ตะลอนเที่ยว Hongkong - Macao วันที่ 4 ไหว้พระใหญ่ , Disneyland
วันที่ 4  ไหว้พระใหญ่ , Disneyland

เริ่มต้นจากพวกเราตื่นกันเช้ามากเหมือนเดิม แพลนวันนี้คือไปไหว้พระใหญ่ แต่ไม่ได้นั่งกระเช้า (เพราะช่วงที่ไปมากระเช้ามีการปิดปรับปรุง)ซึ่งพวกเราก็ทำใจอยู่แล้ว หาทานมื้อเช้าแถวทีพักเหมือนเดิม 


จากนั้นนั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงจาก Mongkok =>Lai king ต่อสายสีส้ม =>Tung sung สำหรับเพื่อนคนไหนที่จะไป Disney land ก็ให้ลงที่ Sunny bay ได้เลยน่ะครับ แต่ทริปนี้พวกเราจะไปไหว้พระใหญ่กันก่อนถึง Tung sung เดินขึ้นมาก็คือ Citygate outlet 


การขึ้นไปไหว้พระใหญ่ หรือนองปิงนั้นขึ้นได้ 2วิธี คือนั่ง Cable Cabin ใช้เวลาประมาณ 25นาที ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมกันมาก อีกวิธีก็คือนั่งรถเมล์สาย 23 จาก Citygate ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วโมง รถจะขับขึ้นเขาและค่อนข้างชัน ออกจะน่ากลัวไปนิด เพื่อนๆอาจจะมีเมารถกันได้น่ะครับ  บรรยากาศในวันนั้นหมอกลงเยอะพอควร แต่คนขับรถก็

ขับได้เก่งจริงๆ เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถขึ้นแต่ผมก็ยังคิดว่ากระเช้าก็ยังน่านั่งกว่าอยู่ดี รถเมล์จะจอดอยู่ระหว่างหมู่บ้านนองปิง กับประตูวัดพระใหญ่ ส่วนใหญ่ทุกคนก็จะลงที่นี่กันหมด พอลงมาเท่านั้นแหละ ความเย็นกระแทกเข้ามาเต็มๆ ไหนจะละอองฝน และพวกเราก็ต้องอึ้งกับบรรยากาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า "หมอกลงหนามาก" มองอะไรแทบไม่เห็น คิดว่าถ้าเดินเลยกันระยะเกิน 10 เมตรนี่ก็มองไม่เห็นตัวกันแล้ว ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของผมเหมือนกันทีเจออากาศแบบนี้ มาเมื่อปีที่แล้วฟ้าเปิดกำลังสวยเลย ไม่เป็นไรในเมื่อพวกเรามาถึงแล้วก็ลุยกันเลย


เริ่มจากไปไหว้พระใหญ่ ซึ่งถ้าฟ้าเปิดเราจะมองเห็นรูปปั้น 12 ปีนักกษัตรย์ ถัดไปจะเจอลานบูชาเป็นวงกลมขนาดใหญ่เบื้องหน้าก็คือ พระใหญ่ Titan Buddha  เป็นพระพุทธรูปประทับกลางแจ้งองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มจากด้านล่าง เราจะต้องเดินขึ้นบันได 268 ขั้นไปด้านบนสุดของยอดเขา ฐานองค์พระนั่งประทับอยู่เหนือจากระดับน้ำทะเล 371 เมตรน่ะครับ น้ำหนักรวม 250 ตัน สูง 34 เมตร ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี โดยสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นปีที่ฮ่องกงพ้นจากความครอบครองของอังกฤษ กลับสู่ความครอบครองของประเทศจีนอีกครั้ง   บริเวณรอบๆ องค์พระรายล้อมไปด้วย รูปสำริดของพระอรหันต์ ๖ องค์ถือเครื่องบรรณาการอันเป็นสัญลักษณ์ได้แก่ โถกำยาน ,ประทีป , ดอกบัว, ผลท้อ, หบี และ "เซิง" (笙 เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้านแคน)


