งๆสีไม่ชัดเท่าไหร่ใช้อายไพรมเมอร์หรืออะไรอื่นๆทาก่อนก็จะช่วยได้มากค่ะ


อายแชโดวบางอันสามารถใช้แบบเปียกได้ด้วย แต่จขกท.ส่วนตัวแล้วเห็นว่าในชีวิตประจำวันปกติทั่วไปของคนเราอย่าไปใช้อะไรให้มันยุ่งยากเลยจะดีกว่าค่ะ ใช้แบบที่มันเป็นเลยดีที่สุด
เพราะผลิตภัณฑ์ที่ดีจะต้องใช้ได้เลยในแบบที่มันเป็นโดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับมันเพื่อที่จะให้มันเวิร์ค! คือมันจะต้องเวิร์คแบบที่มันเป็นมาเลย


แบบที่สาม อายแชโดวแบบสุดท้าย คือ loose eyeshadow หรือ pigment เรียกแบบไทยๆก็น่าจะเป็นอายแชโดวแบบผงหรือเม็ดสี
อายแชโดวแบบนี้จะไม่เป็นตลับมาให้ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในกระปุกหรือขวดเล็กๆ พวกพิกเม้นจะใช้ได้หลายอย่าง
สาระพัดประโยชน์มากนอกเหนือไปจากการเป็นอายแชโดว


ขอพูดในแง่ของอายแชโดวก่อน
โดยปกติพวกพิกเม้นพวกนี้จะไม่นิยมทาเดี่ยวๆจะต้องมีครีมอายแชโดวหรืออะไรก็ตามเป็นเบสก่อนเสมอ(แค่อายไพรมเมอร์อย่างเดียวไม่พอ)
เพราะว่าเนื้อมันเป็นผงจึงต้องการที่ยึดเกาะ หรืออาจจะใช้แบบเปียก(ฉีดน้ำลงบนแปรง)แล้วทาทับอายแชโดวธรรมดาอีกทีหนึ่ง
ส่วนใหญ่เนื้อจะเป็นกลิสเตอร์ระยิบระยับ อายแชโดวประเภทนี้ค่อนข้างจะเลอะเทอะใช้ยากวุ่นวาย
แต่ดีตรงที่สีสันและความวิ้งของมันเนี่ยแหล่ะค่ะ ชีวิตประจำวันปกติของเราก็คงไม่จำเป็นอีกนั่นแหล่ะค่ะ
เหมาะสำหรับทำลุคที่พิเศษต้องการวิ้งกระจายอะไรแบบนั้นมากกว่า

แต่บางคนเค้าก็เอาพิกเม้นหรืออายแชโดวพงพวกนี้มาอัดใส่ตลับก็มีเหมือนกันแล้วใช้แบบปกติเลย
แต่จขกท.ไม่ใช่สาวกของพวกอายแชโดวแบบนี้ซักเท่าไหร่เลยไม่รู้ว่าเค้าทำกันอย่างไร


หลายคนอาจจะสงสัยว่าพิกเม้นเอาไปทำอะไรได้อีกนอกจากเป็นอายแชโดว อันนี้เคยเห็นเค้าทำกันนะคะ เป็นพิกเม้นของ MAC เอามาผสมกับยาทาเล็บสีใสเป็นยาทาเล็บสีใหม่ได้ เลิศศ....

แต่โดยรวมแล้วสำหรับมือใหม่พวกพิกเม้นอาจจะใช้ยากไปแล้วก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ค่ะ

หมายเหตุ สรุปลำดับการทาอายแชโดวแต่ละแบบ อายแชโดวครีม > อายแชโดวปกติ > พิกเม้น

อายไลนเนอร์
เรื่องนี้หลายๆคนอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะว่าสาวๆสมัยนี้ถึงจะแต่งหน้าไม่เป็นแต่ก็ยังกรีดตาเป็นเพราะว่าการกรีดตาเดี่ยวๆเป็นอะไรที่อินมากๆในบ้านเรา แต่วันนี้จะมาให้ทิปต่างๆสำหรับการกรีดตาด้วย รวมทั้งลงลึกถึงรายละเอียดว่าอายไลนเนอร์มีกี่ประเภทด้วยค่ะ


ประเภทของอายไลนเนอร์ หลักๆเลยมีสามประเภทอีกแล้ว มาดูว่าประเภทไหนเหมาะกับการเขียนตาแบบไหนค่ะเริ่มกันที่...

ประเภทแรกแบบเบสิคสุดก็คือ eyeliner pencil หรืออายไลนเนอร์แบบดินสอนั่นเอง
อย่างที่ได้บอกไปเมื่อเรื่องที่แล้วว่าประเภทนี้ใช้ลงเป็นอายเบสได้ แต่จะใช้เขียนอายไลนเนอร์ก็ได้เหมือนกัน
ประเภทนี้นิยมใช้เขียนขอบตาบน(upper lash line) แล้ว smudge หรือเกลี่ยให้ฟุ้งๆเหมาะกับการแต่งตาเข้มๆ หรือใช้เขียนขอบตาล่างชั้นในหรือที่บ้านเราเรียกว่าอินเนอร์ (lower waterline)
หรือขอบตาบนชั้นใน (upper waterline or tight line) เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเนื้อจะนิ่มๆเขียนง่ายเบลนง่ายไม่เป็นอันตรายต่อตาชั้นใน
และมีแบบกันน้ำด้วย


นอกจากนี้ตัวดินสอยังใช้เป็นอุปกรณ์ในการเขียนเจลหรือครีมไลนเนอร์ได้ด้วยถ้าไม่ถนัดจะใช้แปรง
โดยการจุ่มดินสอเขียนตาลงในครีมหรือเจลอายไลนเนอร์แล้วก็เอามาเขียนได้เลย
นิยมใช้เขียนขอบตาล่างชั้นใน และตามแนวขนตาล่าง เรียกได้ว่าเป็นตัวสารพัดประโยชน์จริงๆควรมีติดบ้านไว้ซักแท่งสองแท่ง
มีสีอื่นๆด้วยเช่น สีขาวเอาไว้ไฮไลท์โหนกคิ้วหรือเขียนขอบตาล่างชั้นในได้ หรือใช้สีเนื้อ (flesh tone) ก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ก็มีสีอื่นอีกมากมายใช้เป็นเบสหรือว่าใช้เขียนขอบตาทั้งบนและล่างให้เหมาะกับแต่ละลุคก็ได้เช่นกัน
แต่ในการเขียนขอบตาชั้นในทั้งบนและล่างส่วนใหญ่จะใช้สีดำ แบบเป็นสีๆนิยมเขียนที่แนวขนตาทั้งบนและล่างค่ะ


หมายเหตุ วิธีการเลือกซื้อ อายไลนเนอร์แบบดินสอจะต้องมือเนื้อนิ่มทาง่าย ถ้าเนื้อแข็งทาแล้วจะเจ็บตา
และอย่าเหลาให้มันแหลมเกินไปโดยเฉพาะถ้าจะใช้เขียนขอบตาชั้นในเพราะมันจะเจ็บ เวลาเขียนต้องระวังดินสอทิ่มตาด้วย!(สำคัญมาก)


ทิป อายไลนเนอร์แบบดินสอจะอยู่ไม่ค่อยทนต้องมีทริคเล็กน้อยในการเขียน
เช่น สำหรับเขียนตรงแนวขนตาบนควรจะเขียนทับอายแชโดวเท่านั้น อย่าเขียนเดี่ยวๆเพราะจะละลายและเป็นคราบได้ง่าย

สำหรับการเขียนขอบตาล่าง(ชั้นใน หรือ waterline) ตรงนี้จะมีความชื้นอยู่มากให้ใช้คัททอนบัทซับน้ำออกก่อน แล้วเขียนดินสอลงไป
เสร็จแล้วใช้อายแชโดวสีดำทาขอบตาล่าง(lower lash line ไม่ใช่ตรง waterline)ให้ชิดกับบริเวณขอบตาชั้นในเพื่อล็อคไม่ให้มันเลอะลงมาค่ะ



gel/ cream linerอายไลนเนอร์แบบครีมหรือเจล
หลักๆแล้วใช้งานเหมือนกับดินสอเกือบทุกอย่าง ทั้งใช้เป็นเบสได้ ใช้เขียนขอบตาชั้นในชั้นนอกใน ยกเว้นtight line
ไม่ค่อยมีคนใช้ บางยี่ห้อมีหลายสี ที่แตกต่างจากอายไลนเนอร์แบบดินสอก็คือสามารถเขียน winged eyeliner
หรือเขียนอายไลนเนอร์แบบตวัดหางได้นั่นเอง ในบ้านเรานิยมเอามาทาเดี่ยวๆด้วย
หลายคนบอกว่าเขียนง่ายกว่าอายไลนเนอร์แบบน้ำแต่อันนี้ขอบอกว่าแล้วแต่ความถนัดมากกว่าค่ะ
โดยปกติแล้วต้องใช้แปรงถ้าจะเขียนอายไลนเนอร์แบบตวัด แต่ถ้าใช้เขียนขอบตาล่างสามารถใช้ดินสอจุ่มได้เลยค่ะ
หลายยี่ห้อแถมแปรงมาให้ด้วยแต่เราไม่ค่อยชอบ ถ้าใครไม่ชอบสามารถใช้ angle brush หรือแปรงหัวตัดเฉียงได้ค่ะ อายไลนเนอร์แบบนี้ทนกว่าแบบดินสอแต่ก็ไม่ได้ทนมากเท่าไหร่



