Group Blog
 
All blogs
 

มือถือถ่ายรถควำ-ตะลึงภาพติดวิญญาณ

รูปคนแก่ ชุดโบราณ นิมนต์พระ แผ่ส่วนบุญ




แปลก- ภาพถ่ายที่นายสุชาติ เข็มทอง อายุ 35 ปี บันทึกไว้หลังประสบอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพุ่งชนร้านค้าแห่งหนึ่งกลาง เมืองภูเก็ต ปรากฏมีชายสูงอายุแต่งชุดโบราณโผล่เข้ามาในเฟรม จนชาวบ้านร่ำลือกันว่าเป็นภาพวิญญาณ ต้องทำบุญกันยกใหญ่

ฮือฮาทั่วเกาะภูเก็ต ภาพถ่ายติดวิญญาณ เผย หนุ่มช่างสักใช้มือถือถ่ายภาพเก๋งวีออสของเพื่อน เสียหลักพุ่งชนร้านอาหารพลิกหงายท้อง ตัวเองกับเพื่อนรอดตาย รุ่งเช้าหยิบโทรศัพท์มากดดูภาพถึงตะลึง มีคนแก่แต่งชุดโบราณติดมาด้วยกำลังเดินผ่านหน้ากล้อง ยันไม่ได้ตกแต่งภาพ ชาวบ้านเชื่อเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาขอส่วนบุญเพื่อจะได้ไปผุดไปเกิด ส.ท.ภูเก็ตร่วมกับชาวบ้านนิมนต์พระสงฆ์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเจ้ากรรมนายเวร

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่บริเวณริมถนนหน้าบริษัทนำแสงค้าข้าว ถ.ศักดิเดช ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต นายศักย์กมล ขรรค์วิไลกุล รองประธานสภาเทศบาลตำบลวิชิต และสมาชิกสภาเทศบาลวิชิต เขต 1 และนายบรรยงค์ แซ่ขอ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ต.วิชิต ร่วมกับชาวบ้านนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป จากวัดเทพนิมิต มาประกอบพิธีทำบุญตักบาตรและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและ วิญญาณที่เร่ร่อนและไร้ญาติตามความเชื่อ ภายหลังตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดการร่ำลือถึงเรื่องภาพถ่ายวิญญาณ เมื่อมีชาวบ้านใช้มือถือบันทึกภาพรถยนต์ที่ประสบอุบัติเสียหลักพุ่งชนเข้าไป ในบ้านคน แล้วภาพที่ถ่ายได้กลับมีภาพประหลาดจนโจษขานกันว่าเป็นภาพถ่ายวิญญาณ

นายศักย์กมล เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาพถ่ายติดวิญญาณว่า เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับภาพถ่ายปริศนาที่ทราบเพียงว่าเมื่อเวลา 03.30 น. ของคืนวันที่ 28 ธ.ค.2551 ที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนทะลุเข้าไปในบ้านนายศิริชัย เจ๊ะเต๊ะ อายุ 37 ปี เจ้าของร้านอาหารอิสลามอดัม เลขที่ 27/52 ถนนศักดิเดช หมู่ 1 ต.วิชิต และมีคนใช้มือถือถ่ายภาพรถเก๋งพลิกคว่ำอยู่ในร้านอาหาร แต่มีภาพแปลกประหลาดเป็นคนสวมชุดโบราณเดินผ่านรถแทรกเข้ามาด้วย

นายศักย์กมล กล่าวต่อว่า หลังสอบถามจนแน่ชัดว่ามิได้มีการใช้เทคนิคตกแต่งภาพ ยิ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนที่ทราบข่าวต่างส่งภาพเผยแพร่ทางมือถือจน เป็นที่ฮือฮา เมื่อสอบถามผู้รู้บางรายต่างก็เชื่อว่าเป็นภาพวิญญาณจริง ซึ่งยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ต้องการมาขอส่วนบุญ ตนในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาเทศบาลในพื้นที่เกิดเหตุ เมื่อชาวบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์จนบางคนหวาดผวา เพราะบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อเพิ่งมีเหตุรถปิกอัพชนจักรยานยนต์มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อ สองวันที่ผ่านมา

"หลังจากหารือร่วมกับชาวบ้านในละแวกนั้นจึงตัดสินใจนิมนต์พระมาทำบุญตักบาตร และกรวดน้ำเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายที่เชื่อว่าเจ้าที่บริเวณนี้แรง เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ เมื่อทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและเจ้าที่เจ้าทางแล้ว คงจะช่วยให้อุบัติลดลง" นายศักย์กมลกล่าว

ด้านนายศิริชัย เจ๊ะเต๊ะ เจ้าของร้านอาหารอิสลามอดัมที่เกิดเหตุ กล่าวว่า คืนเกิดเหตุยังไม่ได้ปิดร้าน มีลูกน้องนั่งอยู่ภายในร้าน ส่วนตนกำลังอาบน้ำอยู่หลังบ้าน ทันใดนั้นมีเสียงดังโครม เมื่ออกมาดูพบว่ามีรถยนต์โตโยต้าวีออส พลิกคว่ำ เสียหลักหงายท้องอยู่ภายในร้าน ทราบว่ารถคันดังกล่าวแล่นมาด้วยความเร็วจากตัวเมืองภูเก็ต มุ่งหน้าไปยังทางท่าเรือน้ำลึก เมื่อมาถึงหน้าร้านตนก็เสียหลักพุ่งชนรถรถปิกอัพยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน บท-4038 ภูเก็ต ของตนที่จอดอยู่หน้าบ้านและไถลเข้าไปพลิกคว่ำอยู่ภายในร้าน แต่ตนไม่ได้สนใจอะไร ต่อมาภายหลังมีเพื่อนส่งภาพถ่ายมาให้ทางมือถือเป็นภาพเหตุการณ์ที่รถชนบ้าน แต่มีวิญญาณติดอยู่ด้วย ตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อนำรูปมาดูก็ขนลุกทีเดียว

