ถนนสายนี้...มีตะพาบ โจทย์ก.ม.ที่ ๑๘๙ - "ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙"




ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ 
"รอยยิ้มของพ่อ"


"พระองค์ทรงเคยเหนื่อย เคยท้อหรือไม่"







หนึ่งในพระราชกระเเสตอบ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมท กราบบังคมทูลถามพระองค์ว่า...
"ทรงเคยเหนื่อย ทรงเคยท้อบ้างหรือไม่" 



ความจริงมันน่าท้อถอยหรอกนะ 
บางเรื่องมันน่าท้อถอย
เเต่ว่า...ฉันท้อไม่ได้ 
เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน
เดิมพันของเราคือ...บ้านเมือง 
คือ...ความสุข 
*ของคนไทยทั้งประเทศ*

(กระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙)



หากใครอยากรู้ถึงความเหนื่อยเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร คุณแค่...ปิดตาข้างหนึ่งแล้วลองเดินไปท่ามกลางแดดที่แผดเผา หรือเดินลุยน้ำขึ้นเขาเข้าป่า หรือนั่งรถไปบนทางที่มีแต่หลุมแต่บ่อและโคลนแดงๆ หรืออาจจะลองขี่ม้าปีนเขา มุ่งเข้าไปในถิ่นที่เรียกว่าทุรกันดารห่างไกลความเจริญ แล้วคุณจะได้รู้ว่าอาการเหนื่อยอาการท้อที่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณเป็นเช่นไร อาการปวดหัวแทบจะระเบิด จากการใช้สายตาแค่เพียงข้างเดียวในการมองมันทรมานแค่ไหน รวมไปถึงอาการปวดของร่างกายที่แทบจะแตกสลายเป็นเช่นไร (ฉันว่าเราคงบรรยายออกมาเป็นคำพูดแทบไม่ได้เชียวล่ะ) 


หยาดเหงื่อ หลายล้านหยด ของพ่อหลวง
ไหลรด ไปทั่วทุกทิศ แดนไทย
 ทุกสิ่งที่พระองค์สร้างไว้
คือ...หวังเพียงลูก (ชาวไทย)
รู้จักคำว่า สามัคคี มีรอยยิ้มและ "พอเพียง"

วันนี้ขณะที่ฉันยืนมองดูรูปถ่ายในความทรงจำ ที่ BTS สถานีสยาม ระหว่างนั้นฉันบังเอิญได้ยินคำถามของเด็กน้อยคนหนึ่งถามพ่อของเขาว่า "พระราชารัชกาลที่ ๙ ท่านทรงทำเพื่อใครครับ? พ่อของเด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือตอบว่า "พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเราครับ" คำตอบสั้นๆ ที่พ่อตอบลูกชายตัวน้อยทำให้ "น้ำตาของฉันก็ไหลโดยไม่รู้ตัว" 


ต้องขอโทษนะคะที่ Sakormaree ไม่สามารถถ่ายภาพพ่อลูกที่แสนน่ารักคู่นั้นได้ เนื่องจากว่ามัวแต่ใช้มือเช็ดน้ำตา 
(ขอบคุณภาพประกอบ Blog : ที่มา : Foursquare.com)



เราคนไทยทุกคนรู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทำเพื่อพวกมามากมายแค่ไหน พระองค์คือ"แบบอย่างของคำว่าความดี" สิ่งที่ประชาชนอย่างเราจะทำ เพื่อจะระลึกถึงพระองค์นั้นคืออะไร ฉันคิดว่าเราคงมีคำตอบในใจแล้วทุกคน ซึ่งคำตอบที่ว่าคงไม่มีใครมาตัดสินว่าผิดหรือถูก เพราะพวกเราต่างก็รู้ว่า...พ่อหลวง...อยากเห็นอะไร? แล้วพวกเราพร้อมไหมที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อบ้านและเมืองของเรา เพื่อจะแลกกับรอยยิ้มนี้...รอยยิ้มของในหลวงรัชการที่ 9...


