Welcome to Nanny Vivace's Blog ka

Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวโตเกียว-โยโกฮาม่า-คาวาซากิในแบบเราด้วยงบประมาณไม่เกิน 15,000 บาท สิบวันค่ะ :)

ไม่ได้ลอคอิน Bloggang นานมาก เพราะเคยพยายามเข้าหลายรอบแต่ไม่ได้ <_>วันนี้ฟลุคเลยลองเขียนเล่นๆดูค่ะ :D 


ก่อนอื่นออกตัวไว้ก่อนนะ เราเขียนรีวิวท่องเที่ยวยาวๆไม่เก่ง แต่ขอเน้นไปเชิงบอกเล่าและแนะนำประสบการณ์ (ช๊อปปิ้ง) ของเราดีกว่าค่ะ 

ทริปล่าสุดเพิ่งไปมาเมื่อ 15-25 พค 57 นี่เองค่ะ จองตั๋ว AirAsia X ด้วยการแลกแต้ม (ปีที่แล้วและต้นปีไปบ่อยมากเลยมีแต้มอยู่) ราคาตั๋วไปกลับบินตรง 5200 กว่าบาทค่ะ อยากจะบอกว่าเราเองก็ผ่านทริปญี่ปุ่นโดยเฉพาะโตเกียวในชีวิตเกือบๆสิบครั้งได้แล้ว (ไม่รวมที่กำลังจะไปอีกทีเดือน สค และ ปลายปีเดือน ธค นะ) ถ้าไม่นับครั้งที่เราไปพักบ้านลูกพี่ลูกน้องที่มีครอบครัวอยู่ที่นั่น ทุกครั้งเราจะเดินทางแบบแบคแพค หาที่พักเองจาก Airbnb หรือ Travelmob และที่พักที่หาได้จะอยู่ที่เรทราคา 450-750 บาท ต่อคืนเกือบทั้งนั้น ส่วนนี้ทำให้เราประหยัดค่าที่พักที่เห็นเพื่อนๆบางคนมารีวิวว่ามันดีมันเริ่ด แต่ราคาคืนละเป็นพัน (ที่พักเราเนี่ยก็ไม่เริ่ดหรอกค่ะส่วนมากเป็นเตียงสองชั้นใน Dorm แต่สิ่งที่เริ่ดคือ มันอยู่ใกล้ Subway ค่ะ อันนี้สำคัญมาก สำหรับขาช๊อปที่แบกของแทบหลังหักหนักๆกลับที่พักทุกวันอย่างเรา)

ไปครั้งนี้เราโชคดีได้ที่พักฟรี (พักห้องแฟนที่เพิ่งเลิกกันหลังจากกลับมา) ที่เมือง Kawazaki ค่ะ อยู่ใกล้ๆโยโกฮาม่าและสนามบินฮาเนดะ ที่ที่มีพิพิธภัณฑ์ โดเรมอนนั่นเอง (แต่ไม่ได้ไปนะ เพราะตั๋วเต็มยาวมากเป็นเดือนเลย อดค่ะ) 

เนื่องจากเราเป็นนักช๊อปปิ้งและมีลิสซื้อของทั้งของตัวเองและของเพื่อนของลูกค้ามากมายไปหมด เราเลยเข้าเมืองทุกวันค่ะ การเข้าเมืองของเราทุกวันเราต้องนั่งรถบัสจากแถวที่พักรอบละ 290 เยน *2 - เฉลี่ยค่ารถบัสวันละ 590 เยนค่ะ ส่วนสถานที่ๆไปเนี่ยก็ แหล่งช๊อปและแหล่งของเล่น ทั้งอากิฮาบาร่า / ชิบูย่า / ชินจุกุ /ฮาราจุกุ /อิเคบุคุโระ ประมาณนี้แหล่ะค่ะ ยิ่งอากิฮาบาร่าเนี่ย เราไปครั้งละหลายๆวันเลยเพราะชอบพวก gadget และพวกโมเดลอยู่แล้วด้วย ^^ 

ส่วนตัวแล้วเราชอบและประทับใจเมืองคาวาซากินะ ^^ ดูเป็นเมืองธรรมชาติดี คนไม่พลุกพล่าน ของกินของใช้ราคาถูก  เราชอบมาก ชีวิตผู้คนที่นี้ดูมีคุณภาพดีนะ เลี้ยงหมาเยอะมาก ตอนเย็นๆก็มีคนมาจ๊อคกิ้งหรือพาหมามาเดินเล่น ตกปลา วาดรูป....ดูสงบดีค่ะ 

