มุกเด็ดเด็ดของลุงป๋อง

ในสังคมคนดูนกแล้ว น้อยคนจะไม่รู้จักลุงป๋อง
แม้ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน
อย่างน้อยก็เคยได้ฟังกิตติศักดิ์มาบ้างไม่มากก็น้อย
ด้วยประสบการณ์กว่าสามสิบปีเป็นข้อยืนยันได้
และมีจำนวนมากที่ได้ใกล้ชิดขนาดทราบมุกเด็ดๆของลุงป๋อง

ลุงป๋องเป็นนักดูนกประเภทขาลุย
ลุยไปได้เรื่อยๆ แบบว่าไม่มีเทรลก็ไปได้
เพราะลุงป๋องจะเปิดเทรลใหม่ๆขึ้นมาเองเสมอ
นี่เป็นมุกเด็ดมุกหนึ่งของลุงป๋องเชียวละ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเทรลป่ามากมายที่นักดูนกเดินอยู่นั้น
ลุงป๋องเปิดเทรลมาให้แล้วแทบทั้งนั้น
ไม่ได้โม้ นี่เป็นเรื่องจริงให้ดิ้นตายสิเอา

ดังนั้นใครก็ตามที่ไปดูนกกับลุงป๋อง
และติดประเภทลุยไปได้ทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส
ใครที่ไม่กล้าลุยก็ต้องกล้าลุยตามลุงป๋องไปด้วย (กลัวตกเทรล)
ไปกับลุงป๋องแล้วละก็ ไม่มีพลาด
มันส์ สะใจ เหนื่อยอย่าบอกใครเชียว
หลับสบายตลอดคืน
เพื่อเก็บแรงไว้ลุยในวันถัดไป

ดูนกกับลุงป๋องไม่มีวันหลงป่าเด็ดขาด
(ลุงป๋องว่า ก็มันเรื่องอะไร ที่ต้องไปบอกใครว่าหลงป่าเล่า)
ครั้งหนึ่งที่ภาคเหนือ
ลุงป๋องไปสำรวจเทรลดูนกคนเดียวจนเพลิดเพลิน
เพราะมีนกดีมากจริงๆ
ใครที่เป็นนักดูนกมือละอ่อนละก็
เป็นต้องหลงใหลกับสิ่งที่ได้พบได้เห็นแบบลุงป๋องเสียไม่มี
ลุงป๋องดูเพลินจนลืมดูเวลา
อาทิตย์เริ่มอัสดง ลุงป๋องก็ยังคงเพลิดเพลินกับการส่องวิหค
จนแสงสุดท้ายลาลับฟ้าไปแล้ว
ทีนี้สิมารู้ตัวว่าทางลงนั้นเป็นเหวมากมาย
ไฟฉายก็ไม่ได้ติดตัวมา
ร้านค้าสุดท้ายที่แวะซื้อน้ำดื่มผ่านมาก่อนอาทิตย์อับแสงก็เลยมาไกลโข
เดือนก็เป็นเดือนดับข้างแรม
พงไพรรอบข้างส่งเสียงวิเวกวังเวง
ลมหนาวเริ่มก่อตัวทีละเล็กละน้อย
ยิ่งเดินยิ่งไม่เห็นทาง
อาศัยช่องว่างของแมกไม้กลางฟ้ามาจำแนกเส้นทางเดิน
โชคเข้าข้างลุงป๋องตรงที่
ป่านั้นมีนักทัศนาจรไปเป็นจำนวนมาก
ที่ทำการจึงจัดทำถังรองรับขยะเรียงรายไปตลอด
อีกทั้งทางนั้นเป็นทางชันมาก ขึ้นๆ หรือ ลงๆ
เลียบทางเป็นขอบเหวมากมาย
เหนื่อยนักก็พักดื่มน้ำกัน
น้ำขวดหมดก็ทิ้งใส่ถังขยะที่จัดเตรียมไว้
ลุงป๋องเลยต้องแปลงร่าง
เดินคุ้ยเก็บขวดขยะมากมายเหล่านั้น
ทางหนึ่งคิดว่าได้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่
ไม่ต้องเหนื่อยเดินขึ้นเขาไปเก็บขยะลงมา
ทางหนึ่งก็ได้อาศัยเป็นเชื้อเพลิง
ทำเป็นคบเพลิงชั่วคราว
ปืนนัดเดียว พิฆาตนกได้สองตัว

หากหลงป่าวันนั้น
หากพลาดพลั้งตกเหวในวันนั้น
วันนี้คงมีเรื่องลุงป๋องมาเล่าให้ฟังในมุกที่แตกต่างออกไป

สำหรับท่านที่ชื่นชอบกิจกรรมการดูนกแล้วละก็
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ มือเก่า หรือมือทวิต มือ… ไหนๆก็ตาม
เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากได้ลุย ได้สัมผัสธรรมชาติ
ได้ชื่นชมสรรพสิ่งทั้งปวงรอบข้าง
ได้ผ่อนคลายความเครียด ที่รับมาจากไหนก็ตาม
ได้จินตนาการไปเรื่อยๆ ฟังเสียงสำเนียงธรรมชาติต่างๆ
เป็นผลกำไรที่ได้จากการดูนกทั้งสิ้น
สำหรับบางคนที่ไม่ได้หยุดยั้งอยู่เพียงเท่านี้
ยังอาจต่อยอดออกไปจนกลายเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติเลยก็เป็นได้

ด้วยลุงป๋องมีมุกเด็ดออกมาอย่างสม่ำเสมอ
คนส่วนหนึ่งจึงลงความเห็นว่าลุงป๋องหัวดื้อ
ซึ่งโดยธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นมาแต่กำเนิด
มุมมองของลุงป๋องกลั่นออกมาจากประสบการณ์
จึงสามารถโต้แย้งกับนักวิชาการแบบหัวชนฝา
ขนาดท้าพิสูจน์กันเลยก็ว่าได้
จะออกไปคุยกันนอกรอบในรอบได้ทั้งนั้น
ถึงแม้จะมีภาพถ่ายเป็นข้อศึกษา
ต่างฝ่ายต่างจุดยืน
ลุงป๋องไม่มีอะไรต้องเสีย
ในขณะที่นักวิชาการต้องเอาชื่อเสียงเป็นตัวค้ำคอ
ตกม้าเมื่อควบย่อมเจ็บหนักอาจถึงดับดิ้น
ลุงป๋องเลยกลายมาเป็นคนขี้เท่อสำหรับชนกลุ่มหนึ่ง
ที่ไม่เข้าใจในภูมิหลังของลุงป๋อง
แต่สำหรับผู้ซึ่งรู้จักลุงป๋องดีขนาด ไม่จำต้องแก้ต่างให้
ได้เพียงหัวเราะเยาะในความเขลาของชนกลุ่มหนึ่งนั้นในใจ

อาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาการดูนกให้ลุงป๋องนั้น
ถ้าเอ่ยนามท่าน 
ในแวดวงบรรดาผู้ดูนกทั้งไทยและเทศต้องยกนิ้วให้
ย้อนอดีตไปเมื่อลุงป๋องอายุอานามได้24ขวบปี
ออกเผชิญโลกศิลปมายาอยู่นั้น
ได้พบท่านอาจารย์โดยบังเอิญ
และนับแต่นั้นก็ติดสอยห้อยตามท่านอาจารย์
จนท่านอาจารย์ล่วงลับไป
ที่ใช้คำว่าติดตามนั้น
เพราะลุงป๋องตามไปอยู่เป็นเหมือนเด็กรับใช้
7-11เปิด24 ชั่วโมงฉันใด
ลุงป๋องพร้อมบริการฉันนั้น
ดึกดื่นเพียงไรท่านอาจารย์เรียกใช้ให้ออกรถเข้าป่าดูนก
อ้ายป๋องต้องพร้อมในทันทีโดยไม่หาตัวช่วย

การเป็นเด็กคนสนิทรับใช้ท่านอาจารย์
ทำให้ลุงป๋องต้องสัมผัสสกินนกจำนวนมากมาย
จากนานาประเทศโดยเฉพาะที่สะสมไว้ที่มุมไบ
ทั้งนี้เพราะท่านอาจารย์หยิบยืมมาให้ลุงป๋องศึกษา
ตำหรับตำราที่ลุงป๋องไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ก็อธิบายให้จนหมด
ลุงป๋องจึงเชี่ยวชาญเพราะท่านอาจารย์ชี้แนะ
เป็นเอกทัตคะด้านปักษีที่หาใครเทียมเทียบได้ยาก
แต่ต้องเป็นไอ้ขี้เท่อสำหรับชนกลุ่มหนึ่ง

ครั้งหนึ่งนัดหมายกับลุงป๋องไปดูนกกันในป่าทางภาคใต้สุดของประเทศ
แบบที่บอกไปแล้วว่าลุงป๋องชอบลุย
ไม่ว่าจะเป็นป่าที่ไหนๆก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าทากดุละก็
สำหรับลุงป๋องแล้ว ป่าไหนๆก็ไม่เคยเห็นทากเลย !!!!
อย่าได้แปลกใจเป็นอื่น ว่าลุงป๋องไม่เคยเจอทากดูดเลือดเสียหละ
แม้แต่ทากเกือบขึ้นตา ลุงป๋องยังไม่เห็นเลย (คนอื่นต้องช่วยแกะออก)
หากได้ถามลุงป๋องละก็เป็นว่า เวลาลุงป๋องเดินเทรล
ไม่เคยก้มลงมองดูทากที่ขึ้นยั้วเยี้ยตามตัวหรอก
นั่นนะสินะ เมื่อไม่ไปมองหามัน
มันก็ไม่มี ไม่เห็น ไม่รู้สึก
มารู้ตัวเมื่อเสื้อกางเกงแกแดงฉานไปเสียแล้ว