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดตามจนพบตัวผู้ถ่ายภาพ คือ นายสุชาติ เข็มทอง อายุ 35 ปี เป็นช่างสัก อยู่บ้านเลขที่ 65/76 หมู่บ้านธารทองวิลล่า ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก หมู่ 1 ต.วิชิต โดยนายสุชาติกล่าวว่า ใช้มือถือยี่ห้อโนเกีย 2630 ถ่ายไว้ก่อนปีใหม่ 2-3 วัน วันนั้นตนนั่งรถไปกับเพื่อนคันที่พุ่งชนเข้าไปในร้านอาหารอิสลามอดัม เมื่อรถเสียหลักพุ่งชนเข้าไปในร้านและพลิกหงายท้อง ตนไม่เป็นอะไร คลานออกมาจากรถแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพไว้ 1 รูป โดยไม่สนใจอะไร เพราะต้องรีบนำเพื่อนซึ่งเป็นคนขับไปส่งโรงพยาบาล

"รุ่งขึ้นอีกวันผมนำมือถือมาดู ถึงกับตกใจเพราะมีภาพคนสวมชุดโบราณโผล่ขึ้นมากลางภาพ ทั้งที่ตอนถ่ายไม่มีใครเดินผ่านเลย ส่วนตัวแล้วผมไม่อยากให้มองเป็นเรื่องภูติผีวิญญาณอะไร แต่เพื่อนๆ ที่ทราบข่าวมาดูต่างก็ลงความเห็นและเชื่อว่าเป็นภาพวิญญาณ ขอให้ผมส่งภาพไปให้ทางโทร.มือถือหลายราย แต่ผมก็มานึกในแง่ดีว่าหากเป็นภาพวิญญาณจริงเขาคงมาในลักษณะช่วยเหลือพวกผม เพราะอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียหลักชนเข้าไปในร้านจนสภาพรถพังยับเยิน แต่ผมไม่เป็นอะไร เพื่อนที่เป็นคนขับก็บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ผมขอยืนยันว่าไม่มีการตกแต่งภาพถ่ายใดๆ ทั้งสิ้น" นายสุชาติกล่าว

นายแดง เกสโร ชาวบ้าน ซึ่งมาร่วมในพิธีทำบุญ กล่าวว่า เมื่อดูภาพถ่ายแล้วเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายวิญญาณร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาพที่ปรากฏเป็นภาพคนอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป แต่งกายคล้ายคนโบราณ เชื่อว่าเป็นวิญญาณที่ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ จึงมาปรากฏให้เห็นเพื่อขอส่วนบุญ ท่านจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนเชื่อเป็นภาพถ่ายวิญญาณแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประกอบพิธีสงฆ์ มีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมพิธีหลายร้อยคน โดยมีแขกคนสำคัญ อาทิ นายกรีฑา แซ่ตัน นายกเทศมนตรเทศบาลตำบลวิชิต นายสมยศ วิจักร์คณาวุฒิ รองนายกฯ นายวิเศษ สบายจิตร์ ปลัดเทศบาลตำบลวิชิต ตลอดจนพ่อค้านักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของภูเก็ตจำนวนหนึ่ง




 

Create Date : 02 มีนาคม 2552    
Last Update : 2 มีนาคม 2552 2:38:06 น.
Counter : 484 Pageviews.  

