รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง












รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง 
(วินทร์ เลียววาริณ)

ฉันพบหนังสือเล่มนี้เมื่อตอนที่ชีวิตฉันติดใน กองขยะใช่ค่ะคุณอ่านไม่ผิด กองขยะกองใหญ่ของชีวิตและกองขยะแห่งความฝันที่ฉันทิ้งไปมากมาย... ฉันคิดว่าถ้านำกองขยะกองที่ว่ามารวมกันมันคงสูงท่วมหัวฉันแน่...(ฉันคิดเอาเองนะ) ส่วนเรื่องกลิ่นก็คงเหม็นเน่าไม่ต่างกับซากหมาเน่าแน่ๆๆ  (โชคดีนะที่มันไม่ใช่กองขยะของจริง.......5555) 

Smiley


เพื่อนคนหนึ่ง ---> ส่งหนังสือเล่มนี้ให้ พร้อมกับคำพูดที่ว่า..."แกควรอ่าน" ฉันมองหน้าเพื่อนพร้อมกับยื่นมือรับหนังสือมาและมีคำถามว่า " หนังสืออะไรมีแต่รูปรอยเท้า...แล้วฉันจะอ่านจบได้ไง ? " เพื่อนของฉันบอกว่าแกก็แค่...เปิดใจแล้วก็...เปิดหน้าเเรก...อ่านๆๆๆ...ก็เท่านั้น ! 

จากชื่อหนังสือ " รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง...(บนปกมีรูปรอยเท้า) เมื่อ...ฉันพลิกไปดูหลังปกหนังสือ (ก็ยังมีรูปรอยเท้า)...ฉันอ่านพบข้อความ 5 ย่อหน้า...ที่กระเเทกเข้ากระโหลกหนาๆ ของฉันอย่างจัง...ทุกถ้อยคำและทุกตัวอักษร
Smiley
... ฉันคิดว่าฉันถูกน๊อคนับสิบ... (ตั้งแต่อ่านพบข้อความ 5 ย่อหน้านั้น ...5555)
Smiley








หนังสือเล่มนี้ของคุณวินทร์ เลียววาริณ เป็นมากกว่าหนังสือเสริมกำลังใจ เพราะสำหรับฉันแล้วหนังสือเล่มนี้คือ " โค๊ช ของฉัน" ที่คอยกระตุ้นสมองว่า...
" อย่ายอมแพ้...อย่าทิ้งฝัน..." 
ถึงแม้บางวันฉันอาจจะแพ้ราบคาบ...เสียหลักหกล้มไม่เป็นท่า บนทางที่ฉันเลือกเดิน" แต่ในเช้าวันต่อมา...ฉันต้องลุกขึ้นสู้....ต่อไป "

และเตือนฉันว่า
.
.
.
.
v

" บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวและคุณอาจพลาดโอกาสนั้นตลอดกาล "

*หลายคนคงสังสัยและมีคำถามว่า...มีข้อความไหนบ้างที่กระแทกสมองอย่างจัง...พอจะยกตัวอย่างให้อ่านได้มั๊ย ?  เอาเป็นว่าฉันขอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ฉันทำสำเร็จหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ก็แล้วกัน จาก หน้าที่ 21 :  บอกรักแม่


บางครั้งเราหลงลืมและช่างเย็นชา...
(ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) 
ฉันว่าเราแสดงความเย็นชากับพ่อเเม่..ได้บ้ามาก...
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ 
* เหมือนการนั่งเปิดแอร์...ในบ้านน้ำแข็งของเอสกิโมที่ขั่วโลก ....
มิหนำซ้ำยังนั่ง...อมน้ำแข็ง *

ตัวฉันเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยแสดงความรักกับพ่อแม่อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิต" ในวิถีสล๊อท" (Sloth...
ที่นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลก)  

จากวันที่ฉันอ่านหนังสือรอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง หน้าที่ 21 จบ... ฉันไม่เคยรีรอที่จะบอกรักพ่อแม่และแสดงความรักต่อท่าน
...เพราะฉันกลัวคำว่า...พลาดโอกาสนั้นตลอดกาล...ความหมายของมัน...คือ...หมดโอกาสแก้ตัว...
แล้วไอ้คำๆ นี้แหละที่มันจะหลอนเรา ... ยิ่งกว่าโดนผีคุณอุบลหลอก ... และทิ่มแทงเราให้เจ็บปวดไปชั่วชีวิต มากกว่าคุณหมอลืมมีดผ่าตัดไว้ในท้องซ่ะอีก 





...เพราะการเจ็บทางกาย...รักษาหายได้...
....แต่ความเจ็บที่เกิดจาก...การรู้สึกผิด...
....มันยากที่รักษาให้หายดี...

Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley

**ฉันพูดได้เต็มปากว่าหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนฉัน... หลายคนอาจจะสงสัยและอาจจะมีคำถามว่ามันง่ายไปมั๊ย? ***

....ฉันตอบเลยค่ะ...ง่ายๆ อย่างนี้แหละ....

...ซึ่งนี่คือคำตอบของหนังสือของพี่ดีอย่างไร ทำไมต้องรีวิว.....รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง 
(วินทร์ เลียววาริณ)

===========================================================
ส่งท้าย... หวังว่าการรีวิวครั้งนี้คง...พอจะช่วยทำให้นักอ่านบางท่าน
*** หยิบหนังสือ...ที่มีรูปรอยเท้าขึ้นมาอ่านนะค่ะ ***

===========================================================


Smiley


By...Sakormaree





 

Create Date : 19 กันยายน 2559    
Last Update : 26 กันยายน 2559 22:10:44 น.
Counter : 611 Pageviews.  

The Last Lecture : การบรรยายครั้งสุดท้าย (แต่ไม่ท้ายที่สุด)




" The Last Lecture " 
เขียนโดย...แรนดี เพาวซ์ (Randy Pausch) 
และเจฟฟรีย์ ซาสโลว์  (Jeffery Zaslow)
แปลโดย...วนิษา เรซ


ฉันคิดหลายรอบ ว่าควรจะรีวิวหนังสือเล่มนี้มั๊ย...เพราะฉันเกรงว่า...ฉันอาจวิเคราะห์ข้อดีของหนังสือเล่มนี้มากกว่าข้อด้อย (ซึ่งบอกตรงๆ ว่าฉันมองไม่เห็น)...
ดังนั้นฉันจึงสรุปได้ว่า...ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่แนะนำหนังสือดีๆ เล่มนี้...ก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณหนูดี วนิษา เรซ ที่แปลหนังสือเล่มนี้ดีเกินคำว่า...ยอดเยี่ยม...จาก 6 หัวข้อหลัก และ 61 หัวข้อย่อย ที่ถูกร้อยเรียงเเละรวบรวมเป็นหนังสือ  219 หน้า

The Last Lecture "  
หนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ...ของใครหลายล้านคน (จิตใต้สำนึกของฉันยกมือขึ้นพร้อมกับตะโกนว่า...รวมฉันเข้าไปด้วยนะ...5555) 
ข้อความที่ฉันนี้เขียนข้างต้น...คงไม่ใช่คำกล่าวชม...ที่ดูยกยอมากเกินไปนัก หนังสือเล่มนี้...ที่ให้อะไรมากว่าที่ฉันคิดไว้ในมาก...ซึ่งฉันไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้...มีเพียงบางข้อความเท่านั้น...ที่ฉันพอจะเขียนให้เพื่อนนักอ่านได้คิดและตัดสินใจเอาเองว่า...หนังสือเล่มนี้...ดีพอมั๊ย...ที่จะรีวิวในกิจกรรมพันทิปในหัวข้อ " เล่มนี้ของพี่ดียังไง? " 

หนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของความตาย...อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด...เท่าที่ใครสักคนบนโลกใบนี้จะบอกเราได้...
การใช้ชีวิตในเวลาที่มีอย่างจำกัดได้อย่างไร 
ให้คุ้มค่ามากที่สุด...ในทุกฐานะ 
(ลูก /  สามี / พ่อ / เพื่อน / อาจารย์ และในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งบนโลกใบนี้...ที่เกิดได้ตายเป็น...


คุณแรนดีทำในสิ่งที่คนปกติอย่างเราอิดออดที่จะทำ คือการออกกำลังกาย...คุณแรนดีเป็นผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน (ขั้นสุดท้าย) ที่วิดพื้นโชว์คนปกติ...