ลองหลับตานึกถึงภาพลิงสามตัวสิครับ
ตัวหนึ่งปิดตา
ตัวหนึ่งปิดหู
ตัวหนึ่งปิดปาก

เป็นสัจธรรมไหมเอยสำหรับนักดูนก?
เลือกปฏิบัติ เลือกทำให้เหมาะสม

ครั้งนั้นเห็นลุงป๋องนั่งแกะทากที่ดูดจนตัวอ้วนแดง
เลยส่งก้นบุหรี่ยาเส้นให้
หมายจะให้ใช้ยาเส้น ขยี้น้ำลาย โป๊ะตามแผลที่ทากดูด
เพื่อห้ามเลือดที่ไหลไม่หยุด
เพราะเวลาทากดูด จะปล่อยสารชนิดหนึ่ง
ซึ่งทำให้เลือดไม่แข็งตัวเลือดจึงไหลไม่หยุด
ลุงป๋องเงยหน้ามาถามว่า
“ยาเส้นหมดแล้วรึ มันแรงไม่พอ”
ทำเอางงอยู่เป็นนานว่า
ยาเส้นนั้นมันไม่แรงอย่างไร
อันที่จริงในกระเป๋าเสื้อยังหลงบุหรี่ตัวสุดท้ายอยู่เพียงตัวเดียว
ลุงป๋องเน้นแล้วเน้นอีกหลายครั้งว่า
“มันแรงไม่พอ มันแรงไม่พอ”
ด้วยอาการอาลัยอาวรณ์ เลยจำต้องควักบุหรี่ตัวสุดท้ายออกยื่นให้
แทนที่ลุงป๋องจะเอายาเส้นมาหยุดการไหลของเลือด
มีใครทายได้บ้างไหมครับว่าลุงป๋องทำอะไรกับยาเส้น?

ไม่แต่เพียงนักดูนกจะรู้จักลุงป๋อง
โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดาหัวหน้าอุทยานต่างๆก็รู้จักลุงป๋อง
ทั้งที่บรรดาหัวหน้าเหล่านั้นไม่ได้ดูนกดูหนูดูปูอย่างลุงป๋อง
มีหลายที่ที่บรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะได้รับคำแนะนำ
เรื่องการจัดการกับเทรลศึกษาธรรมชาติ
จนบางแหล่งจะมีเจ้าหน้าที่ที่ศึกษาเรื่องนกโดยเฉพาะ
สามารถเป็นผู้นำดูนกในถิ่นนั้นเป็นอย่างดี
นอกจากการนำดูนก ยังติดตามและรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับนกอีกด้วย

ครั้งหนึ่งไปดูนกที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง
แบบไม่ได้เตรียมการอะไรมากมาย
เดือนนั้นอยู่ในช่วงพักฟื้นของอุทยาน
ซึ่งตามระเบียบจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า
แหม อย่าต่อว่ากันเลยนะครับว่าเป็นพวกดื้อ
เพราะไม่ทราบเลยจริงๆว่าอุทยานแห่งนั้นจะปิดในช่วงที่ไป
มาทราบเมื่อไปถึงเสียแล้ว
ที่นี้จะทำอย่างไรดีหละ
พื้นที่พักใกล้เคียงอยู่ห่างไปเกือบห้าสิบกิโล
หุหุ อย่าคิดว่าระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่นะครับ
ทางลูกรังภูเขาทั้งนั้น
หากต้องย้อนกลับไป แล้วกลับเข้ามาอีกครั้ง
ใช้เวลาอย่างน้อยกว่าครึ่งวันเชียวหละ
ขอพบหัวหน้าดูแลอุทยานเลยครับ
แจ้งจุดประสงค์และความไม่สะดวกให้ทราบ
พร้อมขอให้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
จะได้รับความอนุเคราะห์จากหัวหน้าอยู่เสมอ
หากไม่พบหัวหน้า เพราะเหตุติดราชการที่อื่น
ก็ลองคุยกับรองหัวหน้าก็ได้
ซึ่งพร้อมจะแก้ไขปัญหาให้เสมอ
โปรดอย่าได้เอะอะกันนะครับว่าเป็นมุกเด็ดของลุงป๋อง

แบบว่าที่เล่าเรื่องนี้นั้น
เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่เข้าป่าและไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า
เพราะปกติการเข้าพักในอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์ต่างๆ
ล้วนต้องขออนุญาตล่วงหน้าจากกรมป่าไม้ ส่วนจัดการอุทยานฯเสมอ
มุกนี้สมควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่ง
ปะเหมาะเคราะห์ไม่ดีเสียหายไปถ้วน
( แหะ แหะ ดาบสองคมเชียวไหมหละ)

หลายคนที่ไปดูนกในช่วงฤดูนกอพยพคงทราบกันดี
ยิ่งหนาวเท่าไร ยิ่งดีสำหรับโอกาสนั้น
เพราะจะได้พบนกอพยพหลากหลาย
และหลายชนิดมักเป็นนกหาดูได้ยาก
ตามปกติเขตรักษาพันธุ์สัตว์
มักจะมีบ้านพักรับรองเพื่ออำนวยความสะดวก
มีน้ำมีท่าให้อาบ
แต่บางที่ก็ยังไม่พร้อม จึงต้องสอบถามข้อมูลกัน
สำหรับลุงป่อง มีความสามารถพิเศษเหนือบุคคลธรรมดา
ยิ่งอากาศหนาวเพียงไร ตัวแกก็ยิ่งจะแห้ง
ดูเหมือนเหงื่อจะไม่ออกเลยในฤดูหนาว
เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องนำเสื้อผ้าไปหลายชุด
เดินป่าส่องนกสามวันสามคืน
อากาศหนาวเย็นจนน้ำค้างจับหญ้าเป็นน้ำแข็ง
เมื่อเหงื่อไม่ออก ร่างกายจึงไม่มีความจำเป็นต้องชำระล้าง
เสื้อผ้าชุดเดียวใส่ได้สามวัน

จะเห็นได้ว่าลุงป๋องไม่เพียงเป็นนักปักษีเต็มรูปแบบ
ความสามารถที่เด็ดกว่าการเป็นเพียงนักดูนก การเป็นนักอนุรักษ์
การเป็นผู้นำดูนก  การเล่าเรื่องป่าได้มากมาย
ลุงป๋องยังเป็นศิลปินที่วาดนกได้สุดยอดคนหนึ่ง
และลุงป๋องก็ชอบใช้ความสามารถพิเศษนี้ในการหาลูกศิษย์
ใครว่าศิลปินจะไส้แห้งก็ว่าไป
แต่ลุงป๋องทำด้วยใจรักและรักษ์
ด้วยประการเช่นนี้  สัดส่วน  ขนาด  สีสัน
ลุงป๋องสามารถแยกแยะและจดจำได้อย่างแม่นยำ
ชุดขนชุดไหนเป็นเช่นไรจะก่ำกึ่งหรือวัยฉกรรจ์
ลุงป๋องสามารถวาดและลงสีได้อย่างถูกต้อง
ลุงป๋องจึงไม่เป็นเพียงแค่นักดูนกธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

อย่างที่เล่ามาหลายมุกเด็ดและความสามารถอันไม่ธรรมดา
ลุงป๋องไม่ได้เป็นเพียงนักดูนก ผู้นำดูนก ผู้อนุรักษ์
ไม่ได้เป็นเพียงศิลปินแนวหน้าในการวาดภาพสัตว์
หูตาที่ว่องไวเพราะได้ฝึกปรือจากการดูนกมาเป็นอย่างดี
ไม่เพียงดูนก  ลุงป๋องก็ยังสนใจดูสัตว์อื่นๆด้วย
ปูก็เป็นสัตว์ที่ลุงป๋องสนใจเป็นพิเศษ
ขนาดเก็บตัวอย่างมาเลี้ยงดูเพื่อการศึกษา
ขุดรูปูดูว่าสภาพชีวิตปูเป็นอย่างไร
ปูภูเขา ปูตามลำธาร  ปูข้างทาง
จนวันหนึ่งลุงป๋องก็ค้นพบปูชนิดใหม่ของประเทศ

คำเตือน
มุกนี้เป็นความสามารถพิเศษส่วนบุคคล
โปรดใช้วิจารณญาณอันเหมาะสมที่จะลอกเลียนแบบ
และให้คำแนะนำที่เหมาะสมแด่บุตรหลานของท่าน
บันทึกเมื่อ17-11-2002 โดยเจ้าภูผา



Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 11 เมษายน 2555 10:21:15 น.
Counter : 646 Pageviews.

