All Blog
ชีวิตที่ดีต้องมีดราม่าบ้าง(สินะ)


๘ เมษายน ๒๕๕๙

วันนี้คือเจอความดราม่าอ่อน ๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

เริ่มจากเมื่อเช้าตื่นมาเห็นข้อความในกรุ๊ปไลน์และกรุ๊ปเฟสเป็นร้อย เหตุเพราะพี่ TA ที่ประสานงานกับอาจารย์ลืมบอกนิสิตว่าวันนี้มีการบ้านต้องส่ง (เรียนวันนี้แล้วนางพึ่งบอกเมื่อวานตอนสองทุ่ม ซึ่งเราไม่ได้เช็คมือถือเลย)

พี่ TA บอกให้พวกเราก็อปงานของรุ่นพี่ปีที่แล้วส่ง โดยพี่เขาจะถ่ายรูปไฟล์งานปีก่อนให้ แล้วเอาไปพิมพ์ตาม เป็นงานกลุ่มสี่คน

วุ่นวายกันเลยค่ะทีนี้ เด็กทั้งห้องต้องมานั่งจับจองงานแล้วก็นั่งปั่นให้เสร็จภายในหนึ่งคืน เพราะพี่ลืมบอก...

คราวนี้พอเข้าเรียนตอนสิบโมงเช้า อาจารย์ก็ให้ทุกกลุ่มส่งงาน (อาจารย์ไม่รู้นะว่าเกิดมหกรรมลอกงานขึ้นทั้งห้อง พี่ TA บอกว่าอาจารย์ไม่เช็คเนื้อหาหรอก ดูแค่ชื่อว่ามีใครส่งงานหรือเปล่า)

ฉันว่าแบบนี้มันแย่มาก เพราะมันบังคับให้เราต้องมาลอกงานทั้ง ๆ ที่เราก็มีปัญญาทำเอง แต่เวลามันกระชั้นชิดเกินไป (มันเป็นงานแนวรีเสิร์ชที่ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลด้วย ให้ทำในคืนเดียวไม่เสร็จ)

ความจริงทางที่ดีคือพี่ TA ควรจะยอมรับผิดว่าตัวเองลืมบอกเด็ก ๆ ไม่ใช่ให้ทุกคนต้องมาเดือดร้อนกันแบบนี้

แล้วอาจารย์ก็ให้ทุกกลุ่มตอบคำถาม (แต่ละกลุ่มได้คำถามไม่เหมือนกัน) แล้วต้องออกไปพรีเซ้นต์คำตอบหน้าห้อง อาจารย์ก็ถามเจาะลึกรายละเอียดเหลือเกิน ราวกับนางเซ้นต์ได้ว่าพวกเราไม่ได้ทำมา แล้วใครตอบไม่ได้อาจารย์ก็จะประชดประชันใส่

ซึ่ง... มันใช่ความผิดเด็กป่าววะ ก็ไม่ใช่งานตัวเองใครมันจะไปตอบคำถามเชิงลึกได้

วันนี้ทุกคนก็เลยนอยกันมาก เพราะเจอเรื่องแย่ ๆ ตั้งแต่เช้า

ภาคบ่ายก็เรียน Advance Audit คาบสุดท้าย อาจารย์ซื้อขนมมาแจกด้วย แล้วก็ให้พรก่อนกลับบ้าน

วันนี้กี้โกรธพราว ความจริงฉันก็โทรไปฟังนางบ่นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตอนเช้านางก็โทรมาบ่นต่ออีก พราวนี่เป็นเพื่อนในกลุ่มที่ไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง เป็นเด็กที่โดนสปอยเข้าขั้นที่ว่าทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้แล้ว กี้ว่าพราวแรงถึงขั้นที่ว่าถ้านางมีพฤติกรรมแบบนี้ก็ไม่สมควรที่จะได้รับปริญญา หรือเข้ามาเป็นนิสิตจุฬาฯด้วยซ้ำ

ความไม่รับผิดชอบของพราวนี้รู้กันทั่ว BBA ไม่ว่านางจะทำงานกับใครก็จะส่งงานช้ากว่าdeadlineกลุ่มเสมอ ไม่ว่าใครโทรตามไลน์หาหรืออะไรก็จะไม่ติด ทั้ง ๆ ที่พราวติดมือถือมาก เล่นมือถือตลอดในห้องเรียน (ไม่ค่อยเรียน ชีทกับหนังสือเรียนก็ไม่ค่อยเอามา) พอมาตอบก็จะมีข้ออ้างร้อยแปดพันเก้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องครอบครัว วันนี้แม่มาเยี่ยม วันนี้รีโนเวทบ้าน วันนี้ต้องไปเยี่ยมอา วันนี้ต้องไปเดินงานหนังสือกับพ่อ

ทำยังกับคนอื่นไม่มีธุระครอบครัว แต่งานกลุ่มไม่เคยรับผิดชอบ

แล้วกี้ก็เป็นแม่พระ คู่กับพราวตลอด แล้วก็โดนเอาเปรียบตลอด ไม่เคยมีสำนึกจะมาช่วยงานเพื่อน แต่มันถึงจุดที่กี้จะทนได้แล้ว กี้ก็เลยระเบิดใส่พราวไป (ก็พิมพ์ด่าในไลน์ ซึ่งกี้ไม่ได้ใช้คำรุนแรงหยาบคายเลย แต่อ่านแล้วรับรู้ได้ว่าเธอโกรธมาก และก็ประชดประชันขั้นสุด) 

กี้บ่นยาวมาก แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่าเราแก้ไขพราวไม่ได้หรอก นางโดนเลี้ยงให้โตมาแบบนี้

นี่คือทุกคนใจดีกับพราวมากนะ ยังใส่ชื่อในกลุ่มให้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ทำงานส่งเลย หรือทำส่งมาก็ชุ่ย ๆ ต้องให้เพื่อนมาแก้ให้อีกรอบอยู่ดี (หลายคนบอกว่าถ้าทำงานแบบนี้มาส่งอย่าทำมาเลยดีกว่า ทำให้เพื่อนลำบากกว่าเก่าแทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ)

ที่พีคก็คือ บางคนเคยแบ่งงานโดยไม่แบ่งให้พราว นางก็ไม่ถามซักคำว่าให้ช่วยอะไรมั้ย ปล่อยให้งานถูกส่งไปโดยแค่เช็คว่ามีชื่อของนางอยู่ด้วย และไอดีถูกต้อง

มันก็เกินไปนะ แล้วทำแบบนี้คิดเหรอว่าชีวิตนี้จะทำงานกับคนอื่นได้ สงสัยพ่อแม่เลี้ยงมาดีเกินไป เลยทำงานกลุ่มไม่เป็น เออ คนแบบนี้ก็มี

ช่างนางเถอะ เราไปแก้นิสัยใจคอใครไม่ได้หรอก มันเป็นที่ตัวบุคคลเอง ถ้าสำนึกเองไม่ได้เราก็ต้องปรับตัว อาจจะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนให้ได้ หรือปรับตัวหนีห่างจากคนนั้นก็ได้ แต่อย่าไปสร้างศัตรู

หลังเลิกเรียนฉันก็ไปฟังดราม่าเรื่องพราวนี่แหล่ะ (จริง ๆ คือไปแบ่งงานกลุ่มกันนั่นแหล่ะ แต่พอแบ่งเสร็จก็มาฟังดราม่าต่อ) อันที่จริงฉันไม่ชอบเรื่องดราม่าเลยสักนิด ถ้าที่ไหนมีดราม่าจะไม่มีฉัน เพราะฉันรู้สึกไม่สบายใจเวลาเห็นคนทะเลาะกัน แต่ฉันก็ฟังกี้บ่น เพราะฉันชอบกี้ อยากให้กี้ระบายออกมา จะได้สบายใจ

