บันทึกความคิด :: ข้อมูลคนละชุด (4)

 
อิสรเสรีไม่สิ้นสุด


สืบเนื่องจากบล็อกที่แล้วที่เราเขียนถึงในบันทึก(ไม่)ลับ ฉบับคนบ้า การที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมันย่อมมีสาเหตุ ไม่ใช่ว่าทหารหรือตำรวจอยู่ๆ ก็จะมาเก็บ (ยิงเพื่อกลบเสียงปืนที่ฆ่าตัวตายของเหล่าสีแดง) แต่เป็นเพราะว่าทหารและตำรวจกำลังจะทำให้ประเทศนี้มีอิสรเสรี

แต่การจะมีอิสรเสรีได้นั้น ทุกๆ คนจะต้องรู้สึก รู้สำนึก และสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าจะผลักภาระไปให้คนอื่น

ประเทศไทยต่อไป จะมีแต่คนที่อยากอยู่จริงๆ เท่านั้น ถ้าใครไม่อยากอยู่ ก็ไปที่ชอบที่ชอบ จะฆ่าตัวตาย หรือจะหนีไปต่างประเทศก็แล้วแต่คุณ เพราะประเทศไทยเปิดอิสรเสรีแล้ว

ต่อไปประเทศไทยจะฟรีวีซ่า

ประเทศไทยจะมีบ่อนกาสิโน

ประเทศไทยจะมีผับที่สามารถเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ใครที่มีคู่สมรส มีสามี สามีก็สามารถไปเที่ยวได้ แต่อย่างที่บอก มันก็อาจจะเกิดปัญหาครอบครัว ก็ครอบครัวใคร ครอบครัวมัน ต้องแก้ปัญหากันเอง แก้ปัญหาไม่ได้ก็ต้องทำใจยอมรับ หรือคนที่เป็นภรรยาจะหาทางออกด้วยการไปบวชก็ได้


ไม่ว่าอย่างไรทุกอย่างก็จะอิสรเสรีหมด

ใครที่รู้สึกอึดอัด ทั้งๆ ที่เขาเปิดเสรีหมดแล้ว ก็แล้วแต่คุณว่าจะเลือกทางไหน ถ้าคุณคิดที่จะปลิดชีวิตตัวเอง เขาก็จะส่งทหารหรือตำรวจมาเก็บเสียงให้

คนภายนอกอาจจะคิดว่าทหารหรือตำรวจเป็นคนยิง แต่คนภายในบ้านน่ะจะรู้ เขาก็จะไม่เอาผิดกับทหารหรือตำรวจ ถ้าเอาผิดก็อาจจะโดนข้อหาแจ้งความเท็จ เพราะคนที่ยิงจริงๆ เป็นตัวผู้ตายเอง





Create Date : 02 สิงหาคม 2562
Last Update : 2 สิงหาคม 2562 16:03:50 น.
Counter : 50 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
บันทึกความคิด :: ข้อมูลคนละชุด (3)

 
ข้อมูลคนละชุด (3)


หลังจากที่เราได้ลงเพลงอะไรในบล็อกไปแล้ว ภาพที่เห็นจากสายตาเรา และสิ่งที่เรารับรู้ก็คือ มีโทรศัพท์เข้ามาที่บ้านหลายสาย และแม่เราก็รับ

เหมือนว่าอะไรต่างๆ ก็ดีขึ้น หุ้นของอาร์เอสก็ขึ้น ญาญ่าก็ยินดีที่จะย้าย แต่ทางช่อง 3 ยังไม่อยากให้ย้าย แม่เราก็พูดว่าก็ลองต่อรองดู ให้ญาญ่ามาที่อาร์เอส 30% อยู่ช่อง 3 70% ก็ได้ ถ้าเขายังอยากจะยื้อเอาไว้ แต่ยังไงญาญ่าก็ต้องมาที่อาร์เอส เพราะหนึ่งเจ้าตัวยินยอม และสองอาร์เอสก็เป็นที่แจ้งเกิดเหมือนกัน



ส่วนคุณกรณ์ก็ชื่นชอบมาก ทางผู้บริหารศรีวิกรม์ รวมถึงศิษย์เก่าอย่างพี่ก้อง นูโวก็ยินดี เพราะต้องการจะงัดกับสีแดง เพราะสีแดงอยากจะปิดอะไรที่มันเป็นกรณ์ๆ เราก็ปิดให้เลย แล้วดูสิว่าสีแดงจะเอายังไงต่อ เพราะเด็กนักเรียนศรีวิกรม์ก็สามารถไปต่อที่โรงเรียนอื่นได้ ที่โรงเรียนอื่นก็รับ เพราะเป็นการปิดกะทันหัน อย่างพระโขนงพิทยาลัยก็รับ วชิรธรรมสาธิตก็รับ สิริรัตนาธรก็รับ ราชวินิตบางแก้วก็รับ รวมไปถึงสวนกุหลาบ สตรีวิทยา แต่สวนกุหลาบเขาขออย่างหนึ่ง คือ อย่ามาเปรี้ยวที่นี่ ถ้าทำตัวเปรี้ยว Teen จะโดนรุมยำ เพราะนักเรียนศรีวิกรม์ก็จะมีทั้งแดงทั้งเหลือง คือ ไม่รู้ว่าใครจะเข้าไปบ้าง เรียกว่าเข้าไปก็อย่าห้าว อ้อ! ปทุมคงคาก็รับนะ ไอ้ห้อง 6/9 ก็สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม เตรียมตัวรับน้องอยู่ (เรียกว่าฮาจริง เกย์จริงห้องนี้)

