Group Blog
 
All Blogs
 

เตือนแม่กลุ่มเสี่ยง...งดให้นมลูก

นมแม่ หลังคลอด

แม่กลุ่มเสี่ยง...งดให้นม (รักลูก)
โดย: เมธาวี

           นมแม่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับลูกน้อยค่ะ ช่วยให้เจริญเติบโตดี มีสารเพิ่มภูมิคุ้มกันต่าง ๆ มากมาย แต่ก็มีคุณแม่บางท่านที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ คือคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว และคุณแม่ที่ต้องกินยาบางชนิดค่ะ

แม่เป็นโรคกลุ่มนี้...ไม่ควรให้นมลูก

ติดเชื้อไวรัส HTLV-1 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย (Leukemia) และเชื้อไวรัสนี้อาจถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูกได้

วัณโรค กลุ่มคุณแม่ที่เป็นวัณโรค ที่ไม่ได้รับการรักษา และยังคงมีอาการอยู่ ไม่ควรให้นมลูก แต่สำหรับคุณแม่ที่ได้รับการรักษาจนไม่มีอาการแล้ว สามารถให้นมลูกได้

เริม เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Herpes simplex ซึ่งเริมติดได้ที่หลายอวัยวะในร่างกาย ที่เจอบ่อยคือ บริเวณริมฝีปากบนล่าง มุมปาก อีกตำแหน่งคือบริเวณอวัยวะเพศ มีลักษณะเป็นตุ่มใส ๆ ถ้าคุณแม่มีการติดเชื้อเริมในตำแหน่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้มีการติดบริเวณหัวนม หรือเต้านม ก็สามารถให้นมได้ค่ะ

อีสุกอีใส ถ้าคุณแม่เคยเป็นและหายแล้ว มีการตกสะเก็ดไปแล้ว สามารถให้นมได้ แต่ถ้าอยู่ระหว่างเป็นไม่สามารถให้นมลูกได้ และคุณแม่ต้องแยกจากลูก ห้ามสัมผัสกันค่ะ เพราะเด็กแรกเกิดที่ติดอีสุกอีใส มีความรุนแรงน้อยไปจนถึงมาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องรอให้หายสนิท แผลตกสะเก็ดแห้งหมดแล้ว และแน่ใจว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ จึงค่อยให้นมลูก

ไวรัสตับอักเสบเอ และบี ในคุณแม่ที่มีผลตรวจเลือด และพบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี เมื่อทารกคลอดจะต้องได้รับ 2 อย่างคือยาต้านไวรัส เรียกว่า hepatitis B immunoglobulin (HBIG) และได้รับการฉีดวัคซีนตับอักเสบบี เมื่อคลอดแล้วฉีดเข็มแรกทันที เมื่อทำสองอย่างนี้แล้วก็สามารถให้นมแม่ได้ตามปกติ ส่วนคุณแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จะให้นมลูกได้ก็ต่อเมื่อคุณแม่ได้รับการรักษาหายขาดแล้ว

ติดเชื้อไวรัส CMV เป็นการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus or CMV) ทารกได้รับ เชื้อจากคุณแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในระยะคลอด และในระยะให้นม โดยคุณแม่ไม่มีอาการ ส่งผลให้ลูกมีขนาดตัวเล็ก หรือมีความผิดปกติบางส่วนของอวัยวะต่าง ๆ และอาจส่งผลต่อสมองและระบบประสาทได้ด้วย ดังนั้น ถ้าพบว่าคุณแม่มีเชื้อนี้อยู่ก็ไม่ควรให้นมลูกค่ะ

โรค SLE เป็นกลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ ต้องรักษาด้วยการให้ยากลุ่มเคมีบำบัด ปัจจุบันคุณแม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น บางคนเป็นก่อนตั้งครรภ์ และต้องรักษาด้วยการให้ยากลุ่มเคมีบำบัด ดังนั้น เมื่อตั้งครรภ์จะต้องทำการเปลี่ยนกลุ่มยาเคมีบำบัดออกเป็นยา กลุ่มสเตียรอยด์แทน

คุณแม่บางคนไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรค SLE แล้วมีอาการกำเริบช่วงระหว่างตั้งครรภ์ มักเกิดขึ้นช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป มีอาการตัวบวม ความดันสูงควบคุมไม่ได้ และหลังคลอดต้องปรับตัวยาที่ปลอดภัย ไม่สามารถใช้ยาเคมีบำบัดได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อลูกได้

โรคเอดส์ ในแม่กลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจมีโรคเรื้อรังหลายอย่าง ซึ่งเชื้อที่อยู่ในตัวคุณแม่อาจส่งผ่านไปสู่น้ำนมได้ ซึ่งมีผลต่อลูกแน่ ๆ ดังนั้นแม่กลุ่มนี้ห้ามให้นมลูกค่ะ

แม่ได้รับยากลุ่มนี้...ให้นมไม่ได้นะ

ได้รับยากลุ่มเคมีบำบัด คุณแม่ที่เป็นโรคมะเร็ง และมีการใช้ยาเคมีบำบัดบางตัวจะให้นมลูกไม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่ยากลุ่มนี้จะผ่านน้ำนมได้ และมีผลต่อการทำงานต่อเซลล์ต่าง ๆ ของลูกน้อยได้ค่ะ

ยาเสพติด คือ โคเคน เฮโรอีน และที่เจอเยอะมากในปัจจุบันคือ แอมเฟตามีน ในกรณีที่คุณแม่เสพสารเหล่านี้เข้าไปมาก ๆ จะส่งต่อลูกผ่านทางน้ำนม ถ้าลูกได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็จะมีผลทางด้านอารมณ์ ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ตอนเล็ก ๆ จะตื่นบ่อย หลับได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