บรรยากาศรอบๆเมือง Kawasaki ค่ะ 


หมาน้อยตัวขาวสะอาดจั๊วะ



ชอบหมาพันธุ์นี้มากๆ ดูมันฉลาดและเชื่อฟังเจ้าของ และมัน "ยิ้ม" ด้วยค่ะ เราเข้าไปเล่นกะมันมามันยิ้มให้เราด้วยนะ ^^ 



ระหว่างทางเจอน้องแมวจร แต่พันธุ์ดีตัวอวบอ้วนน่าฟัดมากค่ะ แทบอยากอุ้มเอากลับมาเลี้ยงที่ไทยเลยทีเดียว 




้างแถวๆที่พัก (ที่พักเราแอบไกลนะ ห่างจากสถานีรถไฟ 13 ป้ายรถเมล์อ่ะ ถ้าเดินเท้าก็ประมาณ 40 นาที)



เดินเล่นไปเรื่อยๆ 



แดดร้อนนะ ตอนที่ไปอุณหภูมิกลางวันประมาณ 21-24 องศา ส่วนกลางคืน ก็ต่ำกว่านั้นนิดหน่อยค่ะ 



ดอกไม้กำลังบานเลย ช่วงที่ไป....



เมืองนี้ดูเผิน ๆไม่ค่อยมีอะไรนะคะ  มีห้างใหญ่ๆที่มีเสื้อผ้าเยอะๆอยู่ที่สถานี Kawasaki Station มีร้าน Big Camera /Yodobashi ครบ แถมรอบๆยังมี Book off สองสาขาค่ะ ที่หน้าสถานีเป็น Book Off ที่มีแต่ซีดี/หนังสือ แต่ที่ Kawasaki จะมี Bookoff Super Bazaar ที่ใหญ่และอลังการดาวล้านดวงมากๆอยู่ด้วยค่ะ ไปแล้วเพลิดเพลินมาก ได้กระเป๋า่ Coach มา 2 ใบ โมเดลอีกเพียบ ^^

ใครชอบช็อปของแบรนด์เดิมและพวกของใช้ เสื้อผ้า โมเดล ของเล่นมือสอง เราแนะนำให้ลองมาได้นะคะ ในโตเกียวและรอบๆมี Book Off หลายที่อยู่ค่ะ เราเคยไปประมาณ 3 สาขา สาขานี้เป็นสาขาที่ 3 แต่เป็นสาขาที่เราชอบมาก เพราะใหญ่มาก ของเยอะมาก ของสภาพค่อนข้างดีมากด้วยค่ะ 



อยากซื้อกีตาร์กลับบ้านมาก ราคาถูกมาก แต่ไม่มีปัญญาแบกกลับค่ะ 



สวรรค์นักช็อปแบรนด์เนม ราคาไม่แรงอย่างเรามากๆ :P



คือบ้าแต่ยี่ห้อนี่ค่ะ แต่จริงๆมีทุกยี่ห้อนะพวกหลุยส์ ชาแนลอะไรก็เยอะมาก สาขานี้เด็ดจริงๆค่ะ ชอบมากๆ 



นาฬิกาก็เยอะนะ 



พวกโมเดล หุ่น Nendroid นี่เยอะมาก ราคาถูกกว่าอากิฮาบาร่าเยอะเลย 



(เดี่ยวกลับมาอัฟเดท เรื่อยๆตอนต่อไปนะคะ จะทยอยอัฟรูปเพิ่มเรื่อยๆก่อนนะ )




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2558    
Last Update : 16 มิถุนายน 2558 1:23:53 น.
Counter : 576 Pageviews.  