หลังจากนั้น หลังจากที่มีโทรศัพท์หลายสายโทรมาที่บ้านเรา เราก็หยุดทุกอย่าง เพราะเราคิดว่าที่เราลงไปนั้นมันครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงอะไรต่อ อีกอย่างก็ไม่ควรลงอะไรต่อแล้ว เพราะมันจะมีผลกระทบกลับมาหาเรา เนื่องจากพวกสีแดงไม่พอใจ

มีคนอยากพาเราไปศัลยกรรม และทางหมอฟันของเราก็ส่งข้อความมาทางเฟซบุ๊กว่า “อยากจัดฟันไหมคะ” ตรงนี้มันทำให้เรารู้ว่าเราควรเงียบ ถ้าไม่เงียบ เราจะโดนจัดฟันและศัลยกรรมนะ เราจะเจ็บตัวนะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเงียบ และเงียบมาก

จนกระทั่งตอนกลางคืนมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในบล็อก เพราะทุกๆ สิ่งในโทรทัศน์มันเปลี่ยนไป สังคมมันเปลี่ยนไป และหลายๆ คนก็อยากได้คำตอบกับสิ่งที่เราโพสต์ เขาอยากเห็นเราโพสต์ต่อ และอยากรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่เรารู้ตัวแล้วว่าถ้าเราโพสต์ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เราเลยไม่โพสต์ ประกอบกับมีสัญญาณเตือนมาถี่ๆ ว่าถ้าโพสต์ เราจะโดนจับไปศัลยกรรมพรุ่งนี้เลยนะ

มีสัญญาณเตือนมาจากการไฟฟ้า คือ ไฟกะพริบสองทีในห้องนอนเรา มีสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์มือถือว่ามีคลิปไหนที่เราโพสต์ไม่ได้บ้าง เราเลยตัดสินใจปิดเครื่องมือสื่อสาร เพราะไม่อยากยุ่งวุ่นวายแล้ว แล้วลงมาข้างล่าง

ตอนนั้นเรายังไม่ได้กินข้าว น้าติ่งก็ให้เรามากินข้าว มื้อนั้นเป็นข้าวกะเพราหมูสับ เราก็กินไป แต่รสชาติจืดชืดมาก ไม่อร่อย น้าติ่งก็ถามว่า อร่อยไหม เราก็บอกว่าไม่ค่อยอร่อย น้าติ่งก็พูดขึ้นมาว่าไม่ค่อยอร่อยเนอะ มันทำให้เราตีความว่าถ้าเราเล่นบล็อกหรือแตะอะไรอีก เราจะพบจุดจบยังไง นั่นคือเราจะต้องเจ็บตัว

ที่บ้านก็ส่งสัญญาณ แม่แหม่มก็ส่งสัญญาณ แม่แหม่มโทรคุยกับใครไม่รู้ เรารู้ เราได้ยินเพียงว่าจะนั่งเครื่องมาพรุ่งนี้เลยใช่ไหม เราก็คิดไปสองแง่ แง่ดีคือ หลินจื้ออิ่งจะมา เพราะก่อนหน้านี้เราเคยโพสต์เพลงหลินจื้ออิ่ง หลินจื้ออิ่งอยู่ฝ่ายเหลือง หลินจื้ออิ่งจะมาผนึกกำลังกับเต๊ะ ศตวรรษ ส่วนอีกแง่ จะเป็นแง่ร้าย คือ จะมีหมอเกาหลี หรือใครสักคนมาพาเราไปทำศัลยกรรม

แล้วที่บ้านเราตอนนั้นก็เปิดช่อง 3 ตอนนั้นละครที่กำลังออนแอร์ คือ วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 แล้วมีฉากที่ให้ตัวละครที่เป็นเด็กตัดสินใจ เราก็คิดว่าน่าจะหมายถึงเรา คือ ถ้าเราตัดสินใจผิด ไปโพสต์อะไรในบล็อกต่อ เราจะต้องไปทำศัลยกรรมนะ เราเลยเลือกที่จะหยุดนิ่ง และบอกกับแม่ว่าเราจะอ่านแต่หนังสืออย่างเดียวแล้วนะ
 


แล้วตอนนั้นแม่ก็เลื่อนช่องให้ไปดูทรูปลูกปัญญาด้วย ตอนนั้นคุณเอ๊าะ พิธีกรก็กำลังนั่งสนทนากับพระอาจารย์ ที่มาสอนสามเณร ก็มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นพี่เลี้ยงสามเณรนั่งหน้าเครียดอยู่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนั้นกำลังเคร่งเครียด เราก็คิดว่าเอาละ เราต้องทำตัวอย่างพระละ คือ เราจะนิ่ง ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ดังคำสอนของท่านพุทธทาส เราคิดว่าทางนี้จะเป็นทางออกที่สวยงาม ซึ่งสำหรับเราแล้ว คืนนั้นมันสวยงามจริงๆ
 
