รักษาสุขภาพ-ตอบแทนร่างกายของตนเอง
วันนี้ฉันมีโอกาสได้ไปนั่งอ่านหนังสือที่อุทยานแห่งการเรียนรู้ TK Park ณ central world กับลูกพี่ลูกน้อง และมีเวลานั่งอ่านหนังสืออยู่ทั้งวันนับตั้งแต่ห้างเปิด ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์แพทย์ ธันย์ โสภาคย์ ชื่อเรื่อง "เมื่อหมอเป็นมะเร็ง" ท่านเขียนเกี่ยวกับการรักษาแบบชีวจิตไว้ (ด้วยทัศนคติที่ค่อนข้างบวกทีเดียว) อ่านแล้วอยากให้เพื่อน ๆ ที่สอบติดแพทย์ทั้งหลายได้มาอ่านดูนัก จะได้รู้ว่าหมอก็เป็นคน ป่วยได้ ตายได้เหมือนกัน ถ้าไม่รักษาสุขภาพ

กลับบ้านมาหาข้อมูลของอาจารย์ธันย์ จึงทราบว่าท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้ว หลังจากต่อสู้กับมะเร็งได้นานถึงสองปี ขอไว้อาลัยให้ท่านด้วยค่ะ

ในหนังสือเรื่อง "เมื่อหมอเป็นมะเร็ง" เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหลักการดำเนินชีวิตแบบชีวจิต ในสายตาของฉัน ซึ่งเป็นเด็กที่เติบโตมากับบ้านที่คุณพ่อรักสุขภาพมาก (กลับมาคุยกับท่าน ท่านบอกว่าเคยอ่านหนังสือของอาจารย์ธันย์เช่นกัน แต่ก็เป็นสิบปีแล้ว) และท่านก็สอนให้ทุกคนในครอบครัวรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย กินข้าวกล้อง พาย้ายบ้านออกมาในสภาพแวดล้อมที่อากาศดีไม่มีมลภาวะ ฉันจึงรู้จักชีวจิตมาตั้งแต่อายุสิบขวบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนัก แม้จะรู้ว่าหลักการเป็นอย่างไร อาจเพราะฉันเป็นนักเรียน วัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรนอกจากไปโรงเรียน หลังเลิกเรียนก็นั่งรถไปเรียนพิเศษถึงสองทุ่มสามทุ่ม กลับมาบ้านก็เล่นอินเทอร์เน็ต ดูละคร ทำการบ้าน อ่านหนังสือ นอน วันหยุดก็ไปเรียนพิเศษอีกทั้งวัน วันไหนไม่มีเรียนก็จะต้องไปทำงานกลุ่มบ้างล่ะ ทำกิจกรรมของโรงเรียนบ้างล่ะ เฮ้อ ช่างเป็นชีวิตที่ขาดคุณภาพจริง ๆ

มีช่วงหลังมานี้แหล่ะที่ฉันพอจะมีเวลาได้หายใจหายคอบ้าง จึงหยิบหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาอ่าน และพยายามออกกำลังกายให้มากกว่าเดิม อย่างน้อยก็สัปดาห์ละสามครั้ง เพื่อน ๆ ของฉันก็ออกกำลังกายบ้าง แต่ทุกคน ไม่มีใครออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกันเลย มีแต่คนออกกำลังกายเพื่อความสวยงาม หรือเขาจะออกเพื่อสุขภาพฉันก็ไม่รู้ล่ะ เห็นพูดแต่เรื่อง "วิ่งอย่างไรให้ต้นขาลดลงนะ" "ฉันจะลดความอ้วน เธอไปวิ่งแก้บนวันไหนชวนฉันด้วยนะ"

