(´¨*♥*´¨):-: SimpliFy Your Life : Just Be Your Self :-:(´¨*♥*´¨)

:: ทำขนมเข่งแจกลูกค้า/Chinese dessert ::




ทุกๆปีที่บ้านมีกิจกรรมในวันตรุษจีนจนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว เหมือนกับการไหว้เจ้า และบรรพบุรุษ ต้องเตรียมตัวไปซื้อของเตรียมไว้แต่เนิ่นๆไม่อย่างนั้นพถึงวันจ่ายคนเยอะมาก

ที่บ้านทำการค้าเมื่อถึงเทศกาลอย่างนี้เพียงปีละครั้งนอกจากวันปีใหม่ที่เราเตรียมทำปฏิทินแจกแล้ว ช่วงตรุษจีนจะทำขนมเข่งแจกด้วย ปีนี้เช่นกันที่บ้านมีแม่เป็นหลักในการเตรียมข้าวของตั้งแต่เริ่มจับจ่ายใช้สอยข้าวของเครื่องใช้ในวันปีใหม่ของเรา เพื่อไม่ให้งานหนักจนเกินไปพอรู้ว่าวันไหว้คืวันที่ 2 ก.พ. เลยเตรียมตั้งหลักซื้อของกันตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค 2554

เพราะงานไม่ได้มีแค่ที่บ้านเท่านั้นที่โกดังก็ต้องดูลูกจ้างทำงานด้วย ปีนี้เกษตรกรกำลังขุดมันสัปะหลังกันด้วย เมื่อลูกค้าขุดเสร็จจะเอามาขายต้องวิ่งไปชั่งกิโลใหญ่ด้วยตัวเอง ฉันต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้านเละโกดังตลอดทั้งวัน เลยได้ช่วยแม่บ้างไม่มากนัก


การทำขนมเข่งเริ่มจากการเตรียมตัดใบตอง แต่ที่โกดังปลูต้นกล้วยไว้ด้วย เลยวิ่งหาใบตองมาช่วยในการทำขนมได้บ้าง ปกติที่ผ่านมาถ้างานไม่ยุ่งมาก พวกเราทั้งครอบครัว รวมทั้งคนงานจะช่วยกันเย็บกระทงเองเพื่อนำมาทำกระทงใส่ขนม สำหรับปีนี้งานทั้งที่บ้านกับที่โกดังมีมากมาย เรื่องบัญชีต้องดูแลเองทั้งหมดไม่ได้มีลูกจ้าง เพื่อให้การทำขนมเข่งแจกในปีนี้ มีความกระชับ รวดเร็ว แม่ตัดสินใจซื้อกระทงมาจากตลาด ทั้งหมด 1500 ใบ คงไม่สงสัยว่าทำไมมากมายเช่นนั้น เพราะที่บ้านเรามีลูกค้าเยอะ










กระทงที่เตรียมไว้เย็บสวยงามอันขนาดพอดีต่อหนึ่งอิ่ม
แต่ถ้าใครที่ชอบทานเยอะ
อาจต้องสองกระทง
แต่อิ่มงายมากเพราะขนเข่งนี้ทำมาจากแป้งและน้ำตาลล้วนๆ








ขั้นตอนต่อไปแป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม
ผสมกับน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมเช่นกัน
ผสมน้ำ ที่บ้านเราใช้ขวดน้ำดื่ม ขวดละหนึ่งลิตร
ค่อยๆเทน้ำออกจากขวด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ไม่ต้องเทเยอะนะคะ
ถ้ามันเหลวเกินไปจะไม่ได้ความ
ให้หนึบๆกำลังดีค่ะ
ผสมไปดูความละเอียดของแป้งกับน้ำตาล
คนให้เข้ากัน ใช้ใจคะเนเอาได้เลยค่ะ
แป้งจะเหนียวนุ่มพอดี








ในการผสมแป้งบี้เม็ดแป้งที่ยังเกาะกันเป็นเม็ด
ให้แหลกละเอียดไปพร้อมกับส่วนผสมทั้งหมด
อาจมีฟองอากาศออกมาจากเนื้อแป้งน้ำตาลและน้ำ
และคนให้เข้ากัน












เนื้อแป้งเริ่มเข้าที่เป็นเนื้อเดียวกันพอหนึบ
ให้นำกระทงที่เย็บด้วยใบตองสด
มาทาน้ำมันเพื่อกันขนมติดใบตอง
เวลาทานจะได้แกะห่อทานได้สะดวก

หยอดใส่ใบตองเสร็จแล้วให้นำใส่หม้อนึ่ง
ตั้งบนเตาไฟประมาณ 45 นาที
พอให้ขนมมีหน้าสวย ดังที่เห็นในรูปข้างล่างนี้








เมื่อนึ่งเสร็จแล้วหน้าตาออกมาจะเป็นเช่นนี้
ละอองควันลอยคลุ้งไปทั่วเลย
น่ากินไหมคะ








เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปตอนที่หยอดแป้งใส่กระทง
ก่อนนำไปนึ่ง
บังเอิญว่าต้องวิ่งวิ่งไปที่โกดังมาถึงบ้าน
ถ่ายรูปมาฝากกันไม่ทัน
กลับมาอีครั้งขนมที่หยอดเป้งลงกระทงไว้
โดนใส่ไปหม้อนึ่งอลูมิเนียมเสียแล้ว
กลับมาอีกครั้งก็เห็นเป็นอย่างนี้แล้ว


นี่..เปิดหม้อถ่ายรูปมาฝากกัน
ทั้งๆที่น้ำในหม้อกำลังเดือดปุดๆเชียวค่ะ
เมื่อขนมได้ที่แล้ว
ปลงหม้อลงจากเตา
เอาใบตองสดมาวางรองไว้
พร้อมกับค่อยๆเอาขนมที่นึ่งแล้วมาผึ่งให้เย็นก่อน




เมื่อรอจนขนมเย็นลงแล้ว
จะมีวิธีพิสูจน์ว่าข้างในสุกหรือไม่
ด้วยการใช้ช้อนส้อมจิ้มขนมดู
ถ้าไม่มีแป้งที่ยังดิบอยู่แสดงว่าใช้ได้
แต่เวลาที่นึ่งจะเป็นตัววัดว่าสุกหรือไม่
เวลาที่ใช้ไปจะช่วยเป็นตัววัดว่าขนมเข่งจะสุกหรือไม่
อย่างไร ถ้า 45 นาทีแล้วรับรองว่าสุกแน่นอนค่ะ
จากนั้นให้นำขนมไปตากแดดให้ขนมอยู่ตัว

