All Blog
บัตรประชาชนหาย-clock tower game play (1995)


๗ เมษายน ๒๕๕๙

เนื่องจากว่าไม่ได้ใช้พันทิปประมาณสองปี ก็เลยลืมพาสเวิร์ดไปแล้ว บวกกับอยากรีเซ็ตพวกบล้อกและกระทู้ที่ตั้งไว้ทั้งหมดด้วย มันก็ไม่ใช่ว่าไปโพสอะไรไม่ดีหรือโดนแอนตี้อะไรหรอกนะ แต่บางครั้งคนเราก็ต้องการ fresh start

ทีนี้การสมัครพันทิปใหม่มันก็ต้องยืนยันตัวตนโดยการแสดงบัตรประชาชนใช่มะ ฉันตื่นมาเช้าวันนี้ก็เดินไปหยิบบัตรประชาชนจะเอามาถ่ายรูปยืนยันตัวตน ปรากฏว่าหาไม่เจอ

ฟาคคคค แล้วพ่อแม่ซึ่งนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมก็ถามฉันว่าหาอะไร พอฉันบอกว่าหาบัตรประชาชนไม่เจอก็โดนเอ็ดนิดหน่อย ว่ารักษาของยังไงของสำคัญขนาดนี้ยังหายได้ ไปทำใหม่เลยนะ

วันนี้ถือเป็นวันครอบครัวมาก ๆ พอดีฉันไม่มีเรียนด้วย ฉันก็เลยติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปแถวตลาดนัดสำเพ็ง เพราะพวกท่านมาซื้อของไปสต็อคที่ร้านที่อุบล ส่วนฉันก็ต้องการหาซื้อของที่สำเพ็งพอดี

สิ่งที่ฉันอยากไปซื้อก็คือ...

ซองใส่กล่องดีวีดี

อะป๊าก็คิดว่าฉันจะเอาไปใส่กล่องดีวีดีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ ฉันซื้อมาใส่หนังสือการ์ตูนต่างหาก

เพราะว่าฉันสะสมหนังสือการ์ตูน แล้วถ้านาน ๆ ไปมันโดนไอน้ำในอากาศกระดาษจะกลายเป็นสีเหลือง ซึ่งฉันยอมไม่ได้เพราะของสะสมมีคุณค่าทางจิตใจ ๕๕๕ ตอนนี้มีอยู่บ้านประมาณ ๕๐ กว่าเล่มได้มั้ง เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น แนว BL กับ shoujo เก็บเป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าซื้อสมัยเด็ก ๆ ก็จะเป็นภาษาไทย แต่ตอนนี้มีปัญญาหาของญี่ปุ่นและอ่านได้พอสมควรก็เลยเก็บเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะคุณภาพการพิมพ์ดีกว่า และไม่โดนตัดนั่นตัดนี่เหมือนซื้อของสำนักพิมพ์ไทย (คือถ้าจะเอาภาษาไทยเวอร์อันคัดก็สองสามร้อยอ่ะ สู้ไปเดิน book-off (ร้านหนังสือญี่ปุ่นมือสอง)แล้วหาซื้อมือสองสภาพดีไม่ได้)

ว่าง ๆ อาจจะเอาคอลเล็กชั่นมาอวดในบล้อกเหมือนกัน แต่คงไม่มีใครกรี๊ดกร๊าดกับฉันเท่าไหร่ สังคมที่ฉันอยู่ไม่ค่อยจะมีสาววายให้คุยด้วยเอาซะเลย อยากทำคาเฟ่การ์ตูนวายมาก ๆ จะหาเพื่อนมากรี๊ดกร๊าดด้วยกัน ๕๕๕

พอได้ของที่ต้องการจากสำเพ็งแล้วเราก็ไปพารากอนกัน ตอนแรกฉันนึกว่าจะกลับมาคอนโดกันก่อนแต่คุณแม่อยากกิน bake a wish มาก (สาขาพารากอนมันมีเมนูขนมแบบที่ไม่ใช่เค้กอ่ะ ขนมสวย ๆ เมนูเริ่ด ๆ ซึ่งเป็นของโปรดคุณแม่) เราก็เลยไปกินก่อน ฉันก็กินนะกร๊ากก ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่ได้กินข้าวเช้ากับข้าวเที่ยง แต่พอพ่อแม่มานี่ความเป็นอยู่ดีขึ้นล้านเปอร์เซ็น พรุ่งนี้น้ำหนักคงจะขึ้น

แล้วเราก็นั่งบีทีเอสไปสถานีอารีย์ เพราะอะป๊าอยากให้ฉันลองไปบ้านสวนไผ่ เป็นร้านขายอาหารสุขภาพที่อะป๊าอ่านเจอในหนังสือที่ซื้อมาเมื่อสิบปีที่แล้ว โชคดีที่คุณป้าเค้ายังขายอยู่ ๕๕๕ ที่อารีย์นี่มีสถาบันส่งเสริมธรรมะด้วยนะ ฉันพึ่งเคยไป มีตารางแบบนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำบุญ แล้วก็งานอาสาสมัครส่งเสริมชีวิตคนอื่น ก็น่าทำนะ เดี๋ยวเดือนมิถุนาว่าง ๆ อาจจะร่อนไป