สารกัมมันตรังสี ถ้าคุณแม่ได้รับสารนี้แล้ว ไม่สามารถให้นมลูกได้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง และต้องได้รับสารกัมมันตรังสีในการรักษา หรือต้องวินิจฉัยโรคผ่านการเอ็กซ์เรย์

ได้รับรังสีไอโอดีน-131 สารตัวนี้ใช้ในการวินิจฉัยโรค หรือใช้ในการรักษาโรค ต่อมไทรอยด์ หรือโรคคอกพอกเป็นพิษ กลุ่มนี้จะให้นมลูกไม่ได้

สารนิโคติน คุณแม่ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ มีผลต่อลูก เพราะควันบุหรี่มีสารนิโคติน ลูกก็อาจจะได้รับสารนิโคตินไปด้วย ทำให้เอื้อต่อการติดเชื้อต่อระบบทางเดินหายใจของลูกได้ง่ายขึ้น

ส่วนคุณแม่ที่ดื่มสุราปริมาณมาก มีแอลกอฮอล์ในน้ำนมมาก ๆ จะทำให้ไปกดระบบประสาท จะทำให้เด็กหลับง่าย อ่อนเพลีย มีอาการซึม ส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโต คือโตช้า น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย และยังมีผลต่อน้ำนม ทำให้การกระตุ้นน้ำนมมีการหลั่งช้า และออกช้าด้วยค่ะ

สำหรับคุณแม่กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรให้นมลูก แต่กระบวนการผลิตน้ำนมยังคงผลิตอยู่ จะทำให้เต้านมคัด เจ็บตึงเต้านม รู้สึกทรมาน จึงต้องทำการยับยั้งการผลิตน้ำนม เพื่อลดอาการปวด เจ็บตึงเต้านมค่ะ

ให้นมไม่ได้ เต้านมคัด ทำไงดี

คุณแม่ที่ให้นมลูกไม่ได้ แต่กลไกของร่างกายจะมีการผลิตน้ำนมตามปกติ เมื่อให้นมไม่ได้อาจมีอาการเจ็บคัดเต้านมมาก ๆ คุณหมอสูติจะดูแลโดยไม่ให้คุณแม่มีการสร้างน้ำนมเพิ่ม และไม่ให้เกิดอาการตึงคัดเต้านมค่ะ

อาการตึงคัดเต้านม มีตั้งแต่รุนแรงน้อยไปจนถึงมาก ซึ่งอาการรุนแรงน้อยก็อาจจะแค่เจ็บตึงคัด แต่ถ้ารุนแรงมาก น้ำนมที่ผลิตออกมาไม่หยุด และไม่ได้มีการยับยั้งเลย ก็จะแข็งและเป็นต้อ กลายเป็นน้ำหนองอยู่ในเต้านม จะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ต้องใช้เข็มดูดน้ำหนองออก แล้วต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ทั้งชนิดฉีดและกินควบคู่ ซึ่งคุณแม่จะต้องดูแลตัวเองโดย......

1. ใส่ชุดชั้นในที่รัดฟิต แบบกระชับ เพื่อไม่ให้มีการสร้างน้ำนม

2. หลีกเลี่ยงการกระตุ้นบริเวณหัวนม เพราะจะทำให้มีการสร้างน้ำนมมากขึ้น

3. ถ้ามีการสร้างน้ำนมเยอะ ต้องมีการให้ยาเพื่อยับยั้งน้ำนม โดยใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ก็จะสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างน้ำนมได้

ดังนั้น คุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และรู้ว่าไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องรีบป้องกัน และหาวิธีการยับยั้งน้ำนม เพื่อไม่ให้มีการผลิตน้ำนม ก็จะลดอาการเต้านมคัดลงได้ค่ะ

นมแม่มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรให้นมลูก เพราะจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีค่ะ




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2555    
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 8:40:15 น.
Counter : 827 Pageviews.  

ระวัง..ของหมดอายุ! เสี่ยงอันตรายต่อลูก

แม่และเด็ก

ระวัง...ของหมดอายุ!
(รักลูก)
เรื่อง เกื้อกูล ภาพ ภิญโญ ถวัลวัฒน์

          ของกินของใช้ของลูกวัยเบบี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ อาหารบางอย่าง แม้ไม่มีกลิ่นเน่าเสีย แต่ความจริงอาจเสื่อมคุณภาพก็ได้ รวมถึงของใช้หลาย ๆ อย่าง หากไม่รู้ หรือไม่ดูกันให้ดี เผลอ ๆ บางทีหมดอายุไม่รู้ตัว ก็เป็นอันตรายต่อลูกได้นะคะ.....

