"And Forever Has No End"



"And Forever Has No End"

ถ้าฉันถามคุณว่า คุณรู้จักคนที่รักคุณไหมค่ะ?

คำตอบ: เกือบทุกคนคงบอกว่ารู้และมีมากมายในชีวิตที่ผ่านมาแต่บางคนบอกไม่รู้ (ฉันโสด)

ถ้าฉันถามคุณอีกว่า คุณรู้จักใครคนนั้นที่รักและรอคุณอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าคุณจะจากเขาไปนานแค่ไหนมั๊ยค่ะ? 

คำตอบ : บางคนบอกว่ารู้และบอกว่ามีน้อยคน บางคนตอบว่าไม่เเน่ใจ (แต่ก็แปลกที่ไม่มีใครตอบว่ามีมากมาย)


ถ้าฉันถามคุณเพิ่มอีกว่า คุณรู้จักคนที่ยังคงรักคุณ ถึงแม้เขาจะตายจากคุณไปไหมค่ะ? และคุณก็ยังรับรู้ถึงความรักของใครคนนั้นตลอดเวลา

คำตอบ : หลายคนบอกรู้ อีกหลายคนบอกไม่แน่ใจ และอีกหลายคนบอกไม่รู้



ถ้าอย่างนั้น หากฉันบอกใบ้คำตอบให้คุณว่า...ในชีวิตของคนปกติทั่วไปเท่าที่ตัวฉันรู้มาไม่น่าจะมีเกิน 2 คน 

"หนึ่งคนเป็นผู้หญิงและอีกหนึ่งคนนั้นเป็นผู้ชาย แต่ถ้าหากใครโชคดีอาจจะมีได้มากกว่า 2 คน ซึ่งถ้าใครเป็นคนโชคร้ายอาจจะไม่มีเลย" (อันนี้ก็น่าสงสารเหลือเกิน)



คุณรู้จักใครคนนั้นหรือเปล่าค่ะ? คุณพอจะเดาคำตอบออกไหมค่ะ? 

ถ้าหากคุณเดาคำตอบไม่ออกหรือลืมใครคนนั้นก็รีบหน่อยนะคะ ก่อนที่กรรมการที่ชื่อว่า "เวลา" จะเป่านกหวีดให้คุณหยุดค้นหาคำตอบ ฉันหวังว่าคุณคงจะพบก่อนหมดเวลานะคะ...เพราะว่าบางคนกว่าจะรู้ว่า...ใครคนนั้นมีอยู่จริงก็ "สายเกินไป" (คำนี้รู้สึกคุ้นๆ มั๊ยค่ะ?)

สำหรับฉันรู้คำตอบแล้วค่ะและรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ ยังอยากต่อเวลาออกไปให้นานอีกสักนิด ก็ไม่รู้ว่าเพราะฉันมีโชคหรือเพราะท่านกรรมการใจดีเลยต่อเวลาให้ 

"ถึงแม้จะมีหนึ่งคนจากไป แต่ก็ยังเหลืออีกหนึ่งคนไว้ ให้ฉันได้รู้ถึงคำว่ารักแท้และห่วงใยจากความรักที่แท้จริง (แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว)" 

สิ่งที่ฉันอยากให้เพื่อนๆได้รู้ มีสถานที่เดียวบนโลกนี้ที่เราสัมผัสจับต้องได้ คือ "ปัจจุบัน" จงทำทุกสิ่งที่ต้องทำก่อนจะสายไป 

ฉันพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า "การสูญเสียบุคคลที่รัก (จริง) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ย่อมมีความเสียใจเป็นธรรมดา" ไม่ว่าคุณจะจนจะรวยคำว่าความทุกข์นั้นไม่สามารถตีค่าหรือประเมินราคาออกมาเป็นเงินตราที่คุณครอบครองอยู่ได้ "เพราะความทุกข์เป็นความยุติธรรมโดยแท้" 

ซึ่งความทุกข์และคำว่าเสียใจจะเพิ่มเป็นทวีคูณ ถ้าหากชีวิตที่เหลือของคุณอยู่กับคำว่าผิด (ต่อ...คนที่รักคุณ) ในหัวคุณจะมีแต่คำนี้คอยหลอกหลอนมากยิ่งกว่าสื่งใดๆ ที่คุณเคยกลัวในโลกใบนี้ (อดีตติด GPS เหมือนที่ฉันเคยบอกไว้จำได้ไหมค่ะ) เพราะจะมีคำถามเกิดขึ้นในสมองว่า.... 
"

วันนั้นคุณมีโอกาสและเวลาแต่ทำไมจึงไม่ทำ? 
อย่าเสียเวลาจดจำแค่อดีตและอย่าเสียเวลาคาดเดาอนาคตที่ใครก็ต่างไม่รู้...จงอยู่และเสียเวลากับแค่ปัจจุบันนี้..เพราะมันคือสิ่งเดียวเท่านั้น..
ที่คุณจะสามารถทำได้
"ปัจจุบันและปัจจุบัน*
(อย่าลืมคนที่รักคุณจริง...ด้วยรัก)


"








ถ้าเเม่เฝ้ามองลูก บนฟากฟ้า
สายลมจ๋าวานบอก แม่ได้ไหม
ว่าลูกแม่เข้มแข็ง มีแรงใจ
อย่าห่วงใยแม่จ๋า ลูกสบายดี...

