All Blog
ยุทธหัตถีที่ปรากฏในพงศาวดารไทย


หากเอ่ยถึง ยุทธหัตถี หรือการรบบนหลังช้างแล้ว คนส่วนใหญ่คงจะคิดถึง การยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวร กับ พระมหาอุปราชา ซึ่งถือว่า เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่นอกจากการยุทธหัตถีครั้งนี้แล้ว ในพงศาวดารของไทย ยังมีการยุทธหัตถีครั้งสำคัญอีกสี่ครั้ง ที่ถูกบันทึกเอาไว้


ครั้งที่ 1. พ่อขุนรามคำแหงชนช้างกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด

เกิดในยุคสุโขทัย รัชสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ครั้งนั้น พระองค์ได้ยกทัพไปรบกับกองทัพของขุนสามชน ที่ชายแดนสุโขทัยทางด้านเหนือ และได้ชนช้างกัน ช้างทรงของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสียทีล่าถอย ถูกฝ่ายตรงข้ามรุกไล่ ทว่าขุนรามคำแหง ซึ่งยามนั้นยังเป็นเพียงเจ้าชายได้นำช้างทรงของพระองค์เข้าช่วยพระราชบิดาและกระทำยุทธหัตถีกับขุนสามชนจนได้ชัยชนะทำให้ขุนสามชนแตกพ่ายไป


ครั้งที่ 2. ศึกสายเลือด เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา

ในสมัยอยุธยาตอนต้น หลังสมเด็จพระนครินทราธิราชสวรรคต เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระโอรสองค์ใหญ่และองค์รองของสมเด็จพระนครินทร์ ได้ยกทัพมาจากเมืองแพรกศรีราชาและเมืองสุพรรณบุรีเพื่อหมายชิงสิทธิ์ในการครองราชย์กรุงศรีอยุธยา ทัพของเจ้าชายสองพี่น้อง พบกันที่เชิงสะพานถ่านในกรุงศรีอยุธยา ทั้งสองพระองค์ได้เข้ากระทำยุทธหัตถีกันจนสุดท้าย ต่างถูกอีกฝ่ายใช้พระแสงของ้าวฟันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ ทำให้เจ้าสามพระยา ซึ่งเป็นโอรสองค์ที่สาม ได้ขึ้นครองราชสมบัติ


ครั้งที่ 3. พระอินทราชา ปะทะ เจ้าหลวงหมื่นด้งนครและสามขุนทัพเชียงใหม่

ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ อยุธยาทำสงครามใหญ่กับเชียงใหม่ ครั้งนั้น ทัพเชียงใหม่ยกมาตีเมืองพิษณุโลก พระอินทราชาวัยสิบห้าชันษา โอรสองค์รองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ยกทัพหน้าไปต้านศึก และเข้าปะทะกับทัพใหญ่ของฝ่ายเชียงใหม่ ทั้งสองรบกันในยามกลางคืน ในเวลานั้นเอง พระอินทราชาได้ถูกเจ้าหลวงหมื่นด้ง พระปิตุลาของพญาติโลกราช พระเจ้าเชียงใหม่ กับแม่ทัพเชียงใหม่อีกสามคนไสช้างเข้ารุมรบ ระหว่างเข้ายุทธหัตถีแบบสี่ต่อหนึ่งกันนั้นเอง พระอินทราชาต้องปืนของทหารเชียงใหม่เข้าที่พระพักตร์จนต้องล่าทัพกลับเข้าเมือง


ครั้งที่ 4.พระสุริโยทัยชนช้างกับพระเจ้าแปร

ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ครั้งนั้นพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้เสด็จนำทัพไปหยั่งเชิงศึกที่ทุ่งมะขามหย่อง และได้ปะทะกับทัพหน้าของฝ่ายหงสาวดีที่นำโดยพระเจ้าแปร ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีถูกช้างทรงพระเจ้าแปรรุกไล่ ยามนั้น พระสุริโยทัย พระมเหสีของพระมหาจักรพรรดิ ที่ตามมาด้วย ได้นำช้างของพระนางเข้าขวางช้างพระเจ้าแปรและกระทำยุทธหัตถีกัน พระนางพลาดท่าถูกพระเจ้าแปรสังหาร สิ้นพระชนม์ในกลางศึก


ที่มา : //www.komkid.com



Create Date : 11 กันยายน 2554
Last Update : 11 กันยายน 2554 23:29:08 น.
Counter : 480 Pageviews.