0 comment
ตลุย......ดูนกเกาะโฟโมซ่า

สืบเนื่องจากงานนับเหยี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยในปี2002ที่ชุมพร บวกกับการเฝ้าติดตามข่าวสารของชมรมชีวิตนกโอเรียนตัล ได้เริ่มจุดประกายความฝันที่จะมีประสบการตื่นตาตื่นใจกับนกนักล่าชนิดนี้ นอกจากในประเทศไทยเราแล้ว ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใกล้สุดก็เป็นแดนเสือเหลืองเพื่อนบ้านใกล้เคียงเรานี่เอง ทว่าเวลาตระเตรียมตัวในช่วงจัดงานของมาเลย์เซียไม่สะดวกกับงานประจำที่ทำอยู่ คงต้องเก็บไว้ในโอกาสอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ ฮิฮิฮิ ตัวเลือกถัดมาก็ที่ไต้หวัน ช่วงเวลาปิดเทอมหนึ่ง ช่วงประชุมเอแปคสอง ระยะเวลายาวนานเพียงพอในการสะสมทุนทรัพย์สาม (งวดนี้คงไม่พ้น 321หรือ 123 32 หรือ 23 ไปเป็นแน่ เหมือนมีพรายบอก ฮิฮิฮิ)

ไหนๆตั้งใจจะไปทั้งทีไม่มีเพื่อนเดินทางด้วยก็คงกร่อยเสียไม่มี หุ้นส่วนชีวิตนั้นไม่ต้องพูดถึง แน่ยิ่งกว่าคู่ปาท่องโก๋อยู่แล้ว จะให้พรากจากกันงั้นรึ คุณเธอคงยอมสิไม่ว่าฦๅ? ครั้งจะไปกันแค่คู่ตุนาหงัน มันก็เหมือนขาดชูรสไม่ได้ใส่สิ่งปรุงแต่ง จากประกายฝันมาสานต่อ เที่ยวชวนคนนั้นทีคนนี้ที ไม่ได้เครื่องเรื่องชูรสสักที จนมาลงเอยที่บักป๋อง เหนือว่าอ้าย ใต้เรียกบาว อิสานเว่าบัก กลางว่าพี่ บักป๋องคนสกล โตที่กาฬสิน จึงใช้สถานที่เติบโตเป็นสกุลตามบรรพบุรุษ ที่ตามจีบพี่ป๋องให้ไปด้วยกันเพราะพี่ป๋องเรามีสายสัมพันธ์แนบแน่นแบบคาดไม่ถึงกับไต้หวัน แต่ระยะเวลาเหินห่างนานไป กลัวสายใยจะขาดหาย เกาะแกะพี่ป๋องเกือบปี กว่าพี่ป๋องจะอ่อนใจยินยอมปลงใจไปด้วยในนาทีสุดท้ายก่อนงานจะเริ่ม แต่จะไม่มีเงื่อนไขนั้นคงเสียฟอร์มพี่ป๋องสินะ พี่ไปต้องมีเจ๊ตาม เงื่อนไขแบบนี้ก็โป๊ะเชะเข้าทางนะสิตัวหารเฉลี่ยค่าใช้จ่าย


งานที่ไปมิใช่งานนับเหยี่ยวดั่งงานที่จัดที่ชุมพร หากเป็นการสัมมนาทางวิชาการนกนักล่าแห่งเอเซียครั้งที่สาม โดย Raptor Research Group of Taiwan (RRGT) เป็นเจ้าภาพ และARRCNให้ทุนสนับสนุน กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน การท่องเที่ยว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นที่ปรึกษา กรมอุทยานเอื้อเฟื้อสถานที่ ซึ่งจัดที่เคนทิง ใต้สุดแดนไต้หวัน ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม โดยมี ดร.คราก ดร.นิวเมน ฯลฯ เป็นวิทยากร ซึ่งท่านนับได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะนกล่าทีเดียว วันแรกเป็นเพียงแนะนำตัว วันที่สองและสามตัวแทนจากสมาชิกสลับกันรายงานผลการศึกษานกนักล่าในประเทศของตัวเองในช่วงเช้า พร้อมกับภาคการปฏิบัติในช่วงบ่ายและค่ำ วันสุดท้ายออกภาคสนามทั้งวัน
บทสรุปจากงานนี้เป็นคำถามว่า ในประเทศไทยมีองค์กร หน่วยงาน สถาบัน ชมรม ใดแล้วหรือไม่ที่ศึกษานกนักล่าอย่างเป็นรูปธรรม และมีระบบ? ในบรรดานกนักล่า 55ชนิดที่เป็นเหยี่ยวในบ้านเรา เคยมีวิทยานิพนธ์โดยคนไทยกล่าวถึงบ้างไหม? มีท่านใดศึกษานกเค้าบ้างหรือเปล่า?

การสัมมนาผ่านไปด้วยดี พร้อมๆกับที่กลุ่มเราตระเวนดูนกทุกเช้าเย็น นับแต่เราเดินทางถึงไต้หวัน นกปรอดไต้หวันเป็นหนึ่งใน15ชนิดนกจำเพาะถิ่นที่เห็นเป็นชนิดแรก และเห็นได้ง่ายสุดทางตอนใต้เท่านั้น และมักอยู่เป็นฝูงส่งเสียงเจี้ยวจ๊าวตลอด



นกจับแมลงท้องลายที่มีเพียงสามข้อมูลในประเทศไทยนั้นก็มีโอกาสได้เห็นแบบเต็มตา นกกิ้งโครงแก้มสีน้ำตาลแดงที่พบเฉพาะสนามกีฬาชุมพร หาดูได้ไม่ยากเลย โพระดกคิ้วดำสามารถเจอได้ทั่วไปตัวเดียวโดด นกกะลิงเทาฝูงเล็กๆสองถึงหกตัวพบได้ง่ายทั่วไป นกสาลิกาปากดำปรากฏตัวแบบอายๆแล้วบินลับไปอย่างรวดเร็ว เสียงโทรเลขจากอีเสือสีน้ำตาลดังเป็นระยะๆ เพราะช่วงเวลานี้อีเสือสีน้ำตาลก็อพยพมาที่นี่เหมือนกัน ตามหลังคาบ้านจะเห็นนกกระเบื้องผาชนิดย่อย (ก้นแดง) บ่อยกว่านกกระเบื้องผาท้องแดง ซึ่งคู่มือเล่มที่ใช้อยู่ยังไม่มีข้อมูล นกนางแอ่นแปซิฟิคพบเห็นทุกวัน ยางควาย ยางเปีย ยางทะเล ยางโทนน้อยเห็นได้ทุกวันจากที่พัก

วันที่13ตุลาคม 2003
ช่วงเช้าวันที่สาม การสัมมนาได้จบลงแล้ว เจ้าภาพได้จัดทริปดูนกดูเหยี่ยว สถานที่แรกที่พาไปนั้นใกล้สถานีเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นบ้านพักรับรองของทหารผ่านศึก ด้านหนึ่งมองเห็นมหาสมุทรแปซิฟิค อีกด้านหนึ่งมองเห็นช่องแคบบาส ณ ที่นี้นอกจากได้เห็นเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน และญี่ปุ่นแล้ว ยังได้เจอนกจาบฝนเสียงสวรรค์กำลังแสดงอาการเกี่ยวพาราสีกัน และรายการแสดงแบบบันจิ่งจั๊มด้วย นกเด้าลมหลังเทาก็มาแจมอยู่ใกล้กัน กะปูดเล็กแอบซ่อนในพงไม้เตี้ยะๆ ระวังไพรอกลายสองตัวผลุบๆโผล่ๆในกอหญ้า กิ้งโครงแก้มแดงเรียงแถวหน้ากระดานบนสายไฟ แข่งกับปรอดไต้หวัน แต่มีปรอดจีนหลงฝูงอยู่ตัวเดียวโดดๆ ซึ่งปกติปรอดชนิดนี้ไม่ควรปรากฏตัวที่บริเวณนี้เสียด้วยซ้ำไป นกยอดข้าวหางแพนลายเกาะเด่ๆบนยอดหญ้าที่พลิ้วไหวไปมาตามจังหวะลม เจ้าภาพนำแซนวิชและนมมาแจกเป็นอาหารเช้าในระหว่างการดูเหยี่ยวอพยพลงทิศใต้ ซึ่งมีเหยี่ยวผึ้งและเหยี่ยวหน้าเทา และเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนบินไปเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า

ถัดจากนั้นเราไปเซ่อร์ติ่งเป็นที่ตื่นนอนของบรรดาเหยี่ยว โดยเฉพาะเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน แต่เพราะสายพอควรเราจึงไม่เห็นมัน กลับเห็นเหยี่ยวรุ้ง นกเปล้ากระหม่อมแดง จับแมลงคอแดง จับแมลงจุกดำ
ต่อจากนั้นไปยังบึงหลงหลวน เพื่อดูเป็ดอพยพ แต่เพราะยังไม่เข้าฤดูหนาวจึงเจอแต่เป็ดเทา19ตัว กิ้งโครงแกลบปีกขาว4ตัว ฝูงนกแว่นตาขาวหลังเขียวใต้ต้นไทรสุก เที่ยงเจ้าหน้าที่นำข้าวกล่องร้อนๆมาให้