แบบสุดท้ายที่ฮิตฮอตกันก็คือ liquid eyeliner หรืออายไลนเนอร์แบบน้ำ ตามความคิดเห็นของเราแบบนี้สวยสุดถ้าต้องการดราม่า!
ดราม่านี้ไม่ได้หมายถึงดราม่ามาม่าแต่อย่างใด แต่หมายถึงลุคที่ดู dramatic โดดเด้ง เช่นพวก winged eyeliner หรือพวก cat eye
ใช้ไลนเนอร์แบบนี้จะสวย เพราะว่าจะสามารถเขียนทั้งเส้นเล็กและเส้นใหญ่ได้สวย เนื้อไม่หนักจนเกินไปควบคุมได้ง่าย
ปกติจะมีแปรงมาให้ติดอยู่กับฝาเลยไม่ต้องซื้อแปรงเพิ่ม

อายไลนเนอร์แบบน้ำจะให้ลุคที่โฉบเฉี่ยวแตกต่างจากแบบดินสอหรือแบบครีมที่จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าค่ะ
และที่สำคัญติดทนกว่ามากๆ กันน้ำได้ดีกว่า ที่คนนิยมใช้กันมากก็ด้วยสาเหตุนี้

บ้านเรานิยมทาอายไลนเนอร์เดี่ยวๆกันอยู่มาก แต่ความเห็นส่วนตัวแล้วทาอายไลนเนอร์อย่างเดียวไม่ค่อยสวย
ทาได้มั้ยได้แต่ความเห็นส่วนตัวแล้วไม่ชอบ (ชอบจัดเต็ม) ควรจะทาอายแชโดวข้างใต้เสมอ มีเหตุผลดังต่อไปนี้

พวกอายไลนเนอร์ทาเดี่ยวๆแล้วอยู่ไม่ทน เลอะและเป็นคราบง่าย
ถึงแม้จะเป็นแบบน้ำก็ตาม ถ้าหนังตามันมากก็อาจจะเอาไม่อยู่
เพราะฉะนั้นทาอายแชโดวด้วยจะยืดเวลาอายไลนเนอร์ให้ติดทนนานขึ้น เพราะอายไลนเนอร์มีลักษณะเป็นแป้งช่วยดูดซับและกั้นความมันระหว่างหนังตาของเราและอายไลนเนอร์ทำให้อายไลนเนอร์ติดทนนาน

อีกเหตุผลก็คืออายไลนเนอร์เดี่ยวๆอาจจะให้ลุคที่โดดมากเกินไป ใช้อายแชโดวสีธรรมชาติหรือสีผิว
ทาเป็นสีพื้นสักเล็กน้อยจะทำให้ลุคดูกลมกลืนขึ้น
แต่ถ้าใครใช้อายไลนเนอร์เดี่ยวๆอย่างเดียวแล้วไม่มีปัญหาอะไรจะใช้ต่อไปก็ย่อมได้ค่ะ


หมายเหตุ ถ้าไม่ใช้อายไลนเนอร์แบบที่บอกมามีอะไรที่ใช้เขียนตาได้อีก
จริงๆแล้วมีอายไลนเนอร์แบบเมจิคอีกอย่างหนึ่งแต่จขกท.ไม่เคยใช้
แต่เข้าใจว่าจะคล้ายๆแบบน้ำแต่จะเขียนง่ายกว่าเพราะหัวเป็นเมจิคเหมือนหัวปากกาจะควบคุมได้ง่ายกว่าแบบพู่กันของแบบน้ำ
แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่าบางทีหมึกมันก็แห้งง่ายทำให้ใช้ไปได้ซักพักสีจะไม่เข้ม และปลายปากกาแตกเขียนได้ยาก
อันนี้ต้องเลือกยี่ห้อนิดนึง แต่ชนิดนี้ขึ้นชื่อที่เขียนง่าย และเส้นคมชัด


ทิป อีกอย่างหนึ่งที่ใช้เขียนตาได้และเป็นธรรมชาติแบบสุดๆก็คืออายแชโดวเนี่ยแหล่ะ อายแชโดวธรรมดาสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม
ใช้แปรงแบบหัวตัดเฉียงนำมาเขียนเป็นอายไลนเนอร์ได้เลย (ขอบตาบนและขอบตาล่างด้านนอก)
ได้ลุคที่เป็นธรรมชาติสุดๆ และเขียนไม่ยากค่ะ นอกจากนี้อายแชโดวเนื้อแมทพวกนี้ยังใช้ทาทับอายไลนเนอร์แบบดินสอ
แบบเจล และแบบน้ำได้ด้วย เพื่อล็อคให้อายไลนเนอร์เหล่านั้นติดทนนานขึ้นค่ะ


ทิป การใช้อายไลนเนอร์จุดประสงค์หลักๆก็คือทำให้ขนตาดูหนาขึ้น
เพราะฉะนั้นคำแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเขียนอายไลนเนอร์ก็คือค่อยๆเขียนให้ชิดกับแผงขนตามากที่สุด อย่าเขียนแบบลากทีเดียวจบ
ให้ค่อยๆขีดหรือจุดเป็นเส้นเล็กๆต่อๆกันไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วค่อยลากให้เสมอกันอีกครั้ง โดยการขีดหรือจุดครั้งแรกควรเริ่มจากบริเวณกลางตา
เพราะว่าเป็นส่วนที่เขียนยากที่สุด แล้วเขียนไปจนถึงหางตา จากนั้นค่อยเขียนจากหัวตาอีกครั้ง
การจุ่มอายไลนเนอร์ครั้งแรกเนื้อจะเยอะถ้าเขียนโดยเริ่มจากหัวตาอาจจะทำให้บริเวณหัวตามอายไลนเนอร์หนาเกินไป
การเขียนอายไลนเนอร์ต้องฝึก และต้องมีสมาธิและใจเย็นค่ะ

หมายเหตุ สำคัญมาก ตรงขอบตาชั้นในสำคัญมากเพราะอายไลนเนอร์บางแบบใช้เขียนบริเวณนั้นไม่ได้
อายไลนเนอร์ที่เขียนขอบตาชั้นในด้านล่าง(lower waterline)ได้คือ แบบดินสอ และ แบบครีมหรือเจลเท่านั้น
แบบน้ำ เมจิค และอายแชโดวเขียนไม่ได้ อันตรายควรหลีกเลี่ยง
ส่วนขอบตาชั้นในด้านบน(upper waterline or tight line)ควรจะใช้แบบดินสอเท่านั้น

มาสคาร่า
มาสคาร่า เป็นเครื่องสำอางอีกชิ้นหนึ่งที่เรียกได้เลยว่าจำเป็นสุดๆสำหรับสาวๆ เพราะว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด!
การปัดมาสคาร่าจะช่วยยกขึ้นตาให้เปิดขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น
ช่วยให้ขนตาดำ แผ่ และงอนสวย บางแบบอาจจะช่วยให้ขนตาดูยาวขึ้นอีกด้วย


มาสคาร่ามีกี่แบบ หลักๆมีสองชนิดด้วยกัน คือ แบบธรรมดา กับแบบไฟเบอร์ โดยที่ทั้งสองชนิดนี้มีทั้งแบบกันน้ำและไม่กันน้ำ
แนะนำว่าควรใช้กันน้ำจะเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากกว่าค่ะ แบบไม่กันน้ำไม่แนะนำให้ใช้เพราะว่าส่วนใหญ่ทุกคนจะหนังตามันอยู่แล้ว แล้วเวลาเราแต่งหน้าเราใช้อายแชโดวและอายไลนเนอร์อยู่แล้วซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นคราบและเลอะ
ถ้าใช้มาสคาร่าแบบไม่กันน้ำอีกอาจจะยิ่งทำให้เลอะง่ายขึ้นกว่าเดิมค่ะ


มาสคาร่าแบบธรรมดา จะมีลักษณะเป็นแวกซ์ค่ะ จะช่วยให้ขนตาเป็นสีดำชัดเจน
และช่วยให้ขนตางอนด้วย ส่วนใหญ่จะนิยมใช้แบบนี้ แต่มีข้อเสียคือ บางรุ่นล้างออกยากมาก และเลอะง่ายหลายๆคนเลยไม่ชอบ


มาสคาร่าแบบไฟเบอร์ แบบนี้เนื้อเป็นใยไฟเบอร์เนื้อจะออกแห้งๆกว่าแบบแรกที่เป็นแวกซ์ แบบนี้จะล้างออกง่ายกว่าแบบแรกมากๆ
แต่ข้อเสียก็คือบางยี่ห้อเท่าที่เคยใช้และเคยได้ยินมาเนื้อจะแห้งมากเกินไป ทาไปได้ซักพักใยไฟเบอร์แห้งเป็นเกล็ดๆแล้วก็ร่วงเป็นผงเข้าตาทำให้ระคายเคืองมากๆ ต้องเลือกดีๆค่ะ