0 comment
ศึกยุทธหัตถี ในพงศาวดารพม่า


ถ้าพูดถึงสงครามยุทธหัตถีแล้ว เชื่อว่า ทุกคนคงรู้จักกันดี ว่าเป็นการรบครั้งยิ่งใหญ่บนหลังช้างระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรและมหาอุปราชามังกะยอชวา โดยจากพงศาวดารของไทย ได้เล่าไว้ว่า ในศึกครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรได้ยกทัพไปตั้งรับทัพหงสาวดีในเขตเมืองสุพรรณบุรี(แต่ก็มีบางหลักฐานที่ชี้ว่า น่าจะอยู่ในเขต จังหวัดกาญจนบุรีมากกว่า) โดยกองทัพหงสาวาดีและอโยธยาได้เข้าปะทะกันจนเกิดความชุลมุน ทำให้ สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงผัดเข้าไปกลางทัพข้าศึก


เมื่อเห็นว่าทรงตกอยู่กลางวงล้อมศัตรู โดยมีไพร่พลติดตามาเพียงหยิบมือ พระนเรศวรจึงทรงท้าพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีกัน จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ได้ต่อสู้กับแบบตัวต่อตัวบนหลังช้าง และ สมเด็จพระนเรศวรทรงได้รับชัยชนะในที่สุด แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ ในหนังสือ มหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า ฉบับหอแก้วนั้น มีบันทึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้แตกต่างออกไป โดยได้เขียนไว้ดังนี้ (จะขอสรุปแบบสังเขปนะครับ)


ในสงครามครั้งนั้น กองทัพหงสาวดีได้รุกเข้ามาถึงชานพระนครอยุธยา ข้างสมเด็จพระนริศ(พม่าเรียก พระนเรศวรว่า พระนริศ) ก็ได้เสด็จนำกองทัพออกไปรับศึก กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าประจัญหน้ากันและรบพุ่งอย่างดุเดือด ทั้งพลปืนไฟต่างก็โหมระดมยิงเข้าใส่กันอย่างหนาแน่น ในขณะนั้นเอง ช้างของเจ้าเมืองชามะโรเกิดคลั่งจนควาญบังคับไม่อยู่และพุ่งเข้าแทงช้างทรงของพระมหาอุปราชาจนเสียหลัก ซึ่งในชั่วจังหวะดังกล่าวนั้น ได้มีกระสุนปืนจากฝ่ายไทยพุ่งเข้าไปต้ององค์พระมหาอุปราชาจนสิ้นพระชนม์ หากแต่กลางช้างนั้น รีบโดดเข้าประคองพระศพเอาไว้ได้ จึงไม่ฟุบลงไป ข้างพระเจ้าแปร อนุชาของพระมหาอุปราชาที่เป็นรองแม่ทัพ เห็นพระเชษฐาสิ้นพระชนม์แล้วก็ให้หมดกำลังใจที่จะรบต่อ จึงถอยทัพออกจากชานพระนครอยุธยา โดยในเวลานั้น เนื่องจากพระศพของพระมหาอุปราชายังมิได้ฟุบลงกับคอช้าง จึงทำให้ฝ่ายไทยไม่รู้ว่า จอมทัพหงสาวดีสิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระนริศจึงมิได้เสด็จนำทัพไล่ตามตี หลังจากนั้นกองทัพหงสาวดีก็ล่าถอยออกจากเขตแดนอโยธยากลับสู่กรุงหงสา จนหมดสิ้น ครับนี่ก็เป็นข้อความที่บันทึกในพงศาวดารพม่า ซึ่งจะเห็นว่า ผิดจากของเราโดยสิ้นเชิง และที่นำมาลงให้อ่านกัน ก็ไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดวิวาทะอะไรนอกจากเพียงเพื่อนำเสนอข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งของมหาสงครามครั้งนี้ให้เป็นความรู้น่ะครับ

ที่มา : //www.komkid.com



Create Date : 10 กันยายน 2554
Last Update : 10 กันยายน 2554 15:10:24 น.
Counter : 476 Pageviews.