ย้อนรอยชีวิต ฆาตกร บุญเพ็ง หีบเหล็ก

ย้อนรอยชีวิตฆาตกร หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ช่วงนั้นได้มีการประหารนักโทษสำคัญท่านหนึ่ง ซึ่งที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นว่า "บุญเพ็ง" ซึ่งก่อคดีฆ่าคน ตายหลายชีวิต และศพที่ "บุญเพ็ง" ฆ่านั้นก็ได้นำมาใส่หีบเหล็ก แล้วโยนทิ้งน้ำทุกครั้ง จนชาวบ้านขนานนามว่า ซึ่งนับว่า "บุญเพ็ง" เป็นนักโทษประหารคนสุดท้าย ของกรุงรัตนโกสินทร์ บุญเพ็งเดิมเป็นชายหนุ่มรูปงามนักเป็นที่เลื่องลือ และกล่าวขาน เขาเกิดปี พ.ศ.อะไรไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าเป็นคนมณฑลอุดร พ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนลาว เป็นลูกคนเดียว พอจำได้ เขากำพร้าพ่อแม่แล้ว(บางแหล่งข้อมูลบอกว่าพ่อแม่ยังอยู่) จึงอยู่อาศัยกับตายาย ชื่อตาสุก และยายเพียรเครือญาติที่บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ยึดอาชีพทำไร่ฝ้ายขาย ซึ่งเฝ้าเลี้ยงดูอย่างทนุถนอมมา แต่ หนุ่มบุญเพ็ง ไม่เอาไหน งานการไม่อยากทำ โดยปล่อยให้ตายาย ไปทำนาตามประสา ส่วนตัวเองกลับสนใจวิชาทางด้านไสยศาตร์เวทมนต์และ ได้ไปขอเรียนวิชาอาคม กับ ตาไปล่ สัปเหร่อวัดไผ่เคาะ ผู้มีวิชาดี ทาง กำจัดภูติผี ปีศาจ และทำเสน่ห์ยาแฝด และหมอดู บุญเพ็งเรียนจบครบหลักสูตรวิชาไสยศาตร์ประเภทมนต์ดำฝังรูปฝังรอย พร้อมวิชาหมอดู นอกจากเขาจะมีรูปร่างอ้อนแอ้น เขายังมีกิริยานอบน้อม เจรจาพาทีไพเราะ จนสาว ๆ ทั้งหลายทอดสายตาให้ วิชาที่บุญเพ็งเรียนมา เป็นวิชาที่ไม่ให้คุณใคร และตาสุก ยายเพียรตระหนักดี แกคอยห้ามปราม ต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากบุญเพ็งเท่าที่ควร ต่อมาเขาได้เติบโตเป็นหนุ่ม ถูกตายายดุด่า ห้ามปรามไม่ให้เล่นวิชาไสยศาสตร์ เขาจึงทนไม่ไหว และมุ่งหน้าเข้าสู่บางลำภู ที่บางกอก (กรุงเทพฯ) มาตั้งสำนักหมอผี อยู่ในสวน ใกล้คลองบางลำภู เปิดสำนักดูหมอสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิต รับทำเมตตามหานิยม เสน่ห์ยาแฝด และไสยศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นมีคนมาหาแวะเวียนมา
บุญเพ็งมีคนรักชอบพอมากมายเนื่องจากเป็นคนรูปร่างดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน กับอีกด้าน ก็มีคนไม่ชอบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ศัตรูก็ไม่น้อย ที่สำนักของเขามีหีบเหล็กโบราณ อยู่ถึง 7 ใบ ช่วงนั้นผู้หญิงได้ไปติดพัน ไปหาตอนกลางคืน และนั่งคุยจนดึกดื่น ก็ต่างตกเป็นทาสสวาทของเขาทั้งสิ้น นานวันเข้าผู้หญิงคนนั้นก็หายไปอย่างลึกลับ ไร้ร่องรอย พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไปทีละ 1 ใบ พฤติกรรมของเขา ที่เล่นบทรักกับผู้หญิงอย่างซาดิสม์ ทารุณ จนขาดใจตาย แล้วเขาจะใช้มีดสับศพเป็นท่อน ๆ ยัดใส่หีบเหล็ก นำไปทิ้งลงคลองย่านบางลำภูเพื่อทำลายหลักฐานซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่สุดเหี้ยมโหดในสมัยนั้น ก็มีผู้หญิงคนแล้วคนเล่าที่ต้อง มาสังเวยชีวิตให้กับบุญเพ็ง คนสุดท้ายเป็นคุณนาย ที่สามีทอดทิ้ง รูปร่างดี แต่งกายทองเต็มตัว บุญเพ็งก็เสพสมแล้ว กลายเป็นขาประจำ จนกระทั่งวันหนึ่ง หญิงคนนั้นก็เกิดตั้งท้อง ยื่นคำขาดให้บุญเพ็งรับผิดชอบเป็นเมียอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งบุญเพ็งจะบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงต้อง ฆ่าหญิงคนนั้นเสีย แล้วนำศพหั่นเป็นท่อน ๆ ยัดลงหีบนำไปทิ้งลงคลองอีกเช่นเคย "และเป็นหีบใบสุดท้ายที่มี" ซึ่งหลังจากนั้นเริ่มระแคะระคาย บุญเพ็งจึงลี้ภัยที่รู้ว่าจะมาหาตัว หนีไปบวชเป็นพระที่วัดแถวอยุธยา หลังจากนั้นซึ่งไม่รู้ว่าเป็น กรรมเวรอะไร ทำให้บุญเพ็งต้องสึกออกมาเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงที่หมายปอง และคืนนั้นเองที่ ยังไม่ทันจะได้ถึงสวรรค์ ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาล้อมจับไว้อย่างละม่อมในข้อหา ฆ่าคนตายอย่างเหี้ยมโหด เรื่องราวทั้งหมดสืบเนื่องมาจากได้มีชาวบ้านไปทอดแห แล้วเจอหีบทั้ง 7 ใบ ในนั้นมีซากศพเป็นท่อน ๆ อยู่ในหีบทุกใบ จึงต้องโทษ และถูกตัดสิน โดยการประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่หนักที่สุด ซึ่งในช่วงประหารชีวิตนั้นได้มีผู้คนมากมายมาดูการประหารชีวิต แต่ว่าไม่มีญาติของบุญเพ็งเลยสักคน แม้กระทั่งเจ้าสาวซึ่งยังไม่ทัน จะส่งตัวเข้าห้องหอ ก็ไม่มา แต่.................. มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยครับ เนื่องจากระหว่างที่นายบาปเพ็ง เอ้ย.............บุญเพ็งจะถูกประหารเนี่ย ในช่วงประหารชีวิตนั้นเอง เพชรฆาต รำดาบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ลงดาบอันคบกริบลงบนคอ แทนที่คอจะ ขาดเลือดพุ่งกระฉูด กลับกลายเป็นว่า คมดาบนั้นไม่ได้ระคายเคืองผิวเลย จนเพชรฆาตรพูดว่า "มึงมีอะไรดี ให้เอาออกเสียเถอะ" หลังจากนั้นเพชรฆาต ก็เอาพระเขวี้ยงทิ้งไปในกอไผ่
คราวนี้รำดาบใหม่ ดาบหน้ารำจนบุญเพ็งเคลิ้มเผลอ ทันใดนั้นดาบหลังฟันดัง ฉับ!!!! คราวนี้ คอขาด หัวกระเด็น จนเลือดพุ่งกระฉูด ผู้คนที่มาดูต่างร้องวีดว้ายระงม เพราะ................ว่าๆกันว่า ขณะที่ศีรษะถูกคมดาบของเพชรฆาตฟันฉับนั้น ในช่วงวินาทีสั้นๆ ชาวบ้านหลายคนได้เห็นมุมปากของบุญเพ็ง ขมุบขมิบเหมือนท่องคาถาอะไรสักอย่าง ซึ่งว่ากันว่า อาจจะเป็นไพ่ตาย คุณไสย์ครั้งสุดท้ายของเขาเผื่อจะป้องกันชีวิตของเขาได้ครับ แต่ผมว่าของดีของบุญเพ็งน่าจะเสื่อมไปนานแล้วละครับ เพราะผู้หญิงกับคุณไสย ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ของดีเช่นคาถา อาคมของเขาจึงเสื่อมด้วยประการฉะนี้ ศพของบุญเพ็ง หีบเหล็ก ถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้านั้นเอง จนภายหลังญาติมาจัดการเผาศพตามพิธี และกล่าวกันว่า รอยสักช่วงแผ่นหลัง ของเขา เผาไฟไม่ไหม้ ญาติเก็บกระดูกใส่เจดีย์ไว้ข้างอุโบสถ์วัด จนช่วงหลังเจดีย์ถูกรื้อออก ทางวัดภาษี จึงได้ให้ช่างปั้นรูปปั้นจำลอง ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อ พ.ศ.2537 ตั้งไว้ในศาลเล็ก ๆ ติดกับวิหาร ซึ่งเป็นอนุสรณ์ว่า เขาเป็นนักโทษประหารคนสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2474 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2475 ศาลลุงบุญเพ็ง หีบเหล็ก ได้มีคนไปกราบไหว้บูชา เสี่ยงโชคลาง และเข้าใจว่าวิญญาณของเขายังไม่ได้ไปผุดไปเกิด จนถึงทุกวันนี้เพื่อไถ่บาปอีกนับร้อยนับพันปี นับว่าเขาคือ นักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการบั่นศีรษะ และบุญเพ็ง คือ ฆาตกรฆ่าหั่นศพคนแรกของเมืองสยาม สิ่งที่ทำให้บุญเพ็ง หีบเหล็ก ได้กระทำความผิดนั้น มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ *กิเลส* ในจิตใจของเขานั่นเอง มนต์ดำ คือของนอกรีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักคำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นสิ่งที่คอยผูกมัดมนุษย์ด้วยความกลัว ความโลภ ความหลง และสิ่งที่เขาได้รับเป็นผลตอบแทนจากกรรมของเขา จะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้แก่นักเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำนอกรีต ดังนั้น ประวัติของบุญเพ็ง หีบเหล็ก จึงจบลงด้วยประการนี้ครับ



