Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องเท้าที่แม่ท้องต้องดูแล

ตั้งครรภ์

เรื่องเท้าที่แม่ท้องต้องดูแล
(Mother & Care)

          ช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์ การดูแลร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นและไม่ป่วยง่าย ซึ่ง "เท้า" ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนของร่างกายที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ

แย่แล้ว..เท้ามีกลิ่น

บริเวณใต้เท้าของคนมีต่อมเหงื่อมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกายและสร้างเหงื่ออยู่ตลอดเวลา เรื่องของกลิ่นเท้าจึงมักจะเกิดจากการมีเหงื่อออกบริเวณเท้ามากหรือสวมใส่รองเท้านานจนเกินไป บางครั้งอาจเกิดจากไม่ได้เช็ดเท้าให้แห้ง หลังจากล้างเท้าแล้วสวมใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าทันที ทำให้เกิดการอับชื้นจนอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นและการเกิดเชื้อราที่เท้าได้

ดูแลเท้า..ไม่ให้มีกลิ่น

ในช่วงตั้งท้องที่มักจะเหงื่อออกง่ายและท้องโต ๆ ก็ทำให้คุณแม่จะยกเท้าขึ้นมาหรือก้มทำความสะอาดเท้าได้ไม่สะดวกนัก จึงควรมีผู้ช่วยในการทำความสะอาดเท้าซึ่งอาจจะเป็นสามีหรือคนใกล้ชิดก็จะดีไม่น้อยค่ะ

ล้างเท้าด้วยน้ำอุ่น ๆ ผสมน้ำสบู่อ่อน ๆ เป็นประจำทุกวัน ใช้แปรงขนนุ่มขัดบริเวณเท้า ซอกเล็บ และนิ้วเท้าเบา ๆ หลังจากล้างเท้าแล้วควรใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้แห้งทุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า

ไม่ปล่อยเล็บเท้าให้ยาวจนเกินไป เพราะจะทำให้ฝุ่นผงต่าง ๆ เข้าไปติดตามซอกเล็บทำให้เล็บมีกลิ่นได้

เลือกสวมใส่ถุงเท้าที่ทำจากฝ้าย เพราะระบายอากาศได้ดีกว่าถุงเท้าไนล่อน เปลี่ยนถุงเท้าที่ใส่ทุกวัน

ใส่รองเท้าที่มีการระบายอากาศที่ดี เช่น รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบที่มีรูระบายอากาศ ถ้าเหงื่อมากไม่ควรใส่รองเท้าที่เป็นพื้นยาง และไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน (โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบ) ควรใส่รองเท้าสลับวันเว้นวัน หากเหงื่อออกมากให้นำรองเท้าไปผึ่งหลังใส่แล้ว

ถ้ากลิ่นเท้ายังไม่หายอาจโรยแป้งฝุ่นเพื่อลดการอับชื้นและช่วยให้เท้าแห้งขึ้น

แย่แล้ว..เท้าแตก

เท้าแตกมักเกิดจากลักษณะรองเท้าที่สวมใส่ เช่น รองเท้าแตะคีบ รองเท้าเปิดส้น หรือการเดินเท้าเปล่าเป็นเวลานาน จะทำให้ผิวบริเวณส้นเท้าค่อย ๆ แข็งและหนาขึ้นจนแห้งแตก และมีอาการปวดเวลาเดิน นอกจากนี้ อุณหภูมิที่เย็นมาก เช่น อยู่ในห้องแอร์ตลอด เท้าที่สัมผัสน้ำบ่อย ๆ การยืนเป็นเวลานานบนพื้นแข็ง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่น้ำหนักตัวมาก ก็จะทำให้ส้นเท้าแตกได้ง่าย

ดูแลเท้า..ไม่ให้แตก

เมื่อตั้งท้องแล้ว ขนาดของเท้าที่บวมหรือโตขึ้นคงจะไม่เหมาะกับรองเท้าคู่เดิมแล้ว ดังนั้น การเลือกรองเท้าที่เหมาะกับขนาดของเท้าและสามารถรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ดี รวมถึงการดูแลเท้าอยู่เสมอ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เท้าแตกในช่วงตั้งท้องได้ค่ะ