จากประสบการณ์แล้วทำให้จขกท.ชอบแบบธรรมดามากกว่า เพราะว่าทำให้ขนตาดูเป็นธรรมชาติ
ใช้ง่ายเพราะเคยชินมากกว่าแล้วก็ไม่ร่วงเป็นผงให้ระคายเคืองตาค่ะ ตรงนี้สำคัญมากเพราะเวลามันเข้าตาแล้วทรมานมากๆเลย


จริงๆมาสคาร่ามีแบบสีน้ำตาลด้วย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะว่าการทาสีดำจะเด่นกว่า และสวยกว่า
มาสคาร่าสีน้ำตาลจะดูเป็นธรรมชาติมากๆ นอกจากนี้ก็ยังมีมาสคาร่าสีสันต่างๆด้วยแต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเราเท่าไหร่
เพราะว่าในชีวิตประจำวันอาจจะใช้ยากไป วิธีใช้แบบง่ายๆถ้าไม่อยากให้เด่นเกินไปก็คือปัดมาสคาร่าแบบธรรมดาก่อน แล้วก็ปัดมาสคาร่าแบบสีสันที่ปลายขนตาค่ะ
และสามารถใช้ปัดขนตาล่างทั้งหมดได้ด้วยโดยจะให้ลุคที่ไม่โดดหรือดูเวอร์จนเกินไปค่ะ


ทิป สำหรับการดัดขนตาและปัดมาสคาร่า เวลาดัดขนตาให้ดัดสามครั้ง ครั้งแรกดัดที่โคน ครั้งที่สองเลื่อนที่ดัดขนตาออกให้อยู่กึ่งกลางของขนตาแล้วดัดอีกครั้ง
สุดท้ายให้ที่ดัดขนตาอยู่ตรงปลายขนตาแล้วดัดเป็นรอบสุดท้าย เพื่อให้ขนตาดูงอนสวย
ถ้าดัดที่โคนเพียงครั้งเดียวอาจจะทำให้ขนตาดูหักและชี้ขึ้นด้านบน(แต่บางคนก็อาจจะชอบแบบนี้)


การปัดมาสคาร่าถ้ากลัวตาที่แต่งแล้วจะเปื้อนอาจจะใช้การ์ดหรือกระดาษแผ่นเล็กๆมารองเวลาปัดมาสคาร่า
โดยเฉพาะขนตาล่างที่สั้นและอาจจะปัดยาก จะทำให้มาสคาร่าไม่เลอะเทอะไปโดนค่ะ


หมายเหตุ การใช้มาสคาร่าปัดขนตา ควรปัดแค่หนึ่งถึงสามชั้น ปกติแล้วควรจะปัดสองชั้น แต่มากสุดสามชั้นเท่านั้น เพราะว่าการปัดมาสคาร่าทับลงไปหลายๆชั้นจะทำให้มาสคาร่าเกาะเป็นก้อน ขนตาดูเหมือนขาแมงมุม ไม่สวย

ต่อไปจะเป็นส่วนที่สองการแต่งตาเบื้องต้น พร้อมตัวอย่างนิดหน่อยค่ะ


การแต่งตาเบื้องต้น

วันนี้จะแนะนำการแต่งตาเบื้องต้นให้หนึ่งแบบก่อนนะคะ โดยใช้อายแชโดวเพียงแค่สามสีเท่านั้น
โดยมีสีพีชอ่อนๆมีชิมเมอร์ สีน้ำตาลกลางๆเนื้อแมท และสีน้ำตาลเข้มเนื้อแมท แต่จะขอพูดถึงหลักการทั่วๆไปของการแต่งตาแบบพื้นฐานก่อน


การแต่งตาแบบง่ายๆ ควรจะมีสีอ่อน สีกลาง และสีเข้ม

แต่ละสีเอาไว้ทำอะไรบ้าง
สีอ่อนสำหรับทาทั่วเปลือกตาเพื่อให้ดวงตาดูกลมโต
สีกลางเพื่อทาเบ้าตาเป็นพื้นให้สีเข้มและเพื่อทำให้ตาดูมีมิติมากขึ้นและเกลี่ยหรือเบลนได้ง่ายเวลาทาสีเข้ม
สีเข้มเอาไว้คัดเบ้าเพื่อเน้นให้เกิดมิติอย่างเห็นได้ชัดทำให้ดวงตากลมโตโดยที่สีกลางจะช่วยในการทาสีเข้มทำให้สีไม่โดดมากจนเกินไปและเกลี่ยได้ง่าย อีกทั้งยังดูเป็นธรรมชาติ
สำหรับโหนกคิ้วสามารถใช้แป้งฝุ่นสีเดียวกับสีผิว หรืออายแชโดวสีเดียวกับสีผิวหรืออ่อนกว่าเล็กน้อยทาเพื่อให้โหนกคิ้วดูเด่นและทำให้ดวงตาดูเป็นมิติ


ทิป อาจจะใช้สีขาวมุกทำไฮไลท์ที่บริเวณหัวตาได้ด้วยค่ะ นิยมทำกันมาก ทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวา


หมายเหตุ เบ้าตาคือบริเวณที่บุมลงไปเวลาเอานิ้วกดลงไประหว่างโหนกคิ้วกับลูกตา



ในการแต่งตาสำหรับมือใหม่ ไม่อยากจะให้ใช้อุปกรณ์มาก มีอุปกรณ์ดังนี้

แปรงทาอายแชโดว แปรงสำหรับเกลี่ย แปรงสำหรับคัดเบ้า และแปรงหัวตัดเฉียงสำหรับทาอายไลนเนอร์



หมายเหตุ ถ้ามีงบจำกัดหรือเพิ่งเริ่มซื้อให้ซื้อเฉพาะที่จำเป็นก่อน โดยเริ่มจากแปรงทาอายแชโดว เป็นอย่างแรก
ไม่แนะนำให้ใช้มือในการทาอายแชโดวเพราะไม่สะอาด อาจจะรุนแรงต่อตา และการใช้มือป้ายไปมาในตลับอายแชโดวอาจจะทำให้เกิดเชื้อโรคและสกปรก

ตัวอย่างการแต่งตาในครั้งนี้มีหกขั้นนตอน

ขั้นตอนแรก ทาอายเบส แล้วรอให้เซ็ทตัวสักครู่
ขั้นตอนที่สอง ใช้แปรงอายแชโดวทาสีพีชทั่วบริเวณเปลือกตา แล้วเกลี่ยตรงขอบให้ดูกลืน

ขั้นตอนที่สาม ใช้แปรงเดิมแต่กลับด้าน ทาสีกลางเฉพาะบริเวณเบ้าตาส่วนนอกโดยเหนือจากสีอ่อนเล็กน้อย
(สีกลางจะอยู่ระหว่างเปลือกตาและโหนกคิ้ว) แล้วเกลี่ยให้ดูกลืน
ขั้นตอนที่สี่ ใช้แปรงสำหรับคัดเบ้า ทาสีเข้มสุดบริเวณเบ้าตาส่วนนอกระหว่างสีอ่อนสุดกับสีกลาง(และทับรอยต่อของสองสีนี้)
เกลี่ยให้ดูกลืน แล้วทาย้ำอีกครั้งให้เกิดมิติมากขึ้น
ขั้นตอนที่ห้า ใช้แปรงหัวตัดเฉียง ทาอายแชโดวสีเข้มสุดตรงบริเวณแนวขนตาด้านบนและด้านล่างแทนอายไลนเนอร์เพื่อให้ขนตาดูหนาขึ้นโดยให้ลุคที่เป็นธรรมชาติ และง่ายต่อมือใหม่
สำหรับแนวขนตาด้านล่างให้ทาแค่ครึ่งเดียวจากด้านนอก จากนั้นใช้แปรงสำหรับเกลี่ยทาแป้งฝุ่นสีเดียวกับสีผิวตรงบริเวณโหนกคิ้วเพื่อให้ทุกอย่างดูกลืนและเกิดมิติอย่างสมบูรณ์
ขั้นตอนที่หก ดัดขนตาและปัดมาสคาร่าหนึ่งถึงสองครั้ง


ในภาพให้ดูว่าสีไหนทาตรบริเวณไหนค่ะ สีที่สี่เราใช้แป้งสีเดียวกับผิว แต่อาจจะใช้อายแชโดวสีผิวหรือสีอ่อนกว่านิดหน่อยได้ค่ะ



เพียงเท่านี้ก็สำเร็จ

ภาพนี้เป็นภาพของแต่ละขั้นตอนค่ะ

ป.ล. ถ้าภาพดูไม่ค่อยชัดขออภัยด้วยนะคะ T_T



สำหรับการแต่งตาแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นลุคไหนๆคือการเบลนหรือการเกลี่ยอายแชโดวให้สีกลืนกัน
ควรจะทำทุกในทุกๆขั้นตอนเพื่อให้ง่ายต่อการลงสีอื่นๆตามลงไป
โดยเฉพาะเวลาใช้สีที่เข้มเพราะถ้าสีไม่กลืนจะเห็นได้ชัดมาก และไม่สวย วันนี้ที่เลือกสีธรรมชาติมาเป็นตัวอย่างเพราะว่าง่ายต่อการฝึกสำหรับมือใหม่ค่ะ


