กล้องใหม่ + อุปกรณ์ใหม่ แต่ฝีมือแย่อย่างเดิม ตอนที่ 7
ในที่สุดเราก็มาถึงตอนที่ 7 แล้ว ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงบ้า และยอมเสียเงินมากมายให้กับงานอดิเรกชิ้นนี้ของผมเนี่ย ยิ่งมาเขียน blog เก็บไว้อย่างนี้ยิ่งเห็นชัดว่าผมหมดเงินไปเท่าไรแล้ว มาคราวนี้ผมจะมาแนะนำสมาชิกใหม่ของบ้านผมครับ เพิ่งจะได้มาไม่นานนี้กำลังเห่อสุดๆ เห่อขนาดที่เลิกพกพา Canon 50D + 24-105 F4 L IS ของผมไปไหนมาไหนเลยแหล่ะครับ ตอนนี้ไปไหนก็พกตัวนี้ตัวเดียวเลยครับและสมาชิกใหม่ของครอบครัวกล้องของผมคือ กล้องน้อยๆตัวนี้นั่นเอง *ขอขอบคุณภาพจาก Lomography.com นะครับกล้องตัวนี้เป็นกล้อง Lomo ครับมีชือว่ากล้อง LC-A+ โดยที่กล้องนี้เป็นกล้องฟิล์มครับ ใช้ฟิล์มขนาด 135 หรือฟิล์ม 35mm ที่คุ้นเคยกันนั่นแหล่ะครับผมซื้อกล้อง LC-A+ ตัวนี้มาจากฮ่องกงครับ เพราะว่าราคาที่ฮ่องกงถูกกว่าไทยราวๆ 2-3พันบาทแหน่ะ แล้วเป็นจังหวะที่ผมจะไปเที่ยวพอดีเลยดั้นด้นตามหาร้าน Lomography Gallary สาขาฮ่องกง จนได้มาไว้ในครอบครอง ในราคา HKD $1980 ครับรูป Package ครับ เป็นกล่องไม้ อลังการมากครับ *ขอขอบคุณภาพจาก Lomography.com นะครับในแพคเกจก็จะมีกล่องไม้ ฟิล์ม ISO 100 2ม้วน สายลั่นชัตเตอร์ สายคล้องข้อมือ คู่มือ และ หนังสือรวมภาพและเทคนิคการใช้เล่มใหญ่เบ้อเริ่มอีก 1 เล่ม ก็คุ้มค่าคุ้มราคาครับ จัดมาเต็มๆแบบครบๆเลยสำหรับแพคเกจนี้ (รู้สึกว่าแพคเกจนี้เป็นแบบใหม่นะครับ เพราะว่าที่เห็นขายในไทยเป็นกล่องไม้ที่เล็กกว่านี้ครึ่งนึง คงเป็นที่หนังสือที่แถมมาครับทำให้กล่องนี้ใหญ่เบ้อเริ่ม)หลังจากซื้อได้ลองใช้ลองเล่นแล้วมีความสุขและสนุกมากๆครับ ได้กลับมาเล่นฟิล์มอีกครั้งหลังจากไม่ได้เล่นมาเป็นสิบปี (แสดงว่าผมแก่ใช่ไหมเนี่ยทันเล่นกล้องฟิล์มสมัยก่อนมี digital ด้วย ) เวลาถ่ายก็ไม่ต้องมาเกร็งมาคิดเรื่องทฤษฎีการถ่ายรูป การวาง composition จุดตัดเก้าช่อง foreground background ชัดลึก ชัดตื้น ฯลฯ อยากถ่ายก็ขึ้นฟิล์ม ตั้งระยะ focus กดชัตเตอร์แชะ ไม่ต้องไปคิดมากอะไร (คอยคิดแต่เงินค่าล้างรูปที่จะตามมาดีกว่า 55555 )อย่างที่สโลแกนของชาว lomo ว่าไว้ว่า Don't Think, Just Shoot ครับส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมของกล้องตัวนี้ขอยกไปไว้ตอนหน้านะครับ อยากลงรายละเอียดนิดหน่อยครับ (ผิดนิสัยการเขียน blog ของผมเลยนะเนี่ย ) เพราะอยากให้คนที่เข้ามาอ่านได้รู้จักกล้องโบราณ (แต่ผลิตใหม่) ตัวนี้สักหน่อยเอาภาพจากกล้องตัวนี้มาฝากนิดหน่อยครับ
กล้องใหม่ + อุปกรณ์ใหม่ แต่ฝีมือแย่อย่างเดิม ตอนที่ 6