*รอยยิ้มของพ่อ*
( พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย)






ปล...สิ่งที่ฉันทำเพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ คือ ฉันจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด โดยไม่ละทิ้งทุกฐานะหน้าที่ของฉัน จะก้าวเดินตามวิถีพอเพียง และรู้จักแบ่งปันเมื่อฉันมีโอกาส (เพราะตัวฉันเองก็เคยด้อยโอกาส) 
"น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้"







ขอบคุณโจทย์ครั้งนี้...โดยคุณกะว่าก๋าและคุณต่อ
By sakormaree














 

Create Date : 23 ตุลาคม 2560    
Last Update : 27 ตุลาคม 2560 22:33:47 น.
Counter : 495 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ถนนสายนี้...มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 187 "ความรักที่ปราศจากถ้อยคำ"




"ความรัก...ที่ปราศจากถ้อยคำ"




"ความรักเก่าเเก่ ระดับบรรพกาล" ที่อวตารเกิดมาพร้อมโลกเก่าๆ ใบนี้เมื่อหลายล้านปีก่อน ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวตัวแรกถือกำเนิด คือ "ความรักตัว กลัวตายสำหรับความรักนี้ ฉันคงไม่ต้องกล่าวถ้อยคำอันใด...เพราะทุกคนคงประจักษ์ในสัจธรรมข้อนี้ ฉันคิดว่าน่าจะมีน้อยคนบนโลกใบนี้ที่จะกล้าบอกว่าตัวเองว่า"ม่กลัวความตาย"

เมื่อวันและเวลาสุดท้ายของชีวิตมาเยือน 
เราทุกคนคงได้คำตอบว่า...แท้จริงเรารู้สึกอย่างไง
การก้าวเดินครั้งสุดท้าย...เพื่อไปยืนบนหน้าผาของชีวิต
เผชิญหน้ากับท่าน "มัจุราช" (ผู้เป็นราชาแห่งความตาย)
(ความรัก...ที่ปราศจากถ้อยคำที่จะเอ่ย)






"ความรักอันดับสอง" ที่ฉันรู้จักคือ "ความรักในพี่น้องผองเพื่อนและญาติมิตร" หลังจากที่มีชิวิตเป็นสัตว์เซลล์เดียว Home Alone มาเนิ่นนาน (ล่องลอยอยู่บนสายน้ำ สายลม แสงแดดที่แผดเผาจนไหม้เกรียม) และแล้ววิวัฒนาการก็ได้ทำให้พบพานกับคำว่าว่าบนโลกนี้ยังมี "พี่น้อง พื่อนพ้อง ญาติมิตร" ความรักนี้จึงถือบังเกิดขึ้น ที่เห็นประจักษ์เด่นชัดในความรู้สึกคือ "การเสียสละของหมู่บ้านบางระจัน และความกล้าหาญของเหล่าทหารสามร้อยคน-สปาตาคัส" เรื่องราวที่คล้ายเป็นตำนานเก่าๆ (ไม่เล่าอาจถูกลืม)
"พี่น้อง พื่อนพ้อง ญาติมิตร ที่กล้าละทิ้งความรักตัวกลัวตายเช่นนี้ ถ้าหากใครเกิดมาแล้วได้มีโอกาสพบเจอถือว่าเป็นผู้มีโชค เพราะบนโลกใบนี้เป็นสิ่งล้ำค่าหายากยิ่ง...จริงแท้ (อย่าได้ทำหายไประหว่างการเดินทางของชีวิต)

*ความรักที่กล้าละทิ้ง "ความรักในลำดับที่หนึ่ง"
ยอมตายไม่ยอมสยบต่อความกลัว
แม้ไม่ได้เกิดวันเดียวกันแต่ขอตายวันเดียวกัน*
(ความรักรูปแบบนี้ก็คงเป็นรัก...ที่ปราศจากถ้อยคำที่จะเอ่ยจริงๆ)




"ความรักอันดับ 3" หลังจากการเดินทางของชีวิตหลังวิวัฒนาการที่ต่างร่วมสนุกสนาน กับพี่น้องเพื่อนพ้อง มาได้สักพักใหญ่ๆ ท่ามกลางความสุขนั้นกลับมีเสียงเรียกร้องจากข้างในใจ ที่รู้สึกโหยหารักอันดับ 3 ออกตามหาอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป นั่นก็คือ "ความรักที่ให้เธอ มีมากกว่าชีวิตของฉัน

เมื่อได้ค้นพบความรักอันดับที่สาม...กลับได้รู้ว่าความรักนี้กลับวิ่งขับเคี่ยวเบียดเสียดกันมากับสิ่งที่เรียกว่า "ความหลง" จนยากที่จะหาผู้แพ้ชนะและแยกแยะให้ออกได้ว่า