เรื่องสุดท้ายในตอนนี้จะพูดถึงเรื่องเนื้อของสีของอายแชโดว และการเลือกใช้สี

เนื้อของสีมีสองแบบหลักๆคือสีด้านหรือสีเนื้อแมท และสีแบบชิมเมอร์หรือแบบมีวิ้งนั่นเอง

ในการแต่งตาแต่ละลุคควรจะใช้สีทั้งสองแบบเพื่อให้ลุคดูกลมกลืนที่สุด อายแชโดวที่มีชิมเมอร์จะทำให้ดวงตาดูโตขึ้นเมื่อทาที่เปลือกตา แต่สำหรับการคัดเบ้าเพื่อให้ดวงตามีมิติควรจะใช้อายแชโดวเนื้อด้าน เพราะชิมเมอร์จะเป็นประกรายและสะท้อนแสง
สำหรับลุคที่เป็นธรรมชาติมากๆอาจจะใช้สีด้านทั้งหมดเลยก็ได้
แต่สำหรับมือใหม่อยากให้ลองใช้แบบที่มีชิมเมอร์ดูก่อนด้วยเพราะว่าแบบนี้จะเกลี่ยได้ง่ายกว่าแบบสีด้านมากๆ
ใช้ง่ายเหมาะกับมือใหม่ และอายแชโดวทั่วๆไปจะมีชิมเมอร์ผสมอยู่เล็กน้อยโดยเฉพาะของฝั่งเอเชียเราบางตลับทำแต่แบบมีชิมเมอร์
แต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรเลือกใช้สีเข้มที่มีชิมเมอร์เพียงเล็กน้อยในการคัดเบ้าค่ะ


ท้ายที่สุดคือสีที่จะแนะนำให้ใช้ สำหรับชาวเอเชียตาสีน้ำตาลอย่างเรา สีที่เหมาะได้แก่ สีน้ำตาล และสีม่วง
สีม่วงจะทำให้ดวงตาดูเด่นขึ้นมาเพราะว่าสีม่วงเป็นสีคู่ตรงข้ามกับสีน้ำตาลตามทฤษฎีวงล้อสี แต่การใช้อายแชโดวสีม่วงจะต้องเลือกให้ดีเพราะบางเฉดทาไม่ดีอาจจะเหมือนโดนต่อยตามาได้!
อาจจะใช้สีน้ำตาลเข้ามาเบรคก็ได้ นอกจากนี้สีที่แนะนำอีกสีหนึ่งคือสีทอง เพราะผิวของเราเป็นผิวค่อนข้างเหลืองอยู่แล้วถ้าใช้สีทองจะรับกับสีผิวและทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างขึ้น
นอกจากนี้สีที่ใกล้เคียงกันกับสีน้ำตาลก็ได้ เช่นสีแสดหรือสี coral สีพีช และสีเขียวมะกอก เป็นต้น


หมายเหตุ การล้างเครื่องสำอางสำหรับดวงตานั้นมีที่ล้างเครื่องสำอางสำหรับดวงตาและริมฝีปากโดยเฉพาะให้ใช้
เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกใช้ให้ถูกประเภท
ดวงตาเป็นบริเวณที่บอบบางที่สุด เวลาล้างอย่าถูแรงเพราะจะทำให้ระคายเคืองมาก
หยดที่ล้างเครื่องสำอางลงบนสำลีแล้วแปะไว้บนตาสักครู่จากนั้นค่อยๆเช็ดเครื่องสำอางออกจนหมด
บริเวณขนตาอาจจะใช้คัททอนบัดช่วยเช็ด
ออยล้างเครื่องสำอางบางตัวอาจจะล้างมาสคาร่าหรืออายแชโดวออกด้วย แต่ควรจะใช้ที่ล้างเครื่องสำอางเฉพาะของมันเช็ดออกก่อนจะดีกว่า
จะสะอาดกว่าและไม่ระคายเคือง



จบลงแล้วกับซีรีส์การแต่งหน้าเบื้องต้นตอนที่สอง

ตอนนี้ขอสรุปง่ายๆเลยว่า การฝึกฝนนั้นสำคัญมากโดยเฉพาะการเกลี่ยหรือการเบลนอายแชโดวซึ่งต้องฝึกทำแล้วจะรู้จังหวะของตัวเอง
ตอนแรกอยากให้ลองใช้สีพื้นๆไม่เข้มมากก่อนเพราะจะใช้ง่ายกว่าอย่างที่ได้บอกไปแล้ว ลักษณะดวงตาแต่ละคนไม่เหมือนกันซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครบอกได้
ตัวเราเองต้องศึกษาและเรียนรู้ไปเรื่อยๆด้วยตัวเอง ยิ่งฝึกก็จะยิ่งเข้าใจลักษณะดวงตาของตัวเองมากขึ้นทำให้รู้ว่าต้องใช้อะไรแบบไหนถึงจะเหมาะและแบบไหนไม่เหมาะ
ถ้าค้นพบแล้วว่าแต่งแบบไหนเข้ากับตัวเองที่สุดก็ให้แต่งแบบนั้นไปเรื่อยๆจนคล่อง แล้วค่อยลองแต่งแบบอื่นดูเมื่อเริ่มชำนาญแล้ว


ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามสำหรับกระทู้ที่แล้วและรวมถึงกระทู้นี้ด้วย ดีใจมากๆที่ทุกๆคนให้ความสนใจ
ดีใจที่ได้ช่วยแบ่งปันความสวยให้สาวๆค่ะ และดีใจที่มีคนอ่าน ถ้าไม่มีคนอ่านก็คงไม่มีคนเขียน
ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจ ทุกๆกิฟและทุกๆโหวต

แต่ว่าซีรีส์ของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ และจริงๆแล้วการแต่งตาก็ยังมีอีกหลายแบบมากๆ
กำลังคิดๆอยู่ว่าจะนำวิธีการแต่งตาแบบอื่นๆมาให้ดูรวมทั้งวิธีเขียนอายไลนเนอร์แบบต่างๆด้วย
แต่เห็นมีกระทู้ฮาวทูเยอะมากอยู่แล้วเลยยังคิดๆอยู่ก่อน


ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ สวัสดีค่ะ


ป.ล. ขอโทษถ้าภาพอาจจะไม่ค่อยชัดเจนนะคะ เพิ่งเคยทำแบบจริงจัง จะลองปรับปรุงดูเรื่อยๆในครั้งต่อๆไปค่ะ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2554 10:59:17 น.
Counter : 19348 Pageviews.  

[มหากาพย์]พื้นฐานการแต่งหน้าสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 1 ใบหน้า ทำความรู้จักกับรองพื้น ไพรมเมอร์ เบส คอนซี

[มหากาพย์]พื้นฐานการแต่งหน้าสำหรับมือใหม่ ตอนที่ 1 ใบหน้า ทำความรู้จักกับรองพื้น ไพรมเมอร์ เบส คอนซีลเลอร์ และแป้ง

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวห้องแป้งทุกคน

พักหลังๆเห็นมีกระทู้ถามเข้ามาเกี่ยวกับการแต่งหน้าพื้นฐานกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น “อยากจะลองหัดแต่งหน้าเป็นครั้งแรกต้องทำยังไงบ้างคะ” หรือไม่ก็ “เลือกรองพื้นยังไงคะ” หรือคำถามโลกแตกอีกคำถามนึงก็คือ “รองพื้นกับคอนซีลเลอร์ลงอะไรก่อนคะ”
เวลาเปิดไปเจอเราก็จะตอบให้ตลอด แต่พักหลังก็เจอคำถามซ้ำๆเยอะก็เลยอยากจะลองทำเป็นซีรีส์เรื่องการแต่งหน้าเบสิคๆให้เพื่อนๆได้ตามอ่านกันเผื่อเวลามีเพื่อนๆที่เข้ามาใหม่ยังไม่รู้จะได้เอากระทู้นี้ให้ดูได้ ตอนแรกจะเป็นเกี่ยวกับใบหน้าก่อนนะคะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าไม่ได้เป็นกูรูหรือผู้เชียวชาญแต่อย่างใด แต่ว่าเป็นคนที่รักในการแต่งหน้ามากๆ ลองผิดลองถูกมาก็เยอะ ข้อมูลที่จะนำมาบอกในกระทู้นี้ก็มาจากทั้งประสบการณ์จริงแล้วก็หาข้อมูลมาหรือฟังมาจาก makeup artist sบน youtube ด้วยนะคะ ที่ทำซีรีส์นี้ขึ้นมาก็เพราะอยากจะช่วยให้สาวๆที่รักสวยรักงามได้เข้าใจวิธีการแต่งหน้าเบื้องต้นค่ะ

รองพื้น
ก่อนจะเลือกรองพื้นได้ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับผิวหน้าตัวเองสักสักนิดนะคะ