ไล่ลำดับ นับถอยหลัง

ของกินของใช้ที่จำเป็นของลูก 8 อย่างต่อไปนี้ จะเก็บได้นานแค่ไหน ของกินบางอย่างถ้ากินไม่หมด จะทำอย่างไร ของที่ใช้อยู่หมดอายุหรือยัง เรามีคำตอบให้ค่ะ

1.นมแม่ (ที่ปั๊มเก็บไว้) : อายุ 1-4 ชั่วโมง

นมแม่ที่ปั๊มเก็บไว้ให้ลูกกินนั้น เมื่ออยู่ในอุณหภูมิปกติ สามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นทั่วไปจะอยู่ได้ 4 ชั่วโมง

2.นมชง : อายุ 1-4 ชั่วโมง

ส่วนใหญ่เมื่อคุณแม่ชงนมเสร็จแล้วก็คงให้ลูกกินทันที หากลูกกินไม่หมดหลังจาก 1 ชั่วโมงไปแล้ว ควรทิ้งทันทีค่ะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กยังไม่ได้กินนมที่คุณแม่ชงเลย สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง

3.อาหารเสริมสำเร็จรูป (ชนิดที่กินได้ทันที) : อายุ 48 ชั่วโมง

นอกจากต้องสังเกตวันหมดอายุข้างบรรจุภัณฑ์แล้ว เมื่อเปิดขวดให้ลูกกินแล้ว ก็ควรจะตักใส่ถ้วยแบ่ง เพราะการป้อนอาหารลูกโดยการตักจากขวดโดยตรง จะทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในน้ำลายปนเปื้อนอาหารเป็นสาเหตุให้บูดเร็ว

4.นมผงหลังเปิดใช้ : อายุ 1 เดือน

แม้ว่าจะยังไม่ถึงกำหนดวันหมดอายุที่ได้ระบุไว้บนฉลากก็ตาม แต่เมื่อเปิดใช้งานแล้ว นมผงของเจ้าตัวเล็กก็มีอายุอยู่ได้แค่เพียง 1 เดือนเท่านั้น คุณแม่ควรใช้ช้อนที่แห้งสนิทในการตักนม และระวังอย่าให้ช้อนเปียกน้ำ เพราะจะทำให้นมจับกันเป็นก้อน ที่สำคัญภาชนะบรรจุต้องสะอาด ทึบแสง มีฝาปิดมิดชิด ถ้าหากเป็นนมกระป๋องก็ควรระวังเรื่องของสนิมด้วยนะคะ

5.จุกนม : อายุ 3 เดือน

ตามปกติคุณพ่อคุณแม่จะเปลี่ยนขนาดจุกนมตามช่วงอายุของลูกค่ะ ซึ่งจุกนมแต่ละอันจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 เดือน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่จุกนมเริ่มเปลี่ยนสีหรือสีซีดลง บวม เนื้อยางนิ่ม นั่นก็แสดงว่าจุกนมใกล้เสื่อมสภาพแล้ว ควรเปลี่ยนให้เจ้าตัวเล็กทันที

6.ขวดนม : อายุ 6 เดือน-3 ปี

ขวดนมที่ยังไม่ผ่านการใช้งานจะมีอายุถึง 3 ปี แต่เมื่อถูกนำมาใช้แล้ว โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานเพียง 6 เดือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวิธีทำความสะอาดและการดูแลรักษา และยิ่งขวดนมที่ถูกความร้อนบ่อย ๆ นั้นมีรอยร้าวไม่ใสดังเดิมแล้ว ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีค่ะ

7.โลชั่น แชมพู สบู่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด : อายุ 2 ปี

โดยทั่วไปเครื่องสำอางจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 2 ปี นับจากวันผลิต แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิคจะมีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มาใช้ควรอ่านฉลากให้ดีก่อน แต่ถ้าเกรงว่าจะใช้ไม่ทันก็ให้ซื้อขนาดเล็ก หรือซื้อในปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงจะดีกว่าค่ะ

8.ผ้าอ้อมสำเร็จรูป : อายุ 3 ปี

ถึงจะมีอายุในการเก็บรักษานานที่สุด แต่ก็ต้องระวังการเสื่อมสภาพของแถบกาวหรือยางยืดด้วยค่ะ นอกจากนี้ก็ควรระวังเรื่องการเก็บรักษา ไม่ควรให้โดนความร้อนหรืออยู่ใกล้ความชื้นมากเกินไป เพราะอาจทำให้มีเชื้อราได้ และควรเก็บในหีบห่อที่มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นและแมลงเข้าไปในห่อ

ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กเล็ก เพราะฉะนั้นของกินของใช้ต่าง ๆ ถ้าไม่แน่ใจว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ อย่าเสียดายเลยค่ะ เพราะถ้าเผลอป้อนนม หรืออาหาร รวมทั้งใช้ของหมดอายุกับลูก ได้ไม่คุ้มเสียนะคะ




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2555    
Last Update : 13 มิถุนายน 2555 13:28:43 น.
Counter : 785 Pageviews.  

ลดสารพิษเพื่อสุขภาพด้วยสมุนไพร

สมุนไพรไทย


ลดสารพิษเพื่อสุขภาพด้วยสมุนไพร (ไทยโพสต์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คนเมืองพึงระวังเรื่องสุขภาพ เพราะท่านอยู่ในกลุ่มที่สะสมสารพิษ โรคภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่าย....
          คนเมืองเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ทั้งด้านอากาศ อาหาร น้ำ และร่างกายต้องสะสมสิ่งแปลกปลอมที่เป็นสารพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำทุกวัน ทำอย่างไรคนเมืองจึงจะมีทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีได้ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เลือกไม่ได้เช่นนี้

สิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำคือใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพ ซึ่งสมุนไพรดังกล่าวนี้มีสรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทยช่วยในการล้างพิษ น่าที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในรูปเครื่องดื่มประจำวัน หรือใช้ในการอาบอบเพื่อช่วยขับพิษในร่างกายได้

สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการล้างพิษที่น่าสนใจมีอยู่หลายตัว เป็นสมุนไพรที่มีรสจืด จากการสอบถามหมอพื้นบ้านหลายท่านที่มีประสบการณ์ในการรักษาผู้ที่กินยาฆ่าแมลง หรือเกษตรกรที่เจ็บป่วย เพราะใช้สารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตร รวมถึงผู้ที่ติดยาเสพติด หมอพื้นบ้านใช้สมุนไพรในกลุ่มนี้รักษาซึ่งใช้ได้ผลดี ดังนั้นแม้คนในเมืองจะไม่ไช่กลุ่มคนที่เผชิญกับสารเคมีโดยตรงอย่างเกษตรกร แต่ในกระบวนการบริโภคนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพืชผักที่นำมาประกอบอาหารนั้น ล้วนแต่ผ่านการปลูกด้วยการฉีดยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีเช่นกัน นอกจากนี้วิถีชีวิตประจำวันยังดูดซับสารพิษจากมลภาวะทางอากาศอีกเป็นประจำ จึงอยากเสนอทางเลือกในการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร เพื่อช่วยลดสารพิษในร่างกาย

รางจืด , ว่านรางจืด

รางจืด

รางจืด

เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันกว้างขวางในเรื่องสรรพคุณช่วยลดสารพิษ โดยเฉพาะบรรดาคอเหล้าทั้งหลายมักนิยมนำไปต้มดื่มเพื่อแก้อาการเมาค้างหรือ ถอนพิษเมาค้าง นอกจากรางจืดตัวนี้แล้ว ยังมีว่านรางจืดอีกตัวที่นิยมอมก่อนไปกินเหล้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่เมาเหล้า (แล้วจะกินไปทำไมก็ไม่รู้ให้เปลืองเงิน)

          นอกจากนี้ ชาวบ้านตามชนบททั่วไปยังใช้ถอนพิษเมาเบื่อจากเห็ด โดยส่วนมากชาวชนบทมักจะนิยมเก็บเห็ดไปทาน โดยบางคนก็ไม่มีความรู้ว่าเห็ดที่ตนเก็บมานั้นกินได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามักพบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีคนกินเห็ดจนต้องเข้า โรงพยาบาลล้างท้องทุกปี แต่หมอพื้นบ้านเขาต้มล้างจืดให้ดื่มแก้ทางกันไม่นานอาการก็ดีขึ้น

สรรพคุณของรางจืดตามตำราใช้รากและเถามาปรุงเป็นยาถอนพิษ แก้พิษเบื่อเมา แก้พิษไข้ หรือใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่วนมากจะพบตามร้านขายยาหรือหมอพื้นบ้านที่ใช้รากหรือเถา แต่โดยทั่วไปนั้นจะใช้ใบรางจืดตากแห้งต้มดื่มหรือชงดื่มเป็นชา

          งานวิชาการหรืองานวิจัยเกี่ยวกับรางจืดยังไม่พบมากนัก จริง ๆ แล้วถ้ามีการส่งเสริมการวิจัยสมุนไพรตัวนี้ให้สามารถใช้ได้ ศึกษาเพิ่มเติมทางคลินิกถึงความปลดภัย น่าจะมีอนาคตไกล ที่สำคัญคุณสมบัติอย่างนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนด้วย

วิธีใช้ คัดเลือกใบแก่ ล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดหรืออบให้แห้ง ใช้ต้มดื่มหรือชงแบบชาเป็นประจำเช้า-เย็น วันละ 1 แก้ว


ย่านาง

ย่านาง

ย่านาง

เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักโดยทั่วไป แต่จะเป็นชาวชนบทส่วนใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรชนิดนี้ ในตำรายาแผนไทยย่านางเป็นหนึ่งในตำรายาเบญจโลกวิเชียรหรือยาห้าราก ที่มีสรรพคุณโดดเด่นในการถอนพิษไข้

          ย่านางมีชื่อเรียกหลายชื่อ เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว หญ้าภคินี ปู่เจ้าเขาเขียว ผักจอยนาง เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการคือมีวิตามินเอและแคลเซียมสูงมาก ๆ และการประกอบอาหารที่ใช้น้ำคั้นจากย่านางนี้เพื่อเป็นการฆ่าฤทธิ์ของสารบางตัวที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ช่วยลดฤทธิ์ขมเฝื่อน ช่วยให้หน่อไม้มีรสชาติหวานอร่อยขึ้น ในขี้เหล็กก็เช่นกัน

ประโยชน์ทางยานั้นจะใช้ราก ซึ่งมีรสจืด ใช้แก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้ผิดสำแดง คือ อาการไข้ที่เกิดจากการกินอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย ไข้พิษ ไข้เหนือ ถือเป็นยากระทุ้งพิษหรือขับพิษไข้ โบราณใช้ใบย่านางต้มกับใบรางจืดให้ผู้ป่วยดื่มและใช้เช็ดตัวเพื่อแก้ไข้ตัวร้อน

          ปัจจุบันย่านางได้รับความนิยมสูงในการนำมาดูแลสุขภาพ ลดความร้อนในร่างกาย โดยเอาน้ำคั้นใบย่านางดื่มหรืออาจคั้นร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ยาเย็นเหมือนกัน เช่น ใบเตย ผักบุ้ง  


ผักบุ้ง

ผักบุ้งไทย

เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นแก้พิษถอนพิษ หมอพื้นบ้านหลายท่านแนะนำให้ใช้น้ำต้มผักบุ้งดื่มเพื่อล้างสารพิษจากยาฆ่าแมลง หรือในตำรับยาอบและอาบสำหรับรับบำบัดผู้ติดยาเสพติดก็จะมีผักบุ้งเป็นตัวยาหลัก