กลับมา update Blog อีกครั้งแล้วครับ ก็นานๆ update ที ตามแต่อารมณ์และความรู้สึกครับ บางครั้งก็นานมากจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองทำ blog ไว้ด้วย 5555 สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ 6 แล้วสำหรับ series การเสียตังค์ของผม ที่ทุ่มเท ทุ่มทุนลงไปกับของเล่นราคาแพงที่เค้าเรียกกันว่ากล้องถ่ายรูปครับ เนื่องจากความบ้าซื้อของผมเอง ทำให้ผมมีกล้อง มี เลนส์ มีโน่นนั่นนี่เยอะแยะไปหมด พอเริ่มมีของแพงอย่าง Canon 50D และเลนส์ขอบแดงอย่าง 24-105 F4 L IS ก็เริ่มคิดได้ว่าของทั้งหมดที่มีมันหลายเงินนะเนี่ย คงต้องดูแลรักษากันมากกว่าปกติหน่อย เพราะแต่เดิมผมจะเก็บกล้องและเลนส์ในกล่องเก็บอาหาร ยี่ห้อ Super Lock และใส่ Silica gel ไว้ในกล่องนิดหน่อยครับ** ขอขอบคุณภาพจาก kitchenwaremarket นะครับถ้าใครงบน้อย ของไม่เยอะผมแนะนำเลยครับ ใช้ดีราคาถูกครับ แต่ที่ผมต้องเปลี่ยนคือผมมีทั้งหมด 3 ใบ และของเต็มแน่นทุกใบเลย และเริ่มไม่มีที่จะเก็บกล่อง super lock แล้วครับ เลยยอมทุ่มเงิน ตัดใจ กลั้นใจ และตัดสินใจซื้อตู้กันชื้น (dry cabinet) มาเก็บอุปกรณ์ดีกว่า ก็เริ่มหาข้อมูลแล้วว่ายี่ห้อไหน รุ่นไหน ขนาดเท่าไรเหมาะสมกับเงินและจำนวนของๆผม จากการหาข้อมูลก็จะพบว่าในไทยจะนิยมกันอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ และมีขายอยู่ไม่กี่ยี่ห้อนั่นแหล่ะครับ ที่นิยมกันก็มี Huitong, Wonderful เป็นยี่ห้อจากแถวๆจีนและไต้หวันครับ ยี่ห้ออื่นอาจจะมีแต่คงแพงกว่านี้และคงไม่ได้ทำมาเพื่อใช้ในระดับ consumer อย่างผมหรือคนเล่นกล้องทั่วๆไป ซักเท่าไร เมื่อได้ยี่ห้อ ก็หารุ่น และราคาครับ ด้วยความที่ประหยัดงบผมจึงตัดรุ่นที่เป็น digital ทั้งหมดออกไปก่อนเลย มันแพงกว่าแบบเข็มวัดความชื้นเยอะเลยครับ คิดไปคิดมาก็ฟันธงลงไปที่ยี่ห้อ Wonderful ครับ ไม่ใช่ว่ามันดีอะไรมากหรอกเลือกเพราะมันถูกครับ ถูกว่า Huitong แม้จะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างบอกไว้ว่า Huitong ดีแสนดี ทนแสนทน ผมก็ตัดใจปิดหูปิดตา เลือก wonderful ครับ ก็มุ่งตรงไปร้านเจ้าประจำของผม (ร้านโลกกล้องสาขาโรงหนังแถวรัชโยธิน) เพื่อดูของจริง ขนาดจริง และราคาจริงครับ และแล้วผมก็ได้มาครับตู้กันชื้น Wonderful รุ่น AD088 ขนาด 70ลิตร ในราคาเจ็ดพันกว่าบาทครับ หน้าตาตู้ก็เป็นเหล็กสีดำมี 3 ชั้นปรับระดับได้ครับ และมีเข็มบอกความชื้นและอุณหภูมิ อยู่หน้าตู้ครับ (ในวงเดียวกันจะบอก 2 อย่างครับ) โดยตู้นี้จะต้องเสียบปลั๊กไฟไว้ครับ เพื่อให้ตัวดูดความชื้นแบบไฟฟ้า ทำงานเมื่อความชื้นเกินกว่าที่ตั้งไว้ครับ เป็นการทำงานระบบแบบง่ายๆครับ (ของถูกก็อย่างนี้แหล่ะครับ ) เราจะเลือกตั้งได้ 3 ระดับ L M และ H ครับ ซึ่งในคู่มือ (กระดาษบางๆ 2 แผ่น) แนะนำให้เลือกไว้ที่ M สำหรับกล้องและอุปกรณ์ทั่วๆไปครับ โดยที่ความชื้นจะอยู่ระหว่าง 30-55 ครับ เจ้าตัวดูดนี้จะติดตั้งอยู่ภายใน และในขณะทำงานจะมีไฟสีแดงติดครับ (ผมได้เห็นไฟแดงมันติดแค่ตอนครั้งแรกเองครับ ของผมมันเสียไหมเนี่ย )สำหรับตอนที่ 6 คงขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เพราะมีตอนที่ 7 และตอนต่อๆไปอีกแน่นอน ยังเหลือของอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้เอามาเล่าเลยครับ To Be Continued...