เลือกรองเท้าที่มีพื้นภายในนุ่มเล็กน้อย เหมาะสมกับรูปเท้า สวมใส่สบาย สามารถรองรับน้ำหนักและแรงกระแทกได้ดี

เวลาเลือกซื้อรองเท้าควรลองสวมเดินดูทั้ง 2 ข้าง เลือกขนาดรองเท้าโดยให้เลยส้นเท้าออกมาเล็กน้อย และเลือกพื้นรองเท้าที่มีส้นหนาเล็กน้อย เพื่อให้รองรับเนื้อส้นเท้าได้หมดทุกส่วน และไม่ให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นเวลาเดิน

ใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าลำลอง เมื่อต้องเดินบนพื้นเย็น ๆ เป็นประจำ

หลังอาบน้ำควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวส้นเท้าด้วยการทาครีมบำรุง แล้วนวดเบา ๆ ที่ส้นเท้าและฝ่าเท้าจนเนื้อครีมซึมเข้าไป จะช่วยคลายกล้ามเนื้อเท้าและทำให้เท้านุ่ม ไม่ควรทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้าเพราะอาจเกิดการหมักหมมได้

นวดเท้าแม่ท้อง..อย่างไร

การนวดเท้านอกจากจะช่วยคลายกล้ามเนื้อจากอาการปวดเมื่อยแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจแจ่มใสได้ด้วย

คุณแม่นั่งพิงบนเก้าอี้อย่างสบาย ๆ ผู้นวด (สามีหรือคนใกล้ชิด) อาจนั่งบนม้านั่งตัวเล็ก ๆ ข้างหน้า แล้วให้คุณแม่เหยียดเท้าให้สบายหรือแช่น้ำอุ่นไว้ เพื่อคลายอาการปวดเมื่อย

ผู้นวดใช้มือทั้งสองข้างมือจับที่เท้า โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่บริเวณหลังเท้า อุ้งมือโอบรอบเท้า

บีบเท้าเบา ๆ ด้วยนิ้วทั้งสี่ แล้วใช้หัวแม่มือนวดคลึงเบา ๆ อย่างช้า ๆ ตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงนิ้วเท้า

ช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ไม่ควรนวดเท้าด้วยแรงมาก ๆ และไม่ควรนวดกดจุดบริเวณฝ่าเท้าเพราะบางจุดอาจมีผลกระทบต่อมดลูก เสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย

ไม่ควรนวดในขณะที่คุณแม่อิ่ม หิว หรือเหนื่อยมากเกินไป และไม่ควรนวดขณะมีไข้

















 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2555 6:49:06 น.
Counter : 711 Pageviews.  

เรียนรู้วิธีง่าย ๆ กับการโกนหนวดเพื่อไม่ให้มีแผล

เรียนรู้วิธีง่าย ๆ กับการโกนหนวดเพื่อไม่ให้มีแผล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หากจะพูดถึงเรื่องของการดูแลตัวเองสำหรับคุณผู้ชายแล้วล่ะก็ "การโกนหนวด" ถือเป็นการดูแลในลำดับต้น ๆ ที่หนุ่ม ๆ หลายคนให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการโกนหนวดแต่ละครั้ง ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียวที่มีดโกนสัมผัสผิวหน้าเมื่อไหร่ "เลือด" เจ้ากรรมต้องได้ออกจากใบหน้าอันหล่อเหลาไปซะทุกที สำหรับใครที่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เสมอ ๆ ลองมาดูขั้นตอนง่าย ๆ ที่เรานำมาฝากเกี่ยวกับการโกนหนวดแบบง่าย ๆ และถูกวิธีนี้กันสักหน่อย ดังนี้

เปลี่ยนใบมีดใหม่ทุกครั้ง

          อย่าไปรู้สึกเสียดายว่าใบมีดอันเดิมยังคมอยู่หรือเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นาน เพราะการใช้ใบมีดซ้ำ ๆ เดิม ๆ บ่อย ๆ จะมีแต่ผลเสียต่อใบหน้าคุณอย่างจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคมที่ลดน้อยลงไป รวมไปถึงเรื่องของสิ่งสกปรกที่มักจะปนอยู่บนใบมีดได้ง่าย ทางที่ดีคุณควรจะเปลี่ยนใบมีดใหม่ทุกครั้งที่จะโกนหนวด ก็จะช่วยได้มากเลยทีเดียว