ข้อแรก สี undertone หรือสีใต้ผิว คืออะไรและสำคัญอย่างไร รวมถึงวิธีดูสี undertone ของเราด้วยค่ะ

undertone คือสีใต้ผิวของเรา สังเกตได้จากบางคนจะมีสีผิวอมชมพู หรือสีผิวออกเหลืองๆ

การรู้สี undertone ของเราสำคัญอย่างไร การรู้สี undertone ของเราจะช่วยในการเลือกสีรองพื้น
ซึ่งการเลือกสีรองพื้นที่ถูกต้องสีของรองพื้นจะต้องกลืนไปกับสีผิวของร่ายกายเราทำให้ดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้แล้วเวลาแต่งหน้าหรือเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัว การรู้สี undertone ก็จะช่วยให้เราเลือกสีที่รับกับสีผิวของเราอีกด้วย

undertone มีอะไรบ้าง และดูยังไงถึงจะรู้ว่าเรามี undertone สีไหน
มีสามแบบคือ warm cool และ neutral
warm tone หรือ yellow tone จะออกเป็นโทนเหลือง ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชีย (ฝรั่งโทนนี้ก็มีเหมือนกัน)
cool tone หรือ pink toneจะออกโทนชมพู ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งชาวตะวันตกที่มีสีผิวแบบนี้
neutral ก็คือไม่เหลืองหรือไม่แดง เป็นสีกลางค่ะ


ดูยังไงว่าเราอยู่โทนไหน การดูสี undertone สำคัญมากคืออย่าใช้ผิวตรงใบหน้าเราตัดสิน เพราะใบหน้าของเราอาจจะมีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ(discoloration) หรือรอยแดง(redness) จนอาจจะทำให้เราคิดว่าเรามีสี undertone แบบ cool ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะที่เห็นเป็นแดงๆนั้นเป็นเพราะบริเวณนั้นผิวหน้ามีปัญหา การดูสี undertone ที่ถูกต้องควรดูจากสีของผิวกายของเราบริเวณลำคอหรือบริเวณบ่าซึ่งบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่เราเห็นสีผิวที่แท้จริงของเราค่ะ



วิธีดูวิธีที่สองคือการใช้สีเงินกับสีทองค่ะ ถ้าเราใส่ทองแล้วขึ้นกว่าเงินแสดงว่าผิวเราเป็น warm tone ถ้าใส่เครื่องเงินแล้วขึ้นกว่าแสดงว่าผิวเป็นแบบ cool tone อาจจะใช้ผ้ามาทาบลองก็ได้ค่ะ หรืออาจจะใช้อายแชโดวมาลองทาดู
* ส่วนตัวเราเองโทนเหลืองหรือ warm tone ใช้อายแชโดวสีเงินๆแบบโทนเย็นแล้วแอบดับ หน้าจะดูหมองนิดหน่อย ไม่ขึ้นเท่าใช้สีทอง



อีกวิธีนึงก็คือการดูเส้นเลือดที่ข้อมือหรือข้อพับ แต่ย้ำว่าต้องดูกับแสงธรรมชาตินะคะ
ถ้าเส้นเลือดออกสีน้ำเงินคือ cool tone ถ้าออกสีเขียวคือ warm tone แต่ถ้ามีผสมกันทั้งสองอย่างคือ neutral ค่ะ



ทำไม undertone ถึงสำคัญต่อการเลือกรองพื้น เพราะว่ารองพื้นปกติแล้วจะมีโทนสีของมัน จะออกโทนชมพู หรือโทนเหลือง การรู้สี undertone ของตัวเองจะทำให้เราสามารถเลือกรองพื้นที่สีกลืนกับผิวที่แท้จริงของเราค่ะ

ถ้าเลือกผิดจะเกิดอะไรขึ้น เคยเห็นมั้ยผู้หญิงบางคนที่ผิวโทนเหลืองแต่เลือกรองพื้นผิด.....เหมือนองค์ลงค่ะ หน้ามองอมแดงมาเลย ดูแปลกมากๆ ไม่สวยค่ะ



หมาายเหตุ สี undertone นั้นไม่เกี่ยวกับความผิวขาวหรือไม่ขาวนะคะ คนที่ผิวสีเข้มก็อาจจะเป็น cool tone ได้ คนที่ผิวขาวก็อาจจะเป็น cool tone หรือ warm tone ก็ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าถ้าเป็นคนผิวขาวแล้วจะเป็นผิวโทนชมพู เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ



references: https://www.youtube.com/watch?v=6_4JRJw6DIs
https://www.youtube.com/watch?v=YJSSJHZUWBI
//www.wisegeek.com/how-do-i-determine-my-skin-undertones.htm
https://www.youtube.com/watch?v=jd_Qgcue3lU

ข้อสอง สภาพผิวหน้าของเราค่ะ ผิวมัน หรือผิวแห้ง หรือถ้าเป็นผิวผสมค่อนไปทางมันหรือแห้งมากกว่ากัน
ทำไมถึงสำคัญ เพราะว่ารองพื้นทั่วไปจะมี texture หรือเนื้อที่ต่างกัน และมี finish ที่ต่างกันด้วย
บางแบบให้ลุคที่ฉ่ำหรือโกลว(dewy or satin finish)จะเหมาะกับคนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้งจะทำให้หน้าดูโกลวสวย
แต่ถ้าคนที่ผิวมันไปใช้ก็จะดูหน้ามันเยิ้มไม่น่าดู ในทางตรงกันข้ามรองพื้นบางแบบเหมาะกับคนหน้ามันเพราะให้ลุคที่แมทหรือแห้งสนิท (matte finish)
คนหน้าแห้งไปใช้ก็อาจจะดูหน้าตึงหรือหน้าอาจจะแห้งเป็นขุยได้ เพราะฉะนั้นต้องเลือกรองพื้นที่ตรงกับผิวหน้าของเราค่ะ

ข้อที่สามสำหรับรองพื้นนะคะ ปัญหาของผิวหน้าเราค่ะ ถ้าผิวหน้ามีรอยมากต้องการการปกปิดมากก็จะเหมาะกับรองพื้นที่มีการปกปิดมากๆ(full coverage)
เช่น รองพื้นแบบน้ำที่มีความเข้มข้นมากๆหน่อย หรือรองพื้นแบบน้ำที่มีความข้นหรือรองพื้นแบบครีมค่ะ
รองพื้นแบบนี้จะหนากว่าและปกปิดได้เนียนกว่า ถ้าต้องการเพียงแค่ปรับสีผิวให้เสมอกันควรใช้รองพื้นแบบน้ำแบบบางเบาค่ะ(light to medium coverage)

ข้อสุดท้ายสำหรับรองพื้นนะคะ การเลือกสีรองพื้น
เรื่องนี้ก็สำคัญมากๆแล้วก็แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะถ้าเป็นฝรั่งชาวตะวันตกส่วนใหญ่จะชอบใช้รองพื้นที่สีเท่ากับผิวพอดีหรือเข้มกว่าสีผิวนิดหน่อย
เพราะอย่างที่รู้กันเค้าชอบผิวสีแทน แล้วก็ไม่ชอบให้หน้าตัวเองขาววอกนอกจากนั้นก็ยังใช้บรอนเซอร์ช่วยเพิ่มสีบนใบหน้าให้ดูแทนและดูมีสุขภาพ
ซึ่งตรงนี้จะต่างจากชาวเอเชียตรงที่ว่าผู้หญิงเอเชียมักจะชอบหน้าที่ขาวสว่าง
คนเอเชียเลยอาจจะใช้รองพื้นที่ขาวกว่าผิวนิดหน่อยซึ่งไม่ผิดถ้าหากมันไม่ได้ขาววอกจนเกินไป เราสามารถเลือกเองได้ว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน
เพราะตรงนี้มันก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและความชอบที่แตกต่าง แต่วิธีเลือกรองพื้นแบบพื้นฐานให้ดูสีผิวที่คอและไหล่ของเราเป็นหลัก
เพราะเวลาเราทารองพื้นเราก็อยากให้มันดูเป็นธรรมชาติแล้วก็กลืนไปกับผิวกายของเราไม่ใช่คนละสีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
เพราะฉะนั้นควรเลือกสีที่ตรงกับบริเวณลำคอหรือไหล่ของเรา ไม่ใช่สีที่ตรงกับบริเวณใบหน้าค่ะ
เพราะปกติบริเวณใบหน้าของเราจะขาวกว่าส่วนอื่นๆ แล้วที่สำคัญเวลาลงรองพื้นควรจะเกลี่ยรองพื้นลงมาตรงบริเวณลำคอเล็กน้อยเพื่อให้ดูกลมกลืนค่ะ

แนะนำยี่ห้อรองพื้นคร่าวๆสำหรับสภาพผิวแต่ละแบบ

หมายเหตุ จขกท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับแบรนด์เหล่านี้นะคะ
ไม่ได้เคยใช้หมดทุกยี่ห้อแต่ทราบข้อมูลมาจากคนที่เคยใช้บน youtube และหาข้อมูลรีวิวต่างๆมาแล้ว และสภาพผิวบางคนอาจจะไม่เหมือนกัน
ความ sensitiveของผิว และความชอบอาจจะต่างกันด้วยนะคะ
ที่นำมาให้ดูเพื่อให้เป็นแนวทางเท่านั้น แต่ละตัวเป็นตัวที่เมืองนอกเค้าฮิตกันค่ะ


สำหรับผิวมัน ต้องการการปกปิดปานกลาง-มาก รองพื้นต่อไปนี้จะเป็นแบบ matte finish นะคะ