พอทำงานกลุ่มเสร็จฉันเช็คเฟซบุ๊คก็เจอดราม่าอีกเรื่อง ซึ่งโพสต์โดยน้องที่สนิทกันที่ญี่ปุ่น เธอเป็นเด็กม.ปลายที่สอบได้ทุนไปเรียนต่อญี่ปุ่นโครงการของโรงเรียน ซึ่งโครงการนี่เป็นโครงการทดลองที่ทำให้เด็กเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็ม ๆ พร้อมทรัพย์มากมาย

เท้าความให้ฟังก่อน คือโครงการนี้เขาคัดเอาเด็กม. ๖ ให้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น โดยให้ไปอยู่ที่มหาลัยที่ฉันไปอยู่ เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน แล้วสอบ EJU และเอนทรานส์เข้าเรียนที่มหาลัยในญี่ปุ่นภายในหนึ่งปี

ฟังดูหรูหราดีนะ แต่อยากบอกว่านรกมาก นรกของจริง

คือตอนน้องทั้งสี่คนไปถึงญี่ปุ่น (ตอนนั้นฉันแลกเปลี่ยนอยู่ญี่ปุ่นเทอมที่สอง) น้อง ๆ ก็ได้พักอยู่หอที่ใกล้ ๆ มหาลัย มันก็ดี เพียงแต่ว่าพวกน้อง ๆ ต้องเรียนตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน โดยไม่ใช่แค่ภาษาญี่ปุ่นที่ต้องเรียน แต่ยังรวมถึงคณิตศาสตร์แบบญี่ปุ่น ฟิสิกส์เคมีชีวะ เพื่อจะเอาไปสอบ EJU หรือเอนทรานส์ฉันไม่แน่ใจ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น ตำราญี่ปุ่น อาจารย์ญี่ปุ่น

โรงเรียนออกให้แค่ค่าหอเท่านั้น และค่าเทอมไม่ต้องจ่าย แต่พวกน้อง ๆ ต้องออกค่ากินค่าอยู่เองทั้งหมด และไม่มีสิทธิ์ไปเที่ยวด้วย (ถ้าเที่ยวจะโดนดุจากพวกอาจารย์)

ความเป็นไปได้มันต่ำมาก เพราะน้องส่วนใหญ่มาจากสายศิลป์ภาษา ก็อย่างที่รู้ว่าไม่เคยเรียนวิทย์ม.ปลายเลยซักตัว ความยากก็อย่างที่รู้ ๆ กัน และนี่จะให้ยัดความรู้ที่เด็กญี่ปุ่นเรียนกันสามปีใส่พวกน้องภายในหกเดือน แถมยังมีแต่ตำราภาษาญี่ปุ่นกับติวเตอร์ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นให้ เด็ก ๆ เค้าก็รู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่หรอก แต่ฉันว่ามันก็ยังน้อยไปมากที่จะต้องมาเรียนคำศัพท์วิชาการมากมายมหาศาลขนาดนี้ภายในเวลาจำกัด 

มีเพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นคนนึงได้ทุนไปเรียนญี่ปุ่น สอบวิทย์ที่ไทย (เป็นเด็กโอลิมปิกชีวะ เก่งถึงขั้นเหรียญทอง) ได้ทุนไปยังต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งสองปี ถึงสอบเข้ามหาลัยในญี่ปุ่นได้ และเพื่อนคนนี้ก็ขยันมาก ๆ ๆ ๆ ถึงขั้นเอาหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นมานั่งเขียนคำศัพท์แล้วอ่านทุกวัน เปิดข่าวฟังทุกวัน เขายังต้องใช้เวลาตั้งสองปีถึงจะมีความรู้ไปสอบ EJU ได้ 

โครงการนี้จะเอาอะไรยิ่งกว่านั้นอีกภายในหกเดือน เออ ถ้าน้องฮึดกันมาก ๆ ก็อาจจะทำได้ โอกาสสำเร็จซัก ๑๐% แต่มันจะคุ้มค่ามั้ย ต้องอ่านหนังสือโต้รุ่ง อดไปเที่ยว ไม่ได้เจอหน้าค่าตาใคร ถ้าอ่านแบบฮึดมากๆจะเสียสุขภาพไปเลยก็ได้ มันจะคุ้มเหรอ

น้องเค้ายังอายุไม่ถึง ๑๘ กันเลย บ้านเมืองก็ไม่ชิน ฉันว่าน้อง ๆ ยังเด็กเกินไปที่จะต้องมาเจออะไรแบบนี้

ความจริงน้องคนนี้ก็ขยันที่สุดในบรรดาเด็กทุกคนที่ไปแล้วล่ะ เธอเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเด็ก ก็เลยมาสนิทกับฉันที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน บางทีก็มาเล่นห้องฉัน บางทีฉันก็ไปเล่นห้องน้อง ฉันก็เห็นน้องเขียนคำศัพท์แปะไว้เต็มโต๊ะ ท่องศัพท์ให้เห็น อ่านหนังสือก็อ่าน

แต่ก็ถูกส่งกลับ เพราะเธอไม่ถนัดเลข

กลับมาพร้อม ๆ กับฉันนี่แหล่ะ แล้วก็เจอกันบ้างตามแต่จะว่าง วันนี้น้องเค้าก็อัพสเตตัสอารมณ์ประมาณว่านี่พวกผู้ใหญ่ยังจะต้องการอะไรจากหนูอีก อยากทดลองหนูก็ไปให้แล้ว อยากให้กลับก็กลับมาให้แล้ว อย่ามาดูถูกกันนักได้มั้ย ไม่ใช่ว่าไม่ได้พยายาม เพียงแต่บางอย่างมันก็เป็นไปไม่ได้

ปล่อยให้เธอเดินไปหาอนาคตซักที

คือจริง ๆ โครงการนี้ควรจะบอกอะไรเด็กมากกว่านี้หน่อย มาบอกว่าจะให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่ไม่บอกว่าจะต้องเรียนแบบนรกแตกอย่างนี้ ใครมันจะไปมีกำลังใจ อากาศก็หนาว ไกลพ่อไกลแม่ อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะคัดคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นระดับ N2 (น้องที่มาหนึ่งคนไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นเลย ส่วนอีกสามคนก็ความรู้ประมาณ N4) จะได้ไม่ต้องมาอัดอะไรให้ลำบากลำบนเด็ก เสียเวลาเด็กไปหนึ่งปี แล้วยังเงินค่ากินค่าอยู่อีก ถึงจะไม่ใช่เมืองใหญ่แต่มันก็ไม่ใช่ถูก ๆ นะ

หรืออย่างน้อย ๆ ก็ยืดเวลาเรียนภาษาเรียนอะไรให้เด็กหน่อย มันยากเกินไปที่จะให้เด็กเรียนเนื้อหามากมายให้จบภายในเวลาแค่นี้ แล้วเอาไปสอบสู้กับคนญี่ปุ่นที่เค้าเรียนกันมาสามปี 

มันก็จริงว่าถ้าน้องทำได้มันก็จะดีกับชีวิตของน้องมาก แต่ต้องแลกมากับอะไรบ้างล่ะ ถ้าโดนกดดันขนาดนั้นต่อกันนาน ๆ อาจจะไม่เหลือความสดใสของเด็กอีกต่อไปก็ได้ 

ฉันก็เลยให้กำลังใจน้องในโพสต์ไป เดี๋ยวว่างแล้วจะโทรไปคุยด้วย สงสาร

ตอนเย็นฉันก็ไปซ้อมคอนเสิร์ตที่ชมรม วันนี้ก็เป็นไปด้วยดี โซปราโน่มาครบทุกคนขาดหัวหน้าพาร์ทที่ติดงานกลุ่มด่วนมากส่งพรุ่งนี้ 