ที่หันมาออกกำลังกายมากขึ้นส่วนหนึ่งก็เพราะอ่านหนังสือของคุณหนูดี วนิษา เรซ เล่มที่เป็นปฏิทินปี ๒๕๕๔ แล้วเจอข้อความที่ว่า "การออกกำลังกายนั้นยิ่งจะช่วยให้ร่างกายของเรากระฉับกระเฉง แข็งแรง ไม่ต้องเสียเวลาไปรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย คนที่ไม่ยอมออกกำลังกายเลยนั่นแหล่ะ เสียเวลามากที่สุด" เหมือนข้อความนี้ปักฉึกลงกลางใจดำดวงน้อย ๆ ของฉัน เพราะฉันไม่ได้ออกกำลังกายมาร่วมสองปีแล้ว เนื่องจากหลักสูตรที่โรงเรียนตัดวิชาพละออกไป เพื่อเพิ่มหน่วยกิจให้วิชาวิทยาศาสตร์แทน ฉันจึงไม่ได้สัมผัสสายลมแสงแดดท่ามกลางสนามกีฬานานมากแล้ว เมื่อวันที่เริ่มออกกำลังกายอีกครั้ง ฉันวิ่งได้เพียงสามนาทีก็หอบแฮ่ก ๆ และหน้ามืดปวดหัวเหมือนจะเป็นลม อย่างกับคนแก่แน่ะ ไม่ทนเอาเสียเลย นี่แหล่ะหนาคนไม่ได้ออกกำลังกายมานาน นอกจากจะทำให้เป็นไข้ทุกสามวันเจ็ดวันแล้วฉันยังเฉื่อยแฉะ ไม่ยอมลุกจากเตียงในตอนเช้าอีกด้วย ฉันจึงเห็นด้วยกับข้อความที่คุณหนูดีเขียนมากถึงมากที่สุด และตั้งใจว่าปีใหม่นี้ฉันจะออกกำลังกายจนแข็งแรงให้ได้ ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและความกระฉับกระเฉง

นอกจากนี้ยังเป็นการตอบแทนร่างกาย

นานมาแล้วที่ฉันคิดว่า ร่างกายของเราไม่ใช่ของเรา เพราะอ่านหนังสือปรัชญามากเกินไปหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ฉันเชื่อว่าจิตใจของเราเกิดมาในโลกนี้ ได้รับ'ร่างกาย'มาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตอย่างหนึ่ง แต่ตัวตนจริง ๆ ของเราอยู่ภายใน เหมือนในการ์ตูนที่มีหุ่นยนโมบิลสูท จิตคือคนขับ กายก็คือหุ่น

หุ่นที่เราได้มาตั้งแต่กำเนิดจะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามี 'เงิน' มากแค่ไหน เงินในที่นี้เป็นเพียงความหมายเปรียบเทียบ คนจะได้หุ่นเจ๋ง ๆ มีฟังก์ชั่นเยอะ ๆ มาขับในการ์ตูนก็ย่อมต้องมีเงินและอิทธิพลมากพอดู ฉันขอเปรียบเทียบเงินซื้อหุ่นกับบุญวาสนาที่ได้กระทำมาในชาติปางก่อน ใครทำบุญมาดีก็จะได้ร่างกายที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์ เกิดมาไม่พิการ ตรวจสายประวัติไม่มีญาติที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรม หรือแนวโน้มที่จะเกิดโรคได้ง่าย ๆ

ฉันว่าร่างกายเรานี้วิเศษมาก ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ ด้วยความรู้ม.ปลายของฉัน ฉันตะลึงกับสิ่งที่ธรรมชาติได้ให้เรามา ถ้ามีใครสักคนเขียนพิมพ์เขียวของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าหรือใครก็ตามที คนคนนั้น (สิ่ง หรือ ท่าน นั้น ๆ ) เป็นอัจฉริยะ

แต่ถึงจะดีแค่ไหน ถ้าเราไม่รักษา หุ่นก็พัง ร่างกายก็ป่วย

การ"รักษา"ในที่นี้ฉันหมายถึง "ป้องกัน" พร้อม ๆ กันนั้นก็ต้อง "รู้คุณ" ฉันอยากให้ท่าน "รู้คุณ" ร่างกายของเรา ว่าถ้าไม่มีร่างกายนี้ เราอาจจะเป็นสัมภเวสีลอยไปลอยมาเป็นอากาศธาตุหาที่เกิดไม่ใคร่ได้ เดินไม่ได้ ดูไม่ได้ ดมกลิ่นไม่ได้ พูดหรือติดต่อสื่อสารกับใครก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นออกกำลังกายบ้าง งดอาหารที่ทำร้ายสุขภาพบ้าง กินอาหารจากธรรมชาติบ้าง นั่นแลคือการตอบแทนบุญคุณร่างกาย แล้วจิตกับกายก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข นอกจากนี้การปฏิบัติตัวแบบนี้ยังเป็นการ "ป้องกัน" ไปในตัว นอกจากจะเป็นการตอบแทนร่างกายที่ทำให้เราได้เกิดมาทำบุญด้วยชีวิตสั้น ๆ ไม่ถึงร้อยปีบนโลกใบนี้แล้ว ยังช่วยให้ร่างกายที่อุตส่าห์ทำตามจิตใจของเราไม่ประท้วงขอความเป็นธรรมด้วยการผุดอาการป่วยโน่นนี่นั่นขึ้นมาให้เราปวดหัวอีกด้วย








Create Date : 29 มกราคม 2554
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2554 21:31:23 น.
Counter : 328 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com