พอเรานิ่งเฉย ไม่รับรู้ ไม่เล่น ไม่โพสต์อะไรแล้ว ก็มีคนเขียนมาชื่นชมในหนังสือมนต์คลายโกรธที่แม่หยิบมาให้อ่าน ในหนังสือมันมีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับไว เรายังทึ่ง เรายังคิดอยู่เลยว่าเดี๋ยวนี้มันพัฒนาไปเป็นอย่างนี้ได้แล้วหรือ คือ ทางโรงพิมพ์เปลี่ยนข้อความปุ๊บ ทันใดนั้นหนังสือที่เราถือก็เปลี่ยนข้อความปั๊บ เราได้เห็นรายชื่อคนที่เข้ามาชื่นชม เป็นคนที่เรารู้จัก และก็เป็นที่รู้จักในสังคมด้วยหลายคน อย่าง ปิ่น เก็จมณี พิชัยรณรงค์สงคราม แต่เขาไม่ใช้เก็จมณี เขาใช้เก็ตมณี คือ เข้าใจ เข้าใจละ ยังมีศรีตราดด้วย แต่ความจริงคือศรีปราชญ์ อะไรอย่างนี้

ภาพที่เราเห็นเป็นภาพที่เราเห็นจริงๆ ซึ่งเราคิดว่าคนในบ้าน หรือคนภายนอกก็คงไม่ได้มาเห็นอะไรอย่างนี้หรอก มันเป็นภาพในความคิดของเรา แต่มันชัดมาก ชัดจนเราคิดว่ามันเป็นจริง

คืนนั้นเราก็นอนหลับไปอย่างที่คิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว เพราะเราหาทางออกได้ดีแล้ว เราบวชแล้ว เราเป็นพระมหาสุชีพแล้ว และในตอนเช้ามันก็ตอกย้ำด้วยการที่แม่เราจัดสำรับอาหารให้ไว้โดยมีฝาชีครอบแต่ละจาน เหมือนกับเราบวชอยู่ เราเป็นพระอยู่ เรายิ่งแน่ใจว่าเราจะได้อยู่อย่างสงบ โดยที่เราก็ไม่คิดว่าวันนั้นจะเป็นวันที่แม่กับน้องพาเราเข้าโรงพยาบาล



ภาพที่แม่เห็นกับภาพที่เราเห็นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ภาพที่เราเห็น ความวุ่นวายยังไม่จบ และมันก็รุนแรงขึ้น วันนั้น (วันเดียวกับที่เราเข้าโรงพยาบาล) เราได้ยินเสียงคนขอความช่วยเหลือ เพราะวันนั้นทหารหรือตำรวจเริ่มมาเก็บแดง (ยิงแดง) เก็บทีละบ้าน แต่ความจริงทหารหรือตำรวจไม่ได้ยิง แต่เป็นการเก็บเพื่อกลบเสียงปืนของคนสีแดงที่คิดจะยิงตัวตาย เพราะทนอยู่ในสภาพที่มีแต่เหลืองไม่ได้ เราได้ยินเสียงปังอย่างชัดเจน และมีบางบ้านปล่อยนกพิราบด้วย เพื่อสื่อว่าขออิสรภาพ ส่วนบ้านที่เป็นเหลืองก็จะไม่สนใจใคร อย่างข้างบ้านเรา (บ้านพี่กบ) คนที่ดูแลบ้านก็จะกวาดใบไม้เสียงดัง ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

ส่วนบ้านเรา เราก็สะบัดผ้าเสียงดัง ทำเป็นไม่ได้ยินเช่นกัน (ที่แม่เราได้เห็นเราสะบัดผ้าแรงคือตอนนี้แหละ) เราทำเป็นไม่สนใจใคร ทั้งที่จริงๆ เราก็อยากช่วย แต่เราช่วยไม่ได้ เพราะอีกร่างหนึ่งเราก็เป็นทหาร เราเป็นทหารเรือ หลังจากตากผ้าถึงเดินรอบบ้าน แสดงออกว่าทหารกำลังเดินอยู่ กำลังเก็บกันอยู่
 


ส่วนอีกด้านในโทรทัศน์ น้องมิณทร์ หรือหมอมิณทร์ ก็กำลังแสดงความล้ำในเทคโนโลยี ด้วยการเปลี่ยนเซลล์หรือทำอะไรสักอย่างทำให้คนหนึ่งคนกลายเป็นอีกคนได้ เพียงแค่นาทีเดียว

ดังนั้น อาจารย์ที่สอนคณะโบราณคดีก็สามารถเป็นเดี่ยว สุริยนต์ได้ในพริบตา นักศึกษาก็กรี๊ดกันใหญ่ ก่อนที่อาจารย์จะกลับไปเป็นร่างเดิม นักศึกษาหลายคนอยากให้อาจารย์ไปศัลยกรรม อาจารย์เลยบอกว่า “เดี๋ยวๆๆๆ” ส่วนนักศึกษาก็ “เดี่ยวๆๆๆ” นักศึกษาที่เป็นสาวๆ เขาอยากเจอเดี่ยว
 