และข้อดีอีกอย่างหนึ่ง...ของการอ่านหนังสือเล่มนี้...คือการที่ฉันได้จินตนาการในรูปแบบโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ...ว่า...คุณแรนดีเล่นไพ่กับท่านมัจจุราช...แล้วไพ่ในมือของคุณแรนดีเป็นหมายเลข 13 = The Death...



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 " เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่เราจั่วมาได้ " 
" แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก " 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เหมือนฉันได้ยินเสียงคุณเเรนดี...กระซิบบอกว่า...ความจริงแล้ว..ทุกคนล้วนถือไพ่นี้อยู่ในมือนะ...ผมว่าคุณลองดูสิว่าผมเล่นไพ่กับท่านอย่างไร...แล้วสิ่งที่คุณแรนดี...ทำให้ท่านมัจจุราชประหลาดใจได้มากที่สุด ในสถานการณ์ที่เอาชนะได้ยากเช่นนี้...เขาปล่อยหมัดเด็ดไปกับคำพูดที่ว่า...

" ถ้าผมไม่ได้เศร้าโศกเท่าที่ควร...
ต้องขออภัยด้วยถ้าทำให้ท่านผิดหวัง...
(ฉันคิดว่าท่านมัจจุราช...อมยิ้มนะ)


*** กลับมาในโลกความเป็นจริง ***
น่าเสียดายที่คนปกติธรรมดาหลายคน เฝ้ารอเวลาแห่งมัจจุราชมาเยือนอย่างเปล่าประโยชน์...แต่สำหรับคุณเเรนดีกลับไม่ได้ปล่อยเวลาที่มีค่าของเขาบนเตียงผู้ป่วย...ไมใช่ว่าเขามีอะไรพิเศษมากไปกว่าคนอื่นหรอกนะคะ (เขาบินไม่ได้และไม่เป็นยอดมนุษย์ที่อยู่ในหนัง) 


แต่สิ่งที่ทำให้เขาพิเศษกว่าคนอื่นๆ คงเป็นเพราะการที่เขาทำอะไรบางอย่าง...อย่างกล้าหาญและน่ชื่นชมมากที่สุด...คือ...

" The Last Lecture "
 " เลคเชอร์ครั้งสุดท้าย "
ที่ฝากไว้ให้โลก...ได้จดจำเขาในทุกฐานะ...
" แห่งอมตะบุคคล"






ส่งท้ายด้วยรัก *** ฉันยอมรับโดยไม่อายว่าฉันร้องไห้เพราะหนังสือเล่มนี้...อย่าเชื่อฉันค่ะ...อย่าเชื่อในสิ่งที่ฉันเขียน...ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองค่ะ...ว่าหนังสือเล่มนี้ดีพอมั๊ย...ที่จะจัดเข้าห้องสมุดแห่งความจำของคุณ...สำหรับฉัน...คุณแรนดีอาจเอาชนะท่านมัจจุราชไม่ได้...แต่เขาได้กลายเป็นอมตะบุคคลที่ฉันจะจำไปตลอดกาล...โดยผ่านงานเขียนของเขา...นานเท่านาน...(เท่าที่ชีวิตฉันยังจะหายใจอยู่บนโลกใบนี้)


by sakormaree...








 

Create Date : 31 สิงหาคม 2559    
Last Update : 12 ตุลาคม 2559 13:10:06 น.
Counter : 361 Pageviews.  

วิธีการจำของแม่จ๋า...กับสาเหตุที่ว่า..(ทำไม) ต้องกราบแม่








Smiley

+++ พอหลับตานึกทบทวนเรื่องราวในความรู้สึก เมื่อคิดถึง....แม่จ๋าผู้เป็นที่รัก  เราถามตัวเองว่า...มีอะไรที่นึกแล้วขำ ทำแล้วสุข สนุกทุกครั้ง...เป็นพลังจิตเมื่อได้คิดถึงเธอ...แม่จ๋า ผู้เป็นแรงพลักดันให้เดินหน้าต่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย...ภาพต่างๆ มากมายหลั่งไหลออกมา ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน +++