ตอนซ้อมเสร็จปรากฏว่าคอนดัคเตอร์ดราม่าใส่ คอนดัคเตอร์จุฬาฯปีนี้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับฉันเองชื่อปั๊บ ก็เห็นมันมาตั้งแต่เข้าชมรมมาด้วยกัน รักชมรมแค่ไหนก็เข้าใจอยู่

งานคอนดัคเตอร์ไม่ใช่งานสบาย ขาดไม่ได้เด็ดขาด ต้องทุ่มเท ต้องเก่ง ต้องมีจิตสาธารณะ ถึงจะทำเพื่อชมรมได้ขนาดนี้

วันนี้ปั๊บก็คงไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เพราะนี่มันก็ใกล้วันงานมาก ๆ แล้ว เหลือซ้อมอีกแค่ห้าครั้งไม่รวมซ้อมใหญ่ แต่นักร้องก็ยังมาซ้อมแบบขาด ๆ หายๆ ไม่เคยรวมกันได้ครบวงเลยซักครั้ง บางอย่างที่ปรับไปแล้วก็ต้องปรับใหม่

มันเป็นปัญหาที่มีมาตลอด และทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งปั๊บก็เข้าใจดี และไม่อยากดราม่าใส่ เพราะรู้ว่าบางคนถ้าดราม่าใส่มีสิทธิ์หนีหายไม่กลับมาเลย และนั่นจะส่งผลกระทบต่องาน

จริง ๆ ให้ปั๊บระบายออกมาบ้างก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันไม่อยากให้มันเก็บไปคิดมากคนเดียว อันที่จริงเขาก็ทำอะไรเพื่อชมรมเยอะมาก เสียสละมาก และฉันเชื่อว่ากุศลในครั้งนี้จะส่งให้นางได้ความสามารถที่จะเอาไปใช้กรุยทางสู่อนาคตที่สดใสได้ เหมือนคอนดัคเตอร์คนก่อน ๆ 

ดราม่าปั๊บก็ไม่ได้ให้อารมณ์ลบอะไรมากมายนะ คนที่ไม่มาบ่อย ๆ ก็คงได้รับผลกระทบเหมือนกันแหล่ะ ฉันก็ขาดบ่อยเหมือนกันติดโน่นติดนี่ สายก็บ่อย ไม่สามารถจะบอกว่าเป็นนักร้องที่ดีได้หรอก แต่ฉันก็ยังไปเพราะรักและผูกพันธ์กับชมรม จบงานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาร้องหรือเปล่า ให้มันเป็นงานสุดท้ายในฐานะนิสิตปัจจุบัน

จบวันนี้ซักที รู้สึกเป็นวันที่ยาวนานเหมือนกันนะ มีแต่เรื่องหนัก ๆ แต่ฉันก็ไม่ได้เอามาหนักในใจหรอกนะ เอาอะไร ๆ มาใส่ไว้ในใจมากเกินไปมันก็ไม่ดีกับสุขภาพจิต

บางคนก็ถามว่านี่ฉันเคยโกรธบ้างมั้ย เคยทุกข์บ้างมั้ย (นี่ฉันดูชิวขนาดนั้นเลยเรอะ) ฉันก็เคยนะ เพียงแต่ว่าเดี๋ยวนี้อารมณ์พวกนั้นมันจางมาก ไม่ค่อยโกรธ ไม่ค่อยเกลียดใคร ทุกข์ก็มีมาบ้างแต่พอหลับตื่นเช้ามันก็หายไป

อันที่จริงเป็นคนชิว ๆ แบบนี้มันก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่บางทีมันก็ทำให้ฉันไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน แบบว่าพวกเมิงจะทุกข์ร้อนอะไรกันนักกันหนา ฉันยังไม่ทุกข์ร้อนเลย ทั้ง ๆ ที่เจอสถานการณ์เดียวกัน

แบบอาจารย์ประชดประชันใส่วันนี้ ฉันก็ยังประเมินแกเต็ม ๆ แกก็สอนอยู่ไม่ใช่หรือไง ถึงมันจะไม่รื่นหู แต่มันเป็นความผิด TA ป่าววะ ไม่ใช่ว่าไปลงประเมินอาจารย์ไม่ดีเพราะแกมาดุที่เราตอบคำถามไม่ได้ การดุก็เป็นการสอน โดนดุก็เป็นคนที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน

นอนล่ะ เลยเที่ยงคืนอีกละ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาอ่านหนังสือให้ได้





Create Date : 09 เมษายน 2559



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:53:59 น.
Counter : 145 Pageviews.

0 comment
บัตรประชาชนหาย-clock tower game play (1995)


๗ เมษายน ๒๕๕๙

เนื่องจากว่าไม่ได้ใช้พันทิปประมาณสองปี ก็เลยลืมพาสเวิร์ดไปแล้ว บวกกับอยากรีเซ็ตพวกบล้อกและกระทู้ที่ตั้งไว้ทั้งหมดด้วย มันก็ไม่ใช่ว่าไปโพสอะไรไม่ดีหรือโดนแอนตี้อะไรหรอกนะ แต่บางครั้งคนเราก็ต้องการ fresh start

ทีนี้การสมัครพันทิปใหม่มันก็ต้องยืนยันตัวตนโดยการแสดงบัตรประชาชนใช่มะ ฉันตื่นมาเช้าวันนี้ก็เดินไปหยิบบัตรประชาชนจะเอามาถ่ายรูปยืนยันตัวตน ปรากฏว่าหาไม่เจอ

ฟาคคคค แล้วพ่อแม่ซึ่งนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมก็ถามฉันว่าหาอะไร พอฉันบอกว่าหาบัตรประชาชนไม่เจอก็โดนเอ็ดนิดหน่อย ว่ารักษาของยังไงของสำคัญขนาดนี้ยังหายได้ ไปทำใหม่เลยนะ

วันนี้ถือเป็นวันครอบครัวมาก ๆ พอดีฉันไม่มีเรียนด้วย ฉันก็เลยติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปแถวตลาดนัดสำเพ็ง เพราะพวกท่านมาซื้อของไปสต็อคที่ร้านที่อุบล ส่วนฉันก็ต้องการหาซื้อของที่สำเพ็งพอดี

สิ่งที่ฉันอยากไปซื้อก็คือ...

ซองใส่กล่องดีวีดี

อะป๊าก็คิดว่าฉันจะเอาไปใส่กล่องดีวีดีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ ฉันซื้อมาใส่หนังสือการ์ตูนต่างหาก

เพราะว่าฉันสะสมหนังสือการ์ตูน แล้วถ้านาน ๆ ไปมันโดนไอน้ำในอากาศกระดาษจะกลายเป็นสีเหลือง ซึ่งฉันยอมไม่ได้เพราะของสะสมมีคุณค่าทางจิตใจ ๕๕๕ ตอนนี้มีอยู่บ้านประมาณ ๕๐ กว่าเล่มได้มั้ง เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น แนว BL กับ shoujo เก็บเป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าซื้อสมัยเด็ก ๆ ก็จะเป็นภาษาไทย แต่ตอนนี้มีปัญญาหาของญี่ปุ่นและอ่านได้พอสมควรก็เลยเก็บเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะคุณภาพการพิมพ์ดีกว่า และไม่โดนตัดนั่นตัดนี่เหมือนซื้อของสำนักพิมพ์ไทย (คือถ้าจะเอาภาษาไทยเวอร์อันคัดก็สองสามร้อยอ่ะ สู้ไปเดิน book-off (ร้านหนังสือญี่ปุ่นมือสอง)แล้วหาซื้อมือสองสภาพดีไม่ได้)