ตกเย็นทางเจ้าภาพได้พาเราไปที่ซึ่งจัดมหกรรมดูเหยี่ยวที่หม่านโจวอีกครั้ง พวกเราได้ไปมาแล้วในวันที่สองของการสัมมนา สถานที่เหยี่ยวหน้าเทา และเหยี่ยวผึ้งใช้เป็นที่แวะพักหลับนอนก่อนที่จะบ่ายหน้าเดินทางสู่ใต้ต่อไป ในจำนวนนี้จะมีส่วนหนึ่งที่บินผ่านมายังบ้านเรา และเพื่อนๆได้เห็นเขาที่บ้านอู่ตะเภา ชุมพร บริเวณจัดงานนี้เป็นถนนดำไม่กว้างนัก แต่ยาวคดอ้อมไปมาเป็นวงรอบ ผู้คนจากหลายๆตำบล หมู่บ้าน หรือแม้แต่จากจังหวัดอื่น พาครอบครัวมาเปิดหูเปิดตา จนทำให้ถนนที่แคบอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีกมาก ชาวบ้านที่อยู่แถวงานบ้างตั้งวงจิบชาทัศนาเหยี่ยว มีซุ้มเต็นท์ทอดตัวยาวไปตามคูระบายน้ำ หน้าซุ้มทางเข้าจัดแผ่นป้ายบอกแหล่งดูนกเหยี่ยวสิบจุดทั่วประเทศ แผ่นป้ายอีกสองแผ่นใหญ่อธิบายเหยี่ยวที่จะพบเห็นได้ที่หม่านโจว ด้านในมีโต๊ะเรียงราย ขายเสื้อตราสัญลักษณ์งาน กิจกรรมให้ยุวชน เยาวชนมีส่วนร่วมเช่น จ่ายสิบลอกภาพเหยี่ยวใส่ที่คั่นหนังสือ จ่ายสิบดัดลวดเหยี่ยวตามแบบ พิมพ์ภาพเงาร่างเหยี่ยวใส่กะลามะพร้าวเป็นพวงกุนแจ เกมตอบคำถามเรื่องเหยี่ยวๆ ปะกวดวาดภาพระบายสีเรื่องนกล่า ขายกล้องสองตาราคาถูกแต่คุณภาพดีพอใช้(ราคา 650บาท) ศิลปินวาดภาพลงกรอบ งานหัตถกรรมปั่นเหยี่ยวเป็นชิ้นงานเล็กๆ หลายหลากทีเดียว


ก็อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้แล้วว่าพี่ป๋องมีสายสัมพันธ์อย่างดีที่ไต้หวัน ในวันลงทะเบียนวันแรกก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่เคยมาดูนกในประเทศไทยหลายคน รวมถึงศาสตราจารย์ช่ายซึ่งรับเป็นธุระรับส่งเราไปกลับบ้านพักและสถานที่ประชุม อีกทั้งยังนัดแนะที่จะพาเราไปดูนกถิ่นเดียวของไต้หวันหลังการประชุมด้วย นับว่าพวกเราได้ผู้นำดูนกมือหนึ่งของประเทศไต้หวันทีเดียว ศาสตราจารย์ช่ายอดีตสอนวิชาเกษตรจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เคยดำรงประธานชมรมดูนกของจังหวัดหน่านโถว ปัจจุบันมักพาชาวต่างชาติไปดูนกที่เขาเฮอฮวานเป็นประจำ เมื่อครั้งทำคู่มือดูนกของไต้หวัน ท่านและภรรยามีส่วนให้ข้อมูลที่มีค่ามากมาย เพราะถ้าใครอยากได้ยลโฉมนกถิ่นเดียวของไต้หวันทั้ง15ชนิดละก็เป็นต้องติดต่อให้ท่านพาไป พี่อุทัย ตรีสุคนธ์เมื่อครั้งไปไต้หวันก็มีโอกาสเจอศาสตราจารย์ช่ายเช่นกัน


วันที่14ตุลาคม2003
ห้าวันที่เราพักที่รีสอร์ทหินเรือใบ เช้านี้ก็อำลาสถานที่แห่งนี้และเหมารถเข้ากาวสง เพื่อไปเปลี่ยนรถร่วมบริการไปลิ่วกุยแล้วเหมารถไปเหมยซานโข่ว เหมยซานโข่วเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติยูซาน ตั้งอยู่ทาง
ตอนใต้ของ เทือกเขายูซาน มีถนนsouth-cross highway ตัดผ่าน ตลอดห้าวันที่ผ่านมานั้นเราเจอแต่อากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่พอถึงเหมยซานโข่วเวลาบ่ายสามโมงกว่าฝนก็เริ่มปอยลงมาทีเดียว ทำให้แผนการที่จะได้ดูนกทันทีที่ถึงเป็นอันต้องเลื่อนออกไปจนเย็น เราเลือกเทรลย้อนลงไปทางธารน้ำ ฝูงมุ่นรกตาแดง มาพร้อมกับนกวงตาขาวหลังเขียวจำนวนนับร้อย นกกระจ้อยคอดำที่หาดูได้ยากในบ้านเรา กลายเป็นนกพื้นๆที่ดูได้ง่าย และไม่ค่อยกลัวคนสักเท่าใด นกภูหงอนไต้หวันหนึ่งในนกถิ่นเดียวที่เราตั้งใจมาเพื่อจะได้เจอกลับไม่รู้ไปอยู่เสียที่ใด กลับกลายเป็นภูหงอนท้องขาวปรากฏตัวให้เห็นแทน นกกินแมลงหัวแดง(Stachyris ruficeps) ตัวนี้จะคล้ายกับกินแมลงหน้าผากน้ำตาลในบ้านเรา แตกต่างกันที่ นกกินแมลงหัวแดงกว่าและส่วนท้องเป็นสีขาวเทา และคอสีเหลืองจางๆปะขีดสั้นดำเป็นริ้ว ที่บ่อบำบัดน้ำนกเด้าลมหลังเทากำลังอาบน้ำอยู่อย่างไม่อายสายตาไบนอค ส่วนเอี้ยงถ้ำไต้หวันอีกหนึ่งในนกถิ่นดียวที่กำลังหลบฝนอยู่นั้นตกใจเมื่อเห็นเราโผล่เข้าไปใต้ชายคา


วันที่15ตุลาคม2003
เราตื่นแต่เช้าท่ามกลางสายหมอกบางๆ และภูเขาห้อมล้อม นกพิราบเขาสูงบินวนไปมามากมาย นกกินแมลงหัวแดงออกมาส่งเสียงร้องทักทาย ปรอดดำ ฝูงเล็กๆ ตามติดด้วยนกวงตาขาวหลังเขียวนับร้อยเต็มสวนท้อ ระวังไพรอกลายหลบซ่อนๆมุดไปตามโคนไม้ ดูเหมือนไม่อยากเผชิญโลกสักเท่าไร ติ๊ดหลังเขียวโลดเต้นไปมาไม่หยุดนิ่ง กระจอกบ้านไม่อยู่แต่เพียงพื้นที่ต่ำแต่ไพล่มาอยู่สูงด้วย จนน่าจะเป็นกระจอกภูเขาได้เลย ปรอดสร้อยคอขาวปากหนา หนึ่งในปรอด5ชนิดของไต้หวัน และเป็นปรอดชนิดสุดท้ายที่เราจะได้เห็นครั้งนี้ เพราะชนิดที่5 ปรอดหูแดงนั้นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูที่เกาะหลานยวี่(เกาะกล้วยไม้)

เราเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะมีเจ้าตูบชิโรอิตามมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ถึงสะพานขึงทอดข้ามธารน้ำ มองดูข้างล่างน่าหวาดเสียวยิ่งนัก เหมาะสำหรับคนที่อยากเรียกหาอะเดนารินให้สูบฉีด เหมาะสำหรับคนมาเล่นบันจิ้งมาก เพราะหากว่าเชือกเกิดขาดเมื่อไร คงเรียกหาประกันชีวิตไม่ทันถ้าไม่ทำไว้ล่วงหน้า รึว่าประกันอาจไม่จ่ายก็เป็นได้ จากสะพานขึงพยายามควานหานกมุดน้ำ แต่ก็ไม่มีวี่แวว เดินเลียบไปทางสายเก่าที่ทิ้งร้าง เพื่อย้อนกลับที่พัก นกเขนเทาหางแดงอยู่โขดหินเบื้องล่างแสนไกลจนต้องใช้สโคปส่อง นกอุ้มบาตรและนกเด้าลมเทาบินนำหน้าเราเหมือนผู้นำทาง คงกลัวว่าเราจะเดินผิดเส้นทางกระมัง ส่วนเจ้าตูบชิโรอิดูเหมือนรู้ว่าจุดไหนเป็นจุดล่อแหลมต่อหินถล่ม มักจะรอเราเดินใกล้แล้วทำทีเลี่ยงห่างออก หลงผิดคิดเอาว่ามันจะตามมาไล่นก นกเขาพม่าดูซีดกว่าที่เห็นในบ้านเรา อาจเป็นชนิดย่อยกระมัง เจ้าตูบชิโรอิคงรู้ว่าหมดภาระกิจในการเป็นผู้นำกระมัง แม้แต่คำอำลาก็ไม่เอยกล่าวก็จากไป