มาดูขนมที่นึ่งแล้วนำออกผึ่งแดดกันค่ะ
เป็นไงบ้างสวยแบบที่ยังไม่ตกแต่งสีสันกันเลย







ขั้นตอนสุดท้ายให้นำสีผสมอาหาร
สีแดงมาละลายน้ำ
อาจใช้ดอกไม้มาเป็นพิมพ์หรือหาวัสดุอื่น
ที่พิมพ์ออกมาแล้วสวยแล้วแต่สะดวก
ใช้สีแดงเป็นสีแห่งความโชคดีแต้มไป
บนหน้าขนมทำให้สัสันชวนให้น่ากินยิ่งขึ้นนะคะ
ที่บ้านใช้หัวตะเกียบแต้มสีผสมอาหารแล้วจิ้มไปที่ขนมค่ะ

ตอนที่เรายังเด็กชอบไปหาดอกไม้มาเป็นแม่พิมพ์แต้มเล่นเสมอ
เด็กไม่ต้องทำอะไร รอแต้มขนมอย่างเดียวก็โก้มากแล้วค่ะ







ขั้นตอนนี้เตรียมเอาขนมแพคใส่ถุงเตรียมออกแจกลูกค้าได้แล้ว
ที่บ้านจะแจกหลังจากที่ไหว้เจ้าและบรรพบุรุษเรียบร้อยแล้ว
นับว่าเป็นประเพณีที่แบ่งปันกันโดยแท้
ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน
เรามีน้ำใจในการแบ่งปันกันเสมอนะคะ






ปีนี้ที่บ้านทำทั้งหมด 1000 อันแจกลูกค้า
บ้านละ 9 อันเป็นบางเจ้า
ถ้าบ้านไหนที่มีสมาชิกเยอะ
จะได้ทั้งหมด 12 อัน
ยอมรับว่าแม้งานจะเยอะมาก
ช่วงตั้งแต่วันที่ซื้อของเรื่อยไป
จนถึงวันที่ทำขนมเข่ง วันไหว้เจ้า บรรพบุรุษ

จนกระทั่งมาถึงปิดท้ายคือ
ขับรถกระบะบรรทุกกระบุงใบใหญ่
บรรจุขนมเข่ง
เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับลูกค้าตามหมู่บ้าน
พอเสร็จงานแล้วอาทิตย์กำลังจะลาขอบฟ้าหมดวันกันทีเดียวเลยค่ะ
แต่คนแจกมีความสุขมาก
แจกไปอวยพรลูกค้าไป
หลายคนอวยพรกลับ
คนรับพรก็พลอยอิ่มใจและมีความสุขมากเลยค่ะ


ในปีหนึ่งหลายคนที่ทำงานในที่ต่างๆจะมีวันหยุดตามปฎิทิน
รวมทั้งวันเสาร์ อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์
สำหรับบ้านที่ทำการค้า จะหยุดอย่างนั้นไม่ได้เลย
เพราะลูกค้าต้องมีการซื้อขายกันตลอด
ที่บ้านจะหยุดพักผ่อนอย่างแท้จริงคือช่วงวันตรุษจีนนี่แหละคะ
วันไหว้ จะเป็นวันก่อนวันตรุษจีนหรือวันชิวอิก
คือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีนตามปฏิทินจีนนั่นเองค่ะ
หลังจากที่ไหว้เจ้าและบรรพบุรุษเสร็จทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
ขนมและของไหว้ก็แจกจ่ายให้ลูกจ้างไปทานกันหลายวันเลย
นับว่าเป็นประเพณีที่อิ่มกันถ้วนหน้าค่ะ




ภาพและถ้อยคำ


โดย


KorP@i




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2554 22:22:53 น.
Counter : 1501 Pageviews.  

:: ความสุข ความทรงจำวัยเด็กกับเม็ดทับเยี่ยวผลไม้ป่า/Reminding ::


ทุกเย็นหลังจากที่โรงเรียนเลิก มักจะเห็นเด็กนักเรียนขี่จักรยานกลับจากโรงเรียน เพราะโรงเรียนประจำหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงาน อดไม่ได้จะแอบมองเด็กๆประมาณ 8-9 ขวบที่วิ่งเล่นกัน วิ่งไล่แข่งกันบ้าง ในเวลาหลังเลิกเรียน


ระหว่างที่ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านหลายคนแข่งจักรยานกันด้วย มีภาพประทับใจเกิดขึ้นมากมายให้ได้ลอบมองในแต่ละวัน บ้างก็ได้บาดแผลกลับบ้านไปก็หลายคน เด็กที่อยู่ในวัยซนอย่างนี้ช่างเป็นวัยที่มีแต่ความสุขสดใส ไม่ว่าอะไรจะผ่านมาดูแล้วเป็นความรื่นรมย์ในชีวิต


หลังจากที่ทำงานเสร็จเวลาแดดร่มลมตก
ในขณะที่กำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านนั้น
ระหว่างทางบังเอิญมีเด็กนักเรียน
กำลังสาละวนกับการเก็บลูกทับเยี่ยว
ที่มีลูกสีดำคล้ำเอาใส่ถุงใบย่อม
เห็นแล้วอดไม่ไดที่จะนึกภาพของตัวเองในวัยเด็ก
ภาพต่างๆเริ่มเข้าในจินตนาการอีกครั้ง
ความสนุก ความสุข เสียงหัวเราะ
ยังไม่เคยจางไปจากหัวใจเลย





ในวันเวลาของข้าพเจ้าเองที่อยู่ในวัยนั้น
ก็เคยมีความสุขแบบนี้ไม่ต่างจากเด็กนักเรียนเหล่านั้น
ต่างกันตรงที่โรงเรียนที่จะต้องเดินทางไปเรียนไกลจากบ้าน
เกินกว่าที่จะถีบรถจักรยานเป็นพาหนะไปเองได้


เพราะโรงเรียนอยู่ในตัวเมือง
ห่างไกลจากหมู่บ้านที่อยู่กว่า 20 กิโลเมตร
เด็กๆทุกคนที่อยู่ในละแวกเดียวกัน
จำต้องเดินทางโดยรถบัสประจำทางจากหมู่บ้านไปยังตัวเมือง
เพราะระยะทางไกลพอสมควร
ทั้งหมดจึงต้องตื่นนอนกันแต่เช้าตรู่