Revlon Colorstay
Mac Studio Fix Fluid
Estee Lauder Double Wear
Chanel Mat Lumiere
Make Up For Ever Mat Velvet


สำหรับผิวค่อนข้างแห้งถึงผิวธรรมดา ปกปิดปานกลาง(แต่buildได้)-น้อย เป็นแบบ satin finish

Revlon Photo Ready
NARS Sheer Glow
Chanel Vitalumiere Aqua
Lancome Teint Idole Ultra
Make Up For Ever HD
Kate
Lancome Teint Miracle


references: https://www.youtube.com/watch?v=zMcSUw4Pups

การลงรองพื้น

การลงรองพื้นอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความชอบแล้วก็แล้วแต่ความข้นหรือเนื้อของรองพื้นนะคะ
มีสามแบบหลักๆก็คือ ใช้มือ ใช้แปรง หรือใช้ฟองน้ำ

ใช้มือ บางคนอาจจะถนัดใช้มือเพราะว่าเวลาใช้มืออุณหภูมิของมือเราก็จะวอร์มตัวรองพื้นทำให้เวลาทาก็จะซึมเข้าผิวได้ดี
แต่ข้อเสียก็คือบางคนอาจจะไม่ชอบให้มือเลอะ หรืออาจจะควบคุมได้ยากกว่าใช้แปรงหรือฟองน้ำ(คืออาจจะไม่เนียนเท่าใช้แปรงหรือฟองน้ำ)


ใช้แปรงน่าจะเป็นอีกทางเลือกนึงที่ดีและนิยมใช้กันมากที่สุด
ความเห็นส่วนตัวเราว่าใช้แปรงแล้วจะทาให้เท่ากันกว่าใช้มือ แปรงที่ใช้ก็มีสองสามแบบตามภาพค่ะ

ใช้ฟองน้ำ การใช้ฟองน้ำเหมาะกับคนที่ต้องการลุคแบบธรรมชาติ เพราะว่าถ้าใช้ฟองน้ำลงจะไม่หนาแน่นอน
แต่ข้อเสียก็คือเปลืองรองพื้นเพราะตัวฟองน้ำจะซึมรองพื้นไปเยอะมาก แล้วก็เปลืองฟองน้ำด้วยเพราะใช้ครั้งเดียวทิ้ง
(ล้างออกยากมาก ไม่นิยมล้างออก นิยมใช้ครั้งเดียวทิ้ง)





จบแล้วสำหรับเรื่องรองพื้นนะคะ รองพื้นที่ถูกใจเราจริงๆหาได้ยากมากต้องใช้เวลาและการหาข้อมูล
บางทีเราอาจจะชอบเนื้อรองพื้นมากแต่สีอาจจะไม่ตรง หรือบางทีเจอสีที่ใช้แต่เนื้อไม่ได้ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา
การลงรองพื้นก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนเช่นกัน เรื่องยี่ห้อของรองพื้นก็เป็นปัญหาด้วยเหมือนกันกว่าจะเจอยี่ห้อที่ถูกใจ
มีรองพื้นดีๆอีกหลายยี่ห้อที่ไม่ได้เอ่ยไว้ในนี้นะคะ



Face Primer ไพรมเมอร์
ไพร์มเมอร์คืออะไร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ก่อน” ก็คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลงก่อนจะลงรองพื้นนั่นเอง
เป็นการเตรียมสภาพผิวหน้าก่อนแต่งหน้า ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนแต่งหน้าได้ง่ายขึ้น
ส่วนใหญ่เป็นซิลิโคนเบสช่วยปกปิดรูขุมขน(เล็กน้อย)
แล้วก็ช่วยควบคุมความมันทำให้เครื่องสำอางติดทนมากขึ้น แล้วก็เห็นสีสันชัดเจนมากขึ้นค่ะ

ไพรมเมอร์สำคัญมั้ย อันนี้แล้วแต่คนเพราะว่าบางคนผิวหน้าดีอยู่แล้ว
ไม่ได้มีปัญหาเรื่องรูขุมขน เรื่องหน้ามัน หรือว่าเครื่องสำอางไม่ติดทนก็ไม่จำเป็นต้องใช้
แต่ถ้าคนที่มีปัญหาเหล่านั้นใช้ก็จะช่วยในเรื่องปัญหาดังกล่าวได้

วิธีลง คือลงก่อนรองพื้น ต้องรอให้เซ็ทตัวสักพักนะคะ หน้าจะเนียนขึ้นเวลาเกลี่ยรองพื้นจะง่ายขึ้นด้วยค่ะ


หมายเหตุ การใช้ไพร์มเมอร์ซึ่งมีส่วนผสมหลักของซิลิโคนจะทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย ต้องล้างหน้าให้สะอาด


แนะนำไพร์มเมอร์ยี่ห้อที่ดังๆต่อไปนี้ค่ะ

Smashbox - Photo Finish Primer
MAC - Prep and Prime Face Protect SPF 50
BeneFit - The Porefessional
Laura Mercier - Foundation Primer Oil -Free
NARS - Makeup primer
KMA - Satin Touch Primer


เมคอัพเบส หรือคอนซีลเลอร์สี

เมคอัพเบสคืออะไร เมคอัพเบสคือเบสที่เป็นสีต่างๆทำไว้เพื่อกลบตำหนิบนใบหน้าของเรา
ทางเอเชียจะเรียกว่าเบสจะมีสีนู้นสีนี้ เช่น เบสเขียว เบสม่วง เป็นต้น แต่ว่าทางฝั่งตะวันตกเค้าจะเรียกว่าคอเร็คเตอร์
หรือคอนซีลเลอร์สี (correctors or corrective concealers)
เค้าจัดพวกสีที่ใช้ในการแก้ไขจุดบกพร่องพวกนี้เป็นพวกเดียวกับคอนซีลเลอร์ค่ะเพราะจะทำหน้าที่เหมือนๆกัน

ทำไมต้องใช้ ใครต้องใช้บ้าง ที่ต้องใช้เบสเพราะว่าปัญหาบนใบหน้าของเราส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของสีต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เพราะฉะนั้นการแก้จุดบกพร่องเหล่านั้นก็ต้องเอาสีคู่ตรงข้ามมาปะลงไป
เพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าตรงนั้นเป็นสีกลางหรือเรียกว่าการ neutralizing นั่นเอง
จุดบกพร่องหรือปัญหาบนใบหน้าต่างๆที่ว่านี้ก็คือ รอยคล้ำใต้ตา ปาน รอยแดง หรือรอยด่างด่างดำต่างๆค่ะ

ใช้รองพื้นอย่างเดียวได้มั้ย ถ้ามีปัญหาความไม่สม่ำเสมอของสีผิวมากๆ อาจจะต้องใช้เบส
เพราะว่าถึงแม้ว่าจะลงรองพื้นแล้วพวกสีที่ไม่สม่ำเสมอเหล่านี้ก็ยังมองเห็นได้อยู่ค่ะ
แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหามากก็บอกได้เลยว่าไม่จำเป็นคอนซีลเลอร์ธรรมดาก็ได้
หรือบางคนที่มีปัญหาเรื่องนี้อาจจะเลือกใช้คอนซีลเลอร์ธรรมดาก็ได้ไม่ว่ากัน

มีเบสสีอะไรบ้างแล้วแต่ละสีใช้ปกปิดอะไร ปกติของฝรั่งจะมีสามสี ม่วง เขียว และพีชหรือสีเหลืองหรือบางทีเรียกว่าสีแซลมอน
แต่ของเอเชียจะมีมากกว่านี้
แต่จะขอพูดถึงสามสีนี้ก่อนค่ะ ทฤษฎีการใช้เบสปกปิดรอยนั้นอ้างอิงจากทฤษฎีวงล้อสีหรือ color wheel โดยการใช้สีคู่ตรงข้ามกันปิดตำหนิต่างๆบนใบหน้า

คอนซีลเลอร์สีม่วง สีตรงข้ามกับสีม่วงคือสีเหลือง ใช้ปกปิดรอยคล้ำใต้ตา หรือรอยตำหนิหรือความหมองคล้ำของคนผิวสีเข้มช่วยให้ผิวกระจ่างขึ้น

คอนซีลเลอร์สีเขียว เป็นสีตรงข้ามกับสีแดง ดังนั้นจึงช่วยในการปกปิดรอยแดงซึ่งพบได้บ่อยมาก พวกรอยแดงจากสิวด้วยเช่นกัน

คอนซีลเลอร์สีพีช เป็นสีตรงข้ามสีน้ำเงิน ตัวนี้จะช่วยปกปิดรอยคล้ำใต้ตาซึ่งจะออกม่วงๆหรือน้ำเงินๆ บางคนอาจจะเคยได้ยิน salmon concealers ซึ่งเป็นชื่อของคอนซีลเลอร์ที่สีออกส้มหรือพีชเนี่ยแหล่ะ เหมาะสำหรับใต้ตา



ส่วนเบสของเอเชียเราจะมีสีขาว หรือสีขาวมุกเพิ่มเข้ามาด้วย
ตามธรรมเนียมของชาวตะวันออกเราอีกนั่นแหล่ะค่ะ
ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับใบหน้า ใบหน้าดูไบร์ทดูผ่อง
หรือบางตัวก็ช่วยเพิ่มให้ลุคโกลวๆหรือวิ้งๆก็มี

หมายเหตุ อันนี้ความเห็นส่วนตัว เราคิดว่าเบสสีๆพวกนี้ควรทาเฉพาะจุดที่มีปัญหาเท่านั้นเพื่อปรับสีผิว
ไม่ควรจะทาทั้งหน้า เพราะจะทำให้ดูหลอกตาหรือวอก (หน้าเขียว หน้าม่วง)
นอกจากหน้าจะมีปัญหามากจริงๆ แต่ควรจะใช้รองพื้นร่วมด้วยเพื่อให้หน้าเป็นธรรมชาติอย่าปล่อยให้เขียวลอยม่วงลอย!