รถโดยสารที่จะพาเราไปยังถายหนานมารอเราตั้งแต่บ่ายโมงกว่า ซึ่งตามตารางเวลาจะออกตอนบ่ายสี่สิบ แต่เกิดสัญญาณป้องกันภัยทางอากาศดังขึ้นก่อน ทำให้เราต้องตกค้างกว่าครึ่งชั่วโมง การซ้อมป้องกันภัยสงครามของเขาจะจัดปีละครั้ง ถือว่าเราโชคดีมากที่ได้เจอเหตุการณ์ที่ไม่คิดไม่ฝันจะได้เจอในชีวิต
จากถายหนานเราเปลี่ยนรถไฟกะจะไปลงจางฮั้ว แต่ว่าเพื่อนที่จะมาพาเราไปพู๋หลี่ต้องการให้เราลงที่โต่วเปยแทน ซึ่งก็คงย่นระยะทางมากขึ้น สามทุ่มเศษก็ถึงบ้านศาสตาจารย์ช่ายที่พู๋หลี่ จัดที่พักให้เราเรียบร้อยนัดแนะว่าตีห้าจะไปดูนกที่ฮุ่ยซุน


วันที่16 ตุลาคม2003
ศาสตาจารย์ช่ายมารับเราตามเวลา ถึงฮุ่ยซุนราวหกโมงเศษ เจ้าหน้าที่ยังหลับไหลอยู่เลย ฮุ่ยซุ่นเป็นหนึ่งในสี่สถานีวิจัยวนศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงซินที่มีเนื้อที่7,477เอเคอร์หรือประมาณ18,692ไร่ และมีการบูรณาการจัดการที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นป่าและเขารายล้อมและโตลกเขาลำธาร มีความสูงแตกต่างกันกว่า2000เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มีระบบนิเวศน์ที่ประกอบไปด้วยเขตอบอุ่น เขตร้อนชื้น เขตร้อน จึงมีพืชพรรณไม้ของทั้งสามเขตในที่เดียว (อีกกี่ชาติหนอ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะมีผืนป่าเป็นของตัวเองแบบนี้บ้าง โดยไม่ต้องพึ่งพาสถานที่ราชการ) สมัยที่ศึกษาอยู่ที่ไต้หวัน  เคยมาเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่นี่  แต่สภาพที่พักในเวลานั้นยังไม่ได้ปรับปรุงจนน่าอยู่เหมือนปัจจุบัน
ถนนทางเข้ายังเป็นลูกรังและหลุมบ่อไม่ได้ลาดยาง

นกถิ่นเดียวชนิดที่3 ที่มีชื่อของที่นี่คือขุนแผนไต้หวัน


หาดูไม่ยาก เหมือนที่เราไปภูเขียวต้องเจอขุนแผนเป็นฝูงๆ ฉันใดฉันนั้น เพราะเจอฝูงใหญ่ตั้ง16ตัว นกเขนน้อยสร้อยคอแดงเป็นนกถิ่นเดียวชนิดที่4ที่เราเจอ



พร้อมกับนกกาฝากอกเพลิง ทั่วโลกมีหัวขวาน180ชนิด ไต้หวันพบ4ชนิด และที่เราเจอก็คือหัวขวานด่างแคระ ก่อนที่เราจะไปหาเอี้ยงถ้ำไต้หวันกันนั้น ยางลายเสืออยู่ข้างสนามหญ้า คงกำลังอาบแดดอยู่ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจอเจ้ายางตัวนี้ที่นี่ มันจะทำคอกระเพื่อมไหวไปมาตลอดดูแปลกตาดี เหมือนคนที่มีอะไรติดคอและพยายามที่จะสำลอกเอาออก หางรำไต้หวันเป็นนกถิ่นเดียวชนิดที่5



ทางเดินข้างธารน้ำพบมุ่นรกคุณกูด หรือมุ่นรกสีคล้ำซึ่งแปลกกว่ามุ่นรกชนิดอื่นตรงที่ชอบมุดๆอยู่ตามพื้นโคนต้นไม้รกๆแทบจะไม่เห็นเต็มๆตัว นับเป็นโชคดีทีเดียว พญาไฟคอเทาสี่ตัวเกาะสูงจนต้องแหงนคอ

หลังจากผิดหวังกับเอี้ยงถ้ำไต้หวันเพราะไม่ได้เห็นเต็มตาสักที แต่สมหวังกับมุ่นรกสีคล้ำแทน เราก็บ่ายหน้าไปดูนกทุ่งกันบ้าง นกเด้าลมเหลืองยังคงมีอุปนิสัยหากินตามท้องนาใกล้น้ำ กระติ๊ดขี้หมูและกระติ๊ดตะโพกขาวเป็นฝูงใหญ่ตามกอหญ้าหน่อ หน่อกอหญ้านี้เนื้อขาวมีจุดดำแต้ม กินอร่อยนักแล ช่วงนี้เราจะเห็นกระจิบยอดหญ้าได้ง่าย ปรอดจีนเห็นทั่วไปเป็นฝูงใหญ่บางฝูงเล็กบ้าง เพราะเราผ่านเขตใต้มาแล้วจึงไม่เห็นปรอดไต้หวันอีกต่อไป

เที่ยงนี้ศาสตราจารย์ช่ายพาเราไปเลี้ยงข้าวกลางวัน เป็นมื้อเที่ยงที่ประทับใจมากที่สุด มื้อที่อร่อยสุดตั้งแต่เดินทางมาถึงแดนโฟโมซา และคงหาทานไม่ได้ในบ้านเรา และเป็นมื้อที่คิดราคาตามน้ำหนัก ซึ่งก็แปลกดีมีอาหารมากกว่า30ชนิดให้เลือกตักเอาเอง ใครกินจุก็ตักมาก ใครกินน้อยก็ตักน้อย มีข้าวสวยแลข้าวก้องบริการ มีน้ำซุปที่ให้เติมแบบไม่อั้น และที่ติดใจเอามากก็เพราะเป็นอาหารเจ เจล้วนๆ แต่ดูเป็นหมูทอด ไก่ทอด หอยจ้อ สารพัด รสชาดวิเศษสุด ร้านอาหารมังฯของคุณพี่จำลองที่สวนพลูต้องชิดซ้ายให้ทีเดียว


บ่ายศาสตราจารย์ช่ายขับรถพาเราขึ้นไปดูนกที่เหมยฟง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบแหล่งดูนกที่ขึ้นชื่อสำหรับนกถิ่นเดียว ใช้เวลาเดินทางราว90นาทีก็ถึงที่หมาย อีกเช่นกันว่านี่ก็เป็นศูนย์ทดลองพันธุ์พืชพรรณไม้ของมหาวิทยาแห่งชาติไต้หวัน ที่ๆซึ่งศาสตราจารย์ช่ายเคยประจำอยู่นั่นเอง กินเนื้อที่6,000กว่าไร่ โดยเนื้อที่เฉพาะแปลงทดลอง1,661ไร่เศษ เป็นเขาที่มีระดับความสูงตั้งแต่900ถึง1,200เมตร ความชันตั้งแต่15-30องศา ประกอบด้วยป่าเขตอบอุ่นและร้อนชื้น ทุ่งหญ้าและพื้นที่เพาะปลูก สวนไม้ดอก และพืชไร่ จะเห็นได้ว่าประเทศเขาให้ความสำคัญของป่าและมีการศึกษาอย่างจริงจังเพียงไร การไปดูนกที่นี่จะต้องติดต่อกับชมรมดูนกหนานโถวเสียก่อน เพราะที่นี่จำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวด้วย

เราพบนกถิ่นเดียวชนิดที่6 นกกะรางไต้หวัน Garrulax morrisonianus



และชนิดที่7 นกปีก-ลายไต้หวัน Actinodura morrisoniana



ที่มาพร้อมกับจับแมลงสีน้ำตาลแดง นกเขนสีฟ้าหางขาวเกาะกิ่งในระดับสายตา บางครั้งก็ลงมากินน้ำตรงทางเดิน นกกะรางสีข้างเทา Garrulax caerulatus กระโดดไปตามพงรกๆ จนดูรายละเอียดไม่ค่อยจะทัน นกปีกสั้นสีฟ้าส่งเสียงมาจากใต้พุ่มไม้รกทึบสักที่ ซึ่งเรายากที่จะเห็นตัวมันได้ นกถิ่นเดียวชนิดที่8 นกกะรางคุณสเตีย Liocichla steerii



ฝูงเล็กๆ3-5ตัวที่ร่าเริงไม่อยู่สุข ส่งเสียงดัง จี๋-----จิ้ว------(แปลทับศัพท์ว่า ช่วย! ด่วน!) ตามมาด้วยชนิดที่9 นกภูหงอนไต้หวัน Yuhina brunneiceps



เป็นภูหงอนที่ทำสีผมวันรุ่นทันสมัยสุดๆ โกรกสีน้ำตาลกลางหงอน แถมไว้เคราดำอีกต่างหาก พร้อมแถบคาดตาดำบางๆ ในเวฟนกนี้เราโชดดีได้เจอนกติ๊ดหลากสี ที่มีสีสันสดใสอีกด้วย วันนี้เราใช้เวลาไปทั้งวันกับการดูนก อากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เพียงบ่ายห้าโมงอุณหภูมิก็ลดลงเหลือสักยี่สิบองศาแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม แม้วันนี้เรายังไม่มีโชคของไก่ฟ้าสวินโฮ และไก่ฟ้ามิคาโด้ แต่หวังว่าพรุ่งนี้เราจะไม่พลาดแน่