กล้องใหม่ + อุปกรณ์ใหม่ แต่ฝีมือแย่อย่างเดิม ตอนที่ 5
กลับมาเล่าเรื่องการเสียเงินซื้อกล้องและอุปกรณ์ของผมอีกแล้ว คราวนี้ตอนที่ 5 แล้วครับ เป็นของแรงของแพงเสียด้วย ในตอนแรกไม่ได้คิดเลยที่จะซื้อเลนส์มาเพิ่มอีก เพราะที่มีก็ใช้ไม่หมดแล้ว แต่พอดีตัวผมดันเหลือวันลาพักร้อนหลายวัน และต้องใช้ให้หมดก่อนเมษายน เลยวางแผนไปเที่ยวกับภรรยาสุดที่รักดีกว่า จัดแจงดำเนินการวางแผนการเที่ยวเรียบร้อย เลยแวะหาข้อมูลรีวิวที่คนอื่นเค้าเคยไปเที่ยวมาแล้วไปเจอภาพถ่ายที่สวยมากๆๆจากกล้อง 7D + 24-70 f2.8L โอ้ๆ กิเลศพรุ่งปี๊ดๆทะลุปรอททันที ภาพจากเลนส์ L มันช่างเย้ายวนเสียนี่กะไร เอาหล่ะงั๊นลองหาข้อมูลเลนส์เกรดดีๆ ดูดีกว่าว่าเราเหมาะกับตัวไหน หาอยู่ 1-2 อาทิตย์ ตกลงเหลือตัวเลือก 2 ตัวคือ- Canon EFs 17-55 f2.8 IS- Canon EF 24-105 f4L IS ตัวแรกใครๆก็เรียกเค้าว่าเทพตัวคูณ ด้วยช่วงที่เหมาะ f กว้างๆ แถมมี IS ราคาประมาณ 35,xxx บาท ตัวสองมีดีที่เป็น L ขอบแดงตระกูลในฝันของคนเล่นกล้อง canon ทุกคน ช่วงดีมากๆ เสียที wide น้อยไปหน่อยและเป็น f4 ราคา 37xxx บาท (กล่องขาว ถอดออกจากชุด kit 5D mII)หลังจากหาข้อมูลได้แล้วก็ไปลองเล่นเลนส์ทั้งสองตัวที่ร้าน World Camera และก็ Foto file หลังจากไปลองเล่นพร้อมกับข้อมูลเต็มหัวปรากฏว่าเลือกไม่ถูกครับ ปวดหัวหนักว่าเดิม ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเอาตัวไหนดี นั่งคิดนอนคิดอีกเป็นอาทิตย์ก็ยังคิดไม่ออก เลยจับเอาข้อมูลสินค้า ข้อมูลของที่เรามีอยู่ สภาวะแวดล้อมที่จะนำไปใช้ ก็ฟันธงดังโช๊ะ ที่เลนส์ ......Canon EF 24-105 F4 L IS ครับ ที่เลือกตัวนี้เพราะ1. เป็นเลนส์ L คุณภาพ body และชิ้นเลนส์ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว2. 17-55 f2.8 IS บอดี้มันห่วยจริงๆครับ3. เลนส์ L มี Hood และ ถุงแถมให้ด้วยครับ แค่ hood ถ้าซื้อเพิ่มสำหรับ 17-55 ก็อีกสองพันบาทแหน่ะ4. ช่วงที่ยาวกว่า5. ผมมี Sigma 10-20 อยู่แล้วเมื่อได้ 24-105 มามันต่อช่วงกันค่อนข้างดี 2 ตัวเที่ยวทั่วโลกครับก็ตกลงซื้อ 24-105 f4L IS มาจากร้าน World Camera สาขารัชโยธินที่เดิมในราคา 37,xxx บาทครับ ตัวเลนส์Hoodถุงใส่เลนส์* ขอขอบคุณรูปจากร้าน B&H (//www.bhphotovideo.com) นะครับอุปกรณ์ที่ได้ครบครันมากๆครับสรุปว่าตั้งแต่กล้อง+แฟลช+เซตถ่าน