ลูกยังคงยึดมั่น ตามคำสอน
ถึงจะอ่อนแอบ้าง แต่ไม่หนี
ยังยืนหยัดทำต่อ ในสิ่งดี
ขอบุญนี้ส่งถึงแม่ แผ่อนันต์
ปล...รักเเม่สุดหัวใจ "ปาฏิหาริย์ที่แม่หวังไว้" หนูจะทำต่อไปค่ะ...(พระจันทร์ในคืนเดือนมืดลูกของแม่)



By Sakormaree
Smiley






 

Create Date : 08 สิงหาคม 2560    
Last Update : 29 กันยายน 2560 3:04:13 น.
Counter : 391 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"อย่าขวางทางออก" (Do Not Block Exit)





"อย่าขวางทางออก" 
(Do Not Block Exit)




ประโยคสะกิดใจ...ที่ฉันมักจะได้ยินแทบทุกวันระหว่างเดินทางไปทำงานก็คือ"อย่าขวางทางออก" ประโยคนี้ทำฉันนึกถึงคำว่า "อดีต" ว่ากันตามตรงจะบอกว่าแปลกก็ได้หรือจะบอกว่ามันธรรมดาก็ดี เพราะความเป็นจริงที่เห็นอยู่ตลอดก็คือ คนเรามักขวางทางออกอยู่เสมอ (ก็รู้ทั้งรู้นะคะว่านั่นคือทางออก แต่กลับยืนขวางซ่ะงั้น)

เรื่องนี้ต้องขอเล่าย้อนกลับไป เมื่อฉันสมัยเป็นวัยรุ่น (อื่ม! ความจริงก็ไม่นานเท่าไหร่หรอกนะคะ 5555) เมื่อก่อนเวลามีใครมาถามว่าการอภัยคืออะไร? ควรเริ่มอย่างไง? แล้วไอ้คำว่าอภัยนี้ทำได้จริงไหม ฮึๆๆๆ ขอบอกตามตรงนะคะว่าพจนานุกรมในสมองของฉันตอนนั้น ไม่รู้จักคำนี้หรอกค่ะ จะเอาหน้าที่ไหนไปแนะนำคนอื่นเขาได้ คำว่าให้อภัยนี่นะ ตัวเองยังทำไม่ได้เลย เอาเป็นว่าเเค่เวลาปกติหน้าคนที่ฉันเกลียดฉันยังไม่มองด้วยซ้ำ คุยได้เท่าที่จำเป็น คำนี้สะกดยังไง? ฉันไม่ใส่ใจเลย 
(อภัย มันก็แค่ทำพูดสวยหรู ที่ฉันใช้หลอกสมองเด็กๆ ของตัวเอง) "การให้อภัย ใครสักคนที่เกลียดและเเค้นเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดที่จะเเนะนำให้ใครทำ"

ในอดีต ฉันมีความเชื่อว่าหากตัวฉันแสดงความโมโหแล้วได้แก้เผ็ดและแก้แค้นคนที่ฉันเกลียด หัวใจของฉันจะรู้สึกดีขึ้นจากการกระทำที่ว่า ( นิยามของฉันคือ รักแรงเกลียดเเรง) การที่ฉันใช้ชีวิตในวิถีแบบนั้น กลับมีเสียงจากใจของฉันถามขึ้นมาดังๆว่า "ฉันจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?...ไม่เหนื่อยหรือไง?" คำตอบที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้ฉันเหมือนโดนไฟช๊อต 

หยุดได้ไหม? ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน!


สิ่งที่ฉันยึดเอาไว้ คือ ความเกลียด ความแค้น   ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ฉันว่าก็คงเหมือนกับการที่ฉันจับมือใครสักคนไว้เเน่นๆ แบบไม่ยอมปล่อย แล้วตัวเองก็ดันเอาเชือกเส้นใหญ่ๆ มามัดมือที่ทากาวตราช้างซ้ำอีกที แถมตัวฉันยังล๊อคประตูแล้วโยนกุญแจทิ้งไป (พอจะมองภาพออกแล้วใช่มั๊ยค่ะ...ฮึๆๆๆ) 

ฉันพบความจริงบางอย่างจากเหตุการ์ณใน "อดีต" ที่ฉันเคยแก้ไม่ได้แก้ไม่ตก ซึ่งตัวฉันในตอนนั้นใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อจะหนีและลืมอดีตไป แต่คุณเชื่อไหมค่ะว่ามันมีความแปลกอยู่ข้อหนึ่งที่ฉันได้ค้นพบคือ OMG! พระเจ้าจอร์จ!  ให้ตายสิ...อดีตติด GPS! 