เรียนรู้วิธีง่าย ๆ กับการโกนหนวดเพื่อไม่ให้มีแผล

เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนโกนเสียหน่อย

          จู่ ๆ จะจับใบมีดโกนบรรจงโกนหนวดเลย เห็นทีดูจะไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่นัก เพราะการทำแบบนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ ที่ใบมีดอาจไปกรีดเนื้อของคุณจนเลือดออกเข้าอย่างจัง คุณควรเตรียมความพร้อมให้กับใบหน้าและหนวดเฟิ้ม ๆ ของตัวคุณเองเสียก่อน เช่น การล้างหน้าให้สะอาด เตรียมครีมที่จะใช้ หรืออาจลองทาน้ำมันมะกอกสักเล็กน้อยลงบนหนวด ให้มีความมันนิด ๆ แล้วค่อยเริ่มโกนหนวด ก็จะช่วยให้โกนได้ง่ายขึ้นอย่างมากเลยล่ะครับ

ใช้น้ำอุ่น ๆ

          หากหนวดของคุณมีความแข็งซะเหลือเกิน ก็ให้หาน้ำอุ่น ๆ มาชะโลมให้หนวดของคุณอ่อนตัวลงสักหน่อย หรือนำสบู่มาผสมให้เป็นน้ำสบู่อ่อน ๆ มาช่วยด้วยก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้หนวดที่แข็งกระด้างของคุณอ่อนตัวลง และสามารถโกนออกได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องทนกับการฝืนโกนหนวดแบบแข็ง ๆ อีกต่อไปแล้ว

เรียนรู้วิธีง่าย ๆ กับการโกนหนวดเพื่อไม่ให้มีแผล

เริ่มต้นให้ถูกต้อง

          วิธีโกนให้ถูกนั้น คุณควรจะเริ่มจากตามแนวขนจากด้านข้างใบหน้าเข้าหาจมูก แล้วโกนที่คาง จากนั้นให้โกนย้อนขึ้น อย่าโกนที่เดิมเกิน 3 ครั้ง เพราะอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้ ที่สำคัญ ต้องใช้แรงกดน้อย ๆ อย่าใจร้อนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นใบหน้าของคุณจะอาบเลือดไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียวเชียว เมื่อทำการโกนเสร็จแล้ว ให้ใช้ "อาฟเตอร์เชฟ" ชโลมเพียงเล็กน้อย เพื่อทำให้ผิวสดชื่นและลดการอักเสบหากเกิดแผลระหว่างการโกนนั่นเอง























 

Create Date : 30 มิถุนายน 2555    
Last Update : 30 มิถุนายน 2555 0:38:26 น.
Counter : 673 Pageviews.  

ประโยคเด็ด ในการง้อแฟนสาวขี้งอนให้ได้ผล

5 ประโยคเด็ด ในการง้อแฟนสาวขี้งอนให้ได้ผล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หนุ่ม ๆ หลายคนคงปวดหัวและเพลียใจอยู่บ่อย ๆ กับเวลาที่ต้องมานั่งง้อแฟนสาวจอมขี้งอนของตัวเองใช่ไหมครับ โดยเฉพาะเวลาที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่ต้องมาตามง้อให้เธอยิ้มออก ซึ่งบางครั้งพยายามคอยเอาอกเอาใจก็แล้ว หาของขวัญมาปลอบใจก็แล้ว แต่ก็ยังไม่หายอยู่ดี ความจริงแล้วมันมีเคล็ดลับง่าย ๆ อยู่อย่างหนึ่งคือ การใช้ลมปากของเรานี่แหละ พูดให้เธอหายโกรธ ซึ่งวันนี้เราเตรียมประโยคเด็ดที่ว่ามาแนะนำให้คุณทราบกัน