''

"เพราะรัก..จึงหลง''
หรือ
''เพราะหลง...จึงรัก" 
หรือว่า
"เพราะทั้งรักทั้งหลง"

''

มีเรื่องราวเล่าขานให้สะท้านสะเทือนใจไปทุก 6 ทวีป ทั่ว 5 มหาสมุทรถึงนิยายแห่งโศกนาศกรรมแห่ง"รักเธอมากกว่าชีวิต" จากรุ่นสู่รุ่น...สร้างพิมพ์นิยมให้นักรักบนโลกแห่งความจริง หลายคู่ดำเนินรอยตาม (พร้อมเป็นแมลงเม่าที่ยอมสลัดปีก กระโดดเข้ากองไฟเพื่อให้ตายไปพร้อมกัน) ที่อินกันสุดๆ ทุกยุคทุกสมัยสร้างเป็นหนังฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง...

"โรมีโอแอนด์จูเลียต (Romeo & Juliet) "

*ที่ตัวละคร...สมัครใจสังเวยความรักด้วยความตาย*
(ก่อนวัยอันสมควร)
*ส่วนครอบครัวและคนที่เหลืออยู่ หลังจาก  2 คนนั้นตายจากไป
ต่างมีชีวิตด้วยความเจ็บปวดทรมาน* 
(ที่ต้องทนใช้ชีวิตแบบ "อยู่เหมือนตาย...ตายเหมือนอยู่")

นี่ก็เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่  "วิลเลียม เชกสเปียร์" เขียนถึงความรักที่ยอมแม้กระทั่ง ละทิ้งรักอันดับที่ 1และอันดับที่ 2 
ช่างเป็นรัก...ที่ปราศจากถ้อยคำใดๆ จริง






มาถึงความรักลำดับที่ 4 (ความรักลำดับสุดท้าย) นั่นคือ"รักที่ไม่คิดถึงสิ่งตอบแทน" อาจเรียกได้ว่าเป็นความรักที่ยกระดับขึ้นมาในขั้น "Advance" กรรมการตัดสินชี้ขาดในที่นี้คือ "ความรักที่ต้องลบความหลงออก" ซึ่งความรักระดับนี้เป็นรักที่ยิ่งใหญ่ (แท้จริงมันไม่เคยอยู่ไกลตัวเราหรอกค่ะ) นิยามสั้นๆ คือ "สงบ เยือกเย็น เป็นสุข ปล่อยวาง"



เอาเป็นว่าฉันไม่ขอชี้ประจักษ์พยาน ของการมีอยู่จริงของความรักอันดับที่ 4 นี้นะคะ เพราะฉันขอยกหน้าที่นี้ให้คุณผู้อ่านทุกท่านเป็นคนเลือกว่า "ความรักที่ปราศจากถ้อยคำที่จะเอ่ยนั้นมีใครบ้าง" สุดแท้แต่ใจของผู้อ่านทุกท่านที่จะคัดสรรค (ด้วยรักจากใจจริง)




ปล...ขอส่งท้ายด้วยกลอนนี้นะคะ และขอขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ความรักที่ปราศจากถ้อยคำ...

''

บนเกมส์รัก ถ้ายึดติด จะทุกข์มาก
หากวางหมาก ให้ถูกจุด จะสุขล้น
เมื่อสุดท้าย ของปลายทาง อย่าขวางตน
"เหตุแห่งผล คงหลุดพ้น บนทางกรรม (รัก) 

''


By Sakormaree

Smiley





 

Create Date : 23 กันยายน 2560    
Last Update : 26 กันยายน 2560 11:07:02 น.
Counter : 787 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ถนนสายนี้ ... ... มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 186 "ประชุม"




ถนนสายนี้...มีตะพาบ 
หลักกิโลเมตรที่ 186 "ประชุม"
(ชีวิตนี้เพื่อเธอ # สามัคคีประชุม #)



งานตะพาบครั้งที่แล้ว  คุณไวน์กับสายน้ำแวะมาบอกว่า "โจทย์รอบที่แล้วส่งช้าไปนิดหนึ่ง นะครับ "

พอมาถึง...โจทย์ครั้งนี้ของคุณต่อ (toor36) ก็ตั้งใจว่าจะ "รีบส่งงาน" แต่ว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่เขียนสักที ปล่อยให้เวลาผ่านล่วงเลยเรื่อยมาจนถึง วันที่ 8 ก.ย (วิถีสล๊อต  555)