ก็ซื้อกลับมาประมาณห้าหกถุง เสียไป ๑๒๐ บาทเท่านั้น กินอิ่มไปสองสามมื้ออ่ะ ดีเลยงบกินข้าวฉันติดลบอยู่สิบวันจากการไปกินอาหารร้านหรูของเพื่อนเมื่อวาน

พอกลับมาถึงบ้านฉันก็ซักผ้า (ต้องซักสามวันครั้ง ผ้าเยอะ ออกกำลังชุดนึง ชุดนอน ชุดนิสิต ชุดเล่น บลาๆ ๆ สองคน ฉันกับน้อง) แล้วตอนนั่งรอผ้าก็ดูละครกับแม่ เรื่องผีบ้านผีเรือน หรือเปล่านะ...จำไม่ได้

คุณแม่ฉันนี่คอละครตัวจริง ดูมันทุกเรื่องทุกช่องที่หาได้บนยูทูป (แม่มักจะดูละครย้อนหลังเพราะเป็นคนนอนเร็ว เข้านอนตั้งแต่สามทุ่มทุกวัน) โดยเฉพาะละครของปอ ทฤษฎี แม่จะดูซ้ำไปซ้ำมาสามสี่รอบได้แล้ว (ทุกเรื่องด้วยนะ) ด้วยความที่งานการของแม่ต้องนั่งเฝ้าร้านขายของทั้งวัน แม่ก็เลยวิ่งบนลู่บ้าง ดูละครบ้าง ชีวิตหรรษาเฮฮา หาตังค์ได้ด้วย

ฉันถึงว่าเป็นเจ้าของกิจการสบายดีมาก อยากทำแบบแม่ได้บ้าง แต่กว่าจะได้แบบแม่ก็ต้องใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวเป็นสิบปี ตอนนี้ฉันก็คงต้องทำงานกินเงินเดือนคนอื่นหาความรู้ใส่ตัวไปก่อน

ผีบ้านผีเรือนนี่นะ... เป็นละครกึ่งย้อนยุคกึ่งสมัยใหม่ ปกติฉันไม่ได้ดูละครก็เลยไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องนี้ออนแอร์อยู่ วันนี้ดูตอนที่เท่าไหร่ไม่รู้ เล่าเรื่องของศรีนวลกับสามีซึ่งกลายมาเป็นผีเฝ้าบ้านให้นางเอกในยุคปัจจุบัน

อยากบอกว่าเกลียดอีสามีมาก แล้วก็สงสารศรีนวลมากกกก ฉันไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันเป็นมายังไงนะ แต่อีสามีคนนี้เนี่ย (ฟังแม่เล่ามา) มีเมียหกคน กะล่อนปลิ้นปล้อนสุด ๆ แล้วไม่รักเมียหลวง(คือศรีนวล)เลยยยย อะไรก็เฉยชา ๆ ใส่ตลอด สงสารศรีนวลมาก นางทั้งดูแลแม่สามี ดูแลลูก ทำความสะอาดบ้านเรือน ทำอาหารก็เก่ง (แม่เล่าให้ฟังหมดเหมือนกัน เคยดูตอนนี้ตอนแรก) แต่อีสามีนี่ก็ยังออกไปหาเมียน้อยเมียเก็บ สุดท้ายพอตายกันไปศรีนวลก็เลยสาปสามีให้ต้องอยู่ติดบ้าน

เป็นความรักที่ล้มเหลวเลวร้ายมาก (อยากจะไปอ่านการ์ตูนรักหวานแหววล้างตา)

ฉันก็เลยเลิกดู แล้วไปดู clock tower game play แทน คือ clock tower เนี่ยเป็นเกมNintendo ที่สร้างสมัยปี 1995 (ตอนฉันสามขวบ) เป็นแนวสยองขวัญเอาชีวิตรอด มีEnding เยอะมากและ 90% เป็น Bad end 

ฉันไม่ชอบเล่นเกมเอง เพราะขี้เกียจเกินไปบวกเหงา ก็เลยชอบดูคลิปฝรั่ง (หรือคนไทยก็ได้ แต่คนไทยชอบพูดคำหยาบเยอะอ่ะ ฟังแล้วก็ตลกดี แต่ประเด็นคือพ่อแม่อยู่ด้วย เดี๋ยวเปิดคนไทยแล้วพ่อแม่สะดุ้ง เลยดูฝรั่งเล่น) เพราะเวลาดูคนอื่นเล่นบางทีมันจะมี commentary คือพูดไปด้วย แชทไปด้วย อะไรงี้ พวกเกมสยองขวัญแบบนี้เลยดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ บางทีฮาไปอีก ยังกะดูคอเมดี้ (แต่ว่าก็มีโมเม้นต์ผีตุ้งแช่ตกใจบ้างเหมือนกันนะ)