1. "ที่รัก...ผมขอโทษนะ"

           บางครั้งคุณไม่ต้องมัวมานั่งหาคำตอบหรอกนะ ว่าเรื่องนี้ใครผิดใครถูก แต่หน้าที่ของผู้ชายอย่างเราคือ กล่าวขอโทษเธอไปซะเถอะ มันไม่ได้เสียเกียรติหรือศักดิ์ศรีอะไรเลย หากจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน ซ้ำยังเป็นการแสดงออกให้เธอเห็นว่าคุณยินดีรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย อ่อ แต่อย่าลืมว่า เวลากล่าวคำขอโทษให้พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเสียใจอย่างจริงใจด้วยนะ เพราะผู้หญิงเธอรู้นะว่า คุณเสียใจอย่างที่พูดจริง ๆ หรือว่าพูดเพื่อให้เรื่องมันจบ ๆ ไป

5 ประโยคเด็ด ในการง้อแฟนสาวขี้งอนให้ได้ผล

2. "ผมรักคุณและคิดถึงคุณมาก"

           ร้อยทั้งร้อยผู้หญิงน่ะแพ้คำว่า รักและคิดถึง มากที่สุด เพราะเป็นคำง่าย ๆ สั้น ๆ แต่มีอิทธิพลกับความรู้สึกมากทีเดียว ไม่ว่าเธอจะโมโหเกรี้ยวกราดมาจากไหน แต่เมื่อได้ยินคำบอกรักหวาน ๆ ซึ้ง ๆ จากคุณเข้า ต้องหายโกรธและพร้อมให้อภัยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ก่อนพูดต้องดูจังหวะและเวลาที่เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าเธอกำลังพูดอยู่ฉอด ๆ ๆ แล้วคุณดันไปบอกรักเธอสวนกลับไป เธอคงปลื้มอยู่หรอกนะอารมณ์นั้น

3. "เราหายโกรธกันแล้วใช่ไหม?"

           หลายครั้ง ที่คู่รักหลายคู่มักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เป็นประจำ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องเล็กขี้ประติ๋ว แต่ดั๊นกลายมาเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันจนได้ ที่สำคัญทั้งคุณและเธออาจหายเคืองกันแล้วด้วยซ้ำ แต่ดันฟอร์มจัดไม่ยอมหันหน้ามาคุยกัน ฉะนั้น มันก็เป็นหน้าที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ แล้วล่ะ ที่ต้องเป็นคนเดินเข้าหาผู้หญิงก่อน โดยแกล้งเข้าไปถามเธอสิว่า "นี่เราหายโกรธกันแล้วใช่ไหมจ๊ะที่รัก? งั้นออกไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกันเถอะ" ชวนคุยแบบเนียน ๆ ไปเลย

5 ประโยคเด็ด ในการง้อแฟนสาวขี้งอนให้ได้ผล

4. "ที่รัก คุณทำอะไรอยู่ครับ?"

           หลังผ่านพ้นช่วงเวลาที่ถกเถียงกันอย่างหนักไปเรียบร้อยแล้ว หากไม่แน่ใจว่า แฟนของคุณอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ ก็ส่งข้อความ SMS แย็บ ๆ ไปทักทายสั้น ๆ ก่อนว่า เธอกำลังทำอะไรอยู่ แล้วดูสิว่าเธอจะตอบกลับมาหรือเปล่า แต่ไม่ต้องส่งข้อความไปหาแบบยิก ๆ นะ เพราะเธออาจยิ่งรำคาญเข้าไปใหญ่ ถ้าเธออารมณ์ดีแล้วก็ตอบคุณมาเองแหละ

5. "เราหันหน้ามาคุยกันดีกว่านะ"

           เชื่อไหมว่า ผู้หญิงหลายคนเมื่อได้ยินประโยคนี้เข้า พวกเธอจะรู้สึกว่าปัญหามันเริ่มซีเรียสมากแล้ว และคุณอยากจะเคลียร์กับเธอแล้วจริง ๆ ดังนั้น หากลองพูดทุกประโยคข้างต้นไปหมด และสถานการณ์ยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ให้บอกเธอไปตามตรงว่า คุณอยากจะคุยถึงปัญหาว่ามันเกิดอะไร โดยที่คุณต้องใจเย็น ๆ และพยายามมีเหตุผลด้วย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