เพื่อนบ้านบล๊อกแกงค์หลายท่าน ก็แวะมาทักทายหลายหน ชักจะเริ่มเขินปน (ละ) อายนิดๆ

Smiley Smiley Smiley

ถึงเวลาต้องตื่นจากฝันบรรเจิดแล้วสินะ บินนานเกินไปแล้ว ถ้าหาก"องค์กรตรวจสอบความปลอดภัยด้านการบินสากล  (IKO) ตรวจเจอคงจะสรุปประชุมว่าเป็นการบินที่ไม่ปลอดภัย ให้ยกเลิกการบินด้วยผ้าขาวม้าเป็นแน่...คิดได้อย่างนี้ ต้องพิจารณาเปิดประชุม "เดินหน้าสู่โจทย์ (คุณ) ต่อไปได้แล้วล่ะ 555"

เอาเป็นว่า เพื่อความสบายใจของ จขบ. ได้โปรดลงความเห็น เพื่อสรุปปิดการประชุมครั้งนี้ว่า

 "การส่งการบ้านโจทย์ =ไม่ช้านะคะ :)"





พวกเรา เกิดมาเพื่อ "ประชุม"
สร้างชุมนุมรัก สมัครสมาน
จันทร์เช้า ประชุม "เปิดงาน"
อังคาร ยาวนาน ประชุม "จนเมา"
วันพุธ ประชุมจนบ่าย 
เรื่อง"งบบานปลาย"แทบหัวหมุน
พฤหัสฯ ประชุม"อบอุ่น"
เคลียร์เรื่องคุกรุ่น ประชุม "ถึงเช้า"
วันศุกร์ "ไม่สุขสมชื่อ"
งานยังเหลืออื้อ จะทำอย่างไง? 
เอาน่า...ต้องมีกำลังใจ !
เหลือเสาร์-อาทิตย์ไง? ....ลืมไปแล้วหรือ?  
** เย้ๆ ประชุมวนไปค่ะ **  :(







ปล...ถ้าเป็นไปได้ให้ร้องและคลอทำนองดนตรีตามเพลง "สามัคคีชุมนุม" สรุปการประชุมเสร็จแล้ว Sakormaree ต้องขอตัวลาเพื่อไปประชุม...เอ้ย! ไปพักต่อก่อนนะคะ ขอให้เพื่อนชาวบล๊อกแกงค์ทุกท่านมีความสุขเเละสนุกไปกับการประชุมของ Sakormaree นะคะ 

"ขอความขำและความฮา" 
"จงบังเกิดกับทุกท่าน" 
(ราตรีสวัสดิ์) 









By Sakormaree.

Smiley









 

Create Date : 08 กันยายน 2560    
Last Update : 11 กันยายน 2560 19:52:33 น.
Counter : 488 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ถนนสายนี้ ... ... มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 185 "ความฝันอันบรรเจิด"





"ความฝันอันบรรเจิด"
"ศิลปะแห่งชีวิต (Art of life )"


คงเป็นเพราะกาแฟ Late Art รูปหัวใจที่วางตรงหน้า ทำให้นึกถึงบางเรื่องเมื่อครั้งตอนที่เป็นเด็ก ฉันมีความฝันอันบรรเจิดมากมายในสมอง (น้อยๆ) ไม่มีอะไรมาขวางกั้นคำว่า "ความฝันและความจริง" 

ฝันอันบรรเจิดเรื่องที่หนึ่ง (เป็นเรื่องที่ฉันต้อง...จดจำตลอดมา) คือ "ฉันฝันว่าฉันบินได้" (เคยฝันแบบนี้มั๊ยค่ะ) เชื่อมั๊ยค่ะว่าพอฉันตื่นขึ้นมาฉันรีบพิสูจน์ความฝัน ด้วยการผูกผ้าขาวม้าแล้วกระโดดลงจากกระท่อมน้อยปลายนาของยาย "กางปีกบิน" เซอร์ไอแซคนิวตันและพี่น้องตระกูลไรท์ คงอึ้งกับความเด็ดเดี่ยวและความใจกล้าของฉัน "จิตวิญญาณนักวิทยาศาตร์และนักประดิษฐ์ช่างแรงกล้ายิ่งนัก" 