ทำอาหารกินเองที่บ้านง่ายๆอร่อยดีเหมือนกันค่ะ

เนื่องด้วยวันหยุดยาว สงกรานต์ 2552 ปีนี้ ประจวบกับเหตุการณ์ร้ายๆของบ้านเมืองเรา “เสื้อแดงเกรียน” ที่ทำให้สงกรานต์หงอยไปสองวันอย่างน่าเสียดาย ข้าพเจ้าเองหลังจากนั่งยาวอยู่บ้านจนบวมอึดมาสามวัน ได้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันก็แค่การออกไปดินเนอร์ชาบูเนื้อที่ร้าน Shimi Chabu Chabu ซ.ประดิพันธ์ 19 เมื่อวานที่ผ่านมา แล้วก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก เล่นกับสุนัขตัวโตที่บ้านจนมันแทบจะเบื่อหน้าแล้วด้วยซ้ำ แถมด้วยการกินอาหารเมนูซ้ำๆติดกันถึงสามมื้อ โดยอาหารที่ว่านั่นก็คือ “สุกี้” นั่นเองค่ะ ด้วยความที่ซื้ออุปกรณ์และเครื่องปรุงต่างๆ มาเยอะมาก จนทำให้แม่ลูกคู่หนึ่งทำสุกี้หม้อโตไปถึงสามมื้อก็ยังเหลือวัสดุการทำอีกมากมาย ก่อนที่จะตัดสินใจทำสุกี้เป็นมื้อที่สี่ ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจได้ว่า เราควรทำเมนูอื่นกันดีกว่า เพราะเท่านี้ก็กินสุกี้จนเบื่อหน้าบานจนแทบจะเท่าหม้อสุกี้แล้ว T_T ..... อย่ากระนั้นเลย ข้าพเจ้าจึงนำส่วนประกอบสุกี้ทั้งหลายแหล่มาทำเป็นยำรวมมิตรแทน ซึ่งเมื่อทำแล้วก็ได้รสชาติดีไปอีกแบบเหมือนกันนะ (คนทำนี่ทำเก่งจริงๆเลย อิอิ)

อีกหนึ่งเมนูซึ่งคาดว่าทุกคนคงเคยทำกันมาแล้วแน่นอนที่บ้านนั่นก็คือ “หมูและไก่ชุบแป้งทอด” นั่นเองค่ะ ด้วยความที่อุปกรณ์หาง่ายไม่ยาก อีกทั้งวิธีการปรุงก็มีไม่กี่ขั้นตอน จึงทำให้คนส่วนใหญ่นิยมทำกินกันอยู่แล้ว ต่อไปนี้เป็นวิธีการทำอันแสนง่ายมื้อนี้ของเราค่ะ



สูตรหมูและไก่ชุบแป้งทอดแบบง่ายๆ

อุปกรณ์

- หมูแล่ไม่หนาและบางชนเกินไปเป็นชิ้นๆ

- ไก่ชิ้น หรือจะเป็นส่วนน่องหรือปีกก็ได้ค่ะ

- เกลือ 1 ช้อนชา

- ซีอิ๊วขาว

- พริกไทย

- กระเทียม

วิธีการทำ


1. ทำการหมัก ไก่และหมู ใส่กระเทียม+เกลือ+พริกไทย และซีอิ๊วขาวหมักไว้อย่างน้อยครึ่งชม.

2. เอาแป้งที่ไว้ใช้ชุบแป้งทอดผสมน้ำเย็นจัดกะอย่าให้แป้งมันเหลวมากใส่น้ำนิดนึงแล้วคลุกแป้งให้ละลายพอดี