          ผักบุ้งมีหลายชนิด แต่บ้านเราทั่วไปนิยมบริโภคผักบุ้งจีนเพราะมีสีเขียวอวบ น่ารับประทานและรสชาติค่อนข้างจะหวานกว่าเล็กน้อย แต่ผักบุ้งบ้านเรารสชาติค่อนข้างเฝื่อน นิยมรับประทานแกล้มส้มตำมะละกอ หรือลวกจิ้มน้ำพริก

สรรพคุณตามตำรายาระบุว่า รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน แก้ถอนพิษผิดสำแดง ส่วนลำต้นและใบ มีรสเย็นถอนพิษเบื่อเมา นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้อ สามารถรักษาแผลเป็นหนองได้ และลดอาการคันจากพิษแมลงกัดต่อยได้ด้วย

          ในแต่ละมื้อมีผักบุ้งไทยสัก 1 กำมือ รับประทานแกล้มน้ำพริกเป็นประจำทุกวัน ถ้าไม่รับประทานสดก็อาจต้ม แล้วนำน้ำต้มนั้นอย่าทิ้งเด็ดขาด ใช้ดื่มล้างพิษได้ ถ้ารับประทานผักบุ้งทุกวันก็ช่วยลดสารพิษในร่างกายได้แล้วจะในรูปผักสดหรือ ต้มดื่มน้ำก็ใช้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2555    
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 0:26:47 น.
Counter : 557 Pageviews.  

ดูแลความงามด้วยธรรมชาติ

ผิวสวย,

Natural Beauty
(Lisa)

         เดี๋ยวนี้ผู้คนต่างให้ความระแวดระวังมากขึ้นในเรื่องการที่สารเคมีถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางผิวหนัง และปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้กับผิวพรรณของเราโดยตรงก็เป็นสิ่งที่ถูกจับตามองในเรื่องส่วนผสมหลายอย่างที่เป็นสารสังเคราะห์ และอาจมีความรุนแรงต่อผิว จึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้คนต่างหันไปหาผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติกันมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่คุณควรใส่ใจเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยในการเลือกเครื่องมือในการดูแลความงามของคุณ.....
แค่ไหนที่เรียกว่า "ธรรมชาติ"

ในแวดวงอุตสาหกรรมความงามไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าแค่ไหนถึงจะถือว่าเป็น "ธรรมชาติ" ถึงแม้ผู้ผลิตจำนวนมากจะใช้คำนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเสมอไป บางครั้งมันอาจมีส่วนผสมจากพืชหนึ่งหรือสองอย่าง หรือเป็นเพียงการเพิ่มเติมสารธรรมชาติเข้าไปกับสารสังเคราะห์ที่เป็นพื้นฐานของสูตรนั้นเท่านั้น ฉลากของมันเพียงแค่หมายความว่าผู้ผลิตเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีโอกาสน้อยกว่าที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าผ่านการทดสอบการแพ้ ทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง หรือทดสอบอาการระคายเคือง ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางตรงกันข้ามได้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ในระดับหนึ่งก็คือ การใส่ใจในส่วนผสมต่าง ๆ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิว และมีโอกาสก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยลงด้วย

ส่วนผสมที่ควรใส่ใจ

สารกันเสีย เครื่องสำอางต้องใช้สารกันเสีย เพื่อยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งสารต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเติบโต หลังจากที่ถูกเปิดใช้ ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าปราศจากสารกันเสียโดยสิ้นเชิงจึงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุภาพได้ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีวิธีการในการรักษาเครื่องสำอางโดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือเพิ่มแบคทีเรีย วิธีหนึ่งก็คือการลดปริมาณของน้ำด้วยการใช้สูตร Water-in-Oil อีกทางหนึ่งก็คือการใช้สารกันเสียตามธรรมชาติ เช่น แอนตี้ออกซิแดนต์ กรดแอสคอร์บิก และน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่างเช่น น้ำมันทีทรี หรือมะนาว เป็นต้น

สารหล่อลื่น (Emollients) มอยส์เจอไรเซอร์ใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในผิว มันทำงานด้วยการสร้างชั้นบาง ๆ ปกคลุมผิวหนัง สารหล่อลื่นสังเคราะห์มักใช้สารที่ได้จากปิโตรเลียม ซึ่งจะห่อหุ้มผิวชั้นฟิล์มบาง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผิว "หายใจ" ได้ไม่สะดวก ขณะที่ส่วนผสมที่เป็นน้ำมันจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันอัลมอนด์ ขี้ผึ้ง หรืออะโวคาโด จะเบากว่าและทำให้ผิวหายใจได้มากกว่าด้วย

น้ำหอมและ Fixatives (สารยึดติด) ในขณะที่น้ำหอมเป็นสารที่ให้กลิ่นแก่ผลิตภัณฑ์ สารยึดติดจะรักษากลิ่นเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันระเหยออกไป กลิ่นหอมจากธรรมชาติมักทำจากพืชและผลไม้ และมักใช้สมุนไพรหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อรักษากลิ่นหอมแทนสารยึดติด

สารคงความชื้น (Humectant) ทำงานด้วยการดึงและเก็บกักน้ำไว้ในผิว สารคงความชื้นที่ไม่ใช่สารสังเคราะห์มักมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่ละลายในน้ำ และโปรตีนจากแหล่งพืชธรรมชาติ สารคงความชื้นสังเคราะห์อาจทำให้ผิวหายใจไม่ออก ในขณะที่สารสกัดจากธรรมชาติให้น้ำแก่ผิวโดยผิวยังคงหายใจได้