 
เราก็มีความเป็นเดี่ยว สุริยนต์ และมีความเป็นทหารเรือในความคิด เราแสดงออกมาด้วยการเสยผม ขยับแขน ขยับมือในท่าทางของผู้ชาย เราเดินอย่างแมนๆ ที่แม่เราเห็นว่าเดินเป็นชั่วโมงนั่นแหละ แล้วหลังจากนั้นเราก็จำภาพอะไรไม่ได้แล้ว จำได้อีกทีคือตอนที่นั่งที่โซฟาหน้าทีวี

ตอนนั้นเราอยู่กับน้องชาย และเราได้ยินน้องชายคุยโทรศัพท์ ที่แม่บอกว่าน้องคุยโทรศัพท์กับแม่ แต่สิ่งที่เราได้ยิน คือ น้องคุยโทรศัพท์กับหมอฟันของเรา แล้วคุยกับหมอฟันว่าจะให้หมอไปเป็นหมอฟันเด็ก เพราะหมอเป็นคนส่งที่สัญญาณมาหาเราว่าเราอยากจะจัดฟันไหม น้องเราเลยให้ไปเป็นหมอฟันเด็ก เพราะถ้าจะจัดฟันต้องจัดตั้งแต่เด็กๆ มาจัดตอนโต มันจัดกันลำบาก แล้วน้องก็บอกกับหมอว่าจะให้จอร์จ (ลูกชายของน้อง) ไปรักษาด้วย หมอก็แอบน้ำตาไหล ในความรู้สึกเรา เราคิดว่าหมอคงซึ้ง (เราไม่รู้นะว่าหมอแดงหรือเหลือง)

พอเสร็จจากการคุยกับหมอ เรามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ แม่กับน้องพาเราไปขึ้นรถแท็กซี่ ระหว่างที่นั่งรถ เราก็เห็นภาพอีก เราเห็นว่าต่อ (ต่อ บล็อกแก๊ง) ถูกอู๋ ธนากร โปษยานนท์จับ เพราะอู๋เป็นโปษ เป็นโปลิส เป็นตำรวจ ต่อมีความผิดตรงที่ว่าเป็นแดง แต่ด้วยความที่ว่าต่อเป็นคนดี อู๋ก็เลยไม่พาต่อเข้าคุก แต่พาต่อไปสอนหนังสือที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต่อได้สอนภาษาจีนที่นั่น และได้เห็นเด็กนักเรียนแปลงร่างได้ทั้งห้อง แปลงเป็นโดราเอมอน เป็นโปเกมอน เป็นอะไรหลากหลาย ต่อก็สนุกสนานอยู่ในโลกแฟนตาซี ตรงนี้แหละที่เราหัวเราะคิกคัก (ที่แม่เห็นน่ะ เราหัวเราะเรื่องนี้) เราก็นั่งขำอยู่ในรถแท็กซี่ เออ ไอ้ต่อมันโชคดีเว้ย โชคดีมีชัยอยู่ในโลกแฟนตาซี ตามชื่อหนังสือการ์ตูน

ต่อมันมาทางนั้น มันชอบภาษาจีน ชอบการ์ตูน มันก็ต้องไปทางนั้นแหละถูกแล้ว มันไม่ควรจะไปอยู่ในคุก มันควรจะได้ไปสนุกสนาน มีรอยยิ้มซะที แฮปปี้เอนดิ้งสำหรับต่อ ในความคิดเรา


 

แล้วหลังจากนั้น เรามารู้ตัวอีกทีก็ตอน เรามาถึงโรงพยาบาลกรุงเทพแล้ว

แต่เรื่องก็ยังไม่จบนะ

เดี๋ยวเราจะมาเล่าต่อว่าหลังจากนั้น เราคิด เราเห็น เราสัมผัสอะไรอีกบ้าง



Create Date : 28 กรกฎาคม 2562
Last Update : 28 กรกฎาคม 2562 22:15:52 น.
Counter : 90 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
บันทึกความคิด :: ข้อมูลคนละชุด (2)
 

ข้อมูลคนละชุด (2)


เราก็ได้เขียนข้อมูลที่แม่เห็นและแม่รับรู้ไปแล้ว ทีนี้ก็จะเป็นทางฝั่งของเราบ้างล่ะ

ทางฝั่งของเราจะเป็นอะไรที่แม่ไม่เห็น แม่ไม่ได้รับรู้ มีเราที่รู้และเห็นอยู่เพียงคนเดียว คนอื่นๆ ในครอบครัวก็ไม่ได้รับรู้ด้วย

เราขอเข้าเรื่องเลยนะ เรื่องมันเริ่มมาจากการที่เราโพสต์บล็อก ‘ฟังบทวิเคราะห์แฟนพันธุ์แท้ลิเวอร์พูล…’ (ดูได้ใน จิปาถะ 4) แล้วมีการตีความไปในทางการเมือง ทำให้เรารู้ว่ามันจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันจะมีเหตุการณ์ที่ไม่สงบในอนาคต (จะมีสีตีสี)