ที่มา...//www.amulet.in.th




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2551    
Last Update : 24 ธันวาคม 2551 7:43:30 น.
Counter : 256 Pageviews.  

ผีวัดสะพาน


ขนหัวลุก

ใบหนาด



" ยอดยิ่ง"เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากป่าช้าผีดุ

สมัยหนุ่มผมอยู่มักกะสัน หลังวัดทัศนารุญสุนทริการาม หรือที่ชาวบ้านร้านช่องทั่วๆ ไปเรียกว่า "วัดสะพาน" นั่นเอง

วัดนี้เคยได้ชื่อว่าผีดุนักหนา ขึ้นชื่อลือชาไปถึงประตูน้ำ สนามเป้ายันทุ่งพญาไท...ถนนวิภาวดีฯ หรือชื่อเดิมคือซูเปอร์ไฮเวย์เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ตกค่ำก็แทบจะไม่มีรถแล่นให้เห็นเพราะยังเปล่าเปลี่ยวเต็มที ใครอยู่ที่นั่นก็ถือว่าอยู่ชานเมืองแล้ว

นอกจากขึ้นชื่อลือชาว่าผีดุเพราะเป็นวัดเก่าแก่ บ้านเรือนยังไม่คับคั่งเหมือนยุคต่อมา ยังมีคนเล่าว่าเคยเห็นเปรตที่วัดสะพานอีกต่างหาก

จากหมู่บ้านริมถนนราชปรารภเข้าไปถึงป่าช้า จะมองเห็นหลุม ศพระเกะระกะเรียงรายกันหลายสิบหลุม มีป้ายเขียนชื่อ-สกุลเอาไว้ง่ายๆ ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นร่มครึ้มบรรยากาศแสนจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจแค่ไหนก็คงพอจะนึกออกนะครับ

มีคนเห็นเปรตเดินโย่งเย่งมาจากป่าช้านั่นแหละ!

เขาว่าได้ยินเสียงหมาหอนเยือกเย็นน่าขนลุก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันต้องเห็นผีแน่ๆ ไม่งั้นจะโก่งคอหอนไปหาสวรรค์วิมานอะไร...ขณะที่เดินจ้ำอ้าวจะกลับบ้านตอนดึก ก็ต้องชะงักกึกด้วยความสงสัยอะไรบางอย่าง...