1 comment
วิญญาณที่สิงสู่ยังหอคอยแห่งลอนดอน


หลายครั้งที่วิญญาณยังคงสิงสู่อยู่ในสถานที่ซึ่งตนประสบวาระสุดท้ายของชีวิต คล้ายกับว่าพวกเขาเหล่านั้นยังคงอาวรณ์ที่จะลาจากโลกใบนี้ไป หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นด้วยคับแค้นใจในความอยุติธรรมที่ตนได้รับ จึงทำให้วิญญาณเหล่านั้นไม่ยอมจากไป ดังเช่นเหล่าดวงวิญญาณที่อยู่ในหอคอยแห่งลอนดอน

ป้อมปราสาทแห่งลอนดอนหรือที่คนมักรู้จักในชื่อ หอคอยแห่งลอนดอน(The Tower of London)ตั้งอยู่ใจกลางมหานครลอนดอนของอังกฤษ สถานที่แห่งนี้เป็นหมู่อาคารหินที่มีกำแพงสูงล้อมรอบ โดยมีคูน้ำอยู่นอกแนวกำแพงอีกชั้น อาคารหลังแรกของป้อมปราสาทแห่งนี้คือ หอกลาง หรือ เซนทรัลทาวเวอร์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1066 – ค.ศ. 1067 ในรัชสมัยขอพระเจ้าวิลเลี่ยมผู้พิชิต โดยพระองค์ทรงเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำเทมส์ตรงมุนกำแพงเมืองโรมันเดิมทางด้านตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมา กษัตริย์หลายพระองค์ได้ขยายหอคอยแห่งลอนดอนเพิ่มเติม จนมีหอคอยกว่า 20 แห่ง และอาคารหลังใหญ่อีกหลายหลังอยู่ภายในวงล้อมของกำแพงอันแข็งแกร่ง

ป้อมปราสาทแห่งนี้มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษมายาวนาน เนื่องจากเคยทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งเป็นพระราชวังของกษัตริย์ เป็นเรือนจำ เป็นคลังสรรพาวุธ เป็นโรงกษาปณ์และพระคลังมหาสมบัติ แต่หน้าที่ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่มาของความสยองขวัญก็คือ การถูกใช้เป็นตะแลงแกงสำหรับประหารชีวิตนักโทษ

เรื่องราวของดวงวิญญาณแห่งหอคอยแห่งลอนดอนถูกเล่าขานกันโดยพนักงานดูแลสถานที่แห่งนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า จีโอแมน (Geoman) โดยผู้ที่จะเป็นจีโอแมนนั้นต้องถูกคัดเลือกอย่างเข้มงวดมาจากนายทหารที่เคยรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 22 ปี มีประวัติการทำงานดีเยี่ยม และยังต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างละเอียดอีกด้วย และการที่บุคคลเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ในหอยคอยแห่งลอนดอนเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มที่ประสบกับกับภูตผีเหล่านั้นมากที่สุด

ภูตผีที่สิงอยู่ในหอคอยแห่งลอนดอน หลายตนเป็นวิญญาณของบุคคลสำคัญที่ถูกประหารที่นี่ หนึ่งในนั้น คือ วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลีน อดีตพระมเหสีของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ซึ่งถูกองค์กษัตริย์ทรงหาเหตุประหารโดยตั้งข้อหาว่าพระนางทรงคบชู้และเป็นแม่มด ทว่าความจริงนั้น พระเจ้าเฮนรี่ที่8 ทรงต้องการอภิเษกสมรสใหม่แต่การหย่าร้างกับมเหสีเดิมนั้นยุ่งยากเกินไป พระองค์จึงสร้างหลักฐานเท็จและใส่ร้ายแอนน์ โบลีน จนพระนางถูกประหารในที่สุด

ความอยุติธรรมที่พระนางได้รับ อาจทำให้ดวงวิญญาณไม่ไปสู่สุคติ และนั่นเองที่ทำให้มีผู้คนเคยพบเห็นร่างของพระนางมาปรากฏกายในหอคอยแห่งลอนดอนยามราตรี

จากคำบอกเล่าของเหล่าจีโอแมนและผู้คนอื่นๆที่กล่าวว่าเคยพบเห็นวิญญาณของอดีตราชินีพระองค์นี้นั้น จะเล่าตรงกันว่า พระนางแอนน์โบลีนจะปรากฏพระวรกายในเครื่องทรงเช่นราชนารีชั้นสูงด้วยสีดำล้วน ทว่าร่างนั้นปราศจากศีรษะ โดยร่างของพระนางจะเคลื่อนตัวไปช้าๆแบบเท้าไม่ติดพื้นและออกจากตำหนักควีนส์ไปยังวิหารเซนต์ปีเตอร์ นอกจากนี้บางครั้ง วิญญาณของพระนางมักปรากฏในลักษณะเดินนำขบวนแห่ของขุนนางชั้นสูงมุ่งหน้าไปยังแท่นบูชาของวิหารดังกล่าว ซึ่งผีของพระนางจะปรากฏร่างให้เห็นทุกปี ในช่วงใกล้วันครบรอบการประหารชีวิตของพระนาง