ว่าง ๆ อาจจะเอาคอลเล็กชั่นมาอวดในบล้อกเหมือนกัน แต่คงไม่มีใครกรี๊ดกร๊าดกับฉันเท่าไหร่ สังคมที่ฉันอยู่ไม่ค่อยจะมีสาววายให้คุยด้วยเอาซะเลย อยากทำคาเฟ่การ์ตูนวายมาก ๆ จะหาเพื่อนมากรี๊ดกร๊าดด้วยกัน ๕๕๕

พอได้ของที่ต้องการจากสำเพ็งแล้วเราก็ไปพารากอนกัน ตอนแรกฉันนึกว่าจะกลับมาคอนโดกันก่อนแต่คุณแม่อยากกิน bake a wish มาก (สาขาพารากอนมันมีเมนูขนมแบบที่ไม่ใช่เค้กอ่ะ ขนมสวย ๆ เมนูเริ่ด ๆ ซึ่งเป็นของโปรดคุณแม่) เราก็เลยไปกินก่อน ฉันก็กินนะกร๊ากก ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่ได้กินข้าวเช้ากับข้าวเที่ยง แต่พอพ่อแม่มานี่ความเป็นอยู่ดีขึ้นล้านเปอร์เซ็น พรุ่งนี้น้ำหนักคงจะขึ้น

แล้วเราก็นั่งบีทีเอสไปสถานีอารีย์ เพราะอะป๊าอยากให้ฉันลองไปบ้านสวนไผ่ เป็นร้านขายอาหารสุขภาพที่อะป๊าอ่านเจอในหนังสือที่ซื้อมาเมื่อสิบปีที่แล้ว โชคดีที่คุณป้าเค้ายังขายอยู่ ๕๕๕ ที่อารีย์นี่มีสถาบันส่งเสริมธรรมะด้วยนะ ฉันพึ่งเคยไป มีตารางแบบนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำบุญ แล้วก็งานอาสาสมัครส่งเสริมชีวิตคนอื่น ก็น่าทำนะ เดี๋ยวเดือนมิถุนาว่าง ๆ อาจจะร่อนไป

ก็ซื้อกลับมาประมาณห้าหกถุง เสียไป ๑๒๐ บาทเท่านั้น กินอิ่มไปสองสามมื้ออ่ะ ดีเลยงบกินข้าวฉันติดลบอยู่สิบวันจากการไปกินอาหารร้านหรูของเพื่อนเมื่อวาน

พอกลับมาถึงบ้านฉันก็ซักผ้า (ต้องซักสามวันครั้ง ผ้าเยอะ ออกกำลังชุดนึง ชุดนอน ชุดนิสิต ชุดเล่น บลาๆ ๆ สองคน ฉันกับน้อง) แล้วตอนนั่งรอผ้าก็ดูละครกับแม่ เรื่องผีบ้านผีเรือน หรือเปล่านะ...จำไม่ได้

คุณแม่ฉันนี่คอละครตัวจริง ดูมันทุกเรื่องทุกช่องที่หาได้บนยูทูป (แม่มักจะดูละครย้อนหลังเพราะเป็นคนนอนเร็ว เข้านอนตั้งแต่สามทุ่มทุกวัน) โดยเฉพาะละครของปอ ทฤษฎี แม่จะดูซ้ำไปซ้ำมาสามสี่รอบได้แล้ว (ทุกเรื่องด้วยนะ) ด้วยความที่งานการของแม่ต้องนั่งเฝ้าร้านขายของทั้งวัน แม่ก็เลยวิ่งบนลู่บ้าง ดูละครบ้าง ชีวิตหรรษาเฮฮา หาตังค์ได้ด้วย

ฉันถึงว่าเป็นเจ้าของกิจการสบายดีมาก อยากทำแบบแม่ได้บ้าง แต่กว่าจะได้แบบแม่ก็ต้องใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวเป็นสิบปี ตอนนี้ฉันก็คงต้องทำงานกินเงินเดือนคนอื่นหาความรู้ใส่ตัวไปก่อน

ผีบ้านผีเรือนนี่นะ... เป็นละครกึ่งย้อนยุคกึ่งสมัยใหม่ ปกติฉันไม่ได้ดูละครก็เลยไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องนี้ออนแอร์อยู่ วันนี้ดูตอนที่เท่าไหร่ไม่รู้ เล่าเรื่องของศรีนวลกับสามีซึ่งกลายมาเป็นผีเฝ้าบ้านให้นางเอกในยุคปัจจุบัน

อยากบอกว่าเกลียดอีสามีมาก แล้วก็สงสารศรีนวลมากกกก ฉันไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันเป็นมายังไงนะ แต่อีสามีคนนี้เนี่ย (ฟังแม่เล่ามา) มีเมียหกคน กะล่อนปลิ้นปล้อนสุด ๆ แล้วไม่รักเมียหลวง(คือศรีนวล)เลยยยย อะไรก็เฉยชา ๆ ใส่ตลอด สงสารศรีนวลมาก นางทั้งดูแลแม่สามี ดูแลลูก ทำความสะอาดบ้านเรือน ทำอาหารก็เก่ง (แม่เล่าให้ฟังหมดเหมือนกัน เคยดูตอนนี้ตอนแรก) แต่อีสามีนี่ก็ยังออกไปหาเมียน้อยเมียเก็บ สุดท้ายพอตายกันไปศรีนวลก็เลยสาปสามีให้ต้องอยู่ติดบ้าน

เป็นความรักที่ล้มเหลวเลวร้ายมาก (อยากจะไปอ่านการ์ตูนรักหวานแหววล้างตา)

ฉันก็เลยเลิกดู แล้วไปดู clock tower game play แทน คือ clock tower เนี่ยเป็นเกมNintendo ที่สร้างสมัยปี 1995 (ตอนฉันสามขวบ) เป็นแนวสยองขวัญเอาชีวิตรอด มีEnding เยอะมากและ 90% เป็น Bad end 

ฉันไม่ชอบเล่นเกมเอง เพราะขี้เกียจเกินไปบวกเหงา ก็เลยชอบดูคลิปฝรั่ง (หรือคนไทยก็ได้ แต่คนไทยชอบพูดคำหยาบเยอะอ่ะ ฟังแล้วก็ตลกดี แต่ประเด็นคือพ่อแม่อยู่ด้วย เดี๋ยวเปิดคนไทยแล้วพ่อแม่สะดุ้ง เลยดูฝรั่งเล่น) เพราะเวลาดูคนอื่นเล่นบางทีมันจะมี commentary คือพูดไปด้วย แชทไปด้วย อะไรงี้ พวกเกมสยองขวัญแบบนี้เลยดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ บางทีฮาไปอีก ยังกะดูคอเมดี้ (แต่ว่าก็มีโมเม้นต์ผีตุ้งแช่ตกใจบ้างเหมือนกันนะ)

ซึ่งเกมนี้ฉันก็ดูของ Nalif  ไม่เคยดูคนนี้หรอก แต่เสียงหัวเราะเฮียแกนี่มีเอกลักษณ์มาก โฮ่โฮ่โฮ่ ประมาณนี้ ๕๕๕ ดูแล้วคลายเครียดมาก

เกมนี้ก็จะเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงกลุ่มนึงที่ถูกเศรษฐีชื่อเบอร์โรว์มารับไปเลี้ยง นางเอกก็เป็นหนึ่งในเด็กพวกนั้น

พอมาถึงบ้าน เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่มาก แม่รี่ซึ่งเป็นคนที่พาพวกเธอมาที่นี่ก็บอกว่าจะไปตามมิสเตอร์เบอร์โรว์ แล้วนางก็หายไปนานมาก นางเอกของเราเลยอาสาจะไปตามคุณแมรี่ให้ 

แล้วไฟก็ดับ มีเสียงกรี๊ดมาจากห้องโถงใหญ่ที่เพื่อนของนางนั่งรออยู่ พอนางวิ่งกลับไปที่ห้องก็ไม่เจอใครเลยซักคน