"อดีตไม่ว่าจะเป็นความแค้นหรือความเกลียด
ไม่ว่าอดีตที่ว่านั้น มันจะผ่านมานานแค่ไหน
ต่อให้ฉันพยามจะทิ้งหรือแกล้งลืมมันไป
ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็สามารถ
ที่จะหาหนทาง กลับมาได้เองเสมอ"

ในเมื่อฉันไม่ยอมปล่อยแล้วใครจะปล่อย ในเมื่อฉันไม่เริ่มเปลี่ยนแล้วใครล่ะจะเปลี่ยน ถ้าหากฉันไม่เริ่มให้อภัยตัวเองก่อนแล้วใครจะทำ เพราะขนาดตัวฉันยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังให้ใครหน้าไหนมาให้อภัยเลย

สิ่งที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้และสามารถปล่อยมือจากอดีตได้ ก็คือคำว่า "อภัย" สำหรับฉันแล้วความหมายของมันคือการไม่ติดค้างกันและการปราศจากความกลัว(ความกลัวที่จะต้องมานั่งมานอนคิดเสียใจภายหลัง)



"หากความรักความเกลียด เริ่มที่ตัวเอง 
ดังนั้นเราต้องรักตัวเองเป็น และต้องให้อภัยตัวเองได้ 
ถ้าหากเรามีเหตุผลในการรักและให้อภัยตัวเองได้ 
ดังนั้นเราก็น่าจะมีเหตุผลในการรักและให้อภัยคนอื่นได้เช่นกัน"


ฉันคิดว่าทุกคนที่เข้ามาอ่าน Blog ของฉันก็คงรู้ว่า...เราทุกคนล้วนมีอดีตที่ไม่อยากจะเอ่ยถึง ยิ่งถ้าบอกว่าเป็นอดีตที่เลวร้ายและไม่น่าจดจำ มันก็มักจะทิ่มแทงใจ ทำให้ต้องเจ็บปวดเมื่อนึกถึงเสมอ (คิดว่าใครหลายคนคงเห็นด้วย) ถ้าหากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ฉันว่าคุณคงรู้แล้วว่า "อย่าขวางทางออก" (Do Not Block Exit) มันคืออะไร 

สำหรับตัวฉัน "อย่าขวางทางออก" คือคำว่า "อภัย"  และสิ่งที่ฉันทำคือการที่ฉันแค่ลองขยับ (ความเกลียดความแค้น) ออกมาจากประตู (ใจ) ไม่กีดขวางทางออก ดังนั้นตัวฉันในวันนี้จึงได้เห็นถนนแห่งชีวิต ที่ฉันก็รู้ว่ามันรออยู่ตรงนั้นเอง ...

"ขอเพียงแค่ มีความจริงใจต่อตัวเอง 
ก็จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้ 
นั่นคือเหตุผลที่นำมาซึ่งความหวัง
แห่งการค้นพบทางออกไปสู่
ถนนที่งดงามในวิถีทางของตัวเอง"



ส่งท้าย...หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านคงเจอคำตอบและความหมายของคำว่า "อย่าขวางทางออก" (Do Not Block Exit) นะคะ






By...Sakormaree

Smiley





 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2560 8:56:50 น.
Counter : 333 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ความหวัง...Hope






" แฝดคนละฝา"
(Hope = ความหมายของความหวัง)

หลายวันก่อน ฉันได้ข้อความหนึ่งจากพี่ภา (คุณคนบ้านป่า) ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "Hope = ความหวัง" ที่เหลืออยู่ในกล่องของแพนโดร่า และก็มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกันหลายอย่าง กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของฉัน ดังนั้นฉันก็เลยตัดสินใจว่าจะลองเขียนเรื่องนี้เพื่อส่งเป็นกำลังใจให้คนที่ฉันรักและห่วงใยค่ะ

"ความหวัง" เป็นคำง่ายๆ ที่ใครต่อใครก็สามารถมีได้โดยไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา คำนี้เป็นเหมือนสิ่งที่ทุกคนต้องการและพยายามจะทำให้มันเป็นจริง( ตามวิถีทางของตัวเอง) ยิ่งถ้าเป็นคนที่เดินบนถนนทั่วๆ ไปเหมือนกันกับฉัน "ความหวัง คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุข"