3. นำหมูและไก่ที่หมักไว้จนได้ที่เอามาคลุกด้วยกันก่อนจะทอดในกระทะ



การทอดก็ให้ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้เยอะพอท่วมของที่จะทอด (ก่อนจะตั้งกระทะอย่าลืมหากระดาษหนังสือพิมพ์ใช้แล้วปูรอบๆเตาแก๊สด้วยนะคะเพราะน้ำมันกระเด็นเยอะพอสมควรเหมือนกัน) แล้วคอยให้กระทะร้อน แล้วลองใส่แป้งที่ผสมแล้วลงไปนิดนึง ถ้าแป้งมันลอยตัวขึ้นมาก็ถือว่าใช้ใด้แล้วล่ะ ลองกะระยะไม่ให้กระทะร้อนจนเกินไปเพราะเดี๋ยวจะทอดแล้วสุกไม่เท่ากัน ถ้าหยอดแป้งลงไปแล้วนอน ตัว แสดงว่ากระทะยังไม่ร้อนพอ เมื่อกระทะร้อนได้ที่แล้วให้ใส่หมูและไก่ลงไปให้เต็มกระทะ แล้วหรี่ไฟ กลางๆเกือบจะอ่อน ทอดไปเรื่อยๆจนไก่และหมูของเราเริ่มเป็นสีเหลืองด้านที่จมน้ำมัน ก็ให้พลิกอีกด้านนึง ระวังอย่าให้เกรียมจนเกินไป เมื่อสีออกเหลืองทั้งสองด้านแล้ว ก็ตักหมูและไก่พักใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน สักพัก ก่อนจะนำมาใส่จานที่มีกระดาษซับน้ำมันรองไว้ เท่านี้เราก็ได้หมูและไก่สูตรเด็ดเอาไว้ทานไปอีกหนึ่งมื้อแล้วค่ะ ชิมไปชิมมาแล้วรสชาติดีไม่แพ้กับสั่งกินที่ร้านอาหารเหมือนกัน ขอบอกๆ ว่างๆก็ลองทำทานกันเล่นนะคะ ทำง่ายและไม่เสียเวลาด้วยค่ะ

ดูรูปประกอบนะคะ (พอดีรีบไปหน่อยเลยไม่ได้กลับหัวกลับหางรูปเลยอ่ะ
)




 

Create Date : 15 เมษายน 2552    
Last Update : 15 เมษายน 2552 15:21:57 น.
Counter : 260 Pageviews.  

แปะภาพงานแฟต (ย้อนหลัง) รวมถึงอัลบั้มที่ซื้อมา...

เฮ้อ หลังจากงานแฟต ครั้งที่ 6 ที่ผ่านมาก็ยุ่งๆกับการเริ่มทำงานใหม่ สลับกับการไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อทีสิส (เทอมสุดท้าย ถ้าไม่พ้นเทอมนี้ก็คงไม่ต้องเรียนกันต่อแล้ว ) เลยเพิ่งจะมีเวลาว่างมาอัฟรูปเอาไว้อีกรอบ (ถ้าเพื่อนๆคนไหนได้ดูในบอร์ด Popcornmag แล้วก็ขออภัยนะค้า

ปีนี้ถือเป็นปีที่เราได้ดูศิลปินน้อยที่สุดเท่าที่เคยไปงานแฟตมา เพราะต้องช่วยขายของที่บูท Popcorn (ใครได้แวะมาเยี่ยมเยียนที่บูท a31 มั่งอะป่าว) แต่ก็ยังแอบแว่บไปแถวๆเวทีโลก (เพราะอยู่ใกล้บูทขายของ) และเลยไปถึงเวทีนรก และได้ซื้อ ซีดี มาพอหอมปากหอมคอกัน...

เริ่มดูภาพดีก่า

ศิลปินที่ได้ดูเบอร์แรก (ถ้าไม่นับวัน Soundcheck ) ก็คงจะเป็น SYNKORNIZE ที่เพิ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ ครั้งแรก เสียงดีไม่เบาเลยนิ



ต่อด้วยน้องๆวง H.R.U. ที่เคยเขียนชมไว้ในบลอค เล่นสดเจ๋งดีเหมือนกันค่ะน้อง ชอบมากๆๆ



ต่อด้วยวงโปรดของเรา ที่วันก่อนเพิ่งได้ดูเค้าเล่นในงานของทรู ที่เซ็นทรัลเวิร์ล งานนี้ร้องตามทุกเพลง สำหรับ JETSET'ER




มือเบสน่ารักจังเนาะ


แถมด้วยการตามไปซื้อซีดี ที่บูทเขาอีกรอบนึง แหม วงโปรดนี่นา



พอแล้วค่ะ เดี๋ยวจะเยอะเกินควร มาต่อกันด้วยวงขวัญใจชาวแฟต และแฟนๆที่รอคอยกันมานานคราวนี้เป็นการรวมตัวเฉพาะกิจของ SSS อะไรจ๊ะ อพาร์ทเม้นท์คุณป้า (จำกันได้ใช่มั้ยคะ SSS ก็คือ Siam Secret Service วงในดวงใจของหลายๆคนนั่นเอง)







เสร็จแล้วก็กลับมาดู เครสเซ็นโด คนเยอะโคตรๆ อยู่ไกลเวทีมากได้ภาพชัดสุดแค่นี้เอง





ข้ามไปวันที่สองกันดีกว่า วันนี้ดูไปไม่กี่วงเอง เริ่มด้วยละอองฟอง ที่ ควงคู่มากับ คัตโตะ วงลิปตา ที่วันนั้นแอบหม้อใส่น้องอร นักร้องนำซะจนหนุ่มๆที่อยู่ข้างๆ เราแอบเซ็งปนอิจฉาไม่ได้



แฟนคลับน้องอร ลุกขึ้นมากรี๊ดกันเป็นแถวเมื่อเห็นภาพนี้...