"ก-รี๊-ดดดด ....ก-รี๊-ดดด..." เสียงแหลมเล็กบาดหู ฟังเผินๆ เหมือนใครเป่านกหวีดมาจากที่สูงๆ เลยเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอะไร จนกระทั่งเสียงบาดใจนั่นดังขึ้นอีก พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็แทบจะช็อกตายในบัดดล!

อมนุษย์รูปร่างสูงลิ่วเหมือนต้นตาล กำลังเดินโย่งเย่งเข้ามาหา มือทั้งสองข้างใหญ่โตเหมือนใบลาน ร่างกายเปล่าเปลือยดำเกรียม แขนขาลีบเล็กมีแต่หนังหุ้มกระดูก ตาแดงราวแสงไฟ...เห็นปากเล็กแหลมเท่ารูเข็มกำลังกรีดร้องเสียงหวีดแหลม บาดลึกลงไปถึงหัวใจ

อสุรกายผู้เคยก่อกรรมทำเข็ญกับบุพการี ทุบตีและด่าทอพ่อแม่เป็นบาปเวรสาหัส...เมื่อสิ้นใจจึงต้องเกิดมาเป็นเปรตชดใช้เวรกรรม ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเนิ่นนานจนกว่าจะสิ้นเวร

ผมกับไอ้กล่อมเพื่อนเกลอก็เจอดีเข้าเต็มรักเหมือนกันครับ

ถึงแม้จะไม่เจอเปรตมาส่งเสียงกรี๊ดๆ หวีดหวิวขอส่วนบุญจนอกสั่นขวัญแขวน แต่ผีวัดสะพานก็เล่นงานเราจนไม่กล้าเที่ยวเตร่กลางค่ำกลางคืนไปเนิ่นนานทีเดียวเชียว...

คืนนั้นเดือนเต็มดวงทอแสงสว่างนวล อย่างที่เขาเรียกว่า "สว่างจนแทบจะจับมดได้" นั่นแหละครับ ผมกับไอ้กล่อมบ้านอยู่ใกล้ๆ กันแถวท้ายป่าช้า...แหม! อย่าว่าแต่พวกผมเลย แม้แต่คนที่อยู่ย่านเจริญใจกลางเมืองแท้ๆ ยังอยู่บ้านติดกับป่าช้าวัดดอนนี่นา ปัดโธ่!

หลังจากตะลอนๆ ไปกับเพื่อนฝูงอีกหลายคน เราก็แยกย้ายกันย่ำต๊อกกลับบ้าน...อากาศในเดือนธันวาคมเย็นยะเยือก แสงจันทร์ส่องสว่าง ทำให้เราเดินเข้าซอยได้อย่างสบายอารมณ์ ไอ้กล่อมถึงกับผิวปากเล่นอย่างครึกครื้น...

ทันใดนั้น เสียงหมาหอนก็ดังแว่วมาตามสายลม! ร่างเตี้ยล่ำของไอ้กล่อมชะงักกึกร้องด่าว่าไม่รู้จะหอนหาหอกอะไร? หรือว่าจะเห็นผี...

เสียงของมันขาดหายเมื่อเสียงหอนเปลี่ยนเป็นเสียงครางงื้ดง้าด เรามองสบตากันอย่างหวาดระแวง เอื้อมมือไปตบด้ามมีดที่สะเอว...ถ้ามีใครแปลกหน้าที่ปองร้ายเราไม่รู้ตัว หรือว่าอาศัยทีเผลอก็ต้องเจอกันหน่อยละ...

แต่เอ๊ะ! เบื้องหน้าเราก็คือหลุมศพระเกะระกะกับฮวงซุ้ยขาวโพลนอยู่ในแสงจันทร์ เสียงหมาหอนก็เงียบหาย สรรพสิ่งดูสงบนิ่งเหมือนโลกนี้กลายเป็นโลกร้างโดยสิ้นเชิง!

"ไอ้ยะๆๆ ยิ่ง...เอ็งๆๆ เห็นอะๆๆ ไรมะๆๆ มั้ย...นะๆๆ โน่น..."

จู่ๆ ไอ้กล่อมก็กลายเป็นคนติดอ่างไปดื้อๆ ผมหันไปมองก็เห็นมันยืนนิ่ง อ้าปากค้าง นัยน์ตาลืมโพลง จ้องเขม็งไปที่อะไรบางอย่างเหมือนถูกสะกด ทำให้ผมมองตามสายตาของมันไปอย่างงุนงง... แล้วผมก็ได้เห็น...

คุณพระช่วย! ผมได้เห็นภาพที่จะไม่มีวันลืมลงเลยจนกว่าสิ้นใจ!

นั่นคือ คนกลุ่มใหญ่กำลังนั่งล้อมวงอยู่บนหลุมศพข้างๆ ฮวงซุ้ย แสงจันทร์ทำให้เห็นร่างดำทะมึนเหมือนตอตะโก แต่นัยน์ตาแดงก่ำปานแสงไฟกำลังจ้องมองมาเขม็ง...ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ร่างทั้งหมดยืดสูงขึ้นทุกที...สูงขึ้น...สูงขึ้นราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุดท่ามกลางม่านตาอันพร่าพรายเต็มที

"เผ่นโว้ย!" ไอ้กล่อมร้องจ้า ผมกระโจนพรวดนำหน้า แว่วเสียงเพื่อนวิ่งพลางด่าพลาง ล้มลุกคลุกคลานท่ามกลางเสียงหมาเห่าเกรียวกราว...กว่าจะถึงบ้านก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะสิ้นใจ...ไอ้กล่อมจับไข้หัวโกร๋น ส่วนผมต้องให้พ่อพาไปรดน้ำมนต์... นึกถึงแล้วขนหัวลุกครับ!

k/blockquote>




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2551    
Last Update : 24 ธันวาคม 2551 7:39:22 น.
Counter : 135 Pageviews.  