เราโพสต์เรื่องนี้ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง จากในบล็อกจะเป็นวันที่ 12 พฤษภาคม แต่จริงๆ มันคือช่วงเวลากลางดึกของวันที่ 11 (แล้วแต่ใครจะนับวันยังไง)

แล้วเราก็นอนหลับปกติ จำได้ว่าหลังจากโพสต์ไปก็ไม่มีอะไรนะ

มันเริ่มมีอะไรก็ในตอนเช้า (จริงๆ ต้องเรียกว่าสายๆ เพราะเราตื่นสาย) ในวันที่ 12 พฤษภาคม วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เราจำได้ว่าเราได้ดูรายการหลายรายการ และมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนเขาจะสื่อสารกับเรา กับครอบครัวเรา เราได้ดูรายการแหม่มบ๊อบ Let's go เราก็คิดว่าเขาแซวแม่เรา เพราะแม่เราก็ชื่อแหม่ม

ในรายการเขาพาไปเที่ยวภาคใต้ และใส่เสื้อเหลือง เราก็เริ่มคิดถึงพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าประชาธิปัตย์จะมาแน่ๆ คิดถึงคุณกรณ์ ถ้าใครติดตามบล็อกเรา จะเห็นว่าก่อนหน้านี้เราเคยโพสต์คลิปกั้งกรณ์ไว้ เราคิดว่าคุณกรณ์จะได้เป็นนายก แต่คุณกรณ์จะต้องไปติดคุกก่อน จากเหตุการณ์ที่คุณสุเทพเดินขบวนและเป่านกหวีด คุณกรณ์จะเป็นคนติดคุกแทนให้ แล้วหลังจากนั้นออกมาจะได้เป็นนายก

คุณกรณ์จะเป็นคนที่พาประเทศชาติเจริญ บอกตรงๆ เรารักและศรัทธาคุณกรณ์มาก ถ้าคุณกรณ์มาอ่าน ก็อยากจะบอกว่าหนูเป็นหนึ่งคนที่รักคุณกรณ์และเชียร์ประชาธิปัตย์ หนูอยู่สีฟ้ามาตลอดเลยค่ะ (หนูไม่ได้แดง แต่สถานการณ์มันพาไป)


 
และเพราะความรู้สึกตรงนี้ มันเลยมาโยงมาที่เรื่องถัดมา บล็อกถัดมา เราได้โพสต์เพลง ‘Thank You for Your Love ของ THANK YOU (แต๊งกิ้ว)’ เพราะถ้าคุณกรณ์มาเป็นนายก มันจะเกิดนานาชาติ จะมีนานาชาติมาลงทุน จะมีโรงเรียนนานาชาติต้นแบบ

แต่เราสื่อไปทางโรงเรียนนานาชาติ เพราะลูกคุณกรณ์จบจากโรงเรียนนานาชาติ

โรงเรียนไทยจะมีการปรับปรุง หรือถูกยุบ อย่างศรีวิกรม์ก็จะเป็นนานาชาติ โรงเรียนไทยศรีวิกรม์จะถูกยุบ เราก็เลยจะสื่อให้ทุกๆ คนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนี้แต๊งกิ้วไปเลย ไปขอบคุณคุณครูซะ เพราะจะไม่มีโรงเรียนศรีวิกรม์ที่เป็นโรงเรียนไทยอีกต่อไปแล้ว จะเป็นนานาชาติแล้ว จะมีนานาชาติอย่างเดียว นักเรียนที่เรียนศรีวิกรม์ไทยก็ต้องไปหาที่เรียนใหม่ หรือจะเรียนนานาชาติที่เขาสร้างขึ้นมาแล้วก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เราคิด
 


ต่อมากับบล็อกถัดมา ‘Connect MIN Feat.POI’ เราก็หมายถึง ถ้าเป็นพวกสีแดง ก็จะเจอกับสีเหลือง หมอเก่งจะได้เจอกับหมอมิณทร์ ถ้าป่วยเป็นอะไรละก็ หมอมิณทร์จะรักษาให้ แต่อาการจะดีขึ้นหรือเปล่านั้น เราไม่สามารถบอกได้
 




บล็อกถัดมา ‘ต่อให้โลกหยุดหมุน : C-Quint’ ญาญ่าจะกลับไปเล่นให้ช่อง 8 ช่องของอาร์เอส เพราะญาญ่าเกิดจาก MV. ของอาร์เอส แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะญาญ่า คือ ใครก็ตาม เกิดจากที่ไหน ก็ต้องกลับไปช่วยที่นั่น พวกศิลปินอาร์เอสที่ไปอยู่ค่ายอื่นก็ต้องกลับไปช่วยเฮียฮ้อ หรือใครที่ย้ายบริษัท ย้ายที่ทำงานไป คุณก็จะต้องกลับไปช่วยที่เก่าที่กำลังมีปัญหาหรือขาดทุน ให้กลับมามีกำไร
 