เอาล่ะ เมื่อได้ทราบถึงประโยคเด็ดที่จะทำให้สาว ๆ ยอมใจอ่อน หายโกรธกันไปแล้ว ไม่เชื่อก็ลองนำไปพูดกับแฟนของคุณดูสิ ผู้หญิงง้อไม่ยากหรอก แต่ก็ไม่ควรไปทำอะไรให้พวกเธอเคืองบ่อย ๆ ล่ะ เพราะถึงเธอจะให้อภัย แต่ไม่ลืมง่าย ๆ นะ จะบอกให้ ;)

















 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 2:20:10 น.
Counter : 968 Pageviews.  

ดื่มชาเกินวันละ 7 ถ้วย เสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น

ระวัง! ดื่มชาเกินวันละ 7 ถ้วย เสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สำหรับคุณผู้ชายคนไหนที่ชื่นชอบกับการดื่มชาซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะด้วยติดใจในรสชาติหรือความหอมของใบชา ขอให้ระวังและลดจำนวนการบริโภคลงสักหน่อย เพราะมีผลวิจัยล่าสุดยืนยันว่า หากดื่มชาเกินวันละ 7 ถ้วย จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ขึ้น

  ผลวิจัยที่ว่านี้เป็นผลงานของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) ในประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งได้ทำการสำรวจจากผู้ชายกว่า 6,000 คน ที่มีช่วงอายุระหว่าง 21-75 ปี ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลที่พวกเขาได้พบว่า จาก 1 ใน 4 ของผู้ที่ทำการสำรวจ ซึ่งดื่มชาเกินวันละ 7 ถ้วย มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า หรือไม่ดื่มชาเลยถึง 50% เลยทีเดียว

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางด็อกเตอร์คาชิฟ ชาฟิก (Dr. Kashif Shafique) ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าการวิจัยครั้งนี้ ได้เริ่มเก็บข้อมูลต่าง ๆ มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 70 ได้กล่าวอธิบายว่า "เคยมีการสำรวจก่อนหน้านี้บอกไว้ว่า การดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของโรคมะเร็งได้ แต่สำหรับเราแล้ว กลับได้ผลที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง"

"ทางเราเองยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ชาจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากตรง ๆ เลยหรือเปล่า เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเป็นไปได้เหมือนกัน อย่างเช่น การดื่มชาช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ จนกระทั่ง ดื่มมาจนถึงช่วงวัยที่ผู้ชายโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดโรคนี้กันมากขึ้นนั่นเอง" ด็อกเตอร์ชาฟิก กล่าวเสริม

ระวัง! ดื่มชาเกินวันละ 7 ถ้วย เสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น

          อย่างไรก็ดี ทางด็อกเตอร์เคท โฮล์มส (Dr. Kate Holmes) หัวหน้าศูนย์การกุศลมะเร็งต่อมลูกหมาก (The Prostate Cancer Charity) ก็ได้กล่าวแย้งกับผลการวิจัยครั้งนี้ว่า จากผลที่ได้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะมีผู้ป่วยโรคนี้มากมาย สามารถหายขาดหรือรักษากับโรคนี้ด้วยการดื่มชาในปริมาณมาก ๆ ได้ไม่มีปัญหา

"นี่เป็นผลวิจัยที่ไม่ค่อยจะชัดเจนสักเท่าไหร่นัก เพราะยังมีข้อมูลและข้อเท็จจริงบางประการที่ขัดแย้งในตัวเองอยู่ สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าผลวิจัยนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ คือ จริงอยู่ที่ชาอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ แต่นั่นเพียงแค่ผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้น"