Eneloop+เลนส์ 50mm +เลนส์ 24-105 f4L ผมซื้อที่ World Camera สาขารัชโยธินทั้งหมดเลย ไม่ได้อุดหนุนร้านอื่นเลยนะเนี่ย ที่เลือกที่นี่ก็เพราะ ราคาถูกและบริการอันยอดเยี่ยมของพนักงานขาย ใครไม่เชื่อลองไปดูครับแล้วจะรู้ว่าผมพูดจริง (อย่าลืมโอนค่าโฆษณามาให้ผมด้วยนะ ชมไว้เยอะขนาดนี้อ่ะ )เอ๊ะๆ เนื้อหาจบหรือยังนะ ความจริงก็เกือบหมดแล้วนะครับแต่เมื่อวานนี้ผมเพิ่งไปซื้อของมาเพิ่มอีกนี่แหล่ะ งั๊นเดี๋ยวมาเล่าอีกในตอนหน้านะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ To Be Continued...
กล้องใหม่ + อุปกรณ์ใหม่ แต่ฝีมือแย่อย่างเดิม ตอนที่ 4
สวัสดีครับผมแวะกลับมาเล่าเรื่องเสียเงินของผมอีกแล้วครับ (เสียเงินขนาดนี้ยังมีหน้ามาเล่าอย่างหน้าชื่นตาบาน ) ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 แล้วนะครับกับรายการการเสียเงินไปกับเรื่องกล้องของผมนับตั้งแต่ เดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่ผมซื้อกล้องตัวใหม่ (Canon EOS 50D) จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาได้ 4 เดือนแล้วครับแต่รายการการเสียเงินของผมยังตามมาเรื่อยๆ เงินไหลออกจากกระเป๋าตังค์ราวกับคนท้องเสียที่ต้องเข้าห้องน้ำกันบ่อยๆ เริ่มกันเลยกับรายการแรก (สำหรับตอนที่ 4 นะครับ แต่เป็นรายการที่ 5 นับจากเดือนธันวาคม แห่ะๆ ) ผมเองนั้นเป็นคนเล่นกล้องอีกคนนึงที่บ้าซื้อกระเป๋ากล้องครับ (ไม่รู้ว่าผู้ชายที่เล่นกล้องคนอื่นจะเป็นเหมือนผมไหมน๊า) ผมคิดว่าการบ้าซื้อกระเป๋ากล้องของผมก็คงเหมือนสาวๆที่เห็นกระเป๋าใหม่ๆ แบบสวยๆเก๋ๆ ก็อยากได้นั่นแหล่ะ อาการก็จะคือๆกันนั่นแหล่ะ (ด้วยเหตุนี้ผมเลยเข้าใจคุณภรรยาผมเวลาอยากได้กระเป๋าใหม่เป็นที่สุด ฮ่าๆ ) ผมเองมีกระเป๋ากล้องอยู่แล้วที่บ้านทั้งหมด 5 ใบ ได้ไปเห็นกระเป๋ากล้องแบบคาดเอวก็ดันอยากได้ซ่ะนี่ ทั้งที่หุ่นและหน้าตาไม่เหมาะกับกระเป๋าคาดเอวอย่างแรง ฮ่าๆ เมื่อความอยากได้ก่อกำเนิดผมก็ลองซิลองหาข้อมูลดูว่ากระเป๋าคาดเอวแบบไหนที่น่าซื้อและราคาไม่แพงเกินไปจนกระเป๋าตังค์ฉีก ก็ได้ข้อมูลกระเป๋ามาหลายแบบหลายยี่ห้อ ก็เลยชวนคุณภรรยาสุดที่รักไปเดินเล่นพันทิพย์ประตูน้ำ เพราะว่าที่นี่มีร้านกล้องเยอะน่าจะได้กระเป๋ากล้องแบบคาดเอวที่ถูกใจบ้าง ก็เดินดูอยู่หลายร้านหลายแบบครับมาสะดุดตาสะดุดใจกับกระเป๋าคาดเอวของ Kata เข้าครับ หน้าตาและแบบถูกใจผมและคุณแฟนเกือบจะทันที วัสดุที่ตัดเย็บก็ดีเลิศ กระเป๋าก็ดูดีแข็งแรงแน่นหนาสามารถปกป้องลูกรัก 50D ของผมได้ ก็เลยตัดสินใจซื้อมาครับ รุ่นที่ซื้อคือ Kata DW-495 ครับ* ขอขอบคุณภาพประกอบจากเวป bhphotovideo ร้านกล้องชื่อดังที่ US นะครับราคาที่ซื้อคือ 2,560 บาทครับ ต่อสุดๆแล้วไม่ยอมลดอีกแล้วขออีกแค่ 60 บาทก็ไม่ให้กระเป๋าใบใหม่ผมสวยไหมครับ และหลังจากผมนำมันไปใช้ ก็พบว่าแม้คนออกแบบเค้า design เป็นกระเป๋าคาดเอวแต่พอผมเอามาใช้มันได้กลายเป็นกระเป๋าคาดพุงไปแล้วครับ เพราะผมไม่ค่อยจะมีเอวให้คาดนั่นเองครับ สำหรับวันนี้ขอจบตอนที่ 4 ก่อนนะครับ รู้สึกว่ามันยาวมากแล้ว เดี๋ยวผมจะกลับมาเล่าตอนที่ 5 ให้ฟังอีกครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ To Be Continued...
กล้องใหม่ + อุปกรณ์ใหม่ แต่ฝีมือแย่อย่างเดิม ตอนที่ 3
กลับมาเขียน blog อีกครั้งครับเพราะว่ากะจะเล่าให้จบทุกตอนเลยว่าผมจ่ายไปทั้งหมดเท่าไร จะได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่จะหลวมตัวมาเล่นกล้องในภายหลังนะครับ ฮ่าๆ จากสองตอนแรกสรุปรายการซื้อมีดังนี้1. กล้อง Canon 50D2. CF Kingston 8GB3. แบต BP-511A(สองตอนแรกก็หลายตังค์แล้ว ตอนที่เหลือก็อีกหลายตังค์ )ตอนที่ 2 ผมได้บอกไว้แล้วว่ากำลังมองหาเลนส์ใหม่สักตัวมาลองเล่นดูเพราะมีภารกิจต้องไปถ่ายรูปน้องสาวรับปริญญา เลยได้ทีหาช่องทางซื้อเลนส์ใหม่ 555 และผมเองก็ไม่มีเลนส์ที่เหมาะกับการถ่าย portrait เลย (เพราะตัวผมเองไม่นิยมถ่าย portrait ยกเว้นการถ่ายรูปแฟนตัวเองครับ ฮ่าๆ)ผมก็เลยตัดสินใจซื้อ เลนส์ที่ราคาแพงมากๆๆๆๆๆที่สุดของ canon เลนส์ที่ชาวหนอนแทบทุกคนเคยได้ใช้ เลนส์นั้นคือ "EF 50mm F1.8 II" เลนส์นี้นี่เอง * ขอขอบคุณภาพประกอบจากเน็ตนะครับที่เลือกเลนส์นี้ก็เพราะราคาครับ เลนส์ตัวนี้น่าจะเป็นเลนส์ที่ถูกและคุ้มค่าที่สุดของ canon แล้วมั๊งครับ ด้วยราคาค่าตัวแค่ สามพันกว่าบาท แต่ได้ f กว้างงงงงงง ขนาด 1.8 แม้ตัว body จะดูก๊องแก๊งไปหน่อย แต่คุณภาพของภาพที่ได้นี่เยี่ยมไปเลยจริงๆครับ ใครยังไม่มีลองหามาเล่นดูก็ได้นะครับเลนส์ราคาถูกคุณภาพเยี่ยม ใช้กับกล้อง fullframe ได้ (แต่ใครจะเอาไปใช้ ) ผมก็แวะไปร้านโลกกล้องสาขาเดิมอีกครั้งและก็ถอย EF 50mm f1.8 II