ความคิดเปะปะ




ที่ฉันกลับมาเขียนไดอารี่อีกก็มีหลายสาเหตุ

๑. ฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่หนึ่งคนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะไปเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ Law of Attraction หรือกฏแห่งแรงดึงดูด แล้วเพื่อนคนนี้ (เป็นชาวบราซิล) เขาก็เขียนไดอารี่เหมือนกัน ฉันก็เลยมีความอยากกลับมาเขียน
๒. ความจริงฉันไม่ได้เลิก แต่ไปเขียนไว้ตรงนั้นทีตรงนี้ที ส่วนใหญ่จะเป็นในมือถือ (Galaxy Note 5) แต่เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่นั้นหาสาระไม่ค่อยได้ ติดจะบ่นชีวิตและคนรอบตัวให้มันออก ๆ ไปจากหัวและไปเก็บไว้เป็น Digital Content มากกว่า
๓. อ่านหนังสือเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการประมวลผลของสมอง เขาบอกว่าการที่เรารับข้อมูลเข้ามามาก ๆ แล้วไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีออกไปทางใดทางหนึ่งมันจะทำให้เราจำความรู้ที่ได้รับมานั้นไม่ได้ อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวกับการเขียนไดอารี่เท่าไหร่ แต่สมัยก่อนตอนเริ่มเขียนไดอารี่ใหม่ ๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันเป็นไดอารี่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการจดไอเดีย ความรู้สึก หรือการบ้านที่ค้างไว้มากกว่า (สมัยนั้นอยู่ป.๖ เริ่มเขียนไดอารี่ครั้งแรก และทำเป็นกิจวัตรจนเรียนจบม.๖ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลิกไป)

รู้สึกว่าตัวเองเมื่อเรียนจบมัธยมมาเข้ามหาวิทยาลัยก็มีความเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง อาจจะเป็นเพราะการดำเนินชีวิตนั้นเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล เพราะก่อนนั้นฉันมีชีวิตเป็นลูกคุณหนูไปไหนมาไหนก็มีคนไปรับไปส่ง ชีวิตนั้นมีแต่โรงเรียน บ้าน และที่เรียนพิเศษ (เป็นเด็กเรียนเต็มที่นั่นแหล่ะ)

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ออกจากบ้านมาอยู่กทม. แล้วเกิดได้มาอยู่คนเดียวเพราะเป็นพี่คนโต อ้อนพ่อจนพ่อยอมซื้อคอนโดให้อยู่ การอยู่คอนโดนั้นสุขสบายแต่ฉันก็ต้องทำงานบ้านเองทั้งหมดเพราะไม่มีคนรับใช้เหมือนที่บ้าน จะไปไหนมาไหนก็ต้องวางแผนเดินทางด้วยตัวเอง ไม่ม่รถรับส่งก็ไปตามรถประจำทางหรือรถไฟฟ้า อาหารการกินก็ต้องวางแผนเอง

พอชีวิตยุ่งขึ้นฉันก็เลยเขียนไดอารี่น้อยลงจากทุก ๆ วันเหลือเพียงเดือนละครั้งหรือไม่ได้เขียนติดกันหลายเดือน และฉันก็สังเกตความเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลง

กล่าวคือฉันเห็นว่าสมัยก่อนที่ฉันเขียนบันทึกนั้นฉันจะได้จัดลำดับความคิดของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงสามารถคุยเรื่องไอเดียกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น แต่พอฉันเลิกเขียนฉันก็ไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเมื่อก่อน พอจะพูดอะไรทีก็มีความเงอะงะงุ่นง่านในการเลือกใช้คำใช้ภาษา

ไม่ใช่เพราะไม่ได้เขียนไดอารี่เพียงอย่างเดียวหรอก แต่เพราะฉันไม่ได้อ่านหนังสือมากเท่าสมัยมัธยมด้วย สาเหตุหลักคงเพราะเทคโนโลยีพัฒนารุดหน้า และฉันเป็นคนชอบเทคโนโลยีมาก อะไรออกมาก่อนก็ต้องตามเทรนด์ให้ทัน ฉันจึงเป็นคนแรก ๆ ของเมืองไทยที่หันมาใช้ SmartPhone ก่อนที่ iPhone4 จะเข้ามาแย่งตลาด Blackberry ฉันก็ใช้ iPhone 3 จนติดไปแล้ว

พอติด Smart Phone ก็ทำให้ฉันมีเวลาน้อยลงในการอ่านหนังสือ คิดพิจารณาเนื้อหา และกลั่นกรองออกมาเป็นไอเดียในสมุดบันทึก ไหนจะต้องอ่านหนังสือเรียนเตรียมสอบในมหาวิทยาลัยอีก เพราะการเรียนที่กรุงเทพนั้นไม่ง่ายเลย (ฉันไม่อาจบอกได้ว่าฉันเป็นคนเรียนดี เอาเป็นว่าฉันเป็นคนเรียนปานกลางค่อนไปทางดี แต่ไม่ได้ดีเลิศจนเพื่อน ๆ ยกย่อง)