พ่อมักบอกเสมอว่า ความหวังก็เหมือน "การซื้อล๊อตเตอรี่ ไม่ว่าซื้อกี่ที่ก็ไม่เฉียดใกล้รางวัลที่ 1" ซึ่งคำพูดของพ่อที่ฉันได้ยินจนชินหูว่า...โอ้ย! หมดไปเยอะเจ็บมาแยะ แต่ก็ไม่เคยหยุดถึงแม้จะเจ็บจนเกือบแทบแบกความเจ็บไม่ไหว ยังไงหัวใจก็สั่งให้สู้และมีความหวังต่อ (ใจสั่งมา...พ่อบอกว่างั้นนะคะ 5555)

"เราต้องยืนหยัดอดทนบนความเจ็บปวด"
#เจ็บแต่ไม่จบ#


ฉันเริ่มออกไปค้นหาความหมายของคำนี้ ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ก็ได้พบกับอีกความหมายของคำว่า "ความหวัง = Hope"  ที่ฝรั่งเขียนไว้แต่ดันบังเอิญไปคล้ายกับความหวังของพ่อที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแฝดคนละฝาก็ว่าได้ 

(H) old = อดทน
(O) n = บน
(P) ain = ความเจ็บปวด
(E) nd = จบ


 "อดทนบนความเจ็บปวด...จบ"
#เจ็บแต่จบ#

เมื่อเอาความหมายของความหวังมาพิจารณา ฉันว่ามันเป็นเหมือน "คู่แฝดที่ยืนอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ" แต่ทว่าเมื่อเพ่งมองมันให้นานและชัดเจนมากขึ้น (ฉันก็ได้เจอเรือข้ามฟาก) 

แม้ความหมายของมันจะเป็นเหมือนแฝดคนละฝาที่แตกต่างกัน แต่มันก็มีบางอย่างที่คล้ายกันกันคือคำว่า "ความอดทน-เจ็บ" ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีความหวังแบบที่ไม่ต้องอดทนและไม่ต้องเจ็บจะมีอยู่ไหมนะ? 

จากที่ประสบการณ์ที่ฉันเคยมาผ่านมา (5555) สรุปออกมาในแบบโหดร้ายนะคะว่า..."แทบจะไม่มี"  คงเพราะพระเจ้าท่านรักฉันมากนะคะท่านเลยจัดเต็ม (ฉันว่า พระเจ้าคงรักทุกคนเหมือนกัน)  

"Hope ความหวัง...มักตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง"
 (ไม่มีความจริงใดไม่เจ็บปวด)

โดยปกติฉันมักนำทั้ง 2 ความหมายนี้ มาใช้ในสถานะการณ์ของชีวิตจริง ตัวอย่างที่จะยกต่อไปนี้คงพอทำให้คุณเห็นภาพได้ง่ายขึ้นนะคะ และเราสามารถเลือกใช้งานความหมายของคำว่า " Hope = ความหวัง" (แฝดคนละฝา)ได้ทั้งสองความหมาย "เจ็บแต่ไม่จบหรือเจ็บแต่จบ" 


ถ้าหากเป็นความรัก ก็ต้องอดทนตั้งความหวัง
บนหนทางแห่งความจริง
ของคำว่า "รักแท้" 
(เจ็บแต่จบ)


ถ้าหากเป็นเรื่องงาน ก็ต้องอดทนตั้งความหวัง
บนหนทางแห่งความจริงของคำว่า
 "พยายามและเชื่อมั่นในตัวเอง"
ถึงจะเจ็บก็ต้องก้าวต่อ
 เพราะ 0 ย่อมมาก่อน 1 เสมอ 
(เจ็บแต่ไม่จบ)





จากผลการทดลอง ใช้ความหมายของ "Hope = ความหวัง" ในชีวิตของฉัน ถ้าฉันจะบอกว่าความหวังเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ต้องอาศัยพาหนะที่เรียกว่า "ความพยามยามและความอดทน" ไม่ว่าจะเจ็บแล้วจบหรือว่าจะเจ็บแล้วไม่จบก็ตาม 

# ขอเพียงแค่เราก้าวออกมาจากปัญหา แล้วมองเป็นสถานะการณ์ของโอกาส ที่จะพาเราไปจะพบกับความสำเร็จ ความหวังก็จะไม่เป็นเหมือนเทวดาที่ลอยอยู่บนฟ้า แต่ความหวังจะเป็นเหมือนเพื่อนตาย (ที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณตลอดไป) #


*** แล้วคุณให้ความหมายของ "Hope = ความหวัง" ว่าอย่างไร?  และ Hope = ความหวังเป็นใคร...ในใจของคุณ?




ด้วยรัก...ไม่ต้องเชื่อฉัน! เเค่คุณพิสูจน์มันด้วยตัวคุณเองก็พอ.