คราวนี้นางก็ต้องเดินไปตามทางในคฤหาสน์มืด ๆ แล้วก็เจอเพื่อนถูกฆ่าตายไปทีละคน ทีละคน (ฮือออ สยองงง) ความพีคคือนางต้องคอยวิ่งหนีฆาตกรที่ถือกรรไกรยักษ์ด้วย และนางไม่มีอาวุธเลย คือถ้าไม่กลัวเกินไปก็อาจจะผลักอีนี่ล้มแล้ววิ่งหนีไปทางอื่นได้ แต่ทางจะรอดก็คือต้องหาที่ซ่อนให้มันหาไม่เจอแล้วไปห้องอื่นเท่านั้น

นี่ก็ดูNalif เล่นมาประมาณห้าหกคลิปละ (สิบคลิปจบ)

ตอนเย็นฉันก็ไปเซ็นทรัลลาดพร้าวกับพ่อแม่และน้อง ไปกินSakura กัน เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น แนวชาบู เสิร์ฟซูชิด้วย ซึ่งพอดีมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตเลยได้แซลม่อนมากิมาสองจานเบ่อเร่อเลย โอ้ย เป็นมื้อที่เปรมมาก แต่อิ่มเกินไป โฮะ โฮะ พ่อแม่มาแล้วชีวิตดี

หลังกินเสร็จเฟิร์นกับแม่ก็กลับบ้านไปก่อน ส่วนฉันกับอะป๊าอยู่ต่อ ไปร้านหนังสือกัน อะป๊าก็ซื้อหนังสือนิยายกำลังภายในกลับมาประมาณสี่เล่ม (อะป๊ารักการอ่านนิยายกำลังภายในมาก แต่หนังสือแนวอื่นก็อ่านนะ แล้วบ้านฉันนี่มีตู้หนังสือแทบทุกห้อง เพราะทุกคนชอบซื้อหนังสือ)

แล้วอะป๊าก็พาฉันไปซื้อชุดทำงาน เพราะเสื้อผ้าในตู้ฉันนี่มีแต่แนวแอ๊บแบ๊วแบบหลุดมาจากญี่ปุ่น (ก็หลายตัวก็ซื้อมาจากญี่ปุ่นแหล่ะ ปีที่แล้วไปแลกเปลี่ยนในญี่ปุ่นมาไง) ได้เดรสกลับมาสามตัว 

หลังจากถึงบ้านฉันก็นั่งทำงานกลุ่มกับเฟิร์นต่อ แล้วก็โทรคุยกับเพื่อน(กี้)เรื่องงานกลุ่มบ้างอะไรบ้าง จนแบตมือถือใกล้หมดก็เลยเอาไปชาร์จ

พอทำงานเสร็จฉันก็นั่งฟังเพลง Ga1ahad and scientific witchery ซึ่งน้องที่ชมรมมาชวนร้อง มันเป็นเพลงที่เพราะมากและเนื้อเป็นภาษาอังกฤษ แล้วฉันก็ไปนั่งดู clock tower ต่อ (ใกล้จบแล้ว)

โอ้ย เลยเที่ยงคืนทุกที ไดอารี่ไม่เคยโพสต์ตรงวัน ๕๕๕



Create Date : 08 เมษายน 2559



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:53:16 น.
Counter : 97 Pageviews.

0 comment
วันจักกรีปี ๕๙ หยุดก็เหมือนไม่ได้หยุด


๖ เมษายน ๒๕๕๙

กำหนดการคร่าว ๆ ของวันนี้
ตอนเช้ามีนัดเจอเพื่อนที่เคยไปแลกเปลี่ยนไต้หวันด้วยกัน
ตอนบ่ายมีซ้อมคอรัส
ตอนเย็นต้องอ่านหนังสือ (ถามว่าได้อ่านมั้ย ก็ไม่มากเท่าที่คิด แง)

พอดีรุ่นพี่ที่ไปแลกเปลี่ยนไต้หวันด้วยกันเปิดร้านอาหารที่ Seanspace ทองหล่อ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากบีทีเอสมากกกกก แล้วมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีรถอย่างฉันก็ต้องเดินไป (เพราะงกค่ะ ไม่ยอมนั่งมอร์ไซ จะเก็บก้าวด้วยแหล่ะ จะได้ครบหมึ่นก้าวต่อวัน (ใส่fitbit นับก้าวอยู่))

เดินไปสักพักใหญ่ ๆ พึ่งถึงทองหล่อซอย ๑ ห๊ะ... นี่เริ่มซอยหนึ่งตรงนี้เรอะะะ ฉันนึกว่าฉันเดินมาห้าหกซอยแล้วนะเนี่ย...

เดินไป เดินไป รายทางก็มีร้านกาแฟ ร้านอาหารมากมาย ซึ่งเปิดบ้างปิดบ้างเพราะเป็นวันหยุด ล่อตาล่อใจมากเพราะไม่ได้กินข้าวเช้ามา หิวโคตร

อ่อ วันนี้วันพระ ถือศีล ๘ (ซึ่งพังมาก เพราะทั้งกินขนมตอนเย็น ทั้งเล่นเกม ทั้งร้องคอรัส ทั้งนอนหลับบนเตียง โอ้ย สารพัด) ตอนเช้าฉันเลยกินอาหารได้ (วันปกติไม่กินอาหารเลยจนตอนเย็น)

จริง ๆ คุณป้าก็เตือนอยู่เหมือนกันว่าตั้งใจจะทำศีล๘ แล้วทำไม่ได้ระวังจะบาปนะ แต่ฉันว่ามันก็ไม่ได้เดือดร้อนใครสักหน่อยแค่ศีลฉันไม่สมบูรณ์แค่นั้นเอง แต่ศีล๕ ก็ยังครบนะคะ (ไม่ได้อาราธนาศีล ๘ ด้วย เพราะแค่ถือตามใจฉัน)

เดินไปก็เหงื่อไหลย้อน อากาศก็ร้อนเหลือเกิน 

ไปถึงร้านเพื่อน (ชื่อ Honey) ฉันก็นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบได้นิดนึง พี่เจ้าของร้านก็มา เธอบอกว่าเธอมีนัดสัมภาษณ์พนักงานใหม่ ตอนนั่งคุยกันโทรศัพท์ก็ดังเป็นระยะ ๆ ๕๕๕ เจ้า่ของธุรกิจก็ยุ่งแบบนี้แหล่ะ

ร้านกว้าง โต๊ะกว้าง โปร่ง มีต้นไม้รอบด้าน แต่อาหารแพงมากกกกกกกกกกกกกก กก คือฉันสั่งแค่สองอย่างเนี่ย น้ำกับข้าวเช้า เสียไปสี่ร้อยเกือบห้าร้อย (นี่ขนาดได้ส่วนลดสิบเปอร์เซ็นแล้วนะ) นั่นเท่ากับค่าอาหารฉันห้าวันเลยนะ T-T อันนี้ก็เฟลนิดนึง แต่ไม่เป็นไร ถือว่าสนับสนุนร้านเพื่อนละกัน 

อาหารอร่อยมากเลยนะ สวยมากด้วย น้ำก็อร่อย เป็นเมนูครีเอทีฟที่ไม่หากินที่อื่นไม่ได้อ่ะ ซึ่งเราก็ชอบมาก ๆ ถ้าไม่ติดว่าราคาสูงไปหน่อยเราอาจจะไปกินอีกอยู่ นี่ไกลด้วย แพงด้วย (ลำบากคนไม่มีรถอ่ะนะ)