ยิ่งต้องเดินขึ้นบันได ยิ่งอากาศเย็นแบบนี้ความหนาแน่นยิ่งบางลงเหนื่อยง่ายขึ้น   กว่าจะถึงเล่นเอาหอบไปเลย 555



ด้านในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ 

พระสมณโคดมศรีศากยมุนีพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งโลกปัจจุบัน ทรงบาตร หมายถึงการบิณฑบาตรเผยแพรธรรมะ 
พระอมิตาภะพุทธเจ้า  ซึ่งจะเป็นองค์พุทธเจ้าองค์ถัดไปแห่งอนาคต ทรงถือดอกบัวแหล่งธรรมแดนสุขาวดี ชาวจีนเชื่อว่าหากได้ไปฟังธรรมจากพระอมิตาภะพุทธเจ้าจะบรรลุถึงพระนิพพาน จึงตั้งจิตอธิษฐานเพื่อไปสู่แดนสุขาวดีของพระอมิตาภะพุทธเจ้า
พระไภษัชยะคุรุพุทธเจ้า  ตรงตักองค์มีพระเจดีย์คือจิตวิญญาณในอดีต เชื่อว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค และตรัสรู้ขึ้นมาเพื่อให้สัตว์โลกไม่ต้องมีโรคภัยมาเบียดเบียน หากได้สักการะและสวดบูชาท่านแล้ว จะมีสุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน




ว่าแต่ที่นี่ยังมีไฮไลท์อีกที่ก็คือ Wisdom Path เส้นทางเดินผ่านธรรมชาติ ภูเขา แต่ทริปนี้อากาศไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไหร่ 

ในรูปด้านบนพวกเราแวะที่หมู่บ้านนองปิง ชิมผมไม้แช่แข็ง อร่อยดี....


1] 2] 3] ... 5]



Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 6 กรกฎาคม 2555 11:35:31 น.
Counter : 1025 Pageviews.

0 comment
ตะลอนเที่ยว Hongkong - Macao วันที่ 3 Day trip in Macao

วันที่ 3  Day trip in Macao


วันนี้พวกเราเริ่มกันแต่เช้า เพื่อให้มีเวลาใน Macao ให้มากที่สุด 

มื้อเช้าหาไรทานกันแถวที่พัก มื้อนี้เริ่มเห็นทุกคนสั่งเป็นข้าวเพราะทุกคนเริ่มบ่นเป็นเสียงเดียวกัน(รวมทั้งกระผมเอง) 





หลังจากการตลุยมา 2 วัน เช้านี้ทุกคนก็มีสภาพเหมือนจะตื่นแต่ยังไม่ alert ประมาณเนี้ย





วันนี้พวกเราเลือกข้ามไปฝั่ง Taipa ก่อนก็เลยต้องมาขึ้นที่ท่าเรือ  Hongkong Chaina Ferry ในตึก Shun tak(ชุน ตั๊ก) 

จาก Mongkok นั่งสายสีแดงมาลงที่ Central จากนั้นต่อสายสีฟ้าลงที่  shung wan เดินขึ้นตึก Shun tak จะมีป้ายบอกทาง

ไปท่าเรือ Ferry 

บนชั้นที่ 2 ของตึก จะเป็นที่จำหน่ายตั๋วเรือของ Turbo jet อีกเจ้านึงก็คือ Cotai jet  ทีแรกผมได้รับคำแนะนำมาว่าเรือของ Turbo jet 

วิ่งได้นิ่งกว่าทำให้ไม่เมาคลื่น แต่เนื่องจากเที่ยวของเรือเต็มถ้าจะไปกับ Turbo jet ต้องไปเที่ยวเกือบเที่ยง

พวกเราเลยเลือก Cotai jet ซึ่งรออีกไม่นาน ตั๋วเรือราคาเท่ากัน เวลาซื้อเราก็บอกเค้าไปว่าเราจะไปลงท่าไหนที่มาเก็า 