วิญญาณอีกรายที่ปรากฏร่างให้เห็น คือ วิญญาณของเคาน์เตสแห่งซาลิสบิวรี่ นางถูกพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สั่งประหารเนื่องจากคัดค้านแนวคิดทางศาสนาของพระองค์อย่างออกนอกหน้า โดยขณะที่ถูกประหารนั้น เคาน์เตส มีอายุได้ 68 ปีแล้ว

เคาน์เตสแห่งซาลิสบิวรี่ถูกนำไปประหารที่กรีนทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1539 โดยหลังจากถูกนำคอพาดลงบนแท่นแล้ว เคาน์เตสได้ดิ้นรนจนหลุดจากการควบคุมและวิ่งหนีไปรอบๆแท่นประหาร ทำให้พวกทหารที่ไล่จับ ต้องใช้ท่อนไม้ทุบนางจนหมดสติ จากนั้นจึงใช้ขวานสับคอนางขาดกระเด็น

ภูตผีของเคาน์เตสจะปรากฏกายให้เห็น เป็นภาพของนางกำลังวิ่งหนีไปรอบๆแท่นประหารโดยมีเพชฌฆาตถือขวานไล่ตามจับ และบางครั้งก็จะปรากฏให้เห็นเป็นภาพเพชฌฆาตเหวี่ยงคมขวานลงบนต้นคอของนางจนขาดกระเด็น โลหิตสาดกระจาย จากนั้นภาพทั้งหมดจะค่อยๆเลือนลางหายไป

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของผีที่ปรากฏตัวในหอคอยแห่งลอนดอน

ที่มา : //www.komkid.com/?p=939



Create Date : 10 กันยายน 2554
Last Update : 10 กันยายน 2554 8:06:36 น.
Counter : 249 Pageviews.

0 comment
พญาเบิก ตำนานเจ้าพ่อขุนตาน


…..พญาเบิกเป็นโอรสของพญายี่บา กษัตริย์ผู้ครองแคว้นหริภุญไชยหรือ(เมืองลำพูนในปัจจุบัน) ใน ปี พ.ศ. ๑๘๑๗ พญามังราย ผู้ครองเมืองเชียงแสนปรารถนาจะได้แค้วนหริภุญไชยไว้ในอำนาจ จึงส่งอ้ายฟ้า ขุนศึกชาวลัวะเข้ามาเป็นไส้ศึก โดยทำทีเป็นลงโทษโบยตีอ้ายฟ้าอย่างหนักและเนรเทศออกจากเมือง

…..จากนั้น อ้ายฟ้าได้ให้พ่อค้าที่รู้จักคุ้นเคยกับตนพาไปเข้าเฝ้าพญายี่บาที่เมืองลำพูนและขอถวายตัวเป็นข้ารับใช้ ทั้งนี้ เมื่อพญายี่บาเห็นว่าอ้ายฟ้าถูกลงทัณฑ์อย่างรุนแรงเจียนตายมาจริง จึงทรงเชื่อว่าอีกฝ่ายมาสวาภักดิ์ด้วยความจริงใจ ครั้นต่อมาเมื่ออ้ายฟ้าสำแดงสติปัญญาช่วยในงานราชการบ้านเมืองเป็นอันมาก พญายี่บาก็โปรดปรานขุนศึกชาวลัวะผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังจากเข้ารับราชการได้เพียงสองปี พญายี่บาก็ตั้งอ้ายฟ้าให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่มีหน้าที่รับคำสั่งจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

…..ครั้นได้ตำแหน่งสำคัญแล้ว อ้ายฟ้าก็วางอุบายทำให้ชาวเมืองเสื่อมความชื่นชมในตัวพญายี่บาต่างๆนาๆ เช่นเรียกเก็บภาษีเพิ่มและเรียกเกณฑ์แรงงานอย่างหนัก จนชาวเมืองพากันโกรธแค้นและเสื่อมความจงรักภักดีในพญายี่บา

