บันทึกความคิด ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 :: ข้อมูลคนละชุด (1)

 
ข้อมูลคนละชุด (1)


วันที่ยี่สิบสามเป็นวันที่เราได้คุยกับแม่ถึงสาเหตุที่แม่พาเราไปโรงพยาบาล จนเราต้องแอดมิทที่นั่น เราเพิ่งได้ทราบว่าสิ่งที่แม่เห็น กับสิ่งที่เราเห็นมันแตกต่างกัน

สิ่งที่แม่เห็น หรือสิ่งที่แม่รับรู้ ก่อนหน้าวันที่จะนำเราไปโรงพยาบาลคือ เราบอกว่าตอนนี้โทรทัศน์ทุกช่องกำลังแอนตี้สีแดง ทุกๆ คนก็เลยใส่สีเหลือง แล้ววันนั้นเราก็บอกกับแม่ว่าเราจะไม่ใช้เครื่องมือสื่อสารอะไรอีกต่อไปแล้ว เราจะอ่านแต่หนังสือ เหมือนหวาดระแวง แม่บอกว่าเคยมีลูกเพื่อนแม่คนหนึ่งเป็นคล้ายๆ กับเราแล้วต้องไปรักษา คือ เขาบอกว่าโทรศัพท์ถูกดักฟัง แต่ในเคสของเรา เราไม่กล้าใช้โทรศัพท์

แล้ววันรุ่งขึ้นที่แม่ตัดสินใจพาเราไปโรงพยาบาล คือ วันนั้นเรานั่งซึมอยู่หน้าคอมฯ แม่เห็นท่าไม่ดีเลยชวนมาออกกำลังกาย พอแม่ชวนมาออกกำลังกาย เราก็เดินเป็นชั่วโมงเลย ไม่ยอมหยุด ก่อนหน้านั้นเราช่วยแม่ตากผ้า เราก็สะบัดผ้าแรงมาก แม่ก็เห็นอะไรที่ผิดปกติแล้ว ยิ่งมาเห็นเราเดินเป็นชั่วโมง เรียกให้เข้าบ้านไปดื่มน้ำแดงแล้วไม่เข้า ก็ยิ่งผิดปกติใหญ่ แม่เลยโทรไปหาน้องชายเรา ให้มาช่วยหน่อย

น้องชายเราเขาจะพอรู้เรื่องพวกนี้ เพราะเขาเป็นไบโพลาร์ มีภาวะสารเคมีในสมองผิดปกติเหมือนกัน แต่รักษาแล้วอาการดีขึ้นแล้ว เขาก็เลยมาช่วยได้ นี่ถ้าเป็นช่วงที่น้องป่วยหนักๆ น้องคงมาไม่ได้เลย และแม่ก็คงจะวุ่นวายมาก เพราะทางลูกชายก็ป่วย ลูกสาวก็ป่วย ไม่รู้จะแยกร่างยังไง


ทีนี้น้องชายเราก็มา ตอนนั้นเราก็อยู่ในห้องน้ำ อันนี้แม่เป็นคนเล่า แม่บอกว่าเราไม่ยอมออกจากห้องน้ำสักที แม่จะเข้าไปปัสสาวะแม่ก็เข้าไม่ได้ แม่เลยไปเข้าชั้นสอง แม่เข้าเสร็จแล้ว เราก็ยังไม่ออกจากห้องน้ำอีก ก็เลยให้น้องลองมาคุย แม่ถามว่าจะให้น้องไปคุยข้างในห้องน้ำ หรือจะคุยข้างนอก แต่เหมือนเราจะเงียบ

แม่ถามว่าให้มาคุยข้างในห้องน้ำได้ไหม เราก็พยักหน้า แม่เลยบอกว่าลูกต้องนุ่งกางเกงก่อน แม่จึงให้เราลุกขึ้นแล้วแม่ก็ใส่กางเกงให้ แล้วก็ถามเราอีกทีหนึ่งว่า เราจะออกไปคุยข้างนอกห้องน้ำ หรือจะให้น้องเข้ามาคุยในห้องน้ำ เราบอกว่าออกไปข้างนอกดีกว่า แล้วเราก็ออกมานั่งที่โซฟาหน้าทีวี มานั่งคุยกับน้องชาย(โต้ง) ส่วนแม่ก็เดินไปฝากพี่นินซึ่งเป็นญาติๆ กันซื้อข้าวมันไก่ 3 ห่อ พอกลับจากบ้านพี่นิน โต้งก็บอกว่าเราไม่พูดอะไรเลย

แม่ถามว่าจะไปโรงพยาบาลไหม โชคดีที่เราพยักหน้า ถ้าเราไม่พยักหน้า ไม่ตอบตกลง ก็คงไม่รู้จะเอายังไง เพราะการที่คนป่วยไม่ยอมให้ความร่วมมือ คนดูแลจะลำบากมาก

พอเราพยักหน้าปั๊บ แม่เราก็เลยไปเปลี่ยนเสื้อแล้วไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าปากซอยใหญ่ ตรงหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเต็งใช้ฮวด เพราะเรียกที่หน้าปากซอยย่อยบ้านเราแล้ว ไม่มีแท็กซี่คันไหนไป

หลังจากนั้นแม่ก็โทรมาบอกน้องชายเราว่าแม่ได้แท็กซี่แล้วนะ พอแท็กซี่มาถึง น้องกับแม่ก็พาเราขึ้นแท็กซี่ไป เราจำเหตุการณ์ตอนที่ขึ้นแท็กซี่ได้ เราจำได้ว่าเรานั่งตรงกลาง แม่นั่งฝั่งซ้าย น้องนั่งฝั่งขวา