"ลองดูได้ง่าย ๆ จากอุตสาหกรรมการผลิตชาของชาวอังกฤษที่ทำเงินได้มากกว่า 700 ล้านปอนด์ต่อปี (35,000 ล้านบาท) ซึ่งนั่นเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอังกฤษนิยมดื่มชากันเป็นประจำ แถมยังดื่มในปริมาณที่มากกว่า 7 ถ้วยต่อวันด้วยซ้ำ แต่ทว่าก็ยังไม่เคยมีรายงานใด ๆ บ่งชี้ว่า เป็นเพราะชาที่ทำให้พวกเขาจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกันซะทั้งหมด" ด็อกเตอร์โฮล์มส กล่าวเสริม

          ตามข้อมูลสุขภาพระบุว่า ในแต่ละปี จะมีผู้ชายชาวอังกฤษที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ราว ๆ 40,000 คน และกว่า 10,000 คนนั้นก็จะเสียชีวิตด้วยโรคนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุการเสียชีวิตก็ไม่ได้มีปัจจัยมาจากชาอย่างเดียว หากแต่มีเรื่องของการบริโภคสิ่งอื่น ๆ อย่างกาแฟ หรือแอลกอฮอล์ในจำนวนเยอะ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
















 

Create Date : 26 มิถุนายน 2555    
Last Update : 26 มิถุนายน 2555 1:57:31 น.
Counter : 615 Pageviews.  

สูตรสวยจากก้นครัว

ผิวสวย



สูตรสวยจากก้นครัว (คู่หูเดินทาง)

น้ำชาฉีดหน้า : เจสซิก้า อัลบ้า มักจะแช่ขวดชามินต์เอาไว้ในตู้เย็น แล้วฉีดลงบนผิวหน้าให้ผิวดูสดใสมีชีวิตชีวา ชาเปปเปอร์มินต์นอกจากจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจแล้ว ยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูสดใสขึ้นด้วย

          วิธีทำคือ
แช่ถุงชาเปปเปอร์มินต์ 1 ถุงในน้ำร้อน แล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นก็เทใส่ขวดสเปรย์แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น น้ำชาขวดนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น อย่างกเก็บไว้นานเกินควรเพราะอาจทำให้แบคทีเรียไปอาศัยอยู่บนผิวแทน

ขัดฟันด้วยสตอเบอรี่ : เคล็ดลับฟันขาวส่องประกายสดใสของ แคเธอรีน ซีต้า - โจนส์ คือการใช้เนื้อสตอเบอรี่ ซึ่งมีกรดมาลิคที่ช่วยขจัดคราบต่าง ๆ บนผิวฟันออกไปได้

วิธีทำคือ หลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว ก็ใช้สตรอเบอรี่ที่สุกได้ที่ถูฟันจนกระทั่งฟันดูขาววิ้ง ทำบ่อย ๆ รับรองว่าฟันจะขาวสดใสสไตล์ฮอลลีวูดเลย

น้ำตาลทรายแดงช่วยกระชับรูขุมขน : เพียงนำน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา ผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำมาพอกบนใบหน้าและนวดเบา ๆ เป็นวงกลมไปทีละส่วน น้ำตาลทรายแดง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก พร้อมทำให้ผิวรู้สึกชุ่มชื่น กระจ่างใส เมื่อล้างหน้าออกคุณจะรู้สึกได้ว่าผิวนุ่มขึ้น

ข้าวโอ๊ตเพื่อผิวสะอาดเปล่งปลั่ง : เพียงนำข้าวโอ๊ตผสมกับน้ำผึ้งในอัตราส่วนที่เท่ากัน คนให้เข้ากันจากนั้นนำมาพอกลงบนผิวหน้าที่สะอาด วิธีนี้จะช่วยให้ผิวสดใสเปล่งปลั่ง พร้อมลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางลง เมื่อทำเป็นประจำผิวหน้าจะเกลี้ยงเกลา สดใส หรือจะนำข้าวโอ๊ตผสมกับนมสดคนให้มีความหนืดพอสมควร แล้วนำมาพอกหน้าก็ได้เช่นกัน
















 

Create Date : 26 มิถุนายน 2555    
Last Update : 26 มิถุนายน 2555 1:50:12 น.
Counter : 850 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

konngambanpon
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




DDDDDDDDDD .......
Friends' blogs
[Add konngambanpon's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.