ไฟโตคอนเพล็กซ์ (Phytocomplexes) นี่เป็นส่วนผสมของสารธรรมชาติ เป็นสารเคมีจากพืชที่สามารถดูดซึมลงไปในผิวได้ง่าย มักนำมาใช้ในโลชั่นทาผิวกาย มอยสเจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผม สารเคมีจากพืชเหล่านี้มักจะได้มาจากผลไม้และผัก

Barely Nude

นอกจากเลือกเครื่องสำอางแบบธรรมชาติแล้ว มาเติมแต่งความสวยในแบบธรรมชาติกันดีกว่า

ผิว ควรจะดูผุดผ่องและเปล่งประกายในแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ จึงควรเลือกสีรองพื้นให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริงให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงรองพื้นโทนสีขาวหรือชมพู เว้นเสียแต่ผิวของคุณจะเจือสีชมพู จากนั้นทาคอนซีลเลอร์เพื่อพรางริ้วรอยที่คุณเป็นกังวลเป็นพิเศษ ใช้แป้งแต่เพียงน้อย การแต่งหน้าในสไตล์นี้ ต้องให้ดูมีความชุ่มชื้นนิด ๆ ไม่แห้งหรือด้านเกินไป อาจปัดชิมเมอร์เล็กน้อยเพื่อช่วยให้ดูไม่กระด้างเกินไป

แก้ม ช่างแต่งหน้าบางคนชอบใช้บลัชแบบครีมหรือแบบสแตน ซึ่งมักมีเนื้อบางใสที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่บางคนก็แนะนำบลัชแบบฝุ่นที่มีประกายเล็กน้อย เพราะมันทำให้ผิวดูเรืองรองขึ้น แต่ควรใช้เพียงเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ดูแก่เกินไปได้ การเลือกสูตรของบลัชจึงขึ้นอยู่กับความชอบพอและความสะดวกในการใช้งานมากกว่า แต่หัวใจที่สำคัญที่สุดของสีแก้มที่ดูเป็นธรรมชาติก็คือการเลือกสี โดยทั่วไปสีที่เข้มกว่าสีแก้มตามธรรมชาติเล็กน้อยจะดูดีที่สุด

ดวงตา สีน้ำตาลคือโทนสีของการแต่งหน้าแบบนี้ เพราะเป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีผิว และทำให้ผิวดูสวยขึ้นสำหรับแทบทุกคน สำหรับดวงตา เริ่มด้วยการใช้แปรงกลมทาอายแชโดว์สีน้ำตาลให้ทั่วเปลือกตา จากนั้น ใช้แปรงปลายตัดทาอายแชโดว์สีเข้มกว่าเล็กน้อยบริเวณรอยพับเปลือกตา เริ่มจากกึ่งกลางตาและให้สีเข้มขึ้นเล็กน้อยที่หางตา แต่หัวใจสำคัญก็คือการเกลี่ยให้ดูกลมกลืนจึงจะดูเป็นธรรมชาติที่สุด จบด้วยการทาอายแชโดว์สีอ่อนหรือแบบชิมเมอร์ที่โหนกคิ้วเพื่อให้ใบหน้าดูผ่องขึ้น

ริมฝีปาก ควรเป็นสีสันที่ใกล้เคียงกับสีปากตามธรรมชาติของคุณมากที่สุด หรือสีเข้มกว่าสีปากจริงหนึ่งเฉด อย่าเลือกสีอ่อนกว่าเพราะมันจะทำให้ใบหน้าดูอิดโรย เลือกดินสอเขียนขอบปากเฉดสีน้ำตาลหรือชมพูกลาง ๆ เขียนเส้นขอบปากและระบายให้ทั่ว จากนั้นจึงค่อยทาลิปสติกทับ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2555    
Last Update : 6 มิถุนายน 2555 2:37:25 น.
Counter : 642 Pageviews.  

เมคอัพอย่างไร ให้ดูเด็กลง

แต่งหน้า




อายุที่ของคุณผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เทคนิคที่ใช้ในการแต่งหน้าต้องรับเปลี่ยนตามไปด้วย วิธีการแต่งหน้าที่เคยใช้เมื่อยังสาว ๆ อาจดูไม่สวยดังเดิมอีกต่อไป ตอนนี้จึงต้องมาดูกันว่าจะแต่งหน้าอย่างไรให้ดูอ่อนเยาว์ลง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมเคล็ดลับในการแต่งหน้าให้ดูเด็กลงกว่าวัยมาฝากกันค่ะ ..........

 


บำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

          เริ่มต้นด้วยขั้นแรกที่ไม่ต้องใช้เทคนิคยุ่งยาก แต่ห้ามละเลยไปเชียว หากลืมการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เสียแล้ว เทคนิคการแต่งหน้าอื่น ๆ ต่อให้ดีอย่างไร ก็ยากที่จะได้ผลที่น่าพึงพอใจ ฝึกตัวเองให้บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทุกครั้งหลังล้างหน้าจนเป็นนิสัย ขณะที่ใบหน้ายังชื้นจากหยาดน้ำอยู่ ผิวจะดูดซับสารบำรุงได้ดีที่สุด และได้รับความชุ่มชื้นจากมอยส์เจอไรเซอร์ดีที่สุดด้วย เท่านี้สภาพผิวหน้าก็ดูจะดูนุ่มนวลและยืดหยุ่นดี ได้ลุคที่อ่อนเยาว์ลงแน่นอน