วันที่17 ตุลาคม 2003
เสียงนกเอี้ยงถ้ำไต้หวันปลุกเราตั้งแต่ตีสีกว่าๆ จนอดรนทนไม่ได้กับเสียงที่รบเร้าไพเราะเช่นนี้ ตีห้าครึ่งจึงออกมาหาต้นตอของเสียง มันเกาะอยู่บนกิ่งสนในสวนหย่อมนั่นเอง แม้ท้องฟ้ายังมืดอยู่ แต่อาศัยแสงไฟจากสวนหย่อมที่เปิดอยู่ พอให้เห็นตัวนกเป็นสีดำเท่านั้น พอฟ้าเริ่มสาง สีสันก็เปลี่ยนไปเป็นน้ำเงินเข้ม และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเป็นน้ำเงินเข้มอมดำวาว



เช้านี้ศาสตราจารย์ช่ายพาเราไปอีกด้านหนึ่งของเทรลเหมยฟง หุบด้านล่างจะมีธารน้ำลุ่ยเอียนไหลผ่าน เนื้อที่6,435ไร่ ระยะทางนี้10กิโลเมตร แต่เราเดินเพียง3 กิโลเท่านั้น เพียงเข้าไปในเทรลไม่มากนักก็เจอนกกระทาไผ่ Bambusicola throracica สามตัววิ่งนำอยู่ข้างหน้า พ้นไปอีกสามโค้ง นกถิ่นเดียวชนิดที่10



ไก่ฟ้าสวินโฮตัวผู้ สีน้ำเงินไว้ผมรากไทรสีขาวเป็นแนวยาว เดินหากินนำเราอยู่ห่างออกไปสักยี่สิบเมตร แม้จะไม่ได้เห็นตัวเมียอยู่ด้วย แต่เราก็ดีใจอย่างยิ่ง นกปีกลายไต้หวันและนกระวังไพรแก้มสีน้ำตาล นกกระรางไต้หวันมาให้เราได้ยลโฉมอีกครั้ง นกไต่ไม้ยูเรเซีย อยู่ในกลุ่มของนกเขนน้อยสร้อยคอแดง ซึ่งวันนี้เราเจอเจ้านกเขนน้อยสร้อยคอแดงหลายครั้งด้วยกัน เดินลึกเข้าไปเกือบสองกิโลเมตรหลังจากที่เจอเจ้าสวินโฮ คราวนี้นับว่าบทโชคดีที่สุดของวันเป็นแน่ นกถิ่นเดียวชนิดที่11



ไก่ฟ้ามิคาโด้ตัวเมีย อีกเช่นกันที่มันอยู่เลยโค้งข้างหน้าเราไป แม้จะไม่ได้ยลโฉมตัวผู้ที่งดงามกว่า แต่ถือเป็นโชคแห่งโชคแล้ว เพราะนายกสมาคมชมรมดูนกญี่ปุ่นมาสิบเที่ยว พกแห้วมาทั้งสิบครั้ง ยังไม่เจอแม้แต่ตัวเมียเลย เราทุกคนต่างลิงโลดด้วยความยินดีกับโชคในเช้าวันนี้ ระหว่างทางเดินกลับออกมาเรายังได้เจอกับกระทาไผ่สามตัวอีกครั้ง

จากนั้นเรามุ่งสู่ป่าเขาสูง ด้านหนึ่งจะเป็นโขดหินเล็กๆมีหญ้าประปราย เพื่อหานกAlpine accentor ซึ่งธรรมดาจะหาได้ไม่ยากตรงจุดนี้ แต่อย่างไรเราก็ไม่เห็นเลย เมื่อเปลี่ยนอีกที่หนึ่งหลังบริเวณห้องน้ำ สิ่งดีๆมักเกิดที่นี่ Vinaceous Rosefinch ตัวเมีย Coal Tit ต่างปรากฏตัวบนยอดสน รวมถึงBeavan’s Bullfinch ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Grey-headed Bullfinch นกกระจ้อยVerreaux’s Bush-Warbler นกถิ่นเดียวชนิดที่12 Taiwan Firecrest (Regulus goodfellowi)



และชนิดที่13 Taiwan Bush-Warbler (Bradypterus alishanensis)



ส่วนนกจู๋เต้นจิ๋วเข้าๆออกๆตามหลืบหินและน้ำ ตัวมันเล็กจุนจู๋จริงๆ และยังชอบเต้นไปมาตามหลีบหิน ไม่ค่อยเห็นมันหยุดนิ่งนานสักที อีกทั้งสีสันก็กลืนเข้ากับหินที่มันอยู่ใกล้ด้วย การไล่ล่านกถิ่นเดียวของวันนี้ก็สิ้นสุดลง เพราะตอนบ่ายเราพยายามที่จะหากระทาภูเขาคอขาว Arborophila crudigularis


หลายๆจุดก็ไม่พบ ซึ่งขณะนี้เราขาด นกติ๊ดไต้หวันและเจ้ากระทาสองชนิดนี้เท่านั้น


วันที่18 ตุลาคม 2003
ครึ่งวันสุดท้ายที่เราพักอยู่ที่อู้เซ่อแล้ว ศาสตรจารย์ช่ายมารับเราแต่เช้าเช่นเคย วันนี้เราคงดูนกแบบสบายๆไม่รีบร้อนที่จะทำเวลาเหมือนเมื่อวันวาร เราดูนกริมทางข้างถนน นกแว่นตาขาวหลังเขียวฝูงใหญ่บนต้นไม้ไกล หางรำไต้หวันกลายเป็นนกธรรมดาที่เจอตลอดเวลา ครอบครัวของนกระวังไพรอกลายบินจากหุบข้างล่างขึ้นข้างบน ส่วนมุ่นรกสีคล้ำก็ยังคงมุดๆตามโคนต้นไม้ อินทรีดำเริ่มบินวนกลางท้องฟ้า อีกาตัวใหญ่เกาะนิ่งบนกิ่งไม้แห้ง ซึ่งที่จุดนี้ให้เราได้เห็นนกติ๊ดไต้หวัน นกถิ่นเดียวชนิดที่14



ที่อยู่ในฝูงนกภูหงอนไต้หวัน อย่างถนัดชัดเจน นกโพระดกคิ้วดำผู้รักสันโดษมักจะแอบอยู่ในเงามืด หัวขวานด่างแคระ นกกาฝากอกเพลิงบินโลดไปมาพร้อมส่งเสียงสั้นแหลม นิลตวาท้องสีส้มยืนหันข้างอาบแดดอยู่นาน มุ่นรกตาแดงมาเป็นฝูงเช่นเคย นกจับแมลงสีน้ำตาลเกาะนิ่งจนผิดวิสัย อาจเพราะกำลังงุนงงกับฝูงมุ่นรกตาแดงที่ส่งเสียงจ้อกแจ้กฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อรถวิ่งไป ทั้งนกอุ้มบาตรและนกเด้าลมเทายังคงกระดิกหางขึ้นๆลงๆ และบินนำทาง

จบการไล่ล่านกถิ่นเดียวของไต้หวัน โดยหวังว่าถ้ามีโอกาสหน้าจะตามล่าเจ้ากระทาภูเขาคอขาวไต้หวันให้ได้

เมื่อเรามีโอกาสไปดูนกกันเอง
ที่อูไหลหลังจากอำลาศาสตราจารย์ช่าย ในวันที่20 ตุลาคม 2003 เราได้เจอนกมุดน้ำสองตัวเพิ่มขึ้นมาอีกชนิด มันทั้งสองนับว่าเป็นนักว่ายน้ำตัวยง สามารถว่ายทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวได้ พร้อมลีลาดำดิ่งปล่อยตัวให้กลิ้งไปตามแรงน้ำสักพักแล้วก็ว่ายทวนน้ำขึ้นไปอีก ช่างมุดน้ำสมชื่อทีเดียวเจียว 



ขอบคุณ ภาพนกมุดน้ำเอื้อเฟื้อโดยคุณ Raptor News

สำหรับภาพTaiwan bush-warbler มาจากหนังสือ LoveTaiwan know endemic species ที่ทางนายกสมาคมนกแห่งไต้หวันคุณเบนจามินมอบให้ผม เมื่อวันที่เราไปเยือนเขา
หนังสือเล่มนี้แหละครับ ราคาติดNT$250 เพื่อนๆที่สนใจลองติดต่อซื้อไว้สักเล่มคงเป็นประโยชน์ แม้ว่าจะเป็นภาษาจีนทั้งหมดก็ตามที
//www.bird.org.tw/ 



ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่าน แม้จะเป็นเรื่องเก่า แต่หลายท่านอาจไม่ได้อ่าน หรืออ่านแล้วลืมไปแล้ว

ขอให้ทุกท่านที่จะไปล่าไล่นกถิ่นเดียวของไต้หวันสมปรารถนาด้วย

ขอบคุณ ศาสตราจารย์ช่ายที่พาชี้เป้า เพราะถ้าไม่มีท่าน ชาตินี้จะสามารถทำลายสถิติเห็นนกถิ่นเดียวของไต้หวัน13ชนิด ในเวลา2วันครึ่ง ไม่ได้แน่ๆ

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณกุคาโคสึ ละคุณRaptor News



Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 16 กรกฎาคม 2555 0:26:26 น.
Counter : 2850 Pageviews.