ก็คงพอเดาออกนะคะ ว่าผลสรุปสุดท้ายจะเป็นเช่นไร? ใช่ค่ะโรงพยาบาลเย็บไปหลายแผลและแอนตาซินไม่จ่าย (555) ถ้าเป็นคำพูดของสมัยนี้ ก็คงต้องบอกว่า "งามไส้มากจริงๆ" พอฉันกลับมานึกถึงความฝันอันบรรเจิดเรื่องนี้ ทั้งเจ็บและอายเหลือเกิน (โชคดีนะ ที่ไม่พิการหรือตาย) ตอนนี้ฉันสงสัยว่า ฉันไปเอาความเชื่อมั่นแบบนั้นมาจากไหนกันนะ? อ่า...หรือว่าเพราะตอนเด็กฉัน "ไม่มีความกลัว...(ใช่เหรอค่ะ? 5555)" 


Smiley Smiley

ผลของการทำตามความฝันอันบรรเจิด
ครั้งแรก "ฉันบินได้" คือ

"ได้ 1 แผล (เป็น) มาจากการบิน"

ฝันอันบรรเจิดเรื่องที่สอง คือ "ฉันอยากเป็นผู้ให้บ้าง" ที่มา...ของฝันนี้เกิดจากตัวฉันเคยเป็นเด็กด้อยโอกาส


" ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานสมุดและดินสอให้แก่เด็กๆ ในถิ่นทุรกันดาร" ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าท่านคือใคร? รู้แค่ว่ามีคนใจดีฝากของมาให้เเละฝากบอกว่า "ให้เด็กๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ" สำหรับฉันในตอนนั้นตอบไปว่า "เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวหนูทำได้ค่ะ

วันนั้น...ฉันดีใจกับสิ่งที่ได้รับ มือเล็กๆ ของฉันกำดินสอและสมุดไว้เเน่น (มีความสุขเหลือเกิน เพราะคิดว่าจะได้ช่วยแม่ประหยัดเงิน) พอโรงเรียนเลิกฉันรีบกลับบ้านไปบอกแม่ว่า "มีคนใจดีมาแจกสมุดกับดินสอด้วยแม่ไม่ต้องซื้อให้หนูแล้ว" เเม่ยิ้มแล้วบอกว่า "ดีจังเลยนะ"

แม่ตื้นตันใจมาก ฉันจำสีหน้าเเววตาและคำพูดหนึ่งประโยคของแม่ได้ "สักวันหนึ่งเมื่อลูกโตขึ้นและมีโอกาส ลูกอย่าได้ลืมความรู้สึกนี้นะ" 

เมื่อวันเวลาผ่านไป ฉันได้รู้ถึงความหมายและความพิเศษของการให้ "ที่เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่จะเจริญงอกงามไม่มีที่สิ้นสุในหัวใจ" (ของคนให้และคนรับ)  การให้ไม่มีขนาดหรือปริมาณตายตัว ที่ใครจะสามารถชั่งตวงวัดได้

หนึ่งในความฝันอันบรรเจิดที่ดีที่สุดที่ฉันเรียนรู้  คือ "การส่งต่อโอกาสแห่งการให้ ในบางช่วงเวลาของใครสักคน เท่าที่เราทำได้ บนพื้นฐานของความพอเพียง" (เพราะฉันก็เคยด้อยโอกาส)  "ารให้...จะยังคงเป็นการให้เสมอ"



ผลของการทำตามฝันอันบรรเจิด
ครั้งที่สอง "ฉันอยากเป็นผู้ให้บ้าง" คือ

"ส่งต่อ..การให้"
(จาก "สมุด 1 เล่มและดินสอ 1 แท่ง)




เพราะความฝันอันบรรเจิด ให้อะไรในชีวิตของฉันมากมายไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือน้ำตา "ฉันคิดว่า...เราก็แค่เด็กในร่างของผู้ใหญ่ที่ยังคงมีฝันบรรเจิด" จะว่าไปแล้วความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางตามฝันอันบรรเจิด คือ "ศิลปะแห่งชีวิต (Art of life )" งาน Art ที่ต่างคนต่างมีแนวทางเป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม สิ่งนั้นเราต้องเลือกเอง   