เมื่อใดที่รถบัสคันโตได้พาเด็กนักเรียนในหมู่บ้านของเราโดยสารมาจากโรงเรียนจอดลงที่ตีนเขา
เสียงเด็กนักเรียนทุกวัยกำลังร้องไชโย
นั่น..เป็นสัญญาณกลายๆว่า
เย็นนี้เหล่าเยาวชนที่ซุกซนกว่าลิงที่อยู่ในรถ
จะได้ใช้เวลาระหว่างการโดยสารรถบัสกลับบ้าน
ด้วยความเบิกบานใจ
เพราะจะได้แวะเก็บเม้ดทับเยี่ยวบนเขาข้างทางก่อนที่จะถึงบ้าน
จะไม่ให้ดีใจอย่างไร
นานๆจะได้มีโอกาศได้เที่ยวเล่นอย่างนี้ซักที


เย็นวันศุกร์ที่แสนรื่นรมย์
พวกเราเหล่านักเรียนยอมรับว่าเป็นวันที่มีความสุขกันมากที่สุด
เพราะคนขับรถผู้ใจดี
จอดรถให้พวกเราเก็บเม็ดทับเยี่ยวข้างทางได้
โดยไม่ขัดใจเลย







ต้นไม้เล็กเป็นพุ่มมีหนามแหลมเยอะทั้งต้นก็ว่าได้
หลบตัวอยู่ตามป่าละเมาะข้างทาง
ไม่อาจหลบสายตาของเหล่านักเรียนได้ทัน
หลายคนต่างหาไม้วิ่งไล่เคาะกันอย่างสนุกสนาน
ทุกครั้งที่มีการหยุดรถให้เก็บเจ้าเม็ดสีดำนี้


ข้าพเจ้าตามเนื่อตัวมีรอยแผลติดกลับไปบ้านเสมอ
เนื่องมาจากถูกหนามแหลมเล็กจากต้นทับเยี่ยวขีดข่วนตามเนื้อตัวกลับบ้านไปด้วยแทบทุกครั้ง
ฟดูกาลของเจ้าเม็ดทับเยี่ยวที่ว่านี้
มักจะออกช่วงหน้าหนาว
จึงจะมีเม้ดทับเยี่ยวให้ได้เชยชมกันเพียงปีละครั้ง
มีหรือที่จะพลาด


เสียดายหลายครั้งไม่ได้พกเท็นโซพลาสมาปิดไว้ที่นิ้วมือ
เพื่อว่าจะได้ไม่โดนหนมข่วนนิ้วเวลาที่เก็บลูกทับเยี่ยว
นับว่าเป็นกลเม้ดเด็ดพรายที่ร้ายไม่น้อย
เอาไว้เด็ดมันทุกทีสิน่า





ทุกครั้งที่ย่างเข้าหน้าหนาว
ความสุขที่มีเข้ามามากที่สุดในวัยเด็กของข้าพเจ้า
ย่อมมีเจ้าเม้ดเล็กๆสีดำ
แถวบ้านเรียกว่าเม็ดทับเยี่ยว
เป็นของโปรดของข้าพเจ้าเป็นที่สุด
นับจากที่ลืมตาดูโลกเลยเชียว


ทุกครั้งที่ได้ลองลิ้มชิมรสชาติของเจ้าเม็ดทับเยี่ยวเหล่านี้
เสน่ห์ที่มีมากกว่าความอร่อยคือ
.
.

วิธีการเก็บมันเต็มไปด้วยความ ยากลำบาก
เพราะต้นทับเยี่ยวนี้มีหนามแหลมคมเยอะมาก
มีใบละม้ายคล้ายใบพุทรา
แต่ว่าการเรียงตัวของใบแตกต่างกัน






ร้อยเรียงเม็ดน้อย
อร่อยล้ำกว่าสิ่งใด
มองเห็นทุกที่ไป
นึกถึงวัยที่ยังเยาว์


ในชีวิตคนเรา
ในบางครั้งการที่เราได้สิ่งใดมาด้วยความยากลำบาก
เมื่อได้ลิ้มรสแล้วเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งเห่านั้นเพิ่มขึ้น
ทุกครั้งที่มองเห็นเม้ดทับเยี่ยว
มักแอบยิ้มกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
เป็นยิ้มที่เหมือนกับกำลังพูดกับตัวเองว่า


" ความสุขที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้า
ย่อมมีเจ้าผลไม้ชนิดนี้รวมอยู่ด้วย "

"ไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นเช่นนี้บ้างไหม "

ไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานเท่าไหร่
บรรยากาศและความรงจำในการเก็บเม็ดทับเยี่ยวในวัยเด็กยังคงงดงามในใจข้าพเจ้าเสมอ
ไม่มีใครมายื้อมันไปจากใจได้เลย
ทุกคร้งที่ผ่านไปยังตีนเขาที่รถโดยสารเคยแวะจอดให้ลงในวัยเด็ก
ยังมีความทรงจำที่ดีงามมากมายอยู่ที่นั่น
และจะคงอยู่ตลอดไป
ตราบใดที่เด้กๆที่เคยเก็บผลไม้ชนิดนี้ยังมีลมหายใจ
เช่นเดียวกับข้าพเจ้า


สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่ง
สำหรับผลไม้ชนิดนี้
ถ้าหากเรามีใครนำไปเชื่อมขาย
รสที่ลิ้มลองผลไม้ชนิดนี้
คงต่างไปจากที่เราเก็บมาด้วยมือของเราเอง
ความแตกต่างของคุณค่าอยู่ตรงนี้เอง



ถ้อยคำและรูปภาพ


โดย


Korp@i



เล็บเหยี่ยว



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ziziphus oenoplia (L.) Mill.


ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์

ไม้เลื้อยเนื้อแข็ง กิ่งมีหนามแหลมโค้ง ใบเดี่ยวเรียงสลับ มีเส้นใบหลัก 3 เส้นออกจากจุดเดียวกันที่ฐานใบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบดอกย่อย มี 3-15 ดอก ผลรูปร่างกลมหรือกลมรีขนาด 4-6 มม. ผลเมล็ดเดียวแข็ง ผลอ่อนสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกเต็มที่จะเป็นสำดำ ผลสุกกินได้รสหวานอมเปรี้ยว

ชื่อท้องถิ่น เล็บแมว หนามเล็บเหยี่ยว มะตันขอ หมากหนาม(เหนือ) บักเล็บแมว(อีสาน)

ประโยชน์และสรรพคุณยาไทย
รากและเปลือกต้น รสจืดเฝื่อนเล็กน้อย ต้มดื่ม ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ แก้มดลูกพิการ แก้เบาหวาน




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2553    
Last Update : 2 เมษายน 2554 7:56:06 น.
Counter : 1234 Pageviews.  

:: Kitaro in my Memories ::


เสียงดนตรีที่คุ้นหูดังจากเครื่องเสียงยังอยู่ไม่ห่างจากใจ แม้จะเปิดฟังก่อนนอนทุกคืน สำหรับสิ่งที่มีค่ามากกว่าเป็นเพียงเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ จากศิลปินคนโปรดแล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ทำให้อมยิ้มได้ทุกครั้งที่ฟังเพลงของเขา Kitaro ผู้ชายผมยาว เวลาที่เขาตีกลอง ผมจะโบกสะบัดพลิ้วไปมาตามห้วงทำนองของเพลง แบบ New Age ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาที่หลายๆคนคุ้นเคยและติดตามผลงานครั้งแรกที่รู้จักกับเพลงของเขา พวกเรายังเป็นนักเรียนอยู่ เพราะเจ้าน้องสาวที่เรียนอยู่อยู่เช่นกันนำแผ่นซีดีมาเปิดที่บ้านขณะที่พวกเราดูหนังสือเตรียมสอบ






พอได้ฟังเสียงน้ำไหล ตามมาด้วยเสียง กรุ๊ง กริ้ง เสียงดนตรีที่ดังตามธรรมชาติที่ผ่านเข้ามากระทบโสตประสาท ในช่วงที่อ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่นั้น ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งในใจทุกครั้งเมื่อได้ฟังเพลงของเขา เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ติดตามผลงานของเขาและซื้อเก็บสะสมมาทุกอัลบั้ม และ
สามารถทำให้ทุกคนในบ้านฟังอย่างเพลิดเพลินระหว่างที่นั่งทำงาน แม้กระทั่งเวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ






ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2539 ในวันที่อากาศเย็นสบาย เพราะอยู่ในช่วงหน้าหนาว เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสไปดูคอนเสริ์ตของเขา บัตรราคาหนึ่งร้อยบาท เท่ากันหมดและเป็นบัตรยืน ใครไปก่อนยืนก่อน และเป็นครั้งแรกที่ฉันและน้องๆ เดินทางไปดูคอนเสริ์ตของเขาพร้อมกัน จำได้ว่าในคืนนั้นมีวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของไทย คือวง Nuvo เล่นในวันและเวลาเดียวกับเขา เพียงแต่สถานที่ต่างกันกับ Kitaro







Kitaro เล่นเวลาหนึ่งทุ่มตรงที่สวนหลวง ร. ๙ แต่วง Nuvo เล่นที่ MBK Hall มาบุญครองเซนเตอร์ ในสมัยนั้นฉันและน้องกุลีกุจอออกจากบ้านกันตั้งแต่หัววัน เพราะการจราจรในเมืองกรุงทำให้พวกเราทั้งสามคนต้องวางแผนการเดินทาง ในเวลานั้นพวกเราเลือกที่จะพึ่งรถแท็กซี่ เพราะความสะดวกสบายในเรื่องของการจัดสรรเวลายังรวมไปถึงความปลอดภัยทั้งหลายทั้งปวงของพวกเราทั้งหมดรวมไปถึงค่าใช้จ่ายด้วย ออกจากปิ่นเกล้าไปถึง สวนหลวง ร.๙ ไม่ใช่ใกล้ๆเลย ปรากฏว่าค่าแท็กซี่ปาเข้าไปตั้งสามร้อยบาท แพงกว่าค่าบัตรดูคอนเสริ์ตเสียอีก กว่าจะถึงที่หมายก็จวนเจียนเวลาที่ Kitaro ใกล้จะขึ้นเวทีแล้ว คราวนี้วิ่งกันจนเหนื่อย ไม่ทันคนอื่นๆที่ยืนกันแน่นแล้ว



เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ดูคอนเสริ์ต แบบเปิดโล่ง เพราะลักษณะและรูปแบบดนตรีของศิลปิน เมื่อเล่นกลางแจ้งอย่างนี้ช่างเอื้ออำนวยต่อการฟังดนตรีได้อย่างไพเราะยิ่งขึ้น พลังในการที่เราได้ยินเสียงเพลง และ Sound ที่เราได้ยินจากการขับกล่อม บรรเลงจากดนตรีได้อย่างเข้มข้นทุกขึ้น สร้างความเจริญตาเจริญใจต่อผู้ที่ชอบฟังเป็นอย่างยิ่ง







เครื่องดนตรีเด่นๆของเขาคือกลองและผมยาวๆของเขาที่สะบัดพลิ้วไปมา ในยามที่เขากำลังอินกับบทเพลง เขาจะโยกตัวไปมา ส่ายหัว สะบัดผม ยักไหล่ ส่วนฉันและน้องๆที่เป็นคนดูแม้ว่าพวกเราจะอยู่ไกลจากเวทีอยู่ไม่น้อยเลย ไกลแค่ไหนก็เห็นแค่เพียงปลายผมของพ่อ Kitaro สะบัดพลิ้ว ปลิวกระจายอยู่ไกลแสนไกล สุดลุกหูลูกตา มีคนไปดูกันเยอะมาก จนเรียกได้ว่าแน่นขนัด เบียดเสียดกันแน่นเสียจน มองแทบไม่เห็นคนแสดงบนเวที สูดลุกตาที่จะส่งไปได้ แต่เสียงเพลงที่ระเบิดออกมาข้างนอกนั้นเปี่ยมไปด้วยพลัง เพราะระบบเสียงที่การแสดงจัดให้มีขึ้นระหว่างที่เพลินกับดนตรี
ของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก ทำให้พวกเรามีอาการเคลิ้มตามเสียงดนตรีไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์