ซึ่งเกมนี้ฉันก็ดูของ Nalif  ไม่เคยดูคนนี้หรอก แต่เสียงหัวเราะเฮียแกนี่มีเอกลักษณ์มาก โฮ่โฮ่โฮ่ ประมาณนี้ ๕๕๕ ดูแล้วคลายเครียดมาก

เกมนี้ก็จะเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงกลุ่มนึงที่ถูกเศรษฐีชื่อเบอร์โรว์มารับไปเลี้ยง นางเอกก็เป็นหนึ่งในเด็กพวกนั้น

พอมาถึงบ้าน เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่มาก แม่รี่ซึ่งเป็นคนที่พาพวกเธอมาที่นี่ก็บอกว่าจะไปตามมิสเตอร์เบอร์โรว์ แล้วนางก็หายไปนานมาก นางเอกของเราเลยอาสาจะไปตามคุณแมรี่ให้ 

แล้วไฟก็ดับ มีเสียงกรี๊ดมาจากห้องโถงใหญ่ที่เพื่อนของนางนั่งรออยู่ พอนางวิ่งกลับไปที่ห้องก็ไม่เจอใครเลยซักคน

คราวนี้นางก็ต้องเดินไปตามทางในคฤหาสน์มืด ๆ แล้วก็เจอเพื่อนถูกฆ่าตายไปทีละคน ทีละคน (ฮือออ สยองงง) ความพีคคือนางต้องคอยวิ่งหนีฆาตกรที่ถือกรรไกรยักษ์ด้วย และนางไม่มีอาวุธเลย คือถ้าไม่กลัวเกินไปก็อาจจะผลักอีนี่ล้มแล้ววิ่งหนีไปทางอื่นได้ แต่ทางจะรอดก็คือต้องหาที่ซ่อนให้มันหาไม่เจอแล้วไปห้องอื่นเท่านั้น

นี่ก็ดูNalif เล่นมาประมาณห้าหกคลิปละ (สิบคลิปจบ)

ตอนเย็นฉันก็ไปเซ็นทรัลลาดพร้าวกับพ่อแม่และน้อง ไปกินSakura กัน เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น แนวชาบู เสิร์ฟซูชิด้วย ซึ่งพอดีมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตเลยได้แซลม่อนมากิมาสองจานเบ่อเร่อเลย โอ้ย เป็นมื้อที่เปรมมาก แต่อิ่มเกินไป โฮะ โฮะ พ่อแม่มาแล้วชีวิตดี

หลังกินเสร็จเฟิร์นกับแม่ก็กลับบ้านไปก่อน ส่วนฉันกับอะป๊าอยู่ต่อ ไปร้านหนังสือกัน อะป๊าก็ซื้อหนังสือนิยายกำลังภายในกลับมาประมาณสี่เล่ม (อะป๊ารักการอ่านนิยายกำลังภายในมาก แต่หนังสือแนวอื่นก็อ่านนะ แล้วบ้านฉันนี่มีตู้หนังสือแทบทุกห้อง เพราะทุกคนชอบซื้อหนังสือ)

แล้วอะป๊าก็พาฉันไปซื้อชุดทำงาน เพราะเสื้อผ้าในตู้ฉันนี่มีแต่แนวแอ๊บแบ๊วแบบหลุดมาจากญี่ปุ่น (ก็หลายตัวก็ซื้อมาจากญี่ปุ่นแหล่ะ ปีที่แล้วไปแลกเปลี่ยนในญี่ปุ่นมาไง) ได้เดรสกลับมาสามตัว 

หลังจากถึงบ้านฉันก็นั่งทำงานกลุ่มกับเฟิร์นต่อ แล้วก็โทรคุยกับเพื่อน(กี้)เรื่องงานกลุ่มบ้างอะไรบ้าง จนแบตมือถือใกล้หมดก็เลยเอาไปชาร์จ

พอทำงานเสร็จฉันก็นั่งฟังเพลง Ga1ahad and scientific witchery ซึ่งน้องที่ชมรมมาชวนร้อง มันเป็นเพลงที่เพราะมากและเนื้อเป็นภาษาอังกฤษ แล้วฉันก็ไปนั่งดู clock tower ต่อ (ใกล้จบแล้ว)

โอ้ย เลยเที่ยงคืนทุกที ไดอารี่ไม่เคยโพสต์ตรงวัน ๕๕๕



Create Date : 08 เมษายน 2559



Create Date : 10 เมษายน 2559
Last Update : 10 เมษายน 2559 21:53:16 น.
Counter : 98 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com