หลังจากนั้นเรากล้องก็แบตหมดค่ะ เลย ไม่ได้ถ่ายใครต่อเลย เสียดายมากเพราะ เดินไปดู Penquinvilla แจมกะเจ มณฑล อย่างฮามากๆ คือเค้าเล่นเพลง "ฝากเลี้ยง" ของเจ เจตรินอ่ะ แล้ว นักดนตรี เนี่ยมีแค่ 2 คนเองนะ มีเจ เพนกวินวิลลาเล่นกีตาร์กับร้องเพลง กะเจ มณฑล ตีกลอง ผิดไปมา ล่มกันไปสัก 4-5 รอบ แต่ คนดูให้กำลังใจตลอดเวลา น่ารักดีค่ะ ใครไปมามั่งมาเล่าให้ฟังมั่งว่า ชอบงานนี้มั้ย แล้วได้ไปดูใครเล่นมั่งน้า




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2549 14:55:27 น.
Counter : 646 Pageviews.  

ประสบการณ์วันหนึ่งในงานคอมมาร์ทปีนี้....

เพิ่งหอบข้าวของกลับจากงานคอมมาร์ทมาค่ะ ^^
วันนี้เป็นวันที่ 2 แล้วล่ะค่ะ เมื่อวานเราไปสำรวจราคาก่อนลงมือซื้อจริง แต่จริงๆ แล้วปีนี้เป็นครั้งแรกที่เคยมางานนี้อ่ะ เพราะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความถูกในงานนี้มานานแล้ว ปีนี้เรามีความจำเป็นต้องซื้อโน๊ตบุคใหม่ (แบบจนๆ) เอาแบบ สเปคธรรมดา ไม่ต้องหรูเริ่ด ดูไว้หลายยี่ห้อ แต่ในใจก็ค่อนไปทาง ACER (ตามประสาคนงบน้อยแต่อยากได้สเปคพอใช้ได้)

วันแรก เราเล็งไว้รุ่นหนึ่ง แต่พอมาวันนี้ ตอนนั่งรอจะจ่ายเงิน เราลองกลับมาดูโบรชัวร์ แบบชัดๆอีกรอบว่า ราคาโน๊ตบุคมันลดลงจากวันแรกในงานนี่หว่า !!! ของแถมก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย ...

ด้วยความที่เพิ่งเคยมาครั้งแรกก็เลยเพิ่งรู้ว่า ในแต่ละบูท ACER นั้นประกอบไปด้วยหลายๆร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ของแถมของแจกก็ต่างกันอีกด้วย รุ่นที่เรากำลังจะเซ็นบัตรจ่ายตังเป็นรุ่นที่ sales เค้าไม่แถมไรให้เราเลย แต่ เหลือบมองดูลุงข้างๆ ที่ซื้อรุ่นที่ต่ำกว่าเราแต่ ของแถมเพียบจนเราตกใจ เลยไปโวยเอากะเซลล์ที่ขายให้เราบ้าง ผลสุดท้ายเกิดอาการงกของแถมจัด เลยแก้ใบเสร็จมาเป็นรุ่นนี้แทน ... ในราคาที่ถูกมากจนเราตะลึง ...
17900 บาท แบบ Free Vat แถมยัง ได้ ของแถมกระหน่ำ ... (เพราะคุณเธอเล่นให้เรารอของเดินทางมาถึงงาน เกินครึ่งวัน เธอจึงแถมของชดใช้ )


รุ่นที่เราซื้อมาค่ะ




** ถือว่าพอใจนะกับราคาเท่านี้แต่ก็ได้ Option ที่เราต้องการอย่างพวก Wireless , DVD Writer, น้ำหนักค่อนข้างเบา เพียง 2.3 โล แถมยังแอบมีกล้อง Webcam เอาไว้เล่นแก้เซ็งอีก..