ศพไร้หัว

ก็อบมาจากเว็บอื่นนะคับ

เหนว่ามันน่ากลัวดี ^^

เรื่องราวของเด็กวัดสมัยก่อน ที่ต้องนอนเฝ้าศพในตอนกลางคืนเป็นเรื่องปกติ
แต่ว่าศพที่ไม่มีหัวศพนี้ ไม่เหมือนศพที่ผ่านๆมา


สมัยที่ลุงเชนยังเป็นเด็กวัดอยู่เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้วนั้น แกเล่าให้ข้าพเจ้าฟังอยู่ครั้งหนึ่งว่า
ตอนที่แกเข้าไปอยู่กับหลวงตาใหม่ๆ เป็นช่วงที่โรคอหิวาห์กำลังแพร่ระบาดพอดี
ซึ่งคนในถิ่นนั้นจะมีอัตราการตายเป็นจำนวนมาก บรรดาญาติๆก็จะนำศพมาทำพิธีบำเพ็ญกุศลกันที่วัด
เพราะคนในสมัยนั้นจะไม่นิยมจัดงานศพกันที่บ้าน ซึ่งถือกันว่าจะนำความอัปมงคลมาให้อย่างใหญ่หลวง
ศาลาที่ใช้ตั้งศพและทำพิธีแทบจะไม่มีเว้นว่างในแต่ละวัน
ศพบางรายไม่มีญาติ เด็กวัดที่มีอยู่เพียง 3-4 คนก็จะถูกหลวงตาเกณฑ์ให้มาช่วยอยู่เฝ้าศพกัน
คืนหนึ่งก่อนที่จะมีการเผาในวันรุ่งขึ้น
ลุงเชนบอกว่าคนที่ตายด้วยโรคระบาดนั้นจะเก็บศพไว้นานไม่ได้เพราะมันจะอืดและเน่าเร็ว
ที่สำคัญเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในศพอาจจะลุกลามไปติดอีกคนได้ง่าย
เด็กวัดส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและคลุกคลีอยู่กับศพเป็นประจำจึงทำให้ไม่ค่อยกลัวผี
วันนั้นลุงเชนบอกว่ามีศพชายไร้ญาติคนหนึ่งถูกกลุ่มชาวบ้านส่งมาให้อยู่ในความดูแลของวัดตามปกติ
แต่ทว่าศพรายนึ้ไม่ใช่เป็นศพของคนที่ตายด้วยโรคระบาดเหมือนศพแล้วๆมา
แต่เป็นศพตายโหงที่ถูกฆ่าตายอย่างโหด***ม สภาพศพจึงไม่สมประกอบนัก
คือส่วนหัวของศพขาดวิ่นหายไป
ส่วนลำคอที่คล้ายโดนของมีคมฟันอย่างแรงนั้นมีกระดูกสีขาวโพลนส่วนหนึ่งยื่นออกมา
พร้อมเลือดสดๆ ไหลทะลักอยู่ตลอดเวลา ชวนคลื่นเหียนและหวาดกลัวยิ่งนักสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น

ชาวบ้านที่ช่วยนำศพกันมาโจษจันกันว่าส่วนหัวของผู้ตายคงจะจมดิ่งอยู่ในหนองน้ำข้างทาง
เพราะมีคนไปพบศพตรงนั้น แต่ก็ไม่มีอาสาสมัครคนใดกล้าไปงมชิ้นส่วนนั้นขึ้นมา
เพราะระดับน้ำในลำห้วยนั้นมีความลึกไม่น้อยทีเดียว ลุงเชนบอกว่า
แกรู้สึกเหมือนไข้จะขึ้นเพราะแกกับเพื่อนเด็กวัดอีกคนหนึ่งจะต้องอยู่เวรเฝ้าศพในคืนนั้น
ศพตายโหงรายนั้นแกบอกว่าหลวงตาไม่ได้ปิดฝาโรงพร้อมคลุมผ้าขาวเหมือนรายอื่นๆ
นอกจากวางศพให้นอนนับเดือนนับดาวอยู่ในหีบโล่งๆ กลางศาลาแค่นั้น
เพราะคนที่ตายด้วยอาการแบบนี้มีเคล็ดอยู่ข้อหนึ่งว่า
หากชิ้นส่วนของศพที่ขาดหายไปนั้นยังไม่ถูกทำลาย
โดยการเผาไหม้มันจะกลับมาหาศพเองในเพียงชั่วคืน

ก่อนจะถึงเวลาพลบค่ำลุงเชนบอกว่าหลวงตาได้นำสายสิญจน์เสกมาให้
แกกับเพื่อนเด็กวัดอีกคนหนึ่งแขวนคอไว้คนละเส้น
พร้อมกับกำชับอีกว่าหากเห็นอะไรผิดปกติอย่างร้องทักหรือวิ่งหนีเป็นอันขาด
คืนนั้นลุงเชนบอกว่าตลอดเวลาที่แกกับเด็กวัดอีกคนซึ่งนั่งเป็นเพื่อนศพ
พร้อมกับต่อธูปที่พร่องก้านไปเรื่อยๆ อยู่บนศาลา ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ส่องวับๆ แวมๆ นั้น
จะมีเสียงหมาหอนโหยหวนอยู่ตลอดเวลาเหมือนกำลังเตรียมการต้อนรับการมาเยือนของอะไรซักอย่างหนึ่ง
ขณะนั้นกำลังเป็นเวลาดึกได้ที่ แกบอกว่าเพื่อนเด็กวัดคนหนึ่งดันปวดท้องหนักขึ้นมา
จึงขอตัวลงไปปลดทุกข์ที่ห้องส้วมหลังกุฏิพระ
ซึ่งอยู่ถัดจากศาลาตั้งศพออกไปหลายร้อยเมตร
ลุงเชนจึงจำใจต้องนั่งต่อธูปไปคนเดียวก่อน