เลือกใช้รองพื้นสีโทนเหลือง

          เราไม่ได้บอกว่าให้คุณใช้รองพื้นสีเหลือง แต่เป็นรองพื้นที่มีโทนอมเหลืองอยู่ในตัว สีเหลืองจะขับผิวให้ดูมีน้ำมีนวล ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลง

ใช้ฟองน้ำในการแต่งหน้า

          หากต้องการทารองพื้นให้ดูปกปิด แต่เรียบเนียน และบางเบาเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนจากการใช้นิ้วมือทารองพื้นมาเป็นการใช้ฟองน้ำแต่งหน้าแทน สเปรย์ละอองน้ำลงไปบนฟองน้ำแต่งหน้าให้พอชื้น จากนั้นแต้มรองพื้นที่คุณใช้ลงไปที่มือ ใช้ฟองน้ำแตะรองพื้นจากมือแล้วจึงนำไปแตะซับที่ใบหน้า ฟองน้ำจะทำให้รองพื้นติดที่ใบหน้าได้ดีและเรียบเนียน ในขณะที่ความชื้นจะทำให้รองพื้นที่ทาลงไปดูบางเบา ไม่หนาเตอะหลอกตา เตรียมผิวที่ดูสวยและเบาบางเป็นธรรมชาติได้แบบนี้ ก็ดูเด็กลงเยอะเลยค่ะ

ใช้คอนซีลเลอร์เนื้อเหลว

          เป็นเรื่องจริงที่ออกจะโหดร้ายสักนิดสำหรับคุณผู้หญิงที่เริ่มมีริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า เพราะคุณจะต้องปกปิดมันด้วยการใช้คอนซีลเลอร์ แต่ยิ่งใช้ก็ดูเหมือนว่าคอนซีลเลอร์นั้นจะยิ่งทำให้ริ้วรอยที่ต้องการปกปิดถูกสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะคุณเลือกใช้คอนซีลเลอร์ที่มาในรูปแบบตลับหรือพาเลท ซึ่งมีลักษณะเป็นแว็กซ์ เมื่อทาลงบนผิวแว็กซ์จึงจับตัวเป็นปื้น ทำให้สังเกตเห็นริ้วรอยที่ต้องการปกปิดได้ง่าย ลองเปลี่ยนมาใช้คอนซีลเลอร์ที่เป็นเนื้อเหลว ซึ่งจะเนียนสนิทเข้ากับผิวได้ง่ายกว่า และไม่จับตัวเป็นปื้น ๆ บนผิวด้วย

ไม่ใช้แป้งฝุ่นเจือสี

          หากอยากให้ใบหน้าดูเนียนใสบางเบาเป็นธรรมชาติ ไม่วอก ไม่หนาเตอะ เว้นจากการใช้แป้งฝุ่นแต่งหน้าได้ก็จะยิ่งดี แต่หากคุณรู้สึกกังวลใจว่ารองพื้นที่ทาลงไปจะไม่เซ็ตตัวดี ก็ขอให้เลือกใช้แป้งฝุ่นชนิดโปร่งแสง ที่ไม่เจือสีอื่นใดลงไป เพื่อความเป็นธรรมชาติที่สุดบนผิวหน้าค่ะ

ใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อฝุ่นให้น้อยที่สุด

          หากคุณต้องการมีใบหน้าที่ดูชุ่มชื้น นุ่มนวล และอ่อนเยาว์ เมคอัพอาร์ทติสท์แนะนำว่าให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เมคอัพที่เป็นเนื้อครีม เจล หรือบรรดาพวกเนื้อเหลว แทนที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อฝุ่น "ทุกอย่างที่เป็นเนื้อฝุ่น และต้องใช้แปรงแต่งหน้า จะทำให้ผิวหน้าดูด้านและแห้ง" แต่ผลิตภัณฑ์เนื้อเหลวจะให้ความชุ่มชื้นได้ในตัว และทำให้ผิวดูชุ่มชื้น อ่อนเยาว์

โชว์โครงร่างใบหน้า

          เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ไขมันบนใบหน้าก็จะลดลง อย่ารู้สึกขัดเขินและทำผมลงมาปิดหน้าปิดตา ใช้ประโยชน์จากการมองเห็นโครงร่างของใบหน้าชัดเจนขึ้น ด้วยการใช้บลัชแต่งเติมสีสันไปตามโหนกแก้มให้ดูเปล่งปลั่ง หน้าตาก็จะดูสดใสขึ้น

ถอนขนคิ้วแต่พอดี

          เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ในคุณผู้หญิงบางรายอาจพบปัญหาสัดส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าก็เริ่มเสียความสมมาตรไป สามารถแก้ไขใบหน้าให้ดูสมมาตรกันอีกครั้งได้ด้วยการกันคิ้ว แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่เริ่มมีอายุ ขออย่าได้กันคิ้วหรือถอนขนคิ้วเกินจำเป็น เพราะจะทำให้คิ้วดูบางลง แถมขนคิ้วยังงอกกลับคืนมาได้ช้ากว่าเดิม ถอนแค่ส่วนที่ดูรกเกินออกมาจากแนวคิ้วเท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ

ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีอ่อน

          เลือกใช้ดินสอเขียนคิ้วที่อ่อนกว่าสีคิ้วจริงของคุณหนึ่งเฉด และเขียนคิ้วโดยทำมือ 45 องศากับคิ้ว ซึ่งจะทำให้ได้เส้นคิ้วที่ดูนุ่มนวล และเป็นธรรมชาติ