…..หลังจากเห็นว่าแผนการของตนดำเนินมาจนเป็นผลสำเร็จแล้ว อ้ายฟ้าก็ลอบส่งข่าวให้พญามังรายยกทัพมาตีเมืองลำพูน ซึ่งเมื่อทัพเชียงแสนมาถึง พวกชาวเมืองลำพูนก็ไม่ตั้งใจสู้ศึก ซ้ำยังมีบางพวกแปรภักดิ์ไปเข้ากับทัพเชียงแสนอีกด้วย จนทำให้พญามังรายสามารถยึดลำพูนหริภุญไชยได้อย่างง่ายดาย

…..ฝ่ายพญายี่บาได้หนีไปอยู่ที่เมืองลำปางซึ่งพญาเบิกโอรสของพระองค์ครองเมืองอยู่ ครั้นเมื่อพญาเบิกทรงทราบว่า พระบิดาต้องกลพวกเชียงแสนจนเสียเมืองลำพูนก็โกรธกริ้วและพยายามรวบรวมไพร่พลเพื่อช่วยพระบิดายกทัพไปตีเอาลำพูนกลับคืน

…..สิบสี่ปีต่อมา หลังจากสะสมไพร่พลจนเข้มแข็งแล้ว พญายี่บาก็ให้พญาเบิกนำทัพใหญ่มาตีเมืองลำพูนหริภุญไชย ทว่าทางฝ่ายพญามังรายได้เตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว จึงจัดทัพใหญ่ไว้รอรับข้าศึก และเมื่อทัพพญาเบิกมาถึง ก็ถูกทัพเชียงแสนเข้าโจมตีจนแตกพ่าย สูญเสียรี้พลไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพญาเบิกนั้นได้นำไพร่พลที่เหลือถอยหนีไปจนถึงบ้านแม่ตานในเขตเมืองลำปาง แต่ก็ถูกทัพเชียงแสนติดตามมาทันและเข้าล้อมทัพของพระองค์ไว้ กองทัพของพญาเบิกถูกทำลายย่อยยับ ส่วนพญาเบิกนั้นถูกทหารเชียงแสนจับตัวได้และถูกปลงพระชนม์เสียในที่นั้น

…..ทางด้านพญายี่บาเมื่อทราบข่าวว่า พระโอรสสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ทรงเห็นว่า พระองค์หมดหนทางที่จะรักษาเมืองลำปางเอาไว้ได้ จึงเสด็จหนีออกจากลำปางลงไปพึ่งพญาสองแควที่เมืองพิษณุโลก แคว้นสุโขทัย ขณะที่ฝ่ายพญามังรายเองก็มิได้ส่งทัพไล่ติดตามไปแต่อย่างใด ด้วยเห็นว่าพญายี่บาหมดสิ้นทางที่จะต่อสู้กับเชียงแสนได้อีกแล้ว

…..สำหรับพญาเบิกนั้น วีรกรรมความกล้าหาญและความกตัญญูของพระองค์ที่นำทัพสู้ศึกเพื่อช่วยพระบิดาชิงเมืองกลับคืน จนต้องสิ้นพระชนม์นั้น ทำให้ชนรุ่นหลังเล่าขานเรื่องราวของพระองค์สืบมาและขนานนามให้พระองค์เป็น เจ้าพ่อขุนตาน ซึ่งในปัจจุบันมีศาลอันศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ที่ปากถ้ำขุนตาน ใกล้กับสถานีรถไฟขุนตาน

ที่มา : //www.komkid.com/?p=611



Create Date : 09 กันยายน 2554
Last Update : 9 กันยายน 2554 13:43:37 น.
Counter : 402 Pageviews.

1 comment
Freddie Mercury ราชาร็อคหัวใจราชินี


วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 65 ของ Freddie Mercury นักร้องนำวง Queen จึงขอถือโอกาสนี้เล่าถึงตัวเขา ซึ่งเป็นผู้สร้างความสุขและผลงานอันเป็นอมตะให้กับผู้คนมากมายบนโลกใบนี้

Freddie Mercury เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1946 ที่เมืองแซนซิบา ประเทศแทนซาเนีย พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่การเงินประจำสำนักงานอาณานิคมของอังกฤษ เขามีน้องสาวหนึ่งคนชื่อ Kashmira

Freddie เริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ พออายุ 8 ขวบก็เข้าเรียนที่โรงเรียน St. Peter’s School ในเมืองปัญจกานี ประเทศอินเดีย
อายุ 12 ปี ได้ตั้งวงดนตรีเป็นครั้งแรกในโรงเรียนชื่อวงว่า “The Hectics”
อายุ 17 ปี ครอบครัวย้ายมายังอังกฤษ เขาเข้าเรียนต่อทางด้านศิลปะที่ Isleworth Polytechnic และได้รับประกาศนียบัตรทางด้านศิลปะและการออกแบบภาพจาก Ealing Art College