Smiley





By...Sakormaree

ปล... ขอบคุณผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่เป็นแรงบันดาลใจ ของเด็กด้อยโอกาสคนหนึ่งในการสร้างฝันอันบรรเจิด (สิ่งของพระราชทาน / สิ่งที่เรียกได้ว่าอร่อยที่สุดในโลก (ตอนเด็ก) *ไมโล&ขนมโดนัสนม คุณหมอ & วัคซีน/ฟลูออไรด์/ฟันที่ถูกถอไป วมไปถึอื่นๆ อีกมากมาย) และขอบคุณนะออยลี่&ผองเพื่อน+ QC ทีม+ และทุกๆ คนที่ช่วยบริจาค ขอบคุณมากๆค่ะ




 

Create Date : 02 กันยายน 2560    
Last Update : 8 กันยายน 2560 11:10:48 น.
Counter : 540 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

► ►►... โจทย์ประจำหลักกิโลเมตรที่ 179 (ดาวรุ่ง) .... ◄◄














 " ดาวรุ่ง...ยุค 4 G "

ในยุคแห่งการพัฒนาก้าวล้ำหน้า ยุค 4G เป็นยุคที่โลกแห่งความจริง แทบจะหมุนตามโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่ทั...ยุคที่ทุกอย่างช่างรวดเร็วปานขี่พายุทะลุฟ้า ที่ดาวรุ่งต่างผลัดเปลี่ยนกันมามากมาย ในระบบสุริยะจักรวาลยุคดิจิตอล (ครองเมือง) ซึ่งเป็นยุคที่ว่ากันว่า

"ทุกคนล้วนเป็นดาวได้ด้วยตัวของตัวเอง เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส"
#ฉันอยากมี Status และอยากมีตัวตน
#(แล้วไงใครแคร์)#

มีดาวรุ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งมากมาย ทั้งที่เกิดขึ้นในแบบที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจซึ่งกำเนิดจากแม่นอกไส้ที่เป็นเบ้าหลอมเดียวกันหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า Smart Phone (แต่ฉันชอบเรียกมันว่าตาเทพ)

เทคโนโลยีภายใต้ชื่อแบนร์ดดัง ที่ใครต่อใครอยากได้มาครอบครองเพื่อมาสนอง (เกิน) ความต้องการ (Need) ที่บริษัทผลิตเทคโนโลยีต่างผลิตมันออกแข่งขันกัน โดยสร้างฟังชั่นมาพร้อมความสามารถมากมายเกินบรรยายและเพิ่มความ Fast Online ผ่านระบบ 4G และ Wifi (เพียงแค่คุณมีกำลังซื้อหรือมีเครดิตการ์ด ชีวิต Smart ที่คุณเลือกเอง) 

มันช่างรวดเร็วทันใจ ในแบบที่ใครต่อใคร จุติและแตกดับได้เพียงชั่วอึดใจ โดยสามารถ Live สดหรือบันทึกแบบ offline เอาไว้ภายในทิพยวิมานโลก Online ที่เป็นารเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือเวิลด์ไวด์เว็บโยงโยไร้สาย จนสัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งผู้สร้างเยื้อใย อย่างแมงมุมยังต้องยกธงขาว กล่าวคำว่า ขอยอมแพ้ (ราบคาบ) 

"สักขีพยานแห่งการเกิดและดับของดาวรุ่ง 4G สามารถหาได้จาก Web Site ของ 3 มหาเทพ ในโลกยุค 4G"

Web site google (ท่านมหาเทพศาสตราจารย์แห่งณานหยั่งรู้) : มหาภพของการหาข่าวในโลกดิจิตอล (Search Engine) 

Web Site YouTube (ท่านมหาเทพบิดร) : ตำหนักวิมานของคนมีของและช่องที่ต้องสับตะไคร้ (Subscribe)

Web Site FaceBook (ท่านมหาเทพมารดร) : สรวงสวรรค์ของคนมีเพื่อน ( Like&Share)

ซึ่งทุกอย่างที่ดาวรุ่งเปิดเผยเอาไว้จะสถิตย์ ไปชั่วกัปชั่วกัลป์หรือไม่ก็จนกว่าโลกสวรรค์ที่ว่านั้นจะดับสูญ โดยจะมีเหล่าเทพเซียนที่เรียกตัวเองว่''ชาวโลกโซเชียล''มารวมตัวชุมนุมเพื่อเป็นสักขีพยานใน "การเกิดและดับของดาว"