สรุปแล้วเบสในปัจจุบันมีเยอะมาก แล้วก็มีหลายแบบนอกเหนือจากที่อธิบายไป
แต่หลักๆพื้นฐานคงมีเท่านี้
นอกเหนือจากนี้คงต้องอ่านรายละเอียดเป็นตัวๆไปอีกทีว่าตัวนั้นช่วยได้เรื่องไหน
แล้วบางครั้งพวกตัวคอนซีลเลอร์สีๆพวกนี้ก็ใช้ชื่อต่างๆกันไปด้วย แต่ที่อธิบายก็คืออยากให้
เข้าใจหน้าที่หลักๆของเจ้าตัวสีต่างๆนี้ค่ะว่าสีไหนทำหน้าที่อะไรบ้าง


references: //styles101.homestead.com/corective.html
//answers.yahoo.com/question/index?qid=20080915210944AAtyMHC
https://www.youtube.com/watch?v=nvkvKxCyqPE
https://www.youtube.com/watch?v=RCW8iFcbngA

คอลซีลเลอร์ มาถึงคอนซีลเลอร์กันบ้าง

คอนซีลเลอร์คืออะไร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือตัวปกปิด เอาไว้กลบรอยแผล
หรือรอยสิวเล็กๆน้อยๆต่างๆบนใบหน้าของเรา หรือทาใต้ตาปกปิดรอยดำแพนด้าแร็กคูน

คอนซีลเลอร์มีกี่แบบ ปกติแล้วจะมีสองแบบคือแบบครีมที่จะเป็นแบบตลับใช้ปาดออกมาแล้วก็ป้ายไปตรงที่ต้องการจะปกปิดหรือไม่ก็
เป็นแท่งคล้ายๆลิปสติกก็มี แบบที่สองคือแบบน้ำที่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะอยู่
ในหลอดแล้วมีที่ทามาให้คล้ายๆลิปกลอส หรือไม่ก็เป็นหลอดเอาไว้บีบออกมา

ทำไมถึงจำเป็นต้องใช้คอนซีลเลอร์ คอนซีลเลอร์เหมาะกับคนที่พอทารองพื้น
แล้วยังเห็นรอยอะไรขึ้นมาอยู่ถ้าใช้คอนซีลเลอร์ปิดก็จะเนี้ยบมากขึ้น
หรือเอาไว้ปิดสิว! บางคนอาจจะไม่อยากทารองพื้นหนาๆเพื่อที่จะปิดรอยจุด
เล็กๆเพียงไม่กี่จุด ดังนั้นการทารองพื้นที่บางเบาเพื่อให้ใบหน้าดูเนียน
และปรับสีผิวให้เป็นธรรมชาติก่อนแล้วตามไปปิดรอยเล็กๆน้อยๆ
ด้วยคอนซีลเลอร์ก็จะดีกว่าทารองพื้นหนาๆทั้งหน้าค่ะ แต่ถ้าหน้าเนียนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้

คอนซีลเลอร์แบบไหนเหมาะกับตรงไหน อันนี้แล้วแต่คนชอบ
แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าคอนซีลเลอร์แบบครีมซึ่งเนื้อจะหนากว่าหน่อย
จะปกปิดพวกแผลเป็น สิวหรือรอยสิวอะไรต่างๆได้ดีกว่าเพราะเนื้อหนากว่า
ส่วนแบบน้ำน่าจะเหมาะกับใต้ตาสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาใต้ตามาก
ใช้แบบน้ำก็เอาอยู่เพราะถ้าทาหนาไปอาจจะทำให้เป็นคราบได้ง่าย
แต่ไม่ได้หมายความว่าแบบครีมจะทาใต้ตาไม่ได้เพราะบางคนก็มีปัญหา
ใต้ตาคล้ำมากแบบน้ำเอาไม่อยู่ คอนซีลเลอร์แบบครีมมาทาตาได้เหมือนกันแต่
ต้องดูว่าเนื้อไม่ได้หนาจนเกินไป ใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ
ทาอย่างถูกวิธี เท่าที่เห็นกูรูหลายๆคนใช้ก็คือใช้ dome tapered brush ในการเกลี่ย อย่างเช่นแปรง MAC 224



ปกติแปรงตัวนี้จะใช้ในการเบลนอายแชโดวแต่ว่าเอามาใช้ในการทาคอนซีลเลอร์ก็ดีมากเหมือนกัน
เท่าที่เห็นใช้กันมากๆก็จะเป็นคอนซีลเลอร์สีพีชหรือแซลมอนอย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าจะเหมาะกับใต้ตามากที่สุด
หลังจากเกลี่ยเสร็จแล้วก็ต้องทาเซ็ทด้วยแป้งฝุ่นด้วยบางคนอาจจะใช้คอนซีลเลอร์แบบน้ำในการไฮไลท์จุดต่างๆบนใบหน้าก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ


มาถึงปัญหาโลกแตกเกี่ยวกับการปิดรอยสิว “ทาคอนซีลเลอร์ก่อนหรือหลังรองพื้นคะ?” บางคนบอกว่าถ้าทาคอนซีลเลอร์ก่อนรองพื้นแล้วมันจะไปยึดกับอะไร ต้องทารองพื้นลงไปเป็นพื้นก่อนแล้วถึงจะทาคอนซีลเลอร์ให้คอนซีลเลอร์ไปยึดอยู่กับรองพื้น
บางคนก็บอกว่าแล้วแต่ถนัดตามใจยังไงก็ได้
ที่นิยมทำกันมากกว่าก็คือทาหลังรองพื้น
เพราะว่าเราจะได้เห็นด้วยว่าพอทารองพื้นแล้วยังมีตรงไหนที่ต้องการปกปิดอีก
แล้วถึงค่อยใช้คอนซีลเลอร์ตามลงไป
แต่อยากจะบอกนิดนึงว่าถ้าทาหลังรองพื้นจะต้องมั่นใจว่าสีของคอนซีลเลอร์มันสีเดียวกับรองพื้นหรือใกล้เคียงกันมากๆเพื่อให้มันกลมกลืนกันค่ะ
ไม่งั้นมันก็จะโดดขึ้นมาเป็นจุดๆ วิธีลงคอนซีลเลอร์เพื่อปิดรอยสิว
อย่างที่บอกไปแล้วคือเลือกคอนซีลเลอร์ที่เป็นตลับแบบเนื้อครีมแบบหนาๆหน่อยจะปกปิดได้ดี
วิธีใช้ปาดครีมออกมาแล้วปะๆไปตรงบริเวณที่ต้องการ
อย่าป้ายเพราะมันจะหลุดหายไป ต้องปะๆแตะๆให้มันเกาะอยู่บนผิวตรงนั้นค่ะ

เลือกสีคอนซีลเลอร์ใต้ตา เข้มกว่าหรืออ่อนกว่า
ถ้าเป็นตรงใต้ตาสำหรับคนที่มีปัญหามากแนะนำให้เลือกสีที่เข้มกว่านิดหน่อยเป็นสีออกส้มหรือพีชอย่างที่บอกไป
ทาไปก่อนลงรองพื้นหนึ่งรอบ ที่ใช้สีเข้มเพราะว่าสีอ่อนมันจะไม่ปิด
พอทาไปแล้วมันจะหลอกๆดูเทาๆแล้วก็มีรอยดำให้เห็นอยู่ใต้คอนซีลเลอร์นั่นแหล่ะ
ตอนแรกใช้มือป้ายลงมาก่อนแล้วก็กดๆเพื่อวอร์มเนื้อคอนซีลเลอร์หลังจากนั้นใช้แปรงเกลี่ยค่ะ
พอคอนซีลใต้ตาแล้วทารองพื้นเสร็จแล้วถ้ายังเห็นรอยดำอยู่นิดหน่อยให้
ใช้คอนซีลเลอร์แบบน้ำอันนี้ขอสีสว่างนิดนึงป้ายทับเข้าไปอีกนิดหน่อย นิดหน่อยอย่าเยอะ
ถ้าเยอะมันจะเป็นคราบ เสร็จแล้วใช้แป้งเซ็ทใต้ตา
เท่านี้ใต้ตาก็จะสว่างขึ้นมา
เพราะว่าตอนแรกเราได้ใช้สีพีชลบความคล้ำใต้ตาซึ่งจะออกสีน้ำเงินหรือม่วงไปแล้ว
จากนั้นเราก็ได้ใช้สีสว่างมาทับอีกทีเพื่อให้ตรงนั้นดูสว่างขึ้นค่ะ
แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาใต้ตามากก็ลงคอนซีลเลอร์แบบน้ำหรือแบบครีมก็
ได้ที่มีสีสว่างกว่ารองพื้นนิดหน่อยหลังจากที่ลงรองพื้นค่ะ