ในระว่างที่ดูเขาตีกลองอยู่ เพราะฉันมองไม่เห็นจึงกระโดดโยนตัวเองขึ้นกลางอากาศ แต่ความสูงที่มีอยู่ไม่ได้ช่วยให้การกระโดลอยตัวขึ้นไปนั้นช่วยได้เลย ต่อให้เขย่งแข้งขายันให้ตัวเองสูงแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว การผลักดันตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการใช้เท้าทั้งสองข้างกระโดดขึ้น สรุปแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีใดในการทำให้ตัวเองสูงขึ้นด้วยตัวของตัวเองดูจะยากเย็นเหลือเกิน ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใด ก็ไม่สามารถจะเห็นเขาได้อย่างถนัดตา





น้องชายที่ตัวสูงกว่ายืนอยู่ข้างๆ เริ่มเห็นใจพี่สาวของตัวเองเข้าแล้ว เลยทนไม่ไหวจึงเอามือรวบตัวอุ้มไว้ "เห็นผมที่สะบัดไหมเจ้" เสียงน้องถามหลังจากที่อุ้มพี่สาวตัวเองอยู่พักหนึ่ง ไม่นานนัก คนถูกอุ้มเห็นใจคนอุ้มเลยบอก “ อืม..พอแล้ว แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วแหละ” แม้ว่าภาพที่อยู่ตรงหน้าในเวลานั้นจะเป็นเพียงเส้นผมที่ปลิว พลิ้วกระจายไปมาอยู่บนเวทีที่ไกลเกือบสุดสายตา แต่สิ่งที่ฉันเห็นมากกว่านั้นคือความมีน้ำใจของน้องตัวเอง บางอย่างของการกระทำของใครก็ตามบอกเราได้ว่าสิ่งที่เขามีในใจคือสิ่งใด เหตุการณ์หลายอย่างในวันนั้น ทำให้ฉันเห็นความรัก ความผูกพันที่น้องชายมีให้พี่สาวมากกว่าสิ่งอื่นใด





หลายครั้งที่ทำให้เห็นว่าตำแหน่งการเกิดของใครบางคนอาจเกื้อหนุนอีกคนได้ คนแรกที่ฉันคิดถึงคือน้องชายของตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกัน น้องมักจะดูแลพี่เหมือนตนเองเป็นพี่คนโตมากกว่า และเป็นอย่างนี้มา



ในวันนั้นมี Jon Anderson นักร้องนำวง Yes มาร่วมร้องเพลงด้วย The Island of Life ช่างมีพลังอย่างร้ายกาจ ทั้งพลังเสียงคนร้องและเครื่องดนตรีที่นำมาร้อยเรียงเล่นกันสดๆ ผู้คนต่างก็ร้องตะโกนกันก้องฟ้า เมื่อได้ยินเสียงของ Jon Anderson ดังตามมา มาคราวนี้ได้ ยินได้ฟังกันสดๆ คุ้มค่าบัตรที่จ่ายสตางค์ไป 100 บาท ได้เจอศิลปินที่ตั้งใจกันมากขนาดนี้ เครื่องเสียงสุดยอด ทุกคนที่มาดูในคืนนั้นพกพาความอิ่มอกอิ่มใจกลับบ้านกันถ้วนหน้า






ระหว่างที่เดินทางออกจากสวนหลวง รถบัสที่ Kitaro นั่งมาด้วย กำลังพาเจ้าตัวกลับไปยังที่พัก ต้องออกจากที่แสดงไปยังข้างนอก ผ่านที่พวกเราสามคนพี่น้องเดินทางกลับบ้านพอดี ช่างบังเอิญอะไรเช่นนั้น Kitaro ผู้อยู่ในรถคันนั้น ยังโผล่หน้าออกมาที่กระจกโบกมือให้แฟนเพลงได้ชื่นใจอีกครั้ง ตอนแรกไม่รู้เลยว่ามีเขานั่งอยู่ด้วยแต่เห็นผมใครนะ ปลิวสะบัดอยู่ในรถ ใบหน้ามีหนวดงามช่างละม้ายคล้ายเขาเป้นอย่างมาก ไม่นึกว่าเขาจะนั่งรถบัสออกมาจากเวที พอเห็นว่าใช่จริงๆคราวนี้แฟนเพลงต่างส่งมือบ้าย บาย ศิลปินคนโปรดกันอย่างถ้วนหน้า นับว่าเป็นความอิ่มอกอิ่มใจกันอย่างถ้วนทั่ว



หลังจากวันนั้นมามีระยะห่างถึงแปดปี Kitaro กลับมาแสดงที่เมืองไทยอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแสดงสดแบบ in door มาเล่นที่ ที่ BEC TERO HALL ในคืนวันที่ 15 กันยายน 2547 สวนลุมพินี
มาคราวนี้บัตรแพงขึ้นมาก ต่างจากครั้งที่แล้วหลายเท่าตัว แต่บรรยากาศการเล่น ไม่ดูน่าครึ้มอกครึ้มใจเท่าที่มาเล่นครั้งแรก เพราะสถานที่แสดง คับแคบมาก น่าอึดอัดเป็นที่สุด เสียงเพลงที่บรรเลงนั้น การดู คอนเสริ์ต เพลงบรรเลงของเขาไม่เหมาะกับการเล่นในสถานที่อย่างนั้นเลย เขาและเพื่อนๆยังคงเล่นคอนเสริ์ตได้เต็มที่ แต่ว่าบรรยากาศไม่เป็นใจเอาเสียเลย วันนั้นเริ่มตรงเวลา 20.00 น.(อาจมีช้านิดหน่อยประมาณ 10 นาที) ถ้าผู้จัดเป็นมืออาชีพมักจะไม่ค่อยจะเล่นช้ากว่าเวลาที่กำหนด





ฉันยังคงไปดูการแสดงของเขากับน้องอีกสองคนยังไปด้วยกันเช่นเดิม ยังแอบนึกในใจว่า ถ้าไปดู Kitaro ต้องไปด้วยกันสามพี่น้อง อย่างน้อยยังระลึกถึงบรรยากาศในครั้งแรกที่พวกเรายังเรียนหนังสืออยู่แล้วได้ไปดูคอนเสริ์ตด้วยกัน แม้ว่าระยะเวลาห่างกันถึงแปดปี แต่ความอิ่มอกอิ่มใจที่ยังมีต่อดนตรีของเขายังไม่เคยห่างไปจากความทรงจำของเราเลย



เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ฉันไม่ลืมที่จะฉกฉวยโอกาศนั้นได้เป็นเจ้าของ CD ของเขาอีกครั้ง ได้มาหลายอัลบั้มชอบใจเสียงดนตรีเช่นเคย แล้วยังประทับใจเสียงร้องของสาวชาวจีนที่ร้องเพลงให้กับอัลบั้มของเขาด้วย ทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อผลงานของเขามาฟัง มักจะคิดว่าเป็นการสะสมงานที่ตนเองชื่นชอบ






แม้ว่าการไปญี่ปุ่นแล้วตั้งใจว่าจะไปหาซื้องานของเขาที่เหลือจากที่เคยมีอยู่ เป็นการตามเก็บผลงานของเขาเอาไว้ฟัง ใช่ว่าอัลบั้มที่ตั้งใจว่าจะสะสมจะมีวางตลาดอยู่ในปัจจุบัน เพราะหลายๆอัลบั้มกลายเป็นของหายากไปเสียแล้ว ฉันยังคงจดจำวันที่ฝนพรำที่ Shibuya ในค่ำคืนที่เดินหาอัลบั้มของเขาได้ดี ค่ำคืนที่วิ่งจากร้านโน้นออกร้านนี้ พร้อมกับโน้ตที่ตนเองจดมาจากการค้นคว้าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตก่อนการเดินทาง ที่ค้นคว้ามาล่วงหน้าก่อนที่จะนำไปไปชี้แจงแก่พนักงานขายแผ่น CD



สนุกเป็นที่สุดเมื่อต้องใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคยในการสื่อสารของตนเองในเวลานั้น แต่พนักงานขายของทุกค้นพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างมาก แม้ว่าบางชิ้นค้นหาได้อย่างยากเย็น น้องๆก็ไม่เคยละความพยายาม เมื่อไม่มีที่อย่างเขาพยายามให้ฉันไปหาอีกที่หนึ่งที่คิดว่านะจะมีสินค้าที่ต้องการ ความท้าทายอยู่ตรงที่วันที่ไปหาของเป็นวันเกือบสุดท้านยที่อยู่ในญี่ปุ่น เวลาที่เหลือไม่มากนักในการซื้อสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อไปถึงถิ่นกำเนิดของเขา ในทีสุดฉันก้ได้ผลงานของเขาติดมือกลับมาบ้านอีกครั้ง และยังบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้าเขาได้มาที่เมืองไทยอีกครั้งฉันจะไม่พลาดคอนเสริ์ตเขาอีกแน่นอน


ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าใด ยังคงงดงามอยู่ในใจฉันเสมอ และคิดว่าน้องๆทั้งสองคนคงไม่ลืมเช่นกัน ระหว่างที่เขียนบทความนี้ ฉันหันไปถามน้องสาวว่า ยังจำได้ไหมที่เราเคยไปดู Kitaro ครั้งแรกด้วยกัน เขาบอกว่า จำได้สิ ตอนนั้นเขาเรียนมหาวิทยาลัย อยู่ปี 3 น้องอาจจะไม่รู้ว่า พี่สาวคนนี้รู้จัก Kitaro เป้นครั้งแรกเพราะน้องเอามาเปิดตอนที่เรียนหนังสืออยู่นั่นเอง คงประมารตอนนั้นแหละที่ทำให้พี่สาวยังติดใจและติดตามผลงานของ kitaro มาจนถึงปัจจุบัน




ขอบคุณสำหรับวันเวลาที่ดีในชีวิตเสมอ Kitaro เป็นความทรงจำในด้านของคนที่ทำเพลงที่ถูกใจแล้ว ยังมีความรักระหว่างพี่น้องในครอบครัวมาให้จดจำอยู่เสมอ ไม่รู้ว่ากาลข้าหน้าจะเป็นอย่างไร ความผูกพันของพี่น้องที่พวกเราเราเคยผ่านช่วงเวลาที่ดีๆมาด้วยกัน ในยามที่เราต้องจากบ้านไปเพื่อเรียนหนังสือกันและดูแลกันเองอย่างช่วงชีวิตวัยเรียนของพวกเรา น้องชายคนเล็กกลายเป็นผู้ที่ดูแลพี่สาวทั้งสองคนอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเราจะไปที่ไหนก็ตาม


ล่าสุดนี้ได้ข่าวว่า Kitaro ได้กลับมาเล่นคอนเสริ์ต ที่เมืองไทยอีกครั้ง ครั้งล่าสุดมาเล่นที่พัทยาฉันยังคงรอติดตามผลงานเขาต่อไป แม้ว่าอยากไปดุการแสดงของเขาอีกครั้งแต่ภาระหน้าที่การงานทำให้ไม่มีโอกาสกลับไปดูบรรยากาศและลีลาของ Kitaro ที่มาแสดงให้ดูกันอีกหลังจากที่บ้านเกิดเมืองนอนของเขาเกิดภัยที่มาจากแผ่นดินๆไหวครั้งใหญ่





ฉันยังคงติดตามข่าวของเขาอยู่เสมอ เสียงเพลงที่เคยได้ยินยังดังแว่วมาจากห้องส่วนตัวที่เปิดฟังในยามที่อ่านหนังสือ แม้ยามนี้ไม่ได้อยู่ในวัยเรียนก็ตาม เวลาทำงาน หรือว่าขับรถไปที่ไหน ถ้าได้ยินเสียงเพลงของเขา ทุกครั้งยังทำให้คิดถึงตอนได้มีโอกาสไปดูคอนเสริ์ตครั้งแรกของเขาอยู่เสมอ ถ้ามีโอกาสเราสามคนพี่น้องจะใช้ไปใช้เวลาดีๆร่วมกันอีกครั้ง กับการฟังเพลงในแบบที่เราชอบเหมือนกัน




เขียนโดย



KorP@I



ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2553    
Last Update : 2 เมษายน 2554 9:05:06 น.
Counter : 454 Pageviews.  