ต่อให้โลกหยุดหมุน เราหมายถึง ถ้าโดนที่ทำงานใหม่หรือที่ทำงานปัจจุบันรั้งตัวคุณไว้ ก็ขอให้คุณตัดสินใจกลับไปช่วยที่เก่าให้ได้ เพราะที่ทำงานเก่าทำให้คุณเกิด ถ้าไม่มีเขา คุณก็ไม่ได้มีประสบการณ์ ไม่ได้มีทุกวันนี้
 


และบล็อกสุดท้ายก่อนที่เราจะหายไป (เข้าโรงพยาบาล) คือ ‘ใจเกเร : Nice 2 Meet U’ ตรงนี้แหละที่มีปัญหา เพราะเราตั้งใจจะสื่อว่า ถ้าพวกสีแดงใจเกเรละก็ เดี๋ยวจะได้เจอปั้นจั่น เจอพวกวิศวะ ตรงนี้น่าจะทำให้พวกสีแดงไม่พอใจ และส่งผลให้เกิดอะไรแปลกๆ ตามมากับตัวเรา จนนำไปสู่การที่เราต้องเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ (แดง)
 
และอะไรแปลกๆ ที่ว่านั่น เดี๋ยวเราจะค่อยมาเล่าต่อ

เรื่องนี้ยังมีอีกยาว
 


ขอบคุณรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 26 กรกฎาคม 2562
Last Update : 28 กรกฎาคม 2562 12:38:04 น.
Counter : 79 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
บันทึกความคิด ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 :: ข้อมูลคนละชุด (1)

 
ข้อมูลคนละชุด (1)


วันที่ยี่สิบสามเป็นวันที่เราได้คุยกับแม่ถึงสาเหตุที่แม่พาเราไปโรงพยาบาล จนเราต้องแอดมิทที่นั่น เราเพิ่งได้ทราบว่าสิ่งที่แม่เห็น กับสิ่งที่เราเห็นมันแตกต่างกัน

สิ่งที่แม่เห็น หรือสิ่งที่แม่รับรู้ ก่อนหน้าวันที่จะนำเราไปโรงพยาบาลคือ เราบอกว่าตอนนี้โทรทัศน์ทุกช่องกำลังแอนตี้สีแดง ทุกๆ คนก็เลยใส่สีเหลือง แล้ววันนั้นเราก็บอกกับแม่ว่าเราจะไม่ใช้เครื่องมือสื่อสารอะไรอีกต่อไปแล้ว เราจะอ่านแต่หนังสือ เหมือนหวาดระแวง แม่บอกว่าเคยมีลูกเพื่อนแม่คนหนึ่งเป็นคล้ายๆ กับเราแล้วต้องไปรักษา คือ เขาบอกว่าโทรศัพท์ถูกดักฟัง แต่ในเคสของเรา เราไม่กล้าใช้โทรศัพท์

แล้ววันรุ่งขึ้นที่แม่ตัดสินใจพาเราไปโรงพยาบาล คือ วันนั้นเรานั่งซึมอยู่หน้าคอมฯ แม่เห็นท่าไม่ดีเลยชวนมาออกกำลังกาย พอแม่ชวนมาออกกำลังกาย เราก็เดินเป็นชั่วโมงเลย ไม่ยอมหยุด ก่อนหน้านั้นเราช่วยแม่ตากผ้า เราก็สะบัดผ้าแรงมาก แม่ก็เห็นอะไรที่ผิดปกติแล้ว ยิ่งมาเห็นเราเดินเป็นชั่วโมง เรียกให้เข้าบ้านไปดื่มน้ำแดงแล้วไม่เข้า ก็ยิ่งผิดปกติใหญ่ แม่เลยโทรไปหาน้องชายเรา ให้มาช่วยหน่อย

น้องชายเราเขาจะพอรู้เรื่องพวกนี้ เพราะเขาเป็นไบโพลาร์ มีภาวะสารเคมีในสมองผิดปกติเหมือนกัน แต่รักษาแล้วอาการดีขึ้นแล้ว เขาก็เลยมาช่วยได้ นี่ถ้าเป็นช่วงที่น้องป่วยหนักๆ น้องคงมาไม่ได้เลย และแม่ก็คงจะวุ่นวายมาก เพราะทางลูกชายก็ป่วย ลูกสาวก็ป่วย ไม่รู้จะแยกร่างยังไง


ทีนี้น้องชายเราก็มา ตอนนั้นเราก็อยู่ในห้องน้ำ อันนี้แม่เป็นคนเล่า แม่บอกว่าเราไม่ยอมออกจากห้องน้ำสักที แม่จะเข้าไปปัสสาวะแม่ก็เข้าไม่ได้ แม่เลยไปเข้าชั้นสอง แม่เข้าเสร็จแล้ว เราก็ยังไม่ออกจากห้องน้ำอีก ก็เลยให้น้องลองมาคุย แม่ถามว่าจะให้น้องไปคุยข้างในห้องน้ำ หรือจะคุยข้างนอก แต่เหมือนเราจะเงียบ

แม่ถามว่าให้มาคุยข้างในห้องน้ำได้ไหม เราก็พยักหน้า แม่เลยบอกว่าลูกต้องนุ่งกางเกงก่อน แม่จึงให้เราลุกขึ้นแล้วแม่ก็ใส่กางเกงให้ แล้วก็ถามเราอีกทีหนึ่งว่า เราจะออกไปคุยข้างนอกห้องน้ำ หรือจะให้น้องเข้ามาคุยในห้องน้ำ เราบอกว่าออกไปข้างนอกดีกว่า แล้วเราก็ออกมานั่งที่โซฟาหน้าทีวี มานั่งคุยกับน้องชาย(โต้ง) ส่วนแม่ก็เดินไปฝากพี่นินซึ่งเป็นญาติๆ กันซื้อข้าวมันไก่ 3 ห่อ พอกลับจากบ้านพี่นิน โต้งก็บอกว่าเราไม่พูดอะไรเลย

แม่ถามว่าจะไปโรงพยาบาลไหม โชคดีที่เราพยักหน้า ถ้าเราไม่พยักหน้า ไม่ตอบตกลง ก็คงไม่รู้จะเอายังไง เพราะการที่คนป่วยไม่ยอมให้ความร่วมมือ คนดูแลจะลำบากมาก

พอเราพยักหน้าปั๊บ แม่เราก็เลยไปเปลี่ยนเสื้อแล้วไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าปากซอยใหญ่ ตรงหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเต็งใช้ฮวด เพราะเรียกที่หน้าปากซอยย่อยบ้านเราแล้ว ไม่มีแท็กซี่คันไหนไป

หลังจากนั้นแม่ก็โทรมาบอกน้องชายเราว่าแม่ได้แท็กซี่แล้วนะ พอแท็กซี่มาถึง น้องกับแม่ก็พาเราขึ้นแท็กซี่ไป เราจำเหตุการณ์ตอนที่ขึ้นแท็กซี่ได้ เราจำได้ว่าเรานั่งตรงกลาง แม่นั่งฝั่งซ้าย น้องนั่งฝั่งขวา

แม่บอกว่าระหว่างทาง เราก็หัวเราะคิกคักๆ (ไอ้ตรงที่เราหัวเราะ เดี๋ยวเราจะมาบอกอีกทีว่าเราหัวเราะเรื่องอะไร)


พอไปถึงโรงพยาบาล เราก็ได้ขึ้นเตียงในห้องห้องหนึ่ง ในห้องนี้เราก็คิดภาพไปอีกแบบ เราไม่ได้คิดว่าจะมีหมอเข้ามา เราถึงไม่รู้ว่ามีหมอมาพูดคุยกับเราด้วยนะ

หมอที่รักษาเรา วันนั้นเขาเป็นหมอเวร แม่บอกว่าเขามาคุยกับเราแล้วเราไม่ยอมพูด การที่เราไม่ยอมสื่อสารมันคืออาการหนักละ ถ้าเราพูด เราอาจจะไม่ต้องแอดมิท แต่เราไม่พูด หมอก็เลยให้แอดมิทเลย เราก็เลยได้มาอยู่ในโรงพยาบาลที่เราก็ไม่คิดว่าในชีวิตเราจะได้เข้ามา

อะ เราบอกให้ก็ได้ โรงพยาบาลนั้นคือโรงพยาบาลกรุงเทพ

จริงๆ ไม่อยากบอก แต่บอกๆ ไปหน่อยแล้วกัน จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเป็นโรงพยาบาลอื่น


เราอยู่โรงพยาบาลกรุงเทพ เราพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย เราคิดว่ามันคงสูงลิบ เพราะเราอยู่ไปสิบแปดวัน

เราถึงบอกไงถ้าเราไม่มีตังค์ เราจะไปอยู่ศรีธัญญา แต่นี่พ่อเรามีตังค์ ก็แล้วแต่พ่อแล้วกัน พ่อจ่าย

บอกตรงๆ ตอนนี้สงสารพ่อกับแม่มาก เพราะลูกป่วยทั้งสองคน แต่ตอนนี้ยังดีที่น้องเราไม่ต้องกินยาเยอะเหมือนก่อน ถ้าน้องเราต้องกินยาเยอะเหมือนก่อนหรือต้องแอดมิท สตางค์ในกระเป๋าพ่อก็คงจะสะเทือนมาก เพราะค่ายามันแพง และแม่เราก็คงจะเหนื่อย เพราะต้องวิ่งดูแลน้องกับเรา

สงสารอะ ทำไมพ่อกับแม่เราต้องมาลำบากในตอนแก่วะ

แต่บอกตรงๆ เราก็ไม่ได้อยากจะเป็น เราอยากจะหายใจจะขาด เราอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่เราทำไม่ได้ ที่ทำได้อยู่ในทุกวันนี้คือดีสุดแล้ว

เรายังดีที่เรายังช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานบ้านได้ ถ้าเราทำงานบ้านไม่ได้ ตัวแข็งๆ เดินช้าๆ แม่เราจะเหนื่อยหนักกว่านี้ (คือ เราเคยตัวแข็ง เดินช้าๆ อยู่ช่วงหนึ่งที่กลับมาบ้าน จนไปพบหมออีกรอบ หมอเลยเพิ่มยาอีกตัวให้)