By Sakormaree
Smiley


ปล...ขอบคุณข้อคิดจากพี่ภาที่บอกว่า "เราไม่เคยรู้อะไรล่วงหน้าเลยต่อให้ถามหมอดูที่เค้าว่าเก่งๆ เราก็จะไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้อง หรือถ้ามันถูกก็คงเป็นเพราะว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ทุกสิ่งล้วนสมดุล" 





 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 26 สิงหาคม 2560 7:33:57 น.
Counter : 228 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Light on Life







Light on Life




มีหลายๆ คนถามว่าฉันผ่านจุดนี้มาได้อย่างไร การสูญเสียคนที่เป็นที่รักไปแบบไม่มีทางพบเจอกันอีก ทนได้อย่างไร เข้าใจมันได้อย่างไง 
ก่อนอื่นฉันต้องขอบอกเพื่อนๆที่เข้ามาอ่าน Blog นี้ก่อนนะคะ ว่าฉันก็คนธรรมดาเจ็บได้และร้องไห้เป็น ฉันขอสารภาพว่าฉันเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้...ถึงคำว่าพรุ่งนี้ไม่มีจริงก็ตอนที่แม่จากไปนี่แหละคะ (ไม่เจอกับตัวก็คงไม่มีทางได้รู้)...ฉันเหมือนคนหลงทางในความมืด หาแสงสว่างไม่เจอ

เมื่อเวลาพรากแม่ไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยได้ทำมา ฉันรู้สึกว่าทำได้ไม่มากพอ...ฉันอยากมีวันพรุ่งนี้...อยู่กับแม่อีกสักวัน...

ฉันนึกถึงคำพูดของแม่ก่อนที่ท่านจะจากไป แม่โทรหาฉันและบอกว่า “ วันนี้ลูกรู้มั๊ยว่าแม่อยู่ไหนตอนนี้แม่อยู่ที่ทุ่งนาของเรา แม่มีความสุขมาก แม่กำลังมองฟ้า วันนี้ฟ้าสวยมากลมเย็นๆ แม่อยากให้ลูกมาเห็นจัง วันนี้แม่ไม่ห่วงอะไรแล้ว แม่ไม่เศร้าไม่ทุกข์แม่ไม่เจ็บและไม่ปวดใจกับสิ่งที่ผ่านมา ชีวิตของแม่ที่ผ่านมามันเกินคุ้มแล้วมีแต่กำไรแม่สบายใจและเป็นสุข แม่บอกว่าแม่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน แม่อยากให้ลูกเป็นแบบนี้เช่นกัน...แล้วพบกันลูกรัก”…..แล้วพบกันนะคะแม่ (นั่นคือคำสุดท้ายที่ฉันได้พูดกับแม่)

ดังนั้นฉันต้องขอบอกทุกคนว่า...ฉันไม่ได้ผ่านมันมาได้หรอกค่ะ...แต่ฉันแค่ยอมรับความเป็นจริงและปล่อยวาง 

คำตอบมันช่างง่ายดาย เพราะสายน้ำจะไม่อาจย้อนกลับมาและเวลาก็ไม่สามารถที่จะรีไซเคิลได้ ฉันกับแม่ผ่านเรื่องราวยากลำบากมาด้วยกัน

= - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = 

แม่สอนฉันให้คิดเสมอว่าอดทนแล้วฉันจะทำได้ 

ต้องพยายามแล้วทุกอย่างมันจะเป็นจริง

= - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - = - =  

ความทุกข์ของแม่ที่ฉันรับรู้ ตั้งแต่ฉันและน้องๆเกิดมามีมากมาย สามารถชดเชยได้หรือเปล่ากับความสุขที่แม่ได้รับ ในช่วงบั้นปลายในชีวิต ฉันมีคำถามว่ามันน้อยไปหรือเปล่า สำหรับชีวิตของแม่ คนที่จะตอบได้ดีที่สุด น่าจะเป็นน้องสาวของฉันเพราะในวันที่แม่เสียคือวันที่น้องสาวของฉันกำลังจะไปรับรถ และบอกกับแม่ว่าจะให้แม่ได้นั่งเป็นคนแรก..." ลูกจะขับให้แม่นั่งเอง"

แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อเวลาของแม่หมดลง ต่อให้น้องสาวของฉันอยากจะยื้อ อยากจะซื้อ อยากจะแลกกับทุกๆ สิ่ง ที่มีเพื่อให้แม่ฟื้นกลับคืนมา " มันไม่มีทางเป็นไปได้ " นี่คือสัจธรรมอีกข้อที่เราต้องยอมรับ

ดังนั้นฉันจึงบอกน้องสาวไปว่า จงใช้เวลาที่มีและเหลืออยู่นี้ให้มันคุ้มค่า...นั่นคือสิ่งที่แม่พยายามจะบอกและสอนเราก่อนที่ท่านจะจากไป

เมื่อคนนำทางในชีวิตของเราหายไป เราต้องเป็นคนมานำทางเอง เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง (อย่าทำให้คนที่จากไปต้องห่วงหาและอาลัยเราอีก...ให้ท่านไปสู่สุขคติ) นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอกคนที่เข้ามาอ่าน Blog ของฉัน 