เพื่อนที่มาเจอวันนี้ก็มีสี่คน ซึ่งสองปีที่แล้วพวกเราไปแลกเปลี่ยนที่ไต้หวันพร้อมกัน อยู่หอเดียวกัน ชั้นเดียวกัน คบเพื่อนก็กลุ่มเดียวกัน แต่หลังจากกลับมาไทยก็ไม่ได้เจอกันเลย (มีสองคนเจอกันบ้าง แต่ฉันกับพี่เจ้าของร้านนี่ไม่เจอเลย)

เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบแล้วไปทำงานบริษัท marketing แห่งหนึ่ง ซึ่งเจอแต่คนแย่ ๆ ต่อหน้าดีแต่ชอบเอาเธอไปนินทาลับหลัง เจ้านายก็ชอบเอาเปรียบ ยืมเงินลูกน้องแล้วไม่คืน แถมยังมาหาว่าเพื่อนเราโกงเงินบริษัทอีก (เพื่อนคนนี้รวยมาก หาเงินเองได้เป็นแสนตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบแปด ซื้อรถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใช้เอง เป็นคนฉลาดมาก) จริง ๆ เราก็ว่าดีแล้วที่เธอลาออกจากบริษัทนั้น เธอสมควรได้รับอะไรที่ดีกว่านี้

นั่งอัพเดทชีวิตกันจนเกือบบ่ายโมงก็แยกย้ายกันไป ความจริงฉันต้องไปปรากฏตัวที่ม.เกษตรตอนเที่ยงครึ่งเพื่อวอร์มเสียงก่อนซ้อม (ชีวิตนักร้องคอรัส ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วร้องเลยนะ ต้องรวมกันวอร์มเสียงก่อน) แต่กว่าฉันจะไปถึงม.เกษตรก็บ่ายสองแล้ว ตอนนั้นกำลังซ้อมเพลงที่สองกันอยู่พอดี

งานคอรัสตอนนี้ก็เป็นคอนเสิร์ต ๓ สถาบัน ปีนี้จัดเป็นปีที่ ๗ แล้ว มีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ แล้วก็เกษตร (ใครว่างไปดูได้นะ เข้าฟรี วันที่เสาร์ที่ ๒๓ เมษายน บ่ายสามโมงถึงหกโมงเย็น (โดยประมาณ) จัดที่ม.เกษตร โรงละครอะไรนี่แหล่ะ จำชื่อไม่ได้)

นี่ก็ซ้อมแบบประมาณเพลงละ ๑ ชม.แล้วพักสิบนาที วนกันไปจนครบหกเพลงก็หกโมงเย็นพอดี ก็เลิก (คุมเวลาดีมาก สมแล้วกับที่เป็นมหาลัยดัง)

มีของว่างแจกด้วย แล้วก็ข้าวแจก(ทำงานมหาลัยก็ดีงี้แหล่ะ ข้าวฟรี)

ปีนี้คอนดัคเตอร์ของธรรมศาสตร์ (น่าจะชื่อเจมส์? ไม่แน่ใจ) ตัวสูงมาก ๆ แล้วก็ออกแนวแบดบอย นักเลงหน่อย ๆ พอมีอะไรก็พูดตรง ๆ จริงๆ มันก็ offensive บ้างแหล่ะแต่ก็อยู่ในระดับที่รับได้ แล้วเฮียแกก็รู้ด้วยนะว่าตัวเองปากเสีย ก็บอกว่าให้ทน ๆ ไปนะมันเป็นสันดาน (คือไม่คิดจะแก้นั่นเอง พี่แกน่ารักตรงนี้แหล่ะ)

แกก็จะโหดนิดนึง แบบต้องยืนให้ถูกท่าเวลาร้องเพลง (แค่เอามือไขว้หลังก็โดนดุแล้ว) แต่ฉันว่าก็เป็นการสร้างวินัยที่ดี ไม่งั้นวันงานอาจจะติดยืนไม่ถูกถ้าตอนซ้อมทำบ่อย ๆ 

นี่ให้บรรยากาศคล้าย ๆ กับคอนดัคของจุฬาฯสมัยฉันอยู่ปี๒ ซึ่งฉันรักคอนดัคคนนั้นมากกกกกกก ชื่อพี่ยีน เป็นคอนดัคที่โหดมันส์ฮา ท่าโบกสวยสุด ๆ และนางวินัยดีมาก แล้วก็expectว่านักร้องจะต้องมีวินัยตามนาง (นางจะเป็นตุ๊ดหน่อย ๆ แต่ถ้าไม่พูดอะไรก็จะดูแมนมาก ซึ่งหลอกล่อสาวๆเข้าชมรมมาใจสลายหลายคนแล้ว เพราะนางโคตรหล่อ)

ใครเคยอ่านโนดาเมะแคนตาบิเล่ (เราไม่ได้อ่านหรอก) มีคนบอกว่าพี่ยีนเหมือนพระเอก(จิอากิ?)แบบแทบจะถอดมา ๑๐๐%) ซึ่งทำให้สาว ๆ ในชมรมกรี๊ดกร๊าดกันมาก ถึงแม้จะรู้ว่านางไม่ชอบผู้หญิงก็ตาม

ซ้อมเสร็จตอนหกโมงเย็นฉันก็ติดรถพี่ในชมรมกับน้องผู้หญิงสองคนไปเซ็นทรัลลาดพร้าว แล้วฉันก็แยกที่ร้านอาหาร เพราะฉันนัดน้องสาวไว้จะไปอ่านหนังสือต่อด้วยกัน

ไปนั่งกินข้าวที่ศูนย์อาหารกัน (พูดให้ถูกคือฉันนั่งดูน้องกิน เพราะฉันไม่กินข้าวหลังเที่ยงถือศีล ๘) พอ(น้อง)กินเสร็จฉันก็ไม่ซื้อทาโกยากิให้แม่ แม่จะมาเยี่ยมวันนี้เพราะครบรอบซื้อสินค้าคงคลังแม่ละ พ่อแม่จะมาเยี่ยมฉันประมาณสองสามเดือนครั้งขึ้นอยู่กับว่าร้านแม่ขายดีหรือเปล่า ถ้าขายดีมากก็มาบ่อยหน่อย ถ้าเศรษฐกิจซบเซาก็นาน ๆ มา

พอซื้อเสร็จ (ยืนรอนานมาก) ก็ไปนั่ง melt me เพราะมีสิทธิ์ AIS ซื้อ ๑แถม ๑ ฉันก็เลยต้องกินไอติม ศีลขาด... 

แล้วฉันก็ ไหน ๆ ก็ศีลขาดละ เล่นเกมเลยแล้วกัน (นิสัยไม่ดีเลย) 

นี่ที่นั่ง ๆ อยู่ในร้านนี่ไม่ได้อ่านหนังสือเลยนะ พอเช็คอีเมลล์ก็ปรากฏว่ามีอีเมลล์จาก pwc บริษัทที่ฉันไปเซ็นสัญญารับ offer เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ให้ไปทำ eligibility test คืออะไรไม่รู้ เค้าส่งลิงค์มาให้ ฉันก็เลยนั่งทำมันกลางห้างนั่นแหล่ะ เพราะสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่บ้านมันก็มาบ้างไม่มาบ้าง ทั้ง ๆ ที่ก็จ่ายตังค์ ขอโวยวายหน่อย ถ้าเปลี่ยนไปใช้ AIS fiber optic มันจะมีในคอนโดให้ฉันไหมเนี่ย

eligibility test ของ pwc ก็จะเป็นคำถามออกแนวทดสอบเชาว์ปัญญา ว่าเราฉลาดแค่ไหน คิดเลขเร็วแค่ไหน อะไรพวกเนี้ยแหล่ะ ซึ่งฉันคิดว่าเค้าถาม ๆ ไปเพื่อจะประเมินว่าพนักงานหน้าใหม่เหล่านี้จะให้เอาไปไว้สายไหน (งานออดิทสมัยฉันไปฝึกงาน ฉันไม่ได้ฝึก pwc แต่ระบบน่าจะคล้าย ๆ กัน มันจะแบ่งออกเป็นสาย ซึ่งแต่ละสายก็จะรับลูกค้าแตกต่างกันไป)