เราก็ไม่อยากจะโทษว่าเป็นเพราะสี หรือเป็นเพราะใคร หรือเป็นเพราะบล็อก แต่เราอยากจะบอกว่าถ้าเราไม่ได้เล่นบล็อกนี้ เราก็คงจะสบายกว่านี้ เพราะไม่มีเรื่องให้เครียด

ถ้าเราไปแต่งกลอน ไปอยู่บ้านกลอนไทย ก็ไม่มีสีแล้ว

เราคิดผิด แต่มันก็สายไปแล้ว มันทำอะไรไม่ได้แล้ว เรื่องมันเกิดไปแล้ว ได้แต่ยอมรับและทำใจ

แต่เราอยากบอกว่าไม่ต้องห่วงนะ ทุกคนจะโดนเหมือนกันหมด สิ่งที่เราโดนทุกคนก็จะต้องโดน แต่จะโดนอะไรเราไม่รู้ (แต่เรารู้ว่าพี่ศรีจะโดนอะไร) เอาเป็นว่ามันเป็นกรรมแล้วกัน

เราถือว่าเป็นกรรม และเราก็ถือว่าเราได้เรียนรู้ เราได้บทเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เราไม่คิดมาก ถ้าเราต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลอีก เราก็คิดเหมือนเดิม คิดว่าไปอยู่โรงเรียนประจำ เพราะตื่นเช้ามาแต่ละวันก็จะมีกิจกรรม มีอะไรให้เราได้เรียนตลอด เราก็ได้กลับไปเรียนทำขนม (ตอนที่แอดมิทอยู่ที่นั่น เราได้เรียนทำขนมด้วยล่ะ) ก็สนุกดี ได้โยคะด้วย

ไม่มีอะไรหรอก ถ้าใจเรารับได้ เราก็สบาย

เราก็หวังว่าทุกคนจะสบายนะ...



Create Date : 25 กรกฎาคม 2562
Last Update : 28 กรกฎาคม 2562 17:15:01 น.
Counter : 67 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
บันทึกความคิด ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 (4)

 
ผม... ธรรม์ โทณะวณิก


ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าเราเป็นแฟนดารารุ่นเก่าหลายคน เราชื่นชอบผลงานของดารารุ่นของธรรม์ ซึ่งดารารุ่นนี้ก็มีหลายคนที่ยังแสดงอยู่ อย่างกัปตัน ภูธเนศ, แอนดริว, อั๊ต อัษฎา เป็นต้น แต่ดาราหลายคนก็เสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร อย่างธรรม์ โทณะวณิก, เล็ก ศรัณย์, จอห์น ดีแลน, อ๊อฟ อภิชาติ ถ้าหากถามเด็กๆ ยุคนี้ก็คงงงๆ กัน มีแต่รุ่นเราเท่านั้นที่รู้จัก

การเสียชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ เราก็พอรู้มาคร่าวๆ ก็ไม่ได้เจาะลึกอะไร แต่เรามาเอะใจในวันที่ยี่สิบสอง จริงๆ ต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้าวันที่ยี่สิบสอง คือ วันที่ยี่สิบเอ็ด เราได้ทำโลโก้สำนักพิมพ์ของตัวเองเพื่อจะขายผลงานของตัวเองใน Meb

เราก็เอานามปากกาเรามาตั้ง แต่เป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ มันจะได้ว่า CNP


 

ทีนี้วันที่ยี่สิบสอง เราก็เข้าเฟซบุ๊ก วันนั้นก็มีรูปพี่ธรรม์มาให้เราดูเยอะมาก จากแฟนเพจแฟนคลับพี่ธรรม์ และก็ได้ดูรูปของน้องศีลปัจจุบัน (เราเป็นเพื่อนกับน้องศีล น้องชายพี่ธรรม์ในเฟซบุ๊ก) ตอนนั้นเราก็นึกอยากเสิร์ชชื่อพี่ธรรม์ในกูเกิล ทีนี้พอเสิร์ชปุ๊บก็เจอเลย เจอสิ่งที่ทำให้เราเอะใจ รู้สึกแปลกๆ จากข่าวการตายของพี่ธรรม์จากเว็บข่าวสด



คือชื่อคอนโดมิเนียมที่พี่ธรรม์พักอาศัย มันตรงกับชื่อย่อสำนักพิมพ์ของเราพอดี ซีเอ็นพี เฮ้ย! มันจะตรงเกินไปนะ แล้วจำนวนชั้นของตึกกับวันที่ที่พี่ธรรม์ตาย ก็ตรงกับเลขวันเกิดของพ่อกับวันเกิดของคุณยายคือสิบหก มันจะอะไรขนาดนั้น ไม่อยากจะเชื่อ

เราเลยคิดว่าร่างอีกร่างหนึ่งของเราน่าจะมีพี่ธรรม์อยู่ แต่มันจะจริงหรือไม่จริง หรือจะเป็นการที่เราคิดไปเอง เราก็ไม่สามารถบอกได้

เราแค่รู้สึก รู้สึกแปลกๆ เท่านั้น...





Create Date : 24 กรกฎาคม 2562
Last Update : 24 กรกฎาคม 2562 15:19:52 น.
Counter : 90 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

BlogGang Popular Award#15



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com