:: ช่องว่างเริ่มห่างกัน ::

นับว่านานพอดูที่ไม่ได้เข้ามาใช้บริการสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นบริการแทกซี่หรือว่าขับรถแวะเวียนเข้ามาแถวๆฝั่งธนบุรี ฝั่งท่าพระ ตลาดพลู วงเวียนใหญ่ พอมีโอกาสได้นั่งรถเข้ามาอีกครั้งสังเกตได้ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศรอบๆตัวเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย

แม้ชีวิตที่มักจะหลีกเลี่ยงการใช้เวลายามกลางคืนเพื่อกิน เที่ยวและดื่ม รวมทั้งปฏิเสธการสูบมาตลอดเพราะเหตุผลทางร่างกาย ไม่มีใจเอนเอียงให้
เหตุที่แพ้ควันบุหรี่ที่ร่างกายเราเองไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย ทำให้มีหลายสถานที่ไม่ได้ต้อนรับขับสู้กันนัก อย่างคาเฟ่ต่างๆ ระหว่างทางได้ลอบสังเกตุดูถึงความเปลี่ยนแปลง ในเมืองใหญ่แล้ว เริ่มปลงอยู่ในใจยิ่งนัก เมื่อเห็น

พอนั่งรถเข้าไปแถบๆธนบุรีอีกครั้งได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเปลี่ยนไป แยกท่าระที่เคยผ่าน เดี๋ยวนี้มีอุโมงคืให้รถลอดลงใต้ดินแล้ว เมื่อขับรถผ่านไปไม่ต้องเจอแยกไฟแดงลอดอุโมงได้เลย สังเกตุได้ว่าทำเลการค้าแถวนั้นเปลี่ยนไปในทันที เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเข้ามาทัศนียภาพที่เคยงดงามเปลียนไปอย่างเห็นได้ชัด

ความมืดในอุโมงค์ส่งผลมายังจิตใจของผู้ที่ขับขี่ยวดยานยิ่งนัก เมื่อเข้าอุโมงค์ใต้ดินทีไร ทำไมฉันรู้สึกเหมือนโดนอากาศที่หายใจสะดวกกลับกลายเป็นสิ่งที่อึดอัดไม่น่าจะใช้เวลาในนั้นเลยเชียว แม้เป็นเพียงชั่วขณะ แต่ทำไมมันถึงทำให้ไม่ชอบอกชอบใจอย่างนี้ก้ไม่รู้ หรือว่าการที่ได้ไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัดหลายปีทีผ่านมา ทำให้การกลับคืนสู่เมืองอีกครั้ง การปรับตัวของฉันยังไม่กลับคืนสู่สภาพความเป็นเมืองหลวงได้อย่างแนบแน่นได้อีกต่อไป


ไม่นานนักแทกซี่ได้นำมาพามาถึงที่หมาย ..สถานีรถไฟฟ้า วงเวียนใหญ่ พอลงจากแทกซี่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงรอบกายอีกครั้งพร้อมกับสูดอากาศเข้าสู่ปอดเต้ฒๆความรู้สึกอีกครั้ง เหมือนกับเด้กที่เพิ่งเจอที่กว้างได้สูดอากาศเข้าสู่ปอด ราวกับว่าระหว่างทางไม่ได้รับออกซิเจนในอากาศเท่าใดนัก

เพราะความเร่งรีบให้ทันเวลานัดหมาย ฉัน ไม่มีโอกาสได้ชมทิวทัสน์ข้างทางรอบสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ได้เท่าที่ควร ต้องรีบก้าวเท้ายาวๆและรวดเร็วเพื่อให้ทันรถไฟฟ้าเที่ยวที่เร้วที่สุดเท้าที่สองเท้าจะพาไปได้ ในขระที่สองมือขวารีบกดโทรศัพท์มือถือไปบอกที่ปลายทางว่าไม่นานฉันก็จะถึงที่นัดกันไว้ ถ้าพลาดไปคงไม่เหมาะเท่าไหร่นัก

" ค่ะที่นัดไว้ห้าโมงเย็นตกลงคอนเฟริ์มนะคะ ตอนนี้อยู่บนรถไฟฟ้าค่ะ ถ้าไปที่ร้านจะต้องลงสถานีอะไรคะใช่ศาลาแดงไหมคะ " เพื่อความแน่นอนของการเดินทางไปย่านธุรกิจสำคัญของเมืองหลวงอย่างสีลม ศาลาแดง ฉันควรจะเช็คเชส้นทางก่อนก้ดีเหมือนกัน เพื่อเป็นการดีทั้งตัวเองและผู้ที่เรานักดหมาย "ค่ะคุIลงศาลาแดงคะ แล้วเดินย้อนลงมาหน่อยนะคะ
ร้านเราอยู่ที่สีลมซอย 8 ค่ะ " เมื่อปลายสายบอกรายละเอียดอีกครั้ง ค่ะตกลงดิฉันไปแน่นอนค่ะ


การใช้ชีวิตในเมืองหลวงทำให้เราต้องวางแผนการเดินทาง การพบปะผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย


สำหรับฉันแล้วคงย้อนกลับไปใช้วิถีคนเมืองอย่างเดิมได้ไม่เนียนเท่าใดนัก เพียงแค่คุยกับความรู้สึกของตัวเองได้เพียงแค่นี้ ตราบได้ที่ชีวิตไม่ไร้ทางเลือกเกินไปนักคงมีอีกหลายชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีความคิดที่คล้านกันกับฉันบ้าง หรือคนที่ใช้ชีวิตอย่างนี้ทุกในวันเมืองอาจจะคุ้นชินเสียแล้ว จึงไม่ได้ลอบมองและแอบสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างที่ฉันเป็นก็ได้


ในยามที่ต้องเดินอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่ เวลาที่เหงาในเมืองนี้มันเหงาอย่างวายร้าย การเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนเป็นสิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่าอยู่คนเดียวในทุ่งกว้างหลายเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ในเมืองใหญ่ๆที่มีคนมากมาย ถึงได้มีคนฆ่าวตายมากกว่าผู้คนในชนบท




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2553    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2553 15:28:56 น.
Counter : 204 Pageviews.  