ฉันก็ทำเท่าที่ทำได้แหล่ะ ส่วนใหญ่พวกคิดเลขนี่คิดไม่ทัน พาร์ทไฟแนนซ์ (อันสุดท้าย) ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงเขาจะมีเครื่องคิดเลขให้ก็เถอะ แต่ฉันไม่ชอบพวกโจทย์แบบอ่านเยอะ ๆ แล้วมาตัดสินใจเอาเองว่าจะทำแบบไหนเลย อันที่จริงมันก็มีประโยชน์กับ auditor แหล่ะ เพราะต้องใช้สกิลพวกนี้เยอะในการวิเคราะห์บริษัทลูกค้า แต่ฉันไม่ถนัดเลยอ่ะ (ฮือ หวังว่าเค้าจะมีเทรนให้เยอะ ๆ นะ)

พอเบื่อแล้วฉันก็กลับบ้าน พ่อแม่มาถึงแล้ว นี่ไม่ได้เจอกันสองเดือนได้แล้วมั้ง คิดถึงมาก โฮกกก 

อะป๊าทักว่าฉันไม่อ้วนแล้ว (เย้ เห็นมั้ยถ้าจะลดก็ลดได้) ส่วนเฟิร์นยังอ้วนเหมือนเดิม

คุยเรื่องสุขภาพกับอะป๊าหลายอย่าง อะป๊าชอบอะไรแบบนี้มาตั้งแต่ฉันเด็ก ๆ แล้ว ฉันก็เลยได้รับอิทธิพลมาด้วย พอคุยด้วยแล้วฉันก็คันอยากทำอาหารใส่กล่องไปกินที่มหาลัยแทนการซื้อกินเลย

นอนละ ดึกมาก ฮือออ 





Create Date : 07 เมษายน 2559



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:52:20 น.
Counter : 332 Pageviews.

0 comment
อังคารสีชมพู กับการกินอาหารมื้อเดียว


๕ เมษายน ๒๕๕๙

เปล่า ไม่ได้มีแฟน
เกิดมาจนอายุยี่สิบสามก็โสดมาตลอด มีคนมาจีบบ้างแต่ไม่เคยยั่งยืนนานเลย (เป็นคนเรื่องมากสเป็กสูง เพราะถือคติว่าแฟนไม่ดีไม่มีดีกว่า)

แต่วันอังคารก็สีชมพูไม่ใช่เหรอไง ๕๕๕ 

วันนี้ก็มีธุระทั้งวัน เรียนตั้งแต่เก้าโมงยันสี่โมงเย็น แล้วตอนเย็นก็มีสอนพิเศษต่ออีก

ฉันไม่กินข้าวเช้าข้าวเที่ยง เพราะทำตามคุณหมอโนมุระ (คนเขียน ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี) มีแต่คนถามว่าลดความอ้วนเหรอ เปล่าหรอก ทำเพื่อนสุขภาพ ส่วนน้ำหนักลงก็เป็นผลพลอยได้ (อันที่จริงก็อยากผอมลงแหล่ะเพราะว่าจะได้แต่งชุดรับปริญญาสวย ๆ วันเริ่มงานจะได้สวย ๆ ด้วย)

การกินแต่ข้าวเย็นนี่ก็ดีหลายอย่างนะ 
๑. ประหยัดค่าอาหารได้ ๒ใน๓ แต่ก่อนฉันตั้งงบกินข้าวไว้เดือนละ ๙๐๐๐ (วันละ ๓๐๐) เดี๋ยวนี้เหลือวันละหนึ่งร้อยบาท หกพันก็เก็บไปซื้อกองทุนอะไรไป
๒. รู้สึกซาบซึ้งใจกับอาหารหนึ่งมื้อของวัน เรากินหมดทุกเม็ด(เพราะหิว) แต่ตอนลดความอ้วนด้วยการกินอาหารน้อยลงนี่เหลือข้าวครึ่งจานทั้ง ๆ ที่อยากกินให้หมดตลอด
๓. ต้องใส่ใจเรื่องคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับจากอาหารมากขึ้น เพราะกินแค่มื้อเดียว ต้องกินของที่มีคุณภาพ ไม่งั้นอาจจะขาดสารอาหาร ตอนอะป๊า(คุณพ่อ) ได้ยินว่าฉันจะทำแบบนี้ก็บอกให้หาอาหารว่างมากินเป็นพวกถั่วเมล็ดธัญพืชหรือไข่ต้ม 
๔. การกินข้าวเย็นมันเป็นมื้อที่หากินง่าย ร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดแล้ว (ตอนถือศีล ๘ กินแต่ข้าวเช้านี่หาร้านอาหารยากลำบากมาก อยากกินอะไรก็ไม่ได้กิน แต่มื้อเย็นคืออยากกินอะไรก็กินได้หมด)
๕. เวลาเพื่อนนัดไปสังสรรก็สามารถกินอาหารกับเพื่อนได้
๖. มีเวลาพักเที่ยงเพิ่มเข้ามา เพราะไม่ต้องไปหาอะไรกิน ก็เลยมีเวลาทำอย่างอื่น เช่นทำการบ้าน อ่านหนังสือที่ชอบ ฯลฯ
๗. ตื่นเช้ามาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกินข้าวเช้าไม่ทัน (เพราะไม่กิน)
๘. ไม่ง่วงตอนบ่ายเพราะไม่ได้กินอาหารเที่ยง (ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจะง่วงนอน)

ฉันตั้งใจว่าจะทำตลอดไป นี่ก็เริ่มมาได้ประมาณ ๑ อาทิตย์แล้ว น้ำหนักลงไป ๒ กิโลฯ ชินกับอาการท้องหิวระหว่างวันแล้ว (ถ้าหิวไม่ไหวแล้วก็จะหาน้ำหวานหรือถั่วกิน แต่ไม่บ่อย)

ฉันออกกำลังตามปกติ (โยคะกับวิ่งแบบHIITวันจันทร์ พุธ พฤหัส) 

ตอนเช้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่กินอะไรเลยนะ พอตื่นขึ้นมาหลังทำ oil pulling (อมน้ำมันมะพร้าว ๑๕ นาทีแล้วบ้วน) ฉันก็จะกินน้ำมันมะพร้าว ๑ ช้อนโต๊ะกับน้ำมะเขือเทศหนึ่งกล่อง เพื่อให้มีพลังงานไปเรียนหนังสือ (น้ำมะพร้าวเป็นไขมันสายกลางย่อยสลายไปใช้ได้เร็ว แถมช่วยในการขับถ่าย)

ฉันเป็นมนุษย์ที่ชอบน้ำมันมะพร้าวมาก รู้สึกว่ามันโคตรจะเป็นสสารที่เทพมาก ลองค้นดูนะ นี่ว่าโตขึ้นถ้ามีเวลาทำอาหารให้ครอบครัวกินก็คงใช้น้ำมันมะพร้าวในการหุงอุ่นตุ๋นต้มนึ่ง

วันนี้สอนภาษาญี่ปุ่นพี่หนิงเป็นครั้งที่สอง พี่หนิงใจดีมากเลี้ยงน้ำฉันแก้วนึง (๑๓๐บาท) แถมให้ค่าเสียเวลาฉันด้วย (เพราะครั้งก่อนนัดกันแล้วพี่หนิงไม่ได้มาเรียน ฉันเลยมารอเก้อ) อันที่จริงฉันเกรงใจมาก ๆ 

วันนี้เป็นวันที่ดีมาก ๆ งานกลุ่มก็คืบหน้าไปนิดนึง 

อินเตอร์เน็ตที่บ้านใช้ไม่ได้ไม่รู้ทำไม ห่วยจัง แต่ไม่เป็นไรฉันมาเล่นที่ฟิตเนตก็ได้ (นี่ฉันอยู่ฟิตเนตมากกว่าบ้านอีกมั้งเนี่ย ๕๕๕ ทั้งเช้าทั้งเย็น มาแทบทุกวัน ส่วนใหญ่มานั่งทำการบ้านอ่านหนังสือเล่นอินเตอร์เน็ตซะด้วย แล้วก็กินโอวัลตินฟรี)

ฉันมีความสุขมากเลยตั้งแต่เปลี่ยนมากินข้าวมื้อเดียวตามหมอโนมุระ แต่ถ้าทำต้องทำตลอดชีวิตจริง ๆ เพราะระบบเมตาบอลิซึ่มมันจะลดลงมาเหลือสำหรับมื้อเดียว ถ้าเรากลับไปกินสามมื้อเมื่อไหร่ล่ะเอ้ออ้วนทันที



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:51:05 น.
Counter : 132 Pageviews.