หลังจบการศึกษา Freddie ผ่านประสบการณ์เป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้ามือ 2 ที่ตลาด Kensington, ทำงานที่สนามบิน Heathrow และยังคงเล่นในวงดนตรีต่างๆ

ในปี ค.ศ. 1969 ร่วมเล่นในวง Ibex (เปลี่ยนชื่อวงเป็น Wreckage ในเวลาต่อมา) หลังจากเลิกวง ก็ได้มาเล่นกับวง Sour Milk Sea จนถึงปี ค.ศ. 1970 ก็เลิกวงกันไป

ซึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1970 นี้เอง เป็นจุดเริ่มของวงดนตรีร็อคสนั่นโลก ในนาม “Queen”
โดยมีสมาชิกได้แก่ Freddie (นักร้องนำ), Brian May (มือกีต้าร์), Roger Taylor (มือกลอง) และ John Deacon (มือเบส)

Freddie มีพลังเสียงที่สูงและเทคนิคการใช้เสียงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และยังเป็นผู้แต่งเพลงต่างๆ ที่เป็นที่จดจำของแฟนเพลงมากมาย ตัวอย่างเช่น “Bohemian Rhapsody”, “Seven Seas of Rhye”, “Killer Queen”, “Somebody to Love”, “Good Old-Fashioned Lover Boy”, “We Are the Champions”, “Bicycle Race”, “Don’t Stop Me Now”, “Crazy Little Thing Called Love” และ “Play the Game” เป็นต้น

การแสดง concert แต่ละครั้งของ Queen จะมีแฟนเพลงเข้าชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากความเป็น Entertainer ตัวจริงของ Freddie ที่ทำให้แฟนเพลงของเขามีอารมย์ร่วมไปด้วย เช่น Concert “LIVE AID” ปี ค.ศ. 1985 ที่จัดแสดงที่สนามเวมบรี่ย์ ในกรุงลอนดอน มีแฟนเพลงเข้าชมมากถึง 72,000 คน หรือ Concert ในปี ค.ศ. 1986 ที่กรุงบูดาเปสท์ ที่มีผู้เข้าชมถึง 80,000 คน

นอกจากนี้ Freddie ยังมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ อาทิเช่น กีต้าร์ และเปียโน โดยเฉพาะเปียโน เช่นที่เล่นประกอบในเพลง “Killer Queen”, “Bohemian Rhapsody”, “Good Old Fashioned Lover Boy”, “We Are the Champions”, “Somebody To Love” และ “Don’t Stop Me Now”

ผลงานอัลบั้มที่เล่นในนามของ “Queen” มีดังนี้

Queen (พ.ศ. 2516)
Queen II (พ.ศ. 2517)
Sheer Heart Attack (พ.ศ. 2517)
A Night at the Opera (พ.ศ. 2518)
A Day at the races (พ.ศ. 2519)
News of the World (พ.ศ. 2520)
Jazz (พ.ศ. 2521)
The Game (พ.ศ. 2523)
Flash Gordon (พ.ศ. 2523)
Hot Space (พ.ศ. 2525)
The Works (พ.ศ. 2527)
A Kind of Magic (พ.ศ. 2529)
The Miracle (พ.ศ. 2532)
Innuendo (พ.ศ. 2534)
Made in Heaven (พ.ศ. 2538)

และมีผลงานอัลบั้มเดี่ยวอีก 2 อัลบั้ม คือ Mr. Bad Guy (พ.ศ. 2528) และ Barcelona (พ.ศ. 2531)

ในบั้นปลายของชีวิต Freddie นั้นป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) และเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1991 ด้วยวัยเพียง 45 ปี จบเส้นทางชีวิตของเขาลง แต่ผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้นั้นตราบจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีศิลปินรุ่นใหม่ใช้เป็นแบบอย่าง และแรงบรรดาลใจกันเรื่อยมา รวมถึงแฟนเพลงที่ยังจดจำผลงานของเขาไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : //www.komkid.com/?p=875



Create Date : 08 กันยายน 2554
Last Update : 8 กันยายน 2554 21:30:26 น.
Counter : 461 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แมวน้อยในเมืองใหญ่
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]