แม่บอกว่าระหว่างทาง เราก็หัวเราะคิกคักๆ (ไอ้ตรงที่เราหัวเราะ เดี๋ยวเราจะมาบอกอีกทีว่าเราหัวเราะเรื่องอะไร)


พอไปถึงโรงพยาบาล เราก็ได้ขึ้นเตียงในห้องห้องหนึ่ง ในห้องนี้เราก็คิดภาพไปอีกแบบ เราไม่ได้คิดว่าจะมีหมอเข้ามา เราถึงไม่รู้ว่ามีหมอมาพูดคุยกับเราด้วยนะ

หมอที่รักษาเรา วันนั้นเขาเป็นหมอเวร แม่บอกว่าเขามาคุยกับเราแล้วเราไม่ยอมพูด การที่เราไม่ยอมสื่อสารมันคืออาการหนักละ ถ้าเราพูด เราอาจจะไม่ต้องแอดมิท แต่เราไม่พูด หมอก็เลยให้แอดมิทเลย เราก็เลยได้มาอยู่ในโรงพยาบาลที่เราก็ไม่คิดว่าในชีวิตเราจะได้เข้ามา

อะ เราบอกให้ก็ได้ โรงพยาบาลนั้นคือโรงพยาบาลกรุงเทพ

จริงๆ ไม่อยากบอก แต่บอกๆ ไปหน่อยแล้วกัน จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเป็นโรงพยาบาลอื่น


เราอยู่โรงพยาบาลกรุงเทพ เราพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย เราคิดว่ามันคงสูงลิบ เพราะเราอยู่ไปสิบแปดวัน

เราถึงบอกไงถ้าเราไม่มีตังค์ เราจะไปอยู่ศรีธัญญา แต่นี่พ่อเรามีตังค์ ก็แล้วแต่พ่อแล้วกัน พ่อจ่าย

บอกตรงๆ ตอนนี้สงสารพ่อกับแม่มาก เพราะลูกป่วยทั้งสองคน แต่ตอนนี้ยังดีที่น้องเราไม่ต้องกินยาเยอะเหมือนก่อน ถ้าน้องเราต้องกินยาเยอะเหมือนก่อนหรือต้องแอดมิท สตางค์ในกระเป๋าพ่อก็คงจะสะเทือนมาก เพราะค่ายามันแพง และแม่เราก็คงจะเหนื่อย เพราะต้องวิ่งดูแลน้องกับเรา

สงสารอะ ทำไมพ่อกับแม่เราต้องมาลำบากในตอนแก่วะ

แต่บอกตรงๆ เราก็ไม่ได้อยากจะเป็น เราอยากจะหายใจจะขาด เราอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่เราทำไม่ได้ ที่ทำได้อยู่ในทุกวันนี้คือดีสุดแล้ว

เรายังดีที่เรายังช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานบ้านได้ ถ้าเราทำงานบ้านไม่ได้ ตัวแข็งๆ เดินช้าๆ แม่เราจะเหนื่อยหนักกว่านี้ (คือ เราเคยตัวแข็ง เดินช้าๆ อยู่ช่วงหนึ่งที่กลับมาบ้าน จนไปพบหมออีกรอบ หมอเลยเพิ่มยาอีกตัวให้)

เราก็ไม่อยากจะโทษว่าเป็นเพราะสี หรือเป็นเพราะใคร หรือเป็นเพราะบล็อก แต่เราอยากจะบอกว่าถ้าเราไม่ได้เล่นบล็อกนี้ เราก็คงจะสบายกว่านี้ เพราะไม่มีเรื่องให้เครียด

ถ้าเราไปแต่งกลอน ไปอยู่บ้านกลอนไทย ก็ไม่มีสีแล้ว

เราคิดผิด แต่มันก็สายไปแล้ว มันทำอะไรไม่ได้แล้ว เรื่องมันเกิดไปแล้ว ได้แต่ยอมรับและทำใจ

แต่เราอยากบอกว่าไม่ต้องห่วงนะ ทุกคนจะโดนเหมือนกันหมด สิ่งที่เราโดนทุกคนก็จะต้องโดน แต่จะโดนอะไรเราไม่รู้ (แต่เรารู้ว่าพี่ศรีจะโดนอะไร) เอาเป็นว่ามันเป็นกรรมแล้วกัน

เราถือว่าเป็นกรรม และเราก็ถือว่าเราได้เรียนรู้ เราได้บทเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เราไม่คิดมาก ถ้าเราต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลอีก เราก็คิดเหมือนเดิม คิดว่าไปอยู่โรงเรียนประจำ เพราะตื่นเช้ามาแต่ละวันก็จะมีกิจกรรม มีอะไรให้เราได้เรียนตลอด เราก็ได้กลับไปเรียนทำขนม (ตอนที่แอดมิทอยู่ที่นั่น เราได้เรียนทำขนมด้วยล่ะ) ก็สนุกดี ได้โยคะด้วย

ไม่มีอะไรหรอก ถ้าใจเรารับได้ เราก็สบาย

เราก็หวังว่าทุกคนจะสบายนะ...



Create Date : 25 กรกฎาคม 2562
Last Update : 28 กรกฎาคม 2562 17:15:01 น.
Counter : 67 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

BlogGang Popular Award#15



comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com