ของแถมที่ได้วันนี้

1. Acer Wireless optical mouse (ดูดีมีชาติตระกูล)
2. Optical mouse
3. MP3 Player 1 GB (ยังไม่ได้ของ แต่ sales บอกว่าคงเป็นของ Apacer)
4. กระเป๋าโน๊ตบุคแบบสะพาย ACER
5. กระเป๋าเป้โน๊ตบุคของ Acer (มาเปิดดูแล้วมันเป็นของ Targus ค่ะ โอ้ ว้าว !! )
6. Acer E-Infotainment Pack
7. พวกกุญแจไฟฉาย +ตลับเมตร ของ Acer

โดยสรุปแล้วเจ๋งมากค่ะ สำหรับแพคของแถม ..ช่างคุ้มค่าสำหรับการรอจริงๆ
(เรารอของมาจนเกือบค่อนวันอ่ะค่ะ )

แต่มันยังมียิ่งกว่านั้นอีกนะ ขอบอก ...
เพราะมันมีการจับฉลากชิงโชคคนที่ใช้บัตรซื้อของกับ Acer ปรากฎว่า เราจับได้รางวัลค่ะ เป็นสร้อยคอหนัก 2 สลึง !!! โอ้ย สุดแสนจะดีใจจริงๆ วันนี้...




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2549 9:15:12 น.
Counter : 210 Pageviews.  

ทริปแม่สาย-ตลาดท่าขี้เหล็ก กับสิ่งดีดีที่น่าจดจำ <ภาคจบ>

คืนที่หนาวเหน็บในแม่สายผ่านไปด้วยอาการนอนไม่หลับของเรา (เพราะหนาวค่ะ ) ที่นี่พอตอนกลางคืนเนี่ยอุณหภูมิทรมานเป็นบ้าเลย น่าเสียดายว่าเราเอาเสื้อผ้าไปน้อย (แต่หอบเอากระเป๋าลากใบใหญ่ขนาดไป ตปท.ได้ 1 อาทิตย์ ) แต่ข้างในไม่มีไรเลยกะมาหอบหนังอย่างเดียว เนื่องจากนอนไม่หลับ เราเลยตื่นมาแต่เช้าตรู่ตี 5 ตื่นมาดูทีวีค่ะ วันนั้นเป็นคริสต์มาสพอดี เราเลยได้ฉลองคริสต์มาสพร้อมกับคนทั่วๆโลกทางทีวีแทน... พอรุ่งเช้า จากที่เคยตกลงกันว่าวันนี้เราจะไปโน่นไปนี่กันก่อนเดินทางกลับเพราะได้หนังไปแล้วตั้งแต่วันก่อน แผนการก็เปลี่ยนไป เมื่อเราประกาศว่า จะลุยต่อท่าขี้เหล็กอีก 1 วัน ก่อนกลับ ... คนที่มากะเราก็เลยต้องบ้าตามไปด้วย...หึหึ เราเลยตื่นมากันแต่เช้าตรู่... เราเลยชวนกันไปเดินเล่นแถวๆที่พักกัน... เพิ่งจะสังเกตว่าตรงข้ามที่พักเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเหมือนกันนะ ชื่อว่า พระธาตุดอยเวา ค่ะ



เล่า เกร็ดประวัติสักเล็กน้อยแล้วกัน

พระธาตุดอยเวา

ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สาย บนดอยริมฝั่งแม่น้ำสาย ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครอง
นครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุ
ที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง

ระหว่างทางเดินขึ้นพระธาตุ ข้างล่างจะมีตลาดดอยเวา ขายพวกเสื้อผ้า ขนม ของจีนต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ที่นี่เปิดกันตั้งแต่เช้าเลยค่ะดีจังเลย.. ไหนๆมาแล้วก็ควรจะขึ้นไปให้ถึงบนพระธาตุกันสักหน่อย...เลยพากันเดินขึ้นดอยเวาซึ่งจริงๆก็ไม่ได้สูงมากหรอก เอ้อ สงสัยว่าเราคงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอ่ะ เดินตะกายขึ้นบันไดยังไม่ทันไรก็หอบแฮ่กๆแล้ว แต่พอขึ้นมาแล้วก็อดทึ่งกับวิวความสวยงามที่มองไปได้ไกลถึงฝั่งพม่าไม่ได้...