เรื่องแรก คือ วิธีการจำของแม่จ๋า... 
  ต้องขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งตอนยังเด็กๆ คำสอนที่แม่พร่ำสอนเสมอ...คือ...การลืมในสมองส่วนใหญ่เกิดขึ้น...ภายหลังความทรงจำ หากใช้สมองจดจำ...สักวันจะลืม... ดังนั้นให้ความความรู้สึกช่วยจดจำจะทำให้ไม่ลืม... (แม่พูดพร้อมกับยกตัวอย่างประกอบ)

แม่จ๋า : เวลาเงินเดือนพ่อออกนะ...แม่จ๋า..จำแม้นแม่น..เลยพ่อ...
พ่อจ๋า : เอ่อใช่...แม่จำเเม่น...บางครั้งพ่อยังลืมเลย แม่ทำไงถึงจำได้นะ
แม่จ๋า : ก็แม่ใช้ความรู้สึกไงพ่อ เพราะเงินเดือนพ่อทำให้แม่มีความสุข ...เวลาแม่นึกถึงความสุขแม่ก็จะนึกถึงเงินเดือนพ่อทุกที...  
พ่อจ๋า : มีเสียงในลำคอของพ่อเปล่งออกมาเบาๆ...(หึ...หึๆๆๆๆ )...Smiley ...Smiley ...SmileySmiley
ลูกจ๋า : ลูกไม่แน่ใจว่า...เสียงที่ลูกได้ยินเมื่อตอนนั้นเป็นเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ของพ่อกันแน่...ลูกขอกราบแม่จ๋า Smiley (คุณพระ..แม่ฮามากจริงๆ) 

Smiley


เรื่องที่สอง คือ สาเหตุที่ว่า..(ทำไม) ต้องกราบแม่...

  +++ สิ่งที่เห็นจนเป็นเรื่องชินตา...คือภาพที่แม่จ๋าไปกราบยายอยู่บ่อยครั้ง  โดยเฉพาะในวันเกิดของแม่จ๋า  แม่จะเตรียมดอกมะลิ กับข้าวและขนมไปส่งที่บ้านยาย เราต้องไปด้วยทุกครั้งเพราะเป็นหน้าที่ +++

ลูกจ๋า : แม่ทำไมต้องไปกราบยายด้วย (ถามตลอด...ขอให้ได้ถาม)

Smiley
แม่จ๋า : เพราะยายคือแม่ของแม่ไงล่ะ (แม่ตอบสั้นๆ) 
ลูกจ๋า : เท้ายายสกปรกอ่ะแม่ (เราทำเสียงงอแง ไม่อยากไปบ้านยาย) 
แม่จ๋า : ยังงั้นหน้าที่ของเราก็คือ..ไปล้างเท้าให้ยาย(แม่ตอบเบาๆ ระหว่างทาง ที่เดินไปบ้านยาย)

  * ตอนนั้นเราสังเกตเห็นว่าเท้ายายมีรอยเหี่ยวย่น และมีรอยแผลเป็น..เราคิดว่าคงเป็นเพราะคุณยายไม่ค่อยชอบใส่รองเท้าเวลาเดิน (ตอนนั้นคิดว่าเรานี่ฉลาดจัง) *
Smiley
  ลูกจ๋า : ทำไมเท้ายายถึงหยาบกระด้างอย่างงี้ค่ะ เราถามขณะที่เอามือลูบเท้ายายเพื่อทำความสะอาด)
  ยายจ๋า : ยายเดินมาไกล...แล้วก็เดินมานานนะจ๊ะ (ยายยิ้มอบอุ่น แล้วลูบหัวเราเบา ๆ)

  ** พอล้างเท้าและเช็ดเท้าให้ยายเสร็จ แม่ปูผ้าขนหนู ที่แม่ใช้เช็ดหน้าประจำมารองเท้ายาย แล้วก้มกราบ **

แม่จ๋า :  ลูกขอกราบในบุญคุณของแม่...ที่ให้กำเนิดลูกมาและลูกขอกราบเพื่อขมาต่อแม่ที่ลูกได้กระทำสิ่งอันใดที่ทำให้แม่เจ็บปวดเสียใจไม่ว่าทางกายทางวาจาและทางใจ ขอให้แม่อโหสิให้ลูกด้วยเถิด
ยายจ๋า : แม่อโหสิให้ลูกในทุกสิ่ง และขอให้ลูกมีความสุขความเจริญ (แม่ยกเท้ายายให้สำผัสกับศรีษะของแม่ แล้วแม่ก็ก้มกราบยายอีกครั้ง)