ขณะนั่งสัปหงกอยู่นั้นแกนึกขึ้นมาได้ว่าธูปหน้าศพกำลังมอดลงอีกก้าน
แต่ความง่วงพลอยทำให้แกเผลอนอนหลับไป
แกหลับไปนานเท่าไรก็สุดจะเดาได้
สะดุ้งตัวตื่นอีกทีเมื่อเสียงหมาในวัดหอนดังขึ้นใกล้ๆ กับศาลาตั้งศพ
แกนั่งหัวโด่อยู่คนเดียวซักครู่ใหญ่ก็ชักเอะใจ
เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนเด็กวัดอีกคนหนึ่งที่ขอตัวไปห้องส้วม
ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับขึ้นมาอีก ขณะที่แกนั่งเกร็งต้วยความหวาดกลัวอยู่นั้น
ท่ามกลางความสลัวๆ ของเงาจันทร์ในคืนเดือนมืด แกก็เห็นวัตถุอะไรซักอย่างหนึ่ง ลักษณะกลมๆ เบี้ยวๆ
ลอยละลิ่วอยู่เหนือพื้นดินราว 7-8 เมตร มุ่งตรงมายังทิศทางศาลาที่แกนั่งอยู่
พร้อมกับเสียงหอนเย็นยะเยีอกของหมาในวัดดังแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลุงเชนบอกว่าทันทีที่วัตถุประหลาดนั้นพุ่งตัวเข้ามาในระยะที่ชัดขึ้น
แกแทบหลับตาปี๋เพราะนั้นมันคือ หัวคนชัดๆ

ขณะที่แกพยายามนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วอยู่ในใจนั้น
ท่อนหัวของศพตายโหงนั้นค่อย ๆ เคลื่อนตัวดิ่งตรงขึ้นมาตรงศาลาตั้งศพ
ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ามาประจันหน้ากับแกภาพสยดสยองจึงปรากฏกับสายตาของแกอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพราะสภาพใบหน้าของหัวศพตายโหงนั้นเต็มไปด้วยความซีดเซียว
มีเค้าของความเจ็บปวดบิดเบี้ยวเหยเกจับอยู่
ในตาทั้งสองข้างเบิกค้างแทบถลนผมเผ้ายุ่งกระเซิง
หยดน้ำและโคลนตมจับอยู่เต็มไปหมด
ขณะที่แกมองดูด้วยความหวาดหวั่นว่าหัวปีศาจนั้นจะหันกลับไปหย่อนลงในโรงศพนั้นเมื่อไร
แต่ในพริบตาหัวปีศาจตายโหงก็ดันลอยหวือมาหาแกเสียนี้
"เ - ห- ว - อ- อ--อ !"
ลุงเชนร้องเสียงหลงเมื่อหัวปีศาจนั้นหล่นตุ้ป ลงบนพื้นศาลาตรงหน้าแก
ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ เข้ามาหาพร้อมกับค่อยเผยอริมฝีปากซูบซีดนั้นขึ้นช้าๆ
"ธูป - หมด - อีก - ก้าน - แล้ว -น้องชาย...ฮ่าๆ...เหอะ ๆ"
ลุงเชนบอกว่าแกสลบเหมือดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็สุดจะเดาได้
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าน้ำมนต์ถังใหญ่จากมือหลวงตาถูกสาดโครมลงมาพอดี
และแกก็เพ้อเป็นไข้อยู่หลายอาทิตย์จนผมโกร๋นหมดหัว
หลวงตาจึงถือโอกาสบวชเณรให้แกเสียเลย





 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 18:54:02 น.
Counter : 117 Pageviews.  

หลวงปู่จาม...ผจญผีที่ซากเจดีย์

หลวงปู่จามได้เดินธุดงค์ไปอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่กับ พระอาจารย์หนู สุจิตโต และมีตาผ้าขาวไปด้วยหนึ่งคน ไปปักกลดบนหลังดอยที่มีลักษณะหลังปลาช่อน ด้านหนึ่งของภูป็นสันสูงเป็นหลังปลามีซากเจดีย์ปรักหักพังอยู่หนึ่งองค์ อีกด้านหนึ่งเป็นผาชัน หลวงปู่จามได้ปักกลดมุมหนึ่งขององค์เจดีย์ ส่วนตาผ้าขาวปักกลดอยู่อีกมุมหนึ่งตรงกันข้าม ส่วนพระอาจารย์หนู ปักกลดอยู่ด้านหน้าผา