ยืนชมพระอาทิตย์ขึ้นยังไม่ทันไรฝนก็เทลงมา ...อะไรกันนี่ หนาวก็หนาวฝนก็ยังมาตกอีก ดีนะที่ตกไม่นานนัก เราเลยรีบลงดอยกลับมาทานข้าวเช้า (ข้าวซอยน้ำเงี้ยวอีกแล้วค่ะ >

กลับมาอาบน้ำและเช็คเอ้าท์ด้วยความรวดเร็ว .. วันนี้เราต้องทำทุกอย่างให้เสร็จเพื่อกลับมาขึ้นรถรอบ 17.00 ให้ถึง กทม.สัก ตี 5 ตามแผนที่วางไว้ เริ่มลุยท่าขี้เหล็กกันอีกครั้งในเวลา เกือบ 10.00 เช้า...

วันนี้เรามาด้วยความมุ่งมั่นและมีเป้าหมายว่าต้องซื้ออะไรบ้าง แบบว่าวางแผนกันมาแล้วก็เลยได้แวะร้านอื่นๆ มากขึ้น พร้อมกับเงินที่หร่อยหรอลงไป... จากที่ตั้งใจไว้ว่าต้องซื้อพวกกระเป๋าแบรนด์กลับไปสักใบ..ความหวังก็เริ่มหายไปอย่างช้าๆ ... จากกระเป๋าที่ได้เต็มใบ ก็เริ่มเหลือครึ่งใบ จนไม่เหลือสักใบเพราะเงินหมดไปกับค่าแผ่นหนังแล้วอ่ะ โธ่...อดเลย .... ผลสุดท้ายเราก็เริ่มเจอภาวะวิกฤตคือเงินเริ่มจะหมดค่ะ ในขณะที่ของที่อยากได้ก็ยังปรากฎอยู่ มากมายเต็มไปหมด...เฮ้อ...ได้แต่ข่มใจค่ะ มองเอาไว้แบบจดจำรายละเอียดว่าสักวันฉันจะกลับมาซื้อแย่งแน่นอน..คอยดูๆ...

มาถึงตอนนี้อยู่ที่ตลาดต่อไปก็อาจจะคลุ้มคลั่งด้วยอาการอยากซื้อแต่ไม่สามารถจะซื้อได้อีกต่อไป ... อย่ากระนั้นเลย เราตัดสินใจอย่างฉันพลันว่า เราจะไปเที่ยวข้างในเมืองพม่ากันสักเล็กน้อยก่อนกลับกันดีก่า ไหนๆก็มาทั้งที.. ว่าแล้วก็ลองเดินไปถามราคาของพวกนำเที่ยวแบบแพคเกจแถวๆนั้น ในที่สุดก็ตัดสินใจไปแบบสามล้อถีบชมเมืองในราคาที่น้องคนถีบรถบอกว่า คนละ 20 บาท พาไป 4 ที่ครับพี่ .... โหย ถูกอย่างแรง ... นึกว่าฟังผิดนะเนี่ย เลยตกลงไปสักหน่อย (จริงๆก็กลัวเหมือนกันอ่ะค่ะว่า มันจะพาเราไปปล่อยทิ้งที่ไหนอะป่าว) แต่ผิดคาดแฮะ ไม่คิดว่าจะเจอเด็กคนถีบสามล้อที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ไปในตัวได้ดีขนาดนี้ ... สุดยอดมากค่ะ น้องเค้าพาไปวัดๆ นึงในพม่ามาพร้อมกับการอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของวัดพร้อมกับการถีบสามล้อไปพลางๆ ...



นอกจากนั้นน้องเค้ายังพาถีบรถไปพร้อมกับอธิบายวิว 2 ข้างทางและวิถีชีวิตของชาวไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่แถวนั้นอย่างคล่องแคล่ว...ราวกับเรียนหลักสูตรไกด์ระยะสั้นมายังไงยังงั้น ..

เราเลยได้รู้ว่าผู้ชายพม่าส่วนใหญ่ยังติดการกินหมากอยู่ เหมือนการสูบบุหรี่ในไทยนี่ล่ะ ที่นี่จะมีร้านขายหมากแบบ 3 ชิ้น 5 บาท อยู่ทั่วหมู่บ้านเลย มองไปทางไหนก็เห็นแต่หมาก...