เมื่อสายน้ำไม่มีวันหวนกลับและเวลามันพรากทุกอย่างไปจากเรา สิ่งที่ผ่านล่วงพ้นไปแล้วก็ต้องให้ผ่านไป หากยึดติด จะยิ่งเป็นทุกข์ทวีคูณเท่านั้น...เพราะไม่ว่าเราจะนั่งเรือกลับไปกลับมาสักกี่ครั้งเราก็จะพบว่าสายน้ำที่ไหลไปแล้วข้างหน้าก็ไม่มีทางที่จะหวนกลับมาที่เดิม 

ปล่อยให้สายน้ำไหลออกสู่ทะเลต่อไปตามวัฏจักรของสายน้ำเช่นเดียวกับเวลาของชีวิตคนเรา


แม่ปล่อยพวกเราแล้ว ดังนั้นเราควรปล่อยแม่ไป เพื่อให้แม่ไปสู่ความสงบสุขแห่งแสงสุดท้ายของชีวิตท่าน การยึดติดและเหนี่ยวรั้งท่านไว้ไม่ได้เป็นการช่วยอะไร 

ฉันอยากจะบอกทุกคนที่เจอเหตุการณ์อย่างฉันว่าความเป็นจริงเราไม่ได้สูญเสียอะไร แท้จริงแล้วมีแต่ได้มาตลอด เป็นการได้มาซึ่งการเรียนรู้นั่นเอง


==================================================

การสูญเสีย การพลัดพราก 

การจากลา การเข้าใจ 

การยอมรับ (ความจริง)

และการปล่อยว่าง

==================================================


คำตอบของฉันมันมีแค่นี้จริงๆ คะ และเป็นคำตอบที่คุณเคยได้ยินมาตลอดเวลา นั่นคือต้องอยู่กับปัจจุบันและปัจจุบันเท่านั้น (คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว...คุณเห็นและเข้าใจมันหรือเปล่า)

ปล...วันนี้(6/5/2560) ครบ 100 วัน ที่แม่จากไปฉันกับน้องๆ ยังคิดถึงแม่เหมือนเดิม...แต่ความคิดถึงที่ว่านั้นไม่ได้เจ็บปวดทรมาน...เพราะสิ่งที่ฉันคิดถึง คือความดีของแม่...ความรักของแม่ที่ให้ฉันตลอดมา...และฉันก็จะส่งต่อสิ่งนั้นให้กับคนที่เเม่รักต่อไป...ลูกมีคำตอบในการที่จะใช้ชีวิตและก้าวต่อไปแล้ว...ขอบคุณนะคะแม่...สำหรับแสงสว่างที่แม่ส่องนำทางให้ลูกตลอดมา...พักให้สบายนะคะ...เเล้วเราคงได้พบกัน...รักแม่สุดหัวใจ (จากพระจันทร์ในคืนเดือนมืด....ลูกของแม่)



by Sakormaree 

Smiley





 

Create Date : 11 เมษายน 2560    
Last Update : 6 สิงหาคม 2560 10:57:24 น.
Counter : 411 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

"หมดไฟ"




















เรื่องเล่า...(วัน) หมดไฟ (ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต)


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือโชคชะตา (กรรม) ก็ไม่อาจจะรู้ได้ วันที่ 26/01/2560 ฉันตั้งใจจะเขียนบล๊อก แต่กลับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เสียงสะอื้นจากน้องสาวที่ปลายสาย สะท้อนความทุกข์และความเจ็บปวดภายในใจ มันทำให้ฉันคาดเดาได้ว่า คงมีเรื่องอะไรที่ร้ายแรงขึ้นแล้ว เสียงจากจิตใต้สำนึกตะโกนเรียกชื่อ "แม่เกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับแม่แน่แล้ว

ฉันเดินทางจากกรุงเทพไปโรงพยาบาลที่จังหวัดสกลนครด้วยความรู้สึกที่เป็นทุกข์ มันช่างแตกต่างกับความรู้สึกที่กลับบ้านตอนปีใหม่ยิ่งนัก พี่น้องและญาติๆ อยู่ที่นั่นจากสีหน้าหวาดหวั่นของทุกคนสามารถบอกฉันได้โดยไม่ต้องเอ่ยอะไร

ฉันเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยหนักภาพที่ฉันเห็น...แม่อยู่ตรงนั้นบนเตียง...แม่เหมือนนอนหลับอยู่ น้องสาวของฉันเปิดธรรมะให้แม่ฟังเบาๆ แม่ไม่ขยับร่างกาย ไม่ลืมตา มีท่อช่วยหายใจและสายน้ำเกลือต่อระโยงระยางต่อกับร่างกายของแม่ การที่ฉันเห็นภาพแม่อยู่ในสภาพแบบนั้นทำให้น้ำตาฉันไหลโดยไม่รู้ตัว ฉันก้มกราบเท้าแม่และเดินไปกระซิบที่ข้างหูว่า "ลูกมาหาแม่แล้ว" ฉันจับมือแม่แต่มือของเเม่เย็นเฉียบ ฉันกุมมือเเม่ไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่แม่เหมือนกับที่แม่เคยทำให้ฉันเมื่อครั้งตอนเด็ก