ดัดขนตา

          แค่อายุเลยหลังเลข 35 เป็นต้นไป อะไร ๆ ก็เริ่มดูคล้อยลงอย่างสังเกตได้ชัด ไม่เว้นแม้แต่ขนตา ที่เริ่มจะทิ่มลงทำให้ดวงตาดูไม่สุกใสอย่างก่อน ๆ หันมาใช้ที่ดัดขนตาก่อนปัดมาสคาร่าทุกครั้ง จะช่วยให้ดวงตาของคุณดูสดใส และใบหน้าก็ดูสดชื่นขึ้นด้วยค่ะ

ใช้มาสคาร่าชนิดเพิ่มความยาว

          ขนตาเรานั้นเริ่มบางลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีการใช้มาสคาร่าที่เพิ่มความหนาให้กับขนตา กลับไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เพราะขนบางที่บางลงไม่สามารถรับน้ำหนักของมาสคาร่าแบบเพิ่มความหนาได้ ทำให้ขนตาตกลง เปลี่ยนเป็นการใช้มาสคาร่าแบบเพิ่มความยาวที่มักมีเนื้อที่เบากว่าแทน ก็จะทำให้ขนตาดูเต็มขึ้น และดวงตาดูสดใสขึ้นได้เช่นกัน

ใช้อายไพรม์เมอร์ก่อนแต่งตา

          เมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยที่ดวงตาและเปลือกตาก็เริ่มปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นแค่ริ้วรอยจาง ๆ หรือเป็นริ้วรอยที่เห็นได้ชัด ทำให้เมคอัพที่แต่งดวงตาเข้าไปติดอยู่ตามร่องริ้วรอยนั้นได้ การใช้อายครีมก่อนแต่งตาไม่ได้ช่วยให้รอยเหล่านั้นดูเรียบตื้นขึ้นได้ มีแต่จะทำให้เมคอัพเลอะเลือนได้ง่ายในระหว่างวัน สิ่งที่คุณต้องการเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้คือการใช้อายไพรม์เมอร์ ซึ่งจะรองผิวและริ้วรอยให้เรียบขึ้น ช่วยให้เมคอัพดวงตาติดดียิ่งขึ้นค่ะ

ใช้อายไลน์เนอร์สีน้ำตาลเข้ม

          คุณอาจคุ้นเคยกับการใช้อายไลน์เนอร์สีดำมาเนิ่นนาน แต่หากต้องการลุคที่ดูอ่อนเยาว์ ลองเปลี่ยนมาใช้อายไลน์เนอร์สีน้ำตาลเข้ม ที่ทำให้ตาดูคมชัดได้แบบสีดำ แต่ก็ให้ความนุ่มนวลมากกว่า ตาจึงไม่ดูดุเกินไปด้วย

ใช้ลิปสติกโทนนู้ด

          เมื่ออายุเพิ่มากขึ้น ริมฝีปากที่เคยดูอิ่มเอิบแบบเมื่อตอนสาว ๆ ก็ดูเล็กลง โดยเฉพาะริมฝีปากบน แต่คุณก็สามารถทำให้ริมฝีปากดูเต็มขึ้นมาได้โดยการเลือกใช้ลิปสติกสีนู้ดที่เจือสีเบอร์รี่ระเรื่อไว้ด้วย ซึ่งจะทำให้เรียวปากดูสว่างและชัดเต็มขึ้น นอกจากนี้เลือกใช้ลิปสติกที่ออกเนื้อครีม ก็จะทำให้เรียวปากดูอิ่มเอิบได้มากกว่าลิปสติกเนื้อแมทช์ด้วยค่ะ

ใช้ชิมเมอร์ช่วยเพิ่มประกายผิว

          ผิวที่เริ่มขาดความเปล่งปลั่ง เปล่งประกายโดยธรรมชาติ ก็ต้องอาศัยชิมเมอร์ที่จะช่วยเติมความเปล่งปลั่งเหล่านั้นให้ โดยเลือกใช้ชิมเมอร์เนื้อครีมสีที่เข้ากับผิวได้ดี อย่างสีแชมเปญ บรอนซ์ หรือสีกุหลาบอมทอง ทาในจุดที่เป็นเนิน หรือส่วนที่สูงที่สุดของใบหน้า อย่างหน้าผาก สันจมูก โหนกแก้ม และคาง

ใช้ไฮไลท์เพิ่มมิติให้ใบหน้า

          ใบหน้าที่ดูแห้ง ขาดความชุ่มชื้นในตัว ทำให้หน้าดูแบน ไม่มีมิติ แต่คุณก็สามารถสร้างมิติบนในหน้าขึ้นมาได้ใหม่ด้วยการใช้ไฮไลท์ที่มีเนื้อบางเบา โดยแตะที่โหนกแก้มทั้งสองให้ดูมีประกาย เลือกใช้ไฮไลท์สีแชมเปญสำหรับสาวผิวขาว หรือสีโกลเด้นเบจสำหรับสาวผิวคล้ำ เพียงเท่านี้ก็ใบหน้าก็ดูมีมิติและมีน้ำมีนวลมากขึ้นได้แล้วค่ะ


  อายุไม่ใช่อุปสรรคของความสวย แค่มีเทคนิคในการแต่งหน้าดี ๆ เพิ่มสักนิด ก็ช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ลงได้ อ้อ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าลืมการบำรุงผิวให้ดีทั้งจากภายนอกและภายในด้วยนะคะ




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2555    
Last Update : 4 มิถุนายน 2555 20:31:22 น.
Counter : 900 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

konngambanpon
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




DDDDDDDDDD .......
Friends' blogs
[Add konngambanpon's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.