***  แม่จ๋าตอนเด็ก...ภาพที่ลูกเห็น...แม่กราบยายในวันนั้นลูกยังไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่ทำและยังไม่รู้ซึ้งถึงความหมายในบทสนทนาระหว่างแม่กับยาย... ***

แต่ในวันนี้...ในวันที่ลูกโตขึ้น...ลูกถึงได้รู้แล้วว่า (ทำไม) ต้องกราบแม่.....กว่าจะรู้ตัวก็เกือบจะสายไป... เกือบต้องเสียใจไปทั้งชีวิต

  ลูกต้องกราบขออมาต่อแม่...เพราะลูกเอง...ลูกลืมคำสอนของแม่ที่สอนลูกว่า..อย่าใช้เพียงแค่สมองจำ..แต่ให้ใช้ความรู้สึกช่วยจำ...จะได้ไม่ลืม...
  ลูกโตขึ้นและลูกก็ทำผิดพลาดไปหลายสี่ง ทำให้แม่ทุกข์ใจเสียน้ำตา...แต่แม่ยังรักและให้อภัยให้ลูกเสมอมา...ลูกขอกราบในบุญคุณของแม่ที่...ให้โอกาสให้ลูกได้เกิดใหม่และได้เริ่มต้นอีกครั้ง...

+++ ลูกรู้สึกโชคดีและดีใจที่วันนี้ลูกรู้ตัวทัน...ได้ก้มกราบเท้าแม่ของแม่คู่นี้...ในตอนที่แม่ยังอยู่ข้างๆ ก่อนที่เท้าหยาบกร้านของแม่คู่นี้...ที่เดินทางไกล...มานานมากแล้ว...จะพาแม่เดินจากลูกไปโดยไม่มีวันกลับมา.....ลูกดีใจที่แม่ยังอยู่ตรงนี้ ลูกโชคดีที่เวลายังไม่ใจร้ายพอที่จะพรากแม่ไปจากลูก...ขอบคุณที่ยังให้โอกาสที่สอง กับลูกขี้ลืมคนนี้...ขอบคุณค่ะ +++

เรื่องเล่าส่งท้าย
 ภาพที่ทำให้ลูกยิ้มได้ทุกครั้งและเป็นแรงกระตุ้นพัฒนาตัวเองต่อไปก็คือภาพที่ผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่ง ใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวกับกางเกงที่เย็บเองจากผ้าถุง  กำลังพยายามที่จะฝึกหัดเล่น Line เพื่อจะได้คุยกับลูกแบบเห็นหน้าทุกวัน...



แม่จ๋า : แม่อยากรู้ว่าวิธีที่คุยแล้วเห็นหน้าที่เรียกว่าคอนๆๆๆ (วีดีโอคอล) นี่มันทำยังไง? 
ลูกจ๋า : ก่อนอื่นเราต้องไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ก่อนแม่จ๋า
แม่จ๋า : ซื้อให้พ่อด้วยนะ แม่จะได้ Line เห็นหน้ากะพ่อด้วยนะ
พ่อจ๋า : กระซิบเสียงเบาๆ
 ว่า....กรรมแล้วไหมล่ะ


Smiley
Smiley... Smiley

Smiley

by...sakormaree




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2559    
Last Update : 28 มิถุนายน 2560 10:27:41 น.
Counter : 585 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Sakormaree
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




***เราไม่สามารถ Recycle เวลาได้ และชีวิตเรามันสั้น ควรใช้มันอย่างมีคุณค่า ดังนั้นจงบอกตัวเองว่า Never give up = อย่ายอมแพ้***

***เพราะบาดแผลในชีวิต ไม่มียากับพลาสเตอร์ ดังนั้นจึงใช้การเขียน Blog ช่วยเยียวยาจิตใจ และเตือนตัวเองให้รู้ว่าตัวเองเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ***

***เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ....
ชื่นชอบการอ่าน....รักงานเขียน...
การเดินทางในชีวิต...ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ***

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +

ยินดีและขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน Blog ของ Sakormaree นะคะ

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Sakormaree's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.