ฉันจึงตั้งใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตให้พอดีมากขึ้น คือการอ่านหนังสือให้มากขึ้น คิดให้มากขึ้น เขียนให้มากขึ้น สักวันตัวฉันในอดีตก็คงกลับมา

วันนี้เป็นวันครบรอบการเริ่มงานของฉัน ฉันทำงานหาเงินเดือนมาได้ ๑ ปีพอดี จะว่าน่ายินดีก็ได้นะ อะม๊า (คุณย่า) ค่อนข้างภูมิใจที่หลานสาวคนโตได้งานบริษัทฝรั่ง คุยอวดญาติ ๆ ไปทั่ว ฉันก็แอบรู้สึกว่าอาชีพของฉันค่อนข้างจะดี ในแง่ที่ทำงานสบาย ได้เงินและความรู้เยอะ แต่การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นไม่ใช่ความฝันของฉัน ความฝันของฉันไม่ใช่การทำงานสบายได้เงินอย่างปลอดภัย แต่ฉันอยากจะเป็นผู้หญิงที่มี Passive Income และเกษียรเร็วได้มีเวลาเลี้ยงลูกทำงานบ้านแบบที่ไม่งอมืองอเท้าให้สามีเลี้ยง 

พรุ่งนี้จะไปเข้าร่วมชมรม Law of Attraction อีกครั้ง และเขาจะให้นำเสนอเป้าหมายสิ่งที่ต้องการในชีวิต ก็นี่แหล่ะสิ่งที่ฉันต้องการ เป็นคนที่ Independence และมีเงินและเวลาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ไม่ต้องเป็นภาระให้สามี อันที่จริงเป้าหมายก็แอบเปลี่ยนนิดนึง เพราะอายุมาปูนนี้แล้วยังหาแฟนเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ ฉันอาจจะโสดขึ้นคานก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะไม่มีลูก ฉันก็อาจจะไปทางธรรมะหาทางหลุดพ้นก่อนตายก็ได้นะ ในกรณีโสดขึ้นคานฉันก็ยังอยากมี Passive Income อยู่ดี เพราะโดยพื้นฐานเป็นคนรักอิสระอยู่แล้ว การให้ทำงานบริษัทนั้นมันไม่อิสระ

มีคนชวนไปทำขายตรง แต่ฉันมีความกลัวอยู่มากกับการขายตรง อาจจะเพราะเห็นตัวอย่างไม่ดีจากญาติผู้ใหญ่บางคนที่ทำขายตรงแล้วล้มละลาย ฉันจึงไม่ศรัทธาในระบบ อันที่จริงทักษะการขายนั้นจำเป็น และวิธีจะเรียนทักษะการขายที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ (ขายตรงก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้พัฒนาทักษะทางด้านนี้) แต่ฉันไม่รู้สึกมี Passion ที่จะไปทางนั้นเลย

ตอนนี้ก็เลยเน้นลงทุน ฉันเก็บเงินจากเงินเดือนมากกว่า 50% ไปลงทุนที่ต่าง ๆ กองทุนรวมบ้าง หุ้นบ้าง สลากออมสินบ้าง ส่วนที่ใช้ก็แค่ที่จำเป็นและพยายามใช้ประโยชน์จากบัตรเครดิตให้มากที่สุด กะว่าปันผลหุ้นมากกว่าเงินเดือนเมื่อไหร่ฉันจะลาออกจากการเป็นพนักงานเงินเดือน อาชีพนี้ยิ่งอยู่ยิ่งถือหุ้นไม่ได้ 

ตามคำทำนายของหมอดูหลาย ๆ เจ้าเขาว่าปีนี้ฉันจะดวงตก ดวงตกอะไรไม่รู้สินะแต่ฉันว่าฉันค่อนข้างจะโชคดีนะที่ผ่านมาครึ่งปีนี้ แม้คุณยายจะเสียชีวิต แล้วโดนฉุดกระเป๋า ทำกุญแจบ้านหายสองสามครั้ง ฯลฯ แต่ทุก ๆ ความโชคร้ายมันก็นำความโชคดีมาให้นะ

เอาจริง ๆ ชีวิตคนเรามันก็มีขึ้นมีลงตลอดแหล่ะ แล้วในทุก ๆ เรื่องมันก็มีทั้งด้านดีและด้านชั่ว คนที่พยายามหาด้านดีของเรื่องเลวร้ายได้เสมอคือคนที่แข็งแกร่ง และฉันก็อยากจะเป็นคนแบบนั้นให้ได้




Create Date : 01 กรกฎาคม 2560
Last Update : 1 กรกฎาคม 2560 23:27:15 น.
Counter : 169 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



นิมมาน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.