ณ.ช่วงเวลาตอนนั้น "ฉันเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะต้องเกิดขึ้น" ฉันอยากให้แม่ลืมตาขึ้นและบอกฉันว่าเเม่ไม่เป็นไร แต่ความจริงก็คือความจริง เหมือนกับคำพูดของแม่ที่สอนฉันว่า


"ความเชื่อและความถือมั่นของเรา" 
"ไม่สามารถเอาชนะสัจธรรมแห่งชีวิตได้"
"ชีวิตนี้แสนที่จะสั้นนัก"

ถึงแม่จะกลัวความพลัดพรากและความตายมากมายเพียงใด แต่มันจะต้องเกิดขึ้นลูกรักดังนั้นเราต้องเตรียมใจและเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ ข้อมูลความจริงทางการแพทย์ช่างโหดร้ายหมอแจ้งว่า "เส้นเลือดใหญ่ในสมองของแม่แตก" อาการของแม่รุนแรงเกินกว่าที่จะผ่าตัดได้ แม่ไม่สามารถหายใจได้เอง ถ้าหากถอดเครื่องช่วยหายใจ อาการของแม่จะทรุดลงและจากฉันไปอีกในไม่ช้า 
ทุกคำพูดแห่งความจริง...นั้นมันทำให้ฉันปวดร้าว ฉันบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ รับรู้แต่เพียงว่า "เเม่กำลังจะตาย" คำพูดนั้นเหมือนมีดคมๆ กรีดใจฉันออกเป็นชิ้นๆ และเสียดแทงเข้าไปในสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


"กองไฟในชีวิต"
ที่เคยโหมกระพือ"มอดดับลง" เหมือนมีใครเอาน้ำเย็นมาราด  ความอบอุ่นในใจของฉันมันจางหายไปหมด ความรู้สึกหนาวในใจ มันหนาวเหน็บมากกว่าอากาศข้างนอกยิ่งนัก

ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต ทั้งๆ ที่แม่ก็เคยบอกไว้ว่า "สัจธรรมในชีวิต" แม่เคยประสบมาแล้ว 3 อย่างเหลือเพียงอย่างหนึ่งที่แม่ไม่เคย "คือความตาย" ที่แม่ยังไม่เคยพบ...ลูกรู้ใช่มั๊ย? สักวันมันต้องเกิดขึ้น 


"เมื่อมีชีวิต ย่อมมี...วันที่ไม่มีชีวิต" 
"เมื่อมีวันเกิด ก็ต้อง...มีวันที่ตาย"
"มันเป็นความจริงที่ลูกจะปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้"


ระหว่างที่ฉันนั่งรอเวลาให้วันที่ 26 ผ่านไป สมองของฉันย้อนภาพเเละเรื่องราวต่างๆ ของแม่ออกมา...ความทรงจำล่าสุดคือตอนปีใหม่...ฉันยังได้กราบเท้าแม่ เเม่อวยพรขอให้ฉันมีความสุขและประสบความสำเร็จ...ภาพวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของฉัน ครอบครัวของเราอยู่กันพร้อมหน้า แม่มีความสุขมาก 

นาฬิกาบอกเวลา ใกล้แปดโมงเช้าของ วันที่ 27 มกราคม 2560 ผลการตรวจของแม่อยู่ในระดับต่ำสุด คือไม่รู้สึกและไม่ตอบสนองต่อการทดสอบใดๆ พยาบาลแจ้งว่า คุณหมอกำลังจะเข้ามาตรวจแม่ เมื่อคุณหมอตรวจเสร็จฉันถามคุณหมอว่าหากฉันจะขออนุญาตพาแม่กลับบ้านจะได้หรือไม่? คุณหมอตอบว่าได้ตามความประสงค์ของญาติ...สาเหตุที่ฉันตัดสินใจอย่างนี้ก็เพราะเเม่เคยบอกไว้ว่าถ้า "ถึงที่สุดแล้ว ขอให้ลูกพาแม่กลับบ้าน"

"แม่รู้ว่ามันยากแต่ลูกต้องส่งแม่ให้สุดทางลูกรัก" คำพูดนี้ดังขึ้นในสมอง"ถึงที่สุดแล้ว" เวลาที่แม่ให้ฉันทำใจหมดลงแล้ว (ฉันหมดเวลาแล้ว) เมื่อทำเรื่องขออนุญาตเรียบร้อย ฉันให้น้องไปซื้อพวงมาลัยดอกไม้ เพื่อมากราบเเม่ และแล้วเมื่อถึงเวลา 10.00 น. ของวันที่ 27  พวกเรา 3 คนพี่น้องช่วยกันพาแม่เดินทางออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน 