หมายเหตุ คอเร็คเตอร์สีพีชกับคอนซีลเลอร์สีพีชทำหน้าที่เหมือนกันคือปิดใต้ตา เพราะฉะนั้นเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ค่ะ ใช้แทนกันได้(ฝรั่งปกติเค้าจะเรียกพวกนี้ว่าคอนซีลเลอร์หมด)

references: https://www.youtube.com/watch?v=LNf0UmtxIoQ
https://www.youtube.com/watch?v=5NlnD9_RSTs
https://www.youtube.com/watch?v=rfAhJGzuwv8
https://www.youtube.com/watch?v=Kp02tRP2XaI

มาถึงเรื่องสุดท้ายกันแล้วนั่นก็คือเรื่องของแป้งค่ะ
หลักๆแล้วก็มีแป้งอยู่สองแบบคือแป้งอัดแข็งกับแป้งฝุ่น

แป้งฝุ่นมีกี่แบบ หลักๆแล้วแป้งฝุ่นมีสองแบบคือแบบมีสีกับแบบไม่มีสีหรือที่เรียกว่า translucent loose powder แป้งฝุ่นโปร่งแสงนั่นเอง

แป้งฝุ่นใช้ตอนไหน แป้งฝุ่นโดยทั่วไปก็เหมาะที่จะมีติดบ้านไว้ค่ะ โดยเฉพาะคนที่ผิวมัน
พอลงรองพื้นเสร็จแล้วควรเซ็ทด้วยแป้งฝุ่นเสมอเพื่อให้รองพื้นติดทนนาน
แป้งฝุ่นมีคุณสมบัติช่วยในการดูดซึมความมันเพราะฉะนั้นก็ควรเซ็ทรองพื้นด้วยแป้งฝุ่น
แต่ถ้าเป็นคนผิวแห้งหรือผิวผสมแป้งฝุ่นนั้นอาจจะไม่จำเป็นในการเซ็ทรองพื้น อาจจะใช้เซ็ทตรงบริเวณทีโซนหรือไม่ใช้เลยก็ได้
แป้งฝุ่นยังเหมาะกับคนที่หน้าไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากอาจจะทารองพื้นแบบบางเบาแล้วลงทับด้วยแป้งฝุ่นเพื่อให้ลุกที่ดูเบาสบาย

ตอนนี้ในตลาดก็มีแป้งฝุ่นอีกแบบเพิ่มเข้ามาคือ แป้งฝุ่นแบบ HD ซึ่งจะมีเนื้อที่ละเอียดเหมาะสำหรับเซ็ทคอนซีลเลอร์ใต้ตา ถามว่าจำเป็นมั้ย
แป้งแบบ HD นั้นแพงกว่าแป้งฝุ่นธรรมดา
ความคิดเห็นของเราคือใช้แป้งฝุ่นธรรมดาก็พอแล้ว
จริงๆราคาถูกๆก็มีรู้สึกจะเป็นของ elf ไม่รู้ว่าเมืองไทยนำเข้ามารึยัง

แป้งอัดแข็ง แป้งอัดแข็งมีทั้งแบบผสมหรือไม่ผสมรองพื้น
แป้งอัดแข็งที่ไม่ผสมรองพื้นก็คล้ายๆกับแป้งฝุ่น แต่จะดีกว่าตรงที่พกพาไปในได้ง่าย
เพราะแป้งฝุ่นส่วนใหญ่กระปุกจะใหญ่เทอะทะไม่สะดวกในการพกพาแถมยังหกเลอะเทอะง่าย
แป้งอัดแข็งดีตรงที่สามารถพกไปได้ใช้เติมหน้าระหว่างวันค่ะ เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันแล้วก็ต้องเติมหน้าตอนออกไปข้างนอก
ควรจะซับหน้าก่อนด้วยการดาษซับมันแล้วตามด้วยแป้งค่ะ

แป้งอัดแข็งแบบผสมรองพื้น จะมีสองหน้าที่หลักๆก็คือ อย่างแรกใช้เดี่ยวๆสำหรับคนที่ไม่ชอบทารองพื้น
และผิวหน้าไม่ได้มีปัญหามาก ต้องการการปกปิดน้อย
แป้งผสมรองพื้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ

อย่างที่สองก็คือใช้เติมระหว่างวันเพื่อลุคที่เนี้ยบกว่าใช้แป้งอัดแข็งแบบธรรมดาค่ะ
แป้งชนิดนี้จะมีความหนากว่าแป้งธรรมดาอยู่แล้วเพราะฉะนั้นจะช่วยปกปิดด้วย
ดังนั้นจึงให้ลุคที่เนี้ยบกว่าเหมาะกับการใช้เติมระหว่างวันค่ะ

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะพูดถึงในเรื่องของแป้งผสมรองพื้นก็คือการทาแป้งผสมรองพื้นหลังจากทารองพื้นได้มั้ย คำตอบคือได้ ถ้าต้องการการปกปิดมากถึงมากที่สุด
แต่ต้องทาดีๆไม่อย่างงั้นจะดูหนามาก

มาพูดถึงวิธีทาแป้งกันหน่อย ปกติแล้วจะไม่ชอบใช้พัฟทาแป้งเลย เพราะว่าพัฟหรือฟองน้ำทาแป้งจะสกปรกง่าย
แล้วก็จะดูดซับความมันของเรา พอเราเอามากลับไปปะลงบนแป้งจะทำให้แป้งเราสกปรก
เวลาที่น้ำมันบนฟองน้ำซึมลงไปในแป้งก็จะทำให้แป้งสีเปลี่ยน เหมือนเวลาที่หน้าเรามันแล้วสีแป้งหรือรองพื้นจะดรอปลง
เพราะฉะนั้นจะชอบใช้แปรงปัดแป้งมากกว่า พัฟจะใช้เวลาเติมแป้งตอนอยู่ข้างนอกค่ะ
แต่พอใช้ซักพักแล้วจะต้องซักเพื่อไม่ให้มันสะสมเชื้อโรคแล้วก็ความมันอยู่บนนั้น

หมายเหตุ เวลาปัดแป้งไม่ควรจะถูหรือวนแรงๆเพราะจะไปรบกวนรองพื้นที่ลงเอาไว้แล้วเพราะฉะนั้นควรจะปัดเปาๆแบบตบๆลงไปบนหน้า หรือไม่ก็วนเบาๆค่ะ


ทั้งแป้งฝุ่นและแป้งแข็งเราชอบใช้แปรงมากกว่าค่ะ แปรงที่แนะนำสำหรับใช้ปัดแป้ง


references: //www.ehow.com/how_4831100_between-pressed-powder-loose-powder.html
https://www.youtube.com/watch?v=OsaG3nvlhQ8



เรียงลำดับการลงเครื่องสำอางบนหน้าต่อจากตัวบำรุงนะคะ
ครีมบำรุง > กันแดดด > ไพร์มเมอร์ > รองพื้น > คอนซีลเลอร์(ทั้งสีและไม่สี) > แป้ง
ส่วนใหญ่เท่าที่เราดูจากฝรั่งจะเป็นเสต็บนี้ค่ะ
อาจจะมีสลับรองพื้นกับคอนซีลเลอร์ได้
สำหรับชาวเอเชียอย่างเราเบสบางตัวจะออกแบบมาให้ทาก่อนรองพื้น
เพราะฉะนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ด้วย
แล้วที่สำคัญขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนค่ะ


เป็นกระทู้ที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยโพส ซีรีส์นี้ใช้เวลารวบรวมข้อมูลต่างๆนานพอสมควร
หาข้อมูลเพิ่มเติม ค้นหาคลิปเก่าๆที่เคยดูที่มีการพูดถึงข้อมูลเหล่านี้อยู่
กูรูหลายๆคนก็ให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอันนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชอบของแต่ละคนค่ะ
เพราะฉะนั้นหลายๆอย่างที่เราได้บอกไปนี้ก็เป็นความคิดเห็นที่มาจากประสบการณ์และความชอบส่วนตัวของเราด้วย
ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านแล้วก็นำไปปรับใช้กับการแต่งหน้าของตัวเองนะคะ

จบแล้วสำหรับตอนแรกเรื่องของใบหน้า อาจจะดูเยอะแยะไปหมด
แต่เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ
และที่สำคัญคือต้องลองและฝึกฝนด้วยตนเองค่ะ


สุดท้ายนี้การเขียนครั้งนี้ตั้งใจทำมากๆเพื่อให้ผู้หญิงทุกๆคนได้สวยกันถ้วนหน้า ขอเป็นกำลังใจให้มือใหม่ทุกคนค่ะ

ครั้งหน้าเจอกันในซีรีส์ถัดไปค่ะ ขอบคุณที่ติดตามชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ค่ะ




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 17:59:32 น.
Counter : 60875 Pageviews.  

1  2  

kypsan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]





Friends' blogs
[Add kypsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.