ดูรูปประกอบของการทำหมากได้ค่ะ



หลังจากนั้นน้องไกด์ก็พาเราไปยังเจดีย์ชะเวดากอง (จำลอง) ที่อยู่ไม่ไกลแต่ต้องเดินขึ้นไปอีกอักโขเหมือนกัน ...(สูงกว่าดอยเมื่อเช้านะดูสิ... )



เฮ้อ...เหนื่อยค่ะ กว่าจะตะกายขึ้นมาถึง แต่ก็อะนะ คุ้มค่าดีเหมือนกันอยู่ดีดีได้มาถ่ายรูปกับเจดีย์ชะเวดากองในพม่าเชียวนะ อิอิ ...

เมื่อขึ้นมาข้างบนแล้ว น้องไกด์จำเป็นของเราก็พาเดินวนรอบๆ พร้อมทั้งอธิบายถึงประวัติความเป็นมาและชีวิตอันแสนรันทดของประชากรชาวไทยใหญ่ให้เราฟังเป็นฉากๆ
ฟังแล้วก็น่าสงสารชีวิตเค้านะ คิดดูว่าชาวไทยใหญ่เนี่ยยังไม่มีสิทธิ์ได้ออกไปไกลกว่าเชียงรายเลย ค่าเข้าประเทศเราก็แสนจะแพง เค้าไม่มีเงินจ่ายได้มากมายหรอก..

ฟังน้องเค้าจนชักจะเคลิ้ม ก่อนจะลงมาเพื่อให้น้องเค้าพาไปชมวัดพุทธและวัดคริสต์และแวะร้านขายพลอยก่อนที่จะพากลับมาด้วยความปลอดภัย ใช้เวลาในการพาเที่ยวครั้งนี้ สัก 1 ชมกว่าๆได้ .... เราอดนึกในใจไม่ได้ว่าจะให้ทิปเค้าสักหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงค่าโดยสารของเขาก็คือขาไป 20 ขากลับ 20 เป็น 40 นั่นเอง ...เออ น้องเค้าก็บอกถูกจริงๆอะนะ หึหึ

เรากลับมาทีฝั่งไทยด้วยเวลาประมาณบ่าย 4 โมง แล้ว มาถึงก็รีบมาแพคของกลับกันโดยด่วนเดี๋ยวจะตกรถค่ะ ... ในที่สุดก็ได้กลับรอบ 17.30 รถของบ.โชครุ่งทวี ที่เค้าโฆษณาว่ามีเบาะนวดไฟฟ้าด้วย... รถเค้าใหม่ดีอ่ะ ใช้ได้เลยนะ อาหารก็อร่อย เสียอย่างเดียวคือรู้สึกว่าที่นั่นมันจะแคบไปหน่อย ถ้าเทียบกับสมบัติทัวร์อะ นอกนั้นเหนือกว่าเลยล่ะ...

วันนั้นเรากลับมาถึงบ้านเราอย่างในเวลาตี 5.40 พอดี มาถึงก็วางของแล้วอาบน้ำไปทำงานต่อทันที....อึดมั้ยล่ะขอบอก...

ก่อนจะจบทริปแม่สายครั้งนี้เราขอโชว์รูปของบางส่วนที่เราซื้อมาให้ดูกันนะคะ ตอนนี้กำลังคิดว่าช่วงวันหยุด3 วันเดือนกพ. ว่าจะไปอีกรอบเหมือนกันอะ



คราวนี้คงจะไปนอนจริงๆแล้ว่ะ ฝันดีนะคะทุกคน




 

Create Date : 09 มกราคม 2549    
Last Update : 9 มกราคม 2549 1:54:13 น.
Counter : 627 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Fly to the sky
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หายไปนานเป็นปีเพิ่งจะกลับมาที่บลอคแกงค์อีกครั้งค่ะ ก็ยังคงใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรยังไง ไม่เป็นเหมือนเดิม ใครรู้วิธีแปะลิงค์จาก Last.fm มาไว้ที่นี่แบบที่ไปเห็นในบลอคของเพื่อนๆหลายคน ก็ช่วยแนะนำกันหน่อยนะคะ ^^
Friends' blogs
[Add Fly to the sky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.