มาในราคาสามพันกว่าบาทครับเมื่อๆได้เลนส์ portrait น้องๆเทพมาแล้วสิ่งต่อมาที่จำเป็นมากสำหรับการถ่าย portrait คือ......... Flash นั่นเองครับ ผมถ่ายรูป ถ่ายเล่นๆมาตั้งหลายปีไม่เคยคิดจะซื้อ flash นอกมาเล่นเลย ใช้แต่ flash หัวกล้องในตอนแรกก็คิดว่าพอแล้ว แค่หัวกล้องก็ใช้ได้ แต่หลังจากได้ซื้อ flash มาใช้แล้วผมเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิงครับ ใครมาถามว่าควรซื้ออุปกรณ์ชิ้นไหนมาใช้กับกล้อง DSLR ผมแนะนำอย่างแรกเลยว่า ถ้ายังไม่มี flash หาซื้อแฟลชมาใช้ก่อน เพราะมันดีจริงๆครับ ระบบ E-TTL ของ canon นี่ยอมรับเลยครับว่ายอดเยี่ยมแสงที่ได้พอดีจริงๆ แทบไม่ต้องคิดเลยว่าแสงแบบนี้ยิง flash แบบไหนดี (เหมาะกับคนโง่ๆ อย่างผมมากๆ ) ขอย้อนกลับไปตอนเลือก flash ก่อนนะครับ....... หลายๆคนคงทราบว่า ในตอนนี้ canon เค้ามี flash ให้เราเลือกซื้ออยู่ 3 รุ่นหลัก คือ - Speedlite 220EX เจ้าตัวน้อยที่ดีกว่าแฟลชหัวกล้องจึ๋งนึง ตัวนี้ตัดออกไปตั้งแต่คิดจะซื้อ flash แล้วครับ- Speedlite 430EX II พี่กลางของ canon ที่มี GN = 43 (GN คือ Guide Number หน่วยวัดความสว่างของ flash)- Speedlite 580EX II พี่ใหญ่ GN=58 ผมก็นั่งหาข้อมูลจาก internet ว่าผมเหมาะกับตัวไหน 430 หรือ 580 ดี เพราะสองตัวนี้ราคาต่างกันตั้ง 4000-5000 บาท ปัญหาของผมคือ 4000-5000 ที่ต้องจ่ายเพิ่มคุ้มคาพอหรือเปล่า นั่งคิดอยู่เป็นอาทิตย์ สรุปลงตัวที่ 430EX II ครับ ด้วยเหตุผลว่าผมไม่ได้รับงานไม่จำเป็นต้อง GN แรงๆ ยิงรัวๆได้ และประการสำคัญอีกอย่างคือน้ำหนักครับ 580EX II มันตัวใหญ่หนักมากเมื่อเอามาเสียบบน 50D ผมลองถือแล้วก็คิดว่า ถ้าต้องถือทั้งวันในงานรับปริญญาแขนคงล้าแน่ๆ คิดได้ดังนี้ก็พุ่งตรงไปร้านโลกกล้องสาขาเดิมและจัดการหยิบเจ้า 430EX II กลับบ้านมาด้วยราคาประมาณ 13xxx (จำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้ครับ)* ขอขอบคุณภาพประกอบจากเน็ตนะครับดังนั้นในตอนที่ 3 นี่ผมก็เสียเงินเพิ่มไปอีกประมาณ 17xxx บาทครับ เฮ้อปาดเหงื่อ ไปอีกครั้งเมื่อกลับมาคิดถึงราคาที่จ่ายไป แต่ๆๆๆ ยังไม่จบครับ มันยังไม่จบ ผมยังมีเรื่องเสียเงินมาเล่าอีก แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ To Be Continued...ปล. ขอขอบคุณภาพประกอบจากเน็ตที่หามาโดยผ่านทาง Google นะครับ