"บ้าน" เป็นสถานที่ ที่แม่รักและผูกพันที่สุด การเดินทางครั้งนี้ของแม่กำลังจะสิ้นสุดลงแล้วและเมื่อเวลา  11.39 น. แม่ก็จากเราไปอย่างสงบท่ามกลางผู้คนที่รักแม่และแม่รัก ณ.บ้านของเรา 

แม่เคยบอกว่า "ในชีวิตแม่นี้เดินทางมาก็มาก เดินทางใกล้-ไกลก็เยอะ ลูกอย่าห่วงแม่เลย...แม่สบายดีแม่จ๋าแต่การเดินทางของแม่ครั้งนี้ ลูกไม่มีทางรู้เลยว่าเเม่จะสบายดีจริงหรือไม่หรือเป็นอย่างไร เเต่ด้วยอานิสงส์ของการทำบุญของแม่ ลูกเชื่อว่าคงส่งแม่ไปสู่สุคติภูมิและมีความสุขอย่างที่เเม่บอกลูกไว้ 

คำสอนของแม่ ความดีของแม่ ความรักของแม่จะยังอยู่เป็นเชื้อไฟในชีวิตลูกต่อไปดังที่แม่เคยบอกไว้"หากกองไฟในชีวิตลูกดับจงหาเชื้อไฟแล้วจงก่อขึ้นมาใหม่" ในชีวิตเราจะมีเรื่องและปัญหาทำให้กองไฟดับได้หลายครั้ง แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่มันดับ แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะทำให้มันลุกโชนขึ้นมาได้อย่างไร แม่จะเปรียบเทียบให้ลูกเห็นง่ายๆ เมื่อลูกเริ่มหัดเดินตอนเป็นเด็ก 


" หากลูกล้ม แล้วยังลุกขึ้นยืนไม่ได้ ให้ลูกนั่ง 
หากลูกนั่งแล้วยังลุกเดินไม่ได้ให้ลูกคลาน 
หากเมื่อลูกคลานจนเบื่อแล้วลูกจงเดิน 
และเมื่อลูกพร้อมแล้ว...ลูกจงวิ่ง"


แด่แม่ของฉัน...ผู้หญิงที่ให้ชีวิตฉัน ผู้ที่ตั้งชื่อให้ฉัน ผู้ที่สอนฉันให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกและผิด ผู้ที่สอนเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ผู้หญิงที่สอนให้ฉันยิ้มได้ในวันที่ร้องไห้และอีกหลายสิ่งมากมายในชีวิตของฉันทั้ง อดีต ปัจจุบันและอนาคต 

ปล. แม่บอกว่าจงคิดถึงแม่ตอนที่มีชีวิตลูกรักลูกจะได้ไม่เศร้าอย่าคิดถึงตอนแม่ตาย แต่ถ้าหากคิดถึงแม่มากให้มองที่กระจกแล้วลูกจะพบว่าแม่อยู่ในตัวลูกเพราะหน้าตาเราเหมือนกัน แม่จะอยู่ในสมอง ในชีวิตและในใจลูกตลอดไป ตราบที่ลูกยังหายใจและมีชีวิต (แม่จ๋าลูกสัญญาว่าลูกจะทำต่อไปตามคำที่แม่สั่งสอน ขอให้แม่ไปสู่สุคติ รักแม่ตลอดไป)   





By sakormaree
(Sa ย่อมาจาก ศศิธร เเม่บอกว่าลูก เกิดแรม 14 ค่ำ ในคืนเดือนมืด สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้ให้เพราะความหมายของชื่อนี้คือพระจันทร์ ดังนั้นลูกอย่ากลัวความมืด...จงเป็นพระจันทร์ที่สว่างแม้ในคืนเดือนมืด)





 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 20 กันยายน 2560 0:22:38 น.
Counter : 257 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Sakormaree
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




***เราไม่สามารถ Recycle เวลาได้ และชีวิตเรามันสั้น ควรใช้มันอย่างมีคุณค่า ดังนั้นจงบอกตัวเองว่า Never give up = อย่ายอมแพ้***

***เพราะบาดแผลในชีวิต ไม่มียากับพลาสเตอร์ ดังนั้นจึงใช้การเขียน Blog ช่วยเยียวยาจิตใจ และเตือนตัวเองให้รู้ว่าตัวเองเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ***

***เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ....
ชื่นชอบการอ่าน....รักงานเขียน...
การเดินทางในชีวิต...ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ***

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +

ยินดีและขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน Blog ของ Sakormaree นะคะ

= + = + = + = + = + = + = + = + = + = +




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Sakormaree's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.