หากลองนึกย้อนมองกลับไปเมื่อสัก 1-2 ปีที่แล้ว จะพบว่ามีดาวรุ่งหลายรายที่บทสรุปสุดท้ายกลับกลายเป็น"ดาวดับแสง"แทบจะไม่มีแม้กระทั่งที่จะยืนในโลกแห่งความจริง บ้างเผชิญหน้ายอมรับบ้างปฏิเสธ บ้างลี้ภัยย้ายถิ่นฐาน หรือหลบไปพึ่งธรรมะ เพียงเพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่และค้นพบการใช้ชีวิตในวิธีทางสายกลาง จนดาวรุ่งบางดวงถึงขั้นเอ่ยปาก หากรู้ว่าจะมีจุดจบอย่างนี้ คงไม่ใช้โอกาสของชีวิตในวิถีแบบนั้น

แต่ทว่า เมื่อกลับไปแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับและเริ่มใหม่ หนทางที่ว่าคงไม่ได้ง่ายเหมือนเราพิมพ์คำผิดในคอมพิวเตอร์แล้วแค่กดปุ่ม Delete หรือ Backspace แต่การเริ่มใหม่ที่ว่าคงเปรียบได้กับการ "ผลิตยางลบในยุคไดโนเสาร์" ไม่ว่าใครจะเป็นดาวรุ่งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่สิ่งที่ควรรู้ในการใช้ชีวิตในโลกยุคนี้ การลบทิ้งและการลืมช่างเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง


*** เปรียบเสมือนการก่อไฟนั้น 
ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องมีควันไฟเกิดขึ้นเสมอ ***

(บางครั้งสำนวนสอนใจของคนในยุคที่ไม่มีเทคโนโลยีที่กล่าวไว้ว่า)


ไม่เห็นโลงศพ ''
'' ไม่หลั่งน้ำตา "

น่าหยิบยกมาใช้ได้ดีทีเดียวกับเหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นนี้ พราะมันช่างเป็นสำนวนที่ตรงไปตรงมาและยังเตือนสติ เตือนใจ ถึงความหมายที่สามารถกระแทกใจได้ถึงแก่น

ถึงใครก็ตามที่จะอาจเป็นดาวรุ่ง /อยากเป็นดาวรุ่งหรือกำลังเป็นดาวรุ่ง ถ้าหากคุณมองไม่เห็นผลของการกระทำที่เลวร้าย ที่อาจก่อความเสียหายร้ายแรง ที่อาจส่งผลถึงชีวิตคุณหรือครอบครัว คุณก็ยังจะไม่สำนึกถึงการกระทำอันไม่เหมาะสมของตนเอง 

"ซึ่งคนเหล่านี้ต่อให้มีใครพูดถึงผลเสีย
ของการกระทำของตน 
ก็จะไม่มีทาง
และไม่มีวันที่จะยอมฟัง
หรือยอมเชื่อ
จนกว่าจะได้เห็ผลลัพธ์อันน่าสยดสยอง
ด้วยสองตาของตัวเองเท่านั้น !"


(แด่ดาวรุ่งทุกดวงยุค 4 G)


" ดาวรุ่งมักพุ่งแรง...เส้นทางที่จะกลายเป็นดาวค้างฟ้าทอแสงสุกสว่าง พร่างพราว ในนภามันช่างลำบาก ยากเย็น แสนลำเค็ญ "



ปล. ฉันคิดถึงคำพูดเล่นๆ ที่เคยพูดว้ว่า
...เมื่อระยะทางพิสูจน์ความอึดของ" CAR (รถ) 
ดังนั้นกาลเวลาจะผู้พิสูจน์ความเป็น"The Star "(
ดาว) ของดาวรุ่ง-4G


By Sakormaree...

Smiley





 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 28 มิถุนายน 2560 15:05:13 น.
Counter : 339 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Sakormaree
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***เราไม่สามารถ Recycle เวลาได้ และชีวิตเรามันสั้น ควรใช้มันอย่างมีคุณค่า ดังนั้นจงบอกตัวเองว่า Never give up = อย่ายอมแพ้***

***เพราะบาดแผลในชีวิต ไม่มียากับพลาสเตอร์ ดังนั้นจึงใช้การเขียน Blog ช่วยเยียวยาจิตใจ และเตือนตัวเองให้รู้ว่าตัวเองเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ***

***เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ....
ชื่นชอบการอ่าน....รักงานเขียน...
การเดินทางในชีวิต...ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ***

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +

ยินดีและขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน Blog ของ Sakormaree นะคะ

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Sakormaree's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.