:: อารมณ์หลากหลายของผู้ชายในบอลโลก/ World Cup 2010 ::

ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ต้องได้พบทั้งความผิดหวังและสมหวัง เป็นธรรมดากับการที่ต้องสูญเสีย พ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่มีใครหนีพ้นไปได้เลย แต่
เราจะทำอย่างไรให้อยู่กับมันให้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายใด ผู้ชนะหรือว่าแพ้พ่าย แต่ทุกชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ต่อสู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยอมรับมันให้ได้ ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนต้องผ่านเหตุการณ์ที่ต้องผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจกันทั้งนั้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ร่ำรวยหรือยากจนเพียงไรไม่มีใครผิดหวังตลอดกาลสมหวังตลอดไป



เมื่อช่วงที่นั่งดูบอลโลก World Cup 2010 สิ่งที่เห็นผู้ชายทำกัน
คืออากัปกิริยาที่น่ารักที่เห็นแล้วประทับใจมากคือ ผู้ชายโผเข้าหากันกอดกัน บ้างก็ป้ายน้ำตาลูกผู้ชาย เห็นแล้วรู้สึกว่าอยากไปตบไหล่ เป็นเชิงปลอบโยน ภาษาที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ที่มีต่อกันนี้ เป็นสิ่งที่แสดงถึงภาษากายของมนุษย์อันทรงพลังยิ่ง



เราสามารถสื่อสารออกมาจากใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ความเสียใจ สิ้นหวัง พ่ายแพ้ เป็นความรู้สึกที่แรกอยู่ในทุกอณูของชีวิตของมนุษย์ มีอยู่ในทุกกระแสเส้นเลือดในกายคนเราทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในชนชาติใด เผ่านธุ์ใดๆ ในโลกใบนี้การแสดงออกนั้นไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วถ่ายทอดมาเป็นความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อกันได้อย่างละเมียดละไมยิ่งนัก






โลกนี้มีอยู่สองฝั่งเสมอ เพียงแต่ว่าเมื่อถึงยามที่ต้องรับความเป็นจริงมนุษย์เราจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน อย่าว่าแต่ผู้เชียร์เลยผู้แข่งในสนามที่ต้องทำงานเป็นทีมอย่างนั้นต้องร่วมฝึกซ้อมกันมาอยู่กว่าสี่ปี แต่ใช้เวลาที่ต้องแข่งขันเพียง 90 นาทีเทานั้นเอง จะมาตัดสินอะไรกันมากมายหนักหนา ต่างต้องเตรียมตัวกันมาอย่างดีขนาดไหนก็ตาม ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีที่ต้องลงสนามแข่งขัน เมื่อคิดว่าทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้วไม่ควรจะเสียใจจนเกินไป





เคยไหมที่เราเห็นใครที่ผิดหวังแล้วอยากจะเดินเข้าไปปลอบเคยไหมที่เราเห็นใครที่ผิดหวังแล้วอยากจะเดินเข้าไปแล้วเอาไหล่ให้ซบแทนความในใจที่มีมากมายในขณะนั้น โดยเฉพาะคนที่เพิ่งสูญเสีย ยากมากเลยที่เราจะเข้าไปปลอบใจ จนบางทีอาจจะเผลอเอาใจเราไปกระโจนร่วมความรู้สึกเดียวกันกับผู้ที่สูญเสียด้วยซ้ำไป บ่อยครั้งที่เราเอาอารมณ์ร่วมมากกว่าที่จะปลอบใจ ารมณ์และความรู้สึกเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและยากมากที่จะควบคุมความอ่อนไหวของจิตใจ





ผู้ชายร่ำไห้...หามิได้ขาดความเข้มแข็ง

เหนื่อยหนักพักเอาแรง..เก็บความแกร่งไว้ทำไม

ชีวิตมีเลือดเนื้อ...เก็บแรงเหลืออั้นไม่ไหว

หากเพราะสะท้อนไจ..สะท้านไหวในอารมณ์

ขอเธอจงเข้าใจน้ำตาไหลใช่ระทม

ด้วยเหนื่อยหนักในอารมณ์

....ใช่ซานซมตรมน้ำตา



เพราะเรื่องของใจไม่เหมือนสิ่งของทั่วๆไปจิตใจของมนุษย์เราเป็นสิ่งที่เปราะบางยิ่งความเศร้าโศกของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทรงพลัง ถ่ายทอดสู่กันได้ง่าย หัวใจไหวยวบ ตักตวงความรู้สึกสู่กันง่ายดาย ผ่านคนที่เราลุ้นระทึก ในทุกการแข่งขันในนัดสำคัญด้วยแล้ว การแสดงออกทางด้านอารมณ์ดูเป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมิอาจห้ามความรู้สึกร่วมกันได้เลย ไม่เห็นว่าจะต้องเก็บกักมันไว้ในใจ การปลดปล่อยอารมณ์และการแสดงออกของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งสวยงามเสมอ




น้ำตาของเจ้าแก๊สซ่าส์
Paul Gascoigne ในบอลโลกปี 1990


ฟุตบอลโลกเป็นเกมส์การแข่งขันมีสายตาที่จับจ้องในทุกเกมส์ในแบบลูกผู้ชายโดยแท้ การแข่งขันที่มีมนุษย์หลายเชื้อชาติและภาษามาร่วมแสดงพลังเมื่อโลกใบนี้ยิ่งใหญ่มีอยู่หลายทวีป เกมส์การต่อสู้แข่งขันนอกจากจะเป็นเป็นเดิมพันของมนุษย์หลายหลายเผ่าพันธุ์ในทุกสถานที่การแข่งขัน สามารถมัดใจชายหนุ่มได้ทั่วโลก หยุดกิจกรรมปกติได้ในหนึ่งเดือนเพื่อเชียร์กับทีมโปรดของตนที่ลงแข่งขันกันอย่าง
ใจจดใจจ่อ ทุกแมทซืการแข่งขันได้สะกดสายตาหลายๆคู่นับว่าเป็นการผนึกจิตใจของมนุษย์โลกได้อย่างน่าทึ่ง





KorP@I



22/07/2553








 

Create Date : 07 สิงหาคม 2553    
Last Update : 7 สิงหาคม 2553 22:13:09 น.
Counter : 326 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

chabori
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




(*♥´¨):-: SimpliFy Your Life : Just Be Yourself :-:*♥´¨)

Everyday is means to me:-)
..................o°o
.................O....°
............o°°O.....o
...........O..........O
............° o o o O
......................★
...................★
...............★
...........★
........★
....★
.★
*♥´¨)
¸.-´¸.-♥´¨) ¸.-♥¨)
(¸.-´ (¸.-` ♥♥´¨) ♥.-´¯`-.- ♥
«-(¯`v´¯)-» KorPai «-(¯`v´¯)-»


***************************

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด



Share |
Total คน
(online)
"ทรายทุกเม็ดมีค่า ทุกครั้งที่มันร่วงลงมา เปรียบเสมือน กาลเวลา ที่ล่วงเลย
(¯`v´¯)-» Welcome To KorP@I Blog«-(¯`v´¯)-
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chabori's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.