1 comment
เมื่อนักถ่ายภาพโกอินเตอร์







เมื่อนักถ่ายภาพโกอินเตอร์


วันนี้ได้หนังสือใหม่มาอีกสองเล่ม เล่มหนึ่งได้มาเพราะความเสน่หา เล่มที่เหลือได้มาเพราะการทุบกระปุก เล่มทุบกระปุกซื้อหามานั้น ชื่อว่า "Handbook of the birds of the world volume 11" ในหัวข้อ Old world flycatchers to old world warblers ของสำนักพิมพ์ Lynx Edicions





หนังสือชุดนี้ ทางสำนักพิมพ์ตั้งเป้าหมายไว้16เล่ม โดยจะพยายามออกปีละเล่ม เริ่มแรกจัดเรียงลำดับตามรายชื่อยอดนิยมของ Morony, Bock & Farrand (1975) จัดแบ่งสองกลุ่มหลัก เล่ม1-7 เป็นพวกไม่เกาะคอน non-passerines นกเกาะคอน passerines นี้เริ่มต้นที่เล่ม8 เรื่อยมาจนไปสุดที่เล่ม16 สุดท้ายเป็นอันจบ ซึ่งถึงวันนี้ก็เหลืออีกเพียงประมาณ5ปี ก็จะจบชุดนี้แล้ว



สำหรับนกเกาะคอนPasseriformes ซึ่งเป็นลำดับใหญ่และมีจำนวนมากในทางปักษีแบ่งเป็น6ลำดับย่อย suborder 91สกุลโดยเล่มที่11นี้ เรียบเรียงมาถึงสกุล Musciapidae (Old world flycatchers) Platysteriridae (Batises and Wattle-eye) Rhipiduridae (Fantail) Monarchidae (Monarch-flycatcher) Regulidae (Kinglets and Firecrests) Polioptilidae (Gnatcatchers) Cistocoliae (Cisticolas and allies) Sylviidae (Old world warblers)




หนังสือชุดHBW นี้นอกจากจะเป็นคู่มือภาพวาดของนกที่มีทั้งหมดในโลกนี้ ภาพวาดชนิดย่อยสำคัญๆที่พอจำแนกความแตกต่างจากลักษณะทางกายภาพ ก็จะมีภาพถ่ายนกจากฝีมือช่างภาพมากมายประกอบ สำหรับยอดฝีมือช่างภาพชาวไทยที่รับคัดสรรนำไปลงไว้ในหนังสือชุดนี้ เริ่มในเล่มที่8เป็นครั้งแรก เป็นภาพของคุณปู่เปี้ยวปิ๊ดภาพแต้วแล้วสีน้ำเงินกำลังป้อนลูก, แต้วแล้วท้องดำและนกซุ้มหมู ภาพของHeadbangerภาพนกพญาปากกว้างอกสีเงินและนกพญาปากกว้างหางยาว แล้วมาปรากฏชื่อนักถ่ายภาพชาวไทยอีกครั้งในเล่ม10ภาพนกปีกแพรสีเขียวของจิตติพงศ์ ภาพเดินดงอกเทาของHeadbanger และในเล่ม11 นอกจากภาพจับแมลงสีฟ้าอ่อนของปู่เปี้ยวปิ๊ดแล้วหากจะตั้งเป็นปุจฉาให้เหล่าเพื่อนๆทั้งที่ถ่ายภาพและดูนกเข้ามาวิสัชนากันว่า เธอคือใคร (ไม่มีรางวัลให้ อิอิ) ภาพของเธอที่ปรากฏในเล่มนี้มีหลายภาพเช่นจับแมลงอกสีฟ้า,จับแมลงคอสีน้ำเงินเข้ม ทั้งตัวผู้และตัวเมีย, จับแมลงหัวสีเทา, จับแมลงสีฟ้าท้องขาว,จับแมลงคอน้ำตาลแดง, จับแมลงอกสีเนื้อ, กระจิบหญ้าสีเรียบ, กระจ้อยหัวลาย




จุดมุ่งหมายของกระทู้นี้อยากเป็นกำลังใจให้นักถ่ายภาพชาวไทยที่มีความเชื่อมั่นในฝีมือส่งภาพไปลงในHBW ทั้งนี้เพราะหลายๆภาพที่ถ่ายโดยชาวต่างชาติ เขาเหล่านั้นลงทุนมาใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเขาใหญ่ บาลา เขาปะบางคราม แก่งกระจาน และโดยส่วนตัวก็มีความมั่นใจในฝีมือช่างภาพไทยจากการที่ได้สัมผัสในกระดานบีพีแห่งนี้ สามารถปะชันกันในระดับโลกได้ แน่นอนว่าภาพที่ได้รับเลือกย่อมได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าเช่นกัน ภาพที่ได้รับการคัดสรรมักสื่อความหมายพฤติกรรมของนก เช่นหาอาหาร อาบน้ำ คาบเหยื่อ ผึ่งแดด กางปีกบิน นอกเหนือจากองค์ประกอบอื่นๆ




ดังนั้นภาพนกอีก54 สกุล เฉพาะในประเทศไทยไล่ตั้งแต่นกกินแมลง, ปากนกแก้ว, ติ๊ด, ไต่ไม้, กินปลี, กาฝาก, เปลือกไม้, แซงแซว, อีกา, อีเสือ,ขมิ้น, คอสามสี, กระจ้อยป่าโกงกาง, วงตาขาว, กางเขน, แอ่นพง, กิ้งโครง, กระจอก, กระจาบ, จาบปีกอ่อน กำลังรอเหล่ายอดฝีมือเช่นท่านอยู่










Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2555 15:22:48 น.
Counter : 390 Pageviews.

1 comment
แรกนั้นบุญรอดปลายนั้นบุญเหลือ

อ๊ะเวลาผ่านไปรวดเร็วเสียจริงนะ 
นับแต่ได้เจอเจ้าบุญรอด จนบัดนี้ก็เกือบสองเดือนแล้ว


ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวๆเช่นสงกรานต์
เป็นช่วงเวลาดีที่เข้าป่าดูนกชมไม้ดูวิวทิวทัศน์ไปตามเรื่อง
สำหรับปีนี้ได้มีโอกาสกลับไปดูนกที่คลองแสน
จะแตกต่างกันบ้างก็เพียงครั้งแรกพักที่แพคลองหย๋าย
แต่ครั้งนี้พักที่สถานีวิจัยคลองแสน


วันแรกที่เจอเจ้าบุญรอดนั้นเราไปดูนกที่ปลายแสง
และเป็นครั้งแรกที่พวกเราตั้งใจจะไปค้างแรมกันที่นั่น
จากข้อมูลแหล่งข่าว บริเวณปลายแสงจะมีโป่ง
ซึ่งจะมีสัตว์ป่าลงมาหากินในเวลากลางคืน
อันที่จริงก็น่ากลัวสักหน่อย  เพราะที่ค้างแรมของเรานั้นก็อยู่ไม่ไกลจากโป่งเลย
มาย้อนคิดอีกที  อ๊ะนี้พวกเรากำลังทำอะไรกันนะ เข้าไปรบกวนเขาถึงถิ่นหากินกันเลยรึ
นี่ถ้าคืนนั้นเขาไม่ลงมากินโป่งกัน  เรามิใช่กำลังทำบาปมหัตน์กันรึเปล่า
โอ้ จอห์จ  เจ้าหน้าที่บอกว่าทั้งกระทิง  หมูป่า เมื่อคืนเขาก็ออกหากินตามปกติ
ซึ่งทำให้เราโล่งใจขึ้นทีเดียว


จากสถานีศูนย์วิจัย จะต้องนั่งเรือไปถึงปลายแสงใช้เวลากว่าครึ่งวัน
เราออกเดินทางกันแต่เช้า แวะพักทานอาหารกันกลางทาง
และเดินทางต่อจนถึงปลายแสงซึ่งเป็นที่ราบต่ำ
และลำห้วยตื้นเข้าทุกทีจนในที่สุดเรือไม่สามารถไปต่อได้
จึงต้องทิ้งเรือและเดินเท้าเข้าไปอีกเกือบกิโล


เมื่อเกือบจะใกล้ถึงที่พักค้างแรม
เจ้าหน้าที่ที่เดินนำหน้าชี้ถามว่าที่พื้นมีนกอะไรอยู่
เห็นนกตัวลำตัวสีน้ำตาลขนาดเล็กท่าทางมีอาการบาดเจ็บ
สีกลืนไปกลับใบไม้แห้ง
หะแรกนึกว่าเป็นเหยี่ยวนกเขา
พอเดินเข้าไปอีกนิด มันก็เดินหลบเข้าไปในพุ่ม
เลยบอกให้ สัตวแพทย์ที่เดินตามหลังมาให้รู้
เมื่อมองลอดเข้าไปในพุ่มจึงรู้ว่าเป็นนกคัคคู
จากที่มันไม่หนีไปไหนไกล ทั้งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
สัตวแพทย์ที่มาด้วยกันเลยตัดสินใจจับมันมาเพื่อดูอาการ