ชาวบ้านได้ทัดทานว่าอย่าปักกลดแถวนั้นเลยจะเกิดเภทภัยเพราะเคยมีพระและฆราวาสขึ้นไปถูกอาถรรพ์โดยเกิดภาพหลอนให้เห็นเป็นน้ำ จึงว่ายหนีน้ำแต่เป็นการว่ายอยู่บนบก อกแถกพื้นดินพื้นหินเกิดบาดแผลฟกช้ำดำเขียวอยู่ไม่ได้มาแล้ว แต่ตาผ้าขาวดันปากโป้งบอกว่าไม่กลัว หลวงปู่จามบอกว่าจะมาภาวนาหาทางพ้นทุกข์ไม่ต้องการทรัพย์สินใดๆ
พอเริ่มพลบค่ำต่างก็เข้าอยู่ในกลดขณะที่กำลังสวดมนต์อยู่นั้น ตาผ้าขาวมองเห็นชายนุ่งผ้าโสร่งเดินไปมารอบกลด ภาวนาจิตก็ไม่สงบ ไม่ได้หลับนอนตลอดคืน พอรุ่งเช้าเผ่นหนีไป ส่วนหลวงปู่จาม ขณะสวดมนต์ได้ยินเสียงคล้ายค้างคาวบินไปมาอยู่รอบกลด ๓ ตัวและเข้ามาในกลด และกระโดดเกาะหลังรู้สึกคล้ายสำลีมาสัมผัสหนังท่านจึงเอามือปัด ก็กระโจนหนีได้ยินเสียงร้องคิกคักเป็นเสียงคล้ายผู้หญิง สมัยนั้นไม่มีไฟฉาย มีแต่เทียนไขจึงต้องภาวนาไม่ได้นอนหลับเลย พอมาคืนที่สองก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะทำนองเดียวกัน ต้องนั่งภาวนาตลอดคืน ส่วนกลางวันต้องหลับพักเอาแรงไว้สู้กับอมนุษย์ที่มองไม่เห็นตัวต่อไป

เริ่มค่ำในคืนที่สาม หลวงปู่จาม รำลึกถึงโอวาทของ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ขณะอยู่ที่วัดป่าห้วยน้ำริน อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้สวดบทโพชณังคปริตร จะช่วยระงับเหตุเภทภัยอาเพทต่างๆ หลวงปู่จามจึงสวดมนต์บทนี้แทนการภาวนาพุทโธ สวดโพชฌงค์ หลายๆ เที่ยวต่อเนื่อง ทำให้จิตสงบรวมลงเป็นสมาธิ สิ่งที่เคยรบกวนไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้เลย จิตได้สงบเป็นสมาธินานพอสมควรก็บังเกิดความสว่างไสวมองเห็นได้ทั่วบริเวณ ปรากฏเห็นร่างเป็นหญิง ๓ คนที่เคยกระโดดเกาะหลัง หลวงปู่จามจึงส่งกระแสจิตขู่จะใช้กระสิณไฟ ร่างอมนุษย์นั้นทำท่ากลัวจนตัวสั่น บอกว่ามารบกวนเพราะได้รับคำสั่งจากเจ้านายผู้ชายนุ่งโสร่งเจ้าของทรัพย์สมบัติที่เฝ้าอยู่เพราะห่วงสมบัติ ต่อมาก็เห็นภาพผู้ชายนั้นยืนอยู่ มือถือพระพุทธรูปทองคำ เทียน ๒ เล่ม อีกมือหนึ่งถือแก้วมณีบนเชิงรองลูกแก้วมณีเปล่งแสงประกายโตขนาดไข่ไก่ หลวงปู่จามจึงส่งกระแสจิตตวาดว่ามารบกวนทำไม อมนุษย์ตอบว่า กลัวท่านจะมาขุดเอาของมีค่าใต้เจดีย์ จึงติองหาทางให้ท่านหนีไป หลวงปู่จามจึงบอกว่า “ มาที่นี่ไม่หวังทรัพย์สินเงินทองใดๆ เรามาภาวนาเพื่อหาทางพ้นทุกข์ มารบกวนไม่กลัวบาปกรรมหรือจะตกนรกนะ”

หลวงปู่จามถามว่า “ ในมือเจ้านั้นอะไร” เขาเลยว่า “สมณะไม่สำรวม” ท่านเลยขู่ไปทางกระแสจิตว่า “ เดี๋ยวจะใช้เตโชกสิณเผาให้เป็นจุณหรอก” พวกนั้นจึงกลัวลาน ร้องขอชีวิต ท่านจึงกล่าวสำทับว่า “ พวกเจ้าไม่รู้จักบุญกุศลหรือมาทำบาปทำกรรมอยู่ทำไมจะตกนรก” ต่อมาจึงได้ตกลงว่าต่างคนต่างอยู่ไม่รบกวนกันแต่สัญญานี้ไม่รวมถึงพระอาจารย์หนูด้วย ต่อจากนั้นพระอาจารย์หนูก็ถูกเล่นงาน หลวงปู่จามถามพระอาจารย์หนูว่า “ อาจารย์หนูทำอะไรเสียงดัง ฟันดาบหรืออย่างไรเมื่อคืนนี้” พระอาจารย์หนูตอบว่า “ ฟันดาบอะไรพวกผีมันอาละวาดต่างหาก” พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก ขณะที่ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง จึงขอให้พระอาจารย์หนูได้ไขปริศนาเกี่ยวกับผีผู้หญิง ๓ ตนนั้น พระอาจารย์หนูบอกว่า “ มันไม่เพียงกระโดดเกาะหลังเท่านั้น มันเข้ามาจับหำ ( ของลับ ) อาจารย์ด้วย




ที่มา //www.dharma-gateway.com/monk-hist-index-page.htm




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 18:32:58 น.
Counter : 183 Pageviews.  

1  2  3  

lui2520
Location :
นครนายก Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










Google




Friends' blogs
[Add lui2520's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.