0 comment
วันจันทร์ธรรมดา


จันทร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ 

วันนี้ประชุมงานกลุ่ม

รู้สึกแย่มาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ช่วยงานเพื่อนเท่าไหร่เลย แล้วก็ฟังไม่รู้เรื่องด้วยว่าเพื่อนพูดถึงอะไรอยู่ ความจริงฉันก็อ่านเนื้อหาที่ต้องเตรียมมาประชุมบ้างแล้วนะ แต่ก็แค่คร่าว ๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดลึก แต่เพื่อน ๆ นี่มาจัดเต็มกันมาก ฉันรู้สึกผิดเลยที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์กับกลุ่มเลย

งานมีประมาณสี่งาน ยังไม่ได้เซ็ทเดดไลน์เลย ส่วนที่เซ็ทแล้ว (คือศุกร์นี้) ฉันก็ยังไม่ได้ทำ

เนื่องจากฉันกับน้องสาวอยู่บ้านเดียวกัน และอยู่กลุ่มเดียวกัน เราก็เลยมักจะได้ทำงานคู่กันเสมอ ครั้งที่แล้วเราก็ถูกตำหนิว่าทำงานส่งให้กลุ่มไม่ดี (ซึ่งมันก็จริง ๆ แหล่ะ) เฟิร์นเรียนหนักมาก แต่ฉันนี่สิ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนเลย (คือฉันได้งานทำแล้วไง แถมไม่คิดจะเอาเกรดไปเรียนต่อด้วย) แต่การทำงานชุ่ย ๆ ส่งกลุ่มมันก็ยังน่าเกลียดอยู่ดี รู้สึกผิดมาก 

วันนี้ก็ยุ่งมหายุ่ง ตอนเช้าฉันไปออกกำลังตามปกติที่ฟิตเนต (วิ่งกับเล่นโยคะ) เสร็จแล้วฉันก็นั่งทำงานกลุ่มที่ได้รับแบ่งมา อ่านข้อมูลที่ต้องเอาไปใช้ประชุมกลุ่ม (แต่ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ฮือ) แล้วก็ไปเดินดูหนังสือที่ร้านหนังสือ

ร้านหนังสือนี่เป็นสถานที่ที่ฉันชอบที่สุด เพราะมีหนังสือเยอะ และใหม่ เป็นสถานที่ที่สะอาด เรียบร้อย เต็มไปด้วยความรู้ เรื่องสนุกสนาน ฉันชอบไปเดินเล่น ซื้อหนังสือบ้างเป็นครั้งคราว แต่ฉันสังเกตว่าเวลาฉันซื้อหนังสือมาแล้วมักจะเก็บไว้บนชั้น อ่านไม่ค่อยจบ แต่เรื่องไหนที่ฉันยืมจากห้องสมุดมักจะอ่านจบ หรือยืนอ่านในร้านหนังสือก็อ่านจบ ไม่รู้เป็นอะไร

แล้วตอนบ่ายฉันก็ไปเรียนที่มหาลัย วิชา current issues in accounting วันนี้เรียนเรื่อง business combination อันที่จริงฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะ current issue ตรงไหนเพราะก็เรียน business combination มาตั้งแต่ปี ๑ แล้ว อีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของธุรกิจป่าวที่จะมีการควบกันบ้าง กินกันบ้าง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินหน้าต่อไป

หลังเลิกเรียนก็ประชุมงานกลุ่มนั่นแหล่ะ ความจริงฉันมีซ้อมคอรัสตอนห้าโมงเย็น แต่ประชุมลากยาวจนถึงหกโมงครึ่ง กว่าฉันจะไปถึงชมรมก็หกโมงสี่สิบเกือบห้าสิบ (ซ้อมห้าโมงถึงสองทุ่ม) ฉันกำลังเฟลที่รู้สึกไม่ค่อยได้ช่วยงานเพื่อนเท่าไหร่ แถมยังโดนตำหนิว่าทำงานไม่ดีอีก นี่ตั้งใจจะไปหาเวลานั่ง follow up งานกลุ่มทั้งหมดแล้วอ่านๆ ๆๆๆ ที่เพื่อนทำ จะได้มีความรู้ถ้าหากจะประชุมกันครั้งต่อไป ไม่อยากเป็นปลิงเกาะเพื่อนกิน

ซ้อมวันนี้ไม่โอเคเลย คือมันควรจะ run through ได้แล้วเพราะสิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นวันงานแล้ว แต่วันนี้กลับเสียเวลาไปกับการซ้อมพาร์ท กับการปรับโพรเซส แล้วยังเรื่องพิชที่ไม่แม่นกันอีก ลืมเรื่องปรับเพลงไปได้เลย ฉันก็ไม่ได้เป็นนักร้องดีเด่ระดับแนวหน้าของวงอะไรหรอก แต่สมัยก่อนเคยดีกว่านี้มาก เนี่ยวันนี้ฉันก็มาสาย ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้น้อง ๆ เลย (แต่ก็ติดงานกลุ่มจริง ๆ อ่ะนะ)

หลังซ้อมฉันก็ทัดทานคำชักชวนของพี่เก่าที่มาชมรมไม่ไหว เลยไปกินข้าวที่สามย่านกับพี่ ๆเค้า พี่ปิ่นโตทำงานที่ปตท. (เป็นนักวิจัย) การไปกินข้าวกับเพื่อนก็ได้พูดคุยกันสนุกดี แล้วก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้อัพเดทชีวิตกันด้วย

ตอนเพื่อนนั่งกินข้าวฉันก็เอาคอมมาเปิดทำงานกลุ่มต่อ เออ ไม่ได้ว่างไง ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า ก็นี่แหล่ะ ลงโปรแกรม อ่านเคส lehman เยอะจริง ๆ งาน

กินข้าวเสร็จฉันก็ติดรถพี่ปิ่นโตไปลงฟิตเนตที่เอสปานาทรัชดา (ที่ฉันฝากเสื้อผ้ากับรองเท้าไว้เมื่อเช้า) แล้วก็นั่ง mrt กลับบ้าน กลับมาตากผ้า(ที่ใส่เครื่องตั้งเวลาซักไว้เมื่อเช้า) แล้วก็อาบน้ำ แล้วก็ออกไปอ่านหนังสือกับเฟิร์นที่ร้านอาหารที่เปิด 24ชม.แถวบ้าน (โชคดีติ่มซำ)

วัน ๆ หนึ่งก็หมดไปอีกแล้ว นี่ก็จะตีหนึ่งครึ่งละ นอนดีกว่า ฮือออ ดึกกกกก ไม่น่าไปร้านติ่มซำเลยยย ไม่ค่อยได้อ่าน



Create Date : 05 เมษายน 2559



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:50:14 น.
Counter : 74 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com