มันอ่อนละโหยแบบคนหมดแรง
ไขมันหน้าท้องไม่มีเลย  อีกทั้งหนังหุ้มกระดูก
จนเห็นกระดูกอย่างชัดเจน  มุมปากมีเลือดซึมออกมา
สันนิษฐานว่ามันคงบินหลบหลีกศัตรูที่ไล่ล่ามาเป็นเวลานาน
อีกทั้งยังหาอาหารไม่ได้  เลยหิวโซ  ไม่มีแรง


ปฏิบัติการขั้นต้นก็คือ ให้น้ำผสมน้ำตาล
อีกทั้งปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการทำความสะอาด
เพราะส่วนปีกและท้องมีคราบมูลสิ่งขับถ่ายติด
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มันใช้ปีกได้ไม่เต็มที่
เช็คคราบเลือดบริเวณปากออกจนหมด
จำไม่ได้ว่าได้หยดยาแก้อักแสบด้วยหรือเปล่า


หลังจากนั้นก็สละกระเป๋าไฟฉายสปอตไลด์เป็นห้องพยาบาลชั่วคราวให้เจ้าบุญรอด
เกือบทุกสองชั่วโมงก็คอยหยอดน้ำผสมน้ำตาล
จนเช้าวันที่สองอาการมันดีขึ้นมากทีเดียว
เจ้าบุญรอดคงมีหวังขึ้นเป็นกอง
หลังจากบุรุษพยาบาลหลายๆคนช่วยกันไล่จับตั๊กแตนเพื่อเป็นอาหารให้เจ้าบุญรอด
สลับกับการให้น้ำผสมน้ำตาล
ตกเย็นเมื่อกลับถึงสถานีวิจัยฯ
จึงเปลี่ยนจากระเป๋าเป็นกรงเล็กๆของทางสถานีฯ
ปิดด้วยผ้าคลุมอีกครั้ง
อาการของเจ้าบุญรอดดีขึ้นตามลำดับ  เพราะเริ่มมีแรงจิกมือ
แต่ก็ยังไม่มีแรงบินไปไหนได้


บริเวณหน้าที่พักมีต้นไม้ซึ่งมีหนอนแมลงเล็กๆอยู่มากมาย
บางตัวกำลังโรยตัวลงจากต้นไม้เพื่อจะมุดลงดิน
จึงนำมาเป็นอาหารให้เจ้าบุญรอด
นี่คือที่มาของเจ้าบุญรอด


เช้าวันสุดท้ายที่อยู่คลองแสง
เจ้าบุญรอดอาการซึมลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผิดหูผิดตากับเมื่อเย็นวาน
แต่ก็ยังคงให้น้ำผสมน้ำตาลกับหนอนแมลงที่ได้จากหน้าบ้านพัก
และทำความสะอาดลำตัว
แรกทีเดียวจะให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ดูแลต่อเพราะเราต้องเดินทางกลับแล้ว
แต่หัวหน้าเห็นว่าอยู่ใกล้มือหมอจะดีกว่า
จึงหากล่องขนาดพอเหมาะให้
อีกทั้งตระเตรียมหนอนแมลงเพื่อบำรุง
เราก็อำลาคลองแสง โดยมีกล่องเจ้าบุญรอด
ซึ่งครั้งแรกจะไว้ตอนท้ายรถ
แต่กลัวว่าอากาศจะร้อนเกินไปสำหรับเขา
จึงนำมาไว้ตอนกลางห้องผู้โดยสาร
ระหว่างทางกลับต้องการแวะกรุงชิง
เพราะข่าวเหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลทำรัง
ผ่านมาทางหน่วยคลองงาย ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของอุทยานใต้ร่มเย็น
เมื่อเปิดกล่องดูสภาพเจ้าบุญรอด
ปรากฏว่ามันหลับสนิทและจากไปเสียแล้ว


เจ้าบุญรอดเมื่อไม่รอดจึงกลายมาเป็นเจ้าบุญเหลือ
เจ้าบุญเหลือ......เจ้าจงไปสู่สุคติเถิด
เพราะเจ้าเหลือแต่สังขารไว้เป็นที่ระลึก
ว่าครั้งหนึ่งเจ้าได้ถือกำเนิดมาในโลกสีน้ำเงินใบนี้
และเจ้ายังได้ทำหน้าที่ของเจ้าต่อไป





Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2555 11:28:21 น.
Counter : 263 Pageviews.

0 comment
นกบางแก้วกับจ้าวที่

สืบเนื่องกระทู้บางแก้วของคุณจันทร์น้อย  วันนี้จะไปธุระในละแวกนั้น  ก็เลยชะเว็บเข้าไปในซอยราชวินิจสักหน่อย  ถึงที่นั่นก็สองโมงเช้ากว่าๆ  เป็นที่น่าสังเกตว่านกเขาเล็กที่นี่มีเยอะม๊ากมาก  ดูจะเป็นนกรับแขกประจำของที่นี่เลยกระมัง  กระจิบหญ้าสีเรียบ  ถ่างขาผึ่งแดดส่งเสียงก้องกังวาน  รังนกจาบไม่แน่ใจว่าจะเป็นจาบอกลายหรือจาบทอง 7-8รังถูกทิ้ง ร้างไว้ด้านซ้ายมือหลังลงจากสะพาน หลังจากผ่านการใช้งานมาแล้ว  ปีหน้าถ้ามันกลับมาใหม่คงได้ซ่อมแซมไว้ใช้งานต่อไปหากไม่ผุพังไปเสียก่อนหรือไม่ก็คงสร้างใหม่
 
เมื่ออ้อมผ่านไปจนใกล้ถึงบ่อปลา  อีเสือหางยาว  กาน้ำเล็ก ยางกรอกพันธุ์จีน เป็ดผีเล็ก อีล้ำ นกพริก อีเลือสีน้ำตาล ก็ผลัดกันมาต้อนรับ ปรอดสวนบินข้ามจากสวนมะม่วงต้นนี้ไปต้นนั้น ดูเหมือนจะสายเกินกว่าที่จะเห็นนกกวัก  ส่วนนกเขาใหญ่ และฝูงนกเอี้ยงสาลิกา8ตัวเกาะรวมฝูงบนหลังคาสังกะสีข้างขอบหนำ ยางโทนใหญ่ยืนข้างขอบบ่อปลาจดจ้องหาเหยื่อที่โชคร้าย


วนย้อนออกมาจากบ่อปลาตามทางเดิม นกกางเขนบ้าน อีแพรดแถบอกดำ  เวียนกันไปไปมามา  ขับช้าๆมาเรื่อยๆเกือบถึงสามแยก  นึกขึ้นได้ว่ามาบางแก้วนี่ยังไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางนี่หน่า  จึงเห็นนกได้ไม่กี่ชนิด  มือไวเท่าความคิด  หยิบมือถือต่อสัญญาณไปให้จ้าวที่จ้าวทางทันที  ยุคนี้เป็นยุคไฮเทค  จ้าวที่จ้าวทางก็มีเบอร์มือถือส่วนตัวเสียแล้ว  หากยังเชยๆจุดธูปบนบานศาลกล่าวอาจไม่ทันได้รับบัดพลีเลย  สู้กริ๊งกร๊างมิได้


ไม่เชื่อห้ามลบหลู่  แค่วางสายจากจ้าวที่จ้าวทางเท่านั้นแหละ  ยางไฟหัวดำก็บินผ่านมาให้เห็น  เลี้ยวซ้ายลอดผ่านเสาไฟฟ้าแรงสูง  กระติ๊ดขี้หมูฝูงใหญ่ออกมาตากแดดให้เห็นๆ  ส่วนตะขาบทุ่งเกาะเสาปูนอยู่กลางบ่อ  นางแอ่นบ้านฉวัดเฉวียนกลางอากาศ  ช่วงนี้ต้นธูปฤาษีพึ่งโตได้ไม่นานทำให้เห็นบ่อกว้างใหญ่ดูไม่รกร้างจนไม่เห็นนก ในพุ่มต้นมะม่วงอีวาบตั๊กแตนซ่อนตัวอยู่  เจ้ากระปูดใหญ่ก็ออกมาโชว์ตัว  ส่วนบั้งรอกใหญ่ถลาบินจากมะม่วงต้นนี้ไปอีกต้นหนึ่ง  นกจาบทองตัวเมียคงออกหนีเที่ยว  มาแต่ตัวเดียวโดด  กระเต็นหัวดำใหญ่อยู่ฝากตรงข้ามต้องจนพึ่งสโคป  เอี้ยงหงอนอยู่ท่ามกลางเอี้ยงสาลิกา  เอี้ยงด่างห้าตัวบินจากไป  พร้อมกับเวลาที่ผมต้องไปแล้วเหมือนกัน  ไว้มีนก อพยพดีๆใหม่ๆ  จ้าวที่จ้าวทางก็จะส่งข่าวส่งคราวมาทางอินเตอร์เนทอีกครั้ง






Free TextEditor



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2554 12:03:48 น.
Counter : 281 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

กรกส
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Comment Hi5 Glitter
Lyrics | Adele lyrics - Make You Feel My Love lyrics