พอถึงเวลา Bording เราก็ข้ามไปที่อาคารเทียบเรือ ก่อนลงเรือเค้าจะมีการตรวจตราประทับพาสปอร์ต ก็เปรียบเหมือนว่าตอนนี้เราได้ออกจากฮ่องกงแล้ว   ต่อมาก็จะต้องมารอเพื่อจะลงเรือ จะมีเจ้าหน้าที่ติดสติกเกอร์ซึ่งจะบอกเลขที่นั่งของเราบนเรือ (ถ้าไปกันเป็นกลุ่มก็สามารถแจ้งกับ จนท.ได้)




บรรยากาศบนเรือดูดีมาก กว้าง โปร่งสบาย ดูไม่อึดอัด แต่ผมก็กลัวจะเมาเรือ พยายามจะหลับให้ได้จะได้ไม่เมาเรือ อิอิ

ระหว่างที่เรือเล่นออกกลางทะเล ผมกลับไม่รู้สึกว่าจะเมาเรือเลยซักนิด แต่ก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศด้านนอก เพราะไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง 

ซักครู่เดียวก่อนที่เรือจะจอด จะมีเจ้าหน้าที่นำใบผ่านเข้าประเทศมาให้เรากรอก 

สำหรับเพื่อนๆที่ไปแบบ Day trip (เช้า กลับเย็น -ดึก) ตรงช่องที่เค้าให้กรอกที่อยู่ที่มาเก๊า ก็ทำเครื่องหมาย -  หรือเขียนไปว่า Day trip ก็ได้




ชั่วโมงกว่าๆ เราก็มาถึงมาเก๊า(เกาะไทปา) กว่าจะผ่าน ตม. มาได้เล่นเอาปัสสาวะเกือบแตก (เพราะรอนานมาก) พอพ้นออกมาจะมีห้องน้ำอยู่ทางด้านขวามือ ผมเข้าไปเรียบร้อย แต่ปรากฏว่าผู้หญิงที่ไปด้วยกัน ก็ออกมาเล่าวรีกรรมในห้องน้ำหญิงให้ผมฟัง เอาเป็นว่าเข้าห้องน้ำทำธุระให้เสร็จบนเรือ หรืออั้นไปเข้าที่อื่นน่าจะดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน!!!


เสร็จจากห้องน้ำอันน่าสพรึงกลัว ก็เดินมาขึ้นรถของ Venatian ซึ่งจะเป็นรถสัม่วงๆคาดด้วย Venatian "ฟรี"น่ะครับ เหมือนเค้าจะพยายาม

ดึงนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นก็มีหลายที่เหมือนกันที่มีรถมารอรับนักท่องเที่ยว


ไม่เกิน 20 นาที รถก็พาเรามาถึง Venetian เดินลงรถก็จะเจอ lobby ของโรงแรมเลย แต่เราไม่ได้เข้าพัก เพราะอย่างนั้นเราก็เดินเลยเข้าไปด้านในได้เลย




เดินเข้ามาด้านในจะผ่านส่วนที่เป็น Casino แล้วละครับ แต่เนื่องจากมารยาทแล้วไม่ควรจะถ่ายรูป

พวกเราหลายคนอยากลองเล่นดูน่ะ แต่เล่นไม่เป็น ขอกลับมาศึกษาวิธีเล่นก่อน แล้วจะกลับมาเล่นใหม่...



 ข้างในจะจำลองมาจากเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี มีล่องเรือ Gondora ด้วยน้า แต่แอบแพงไปนิ๊ด...


ด้วยความที่มันกว้างมากเดินวนไป วนมา ก็ยังหลงใช้เวลาเพื่อหาทางออกนานจริงๆ 


ออกมาเพื่อขึ้นรถบัสของเวเนเชี่ยนพวกเราคิดว่าจะไปเริ่มต้นที่ ท่าเรือเพื่อจะต่อรถเมล์ข้ามไปฝั่งมาเก๊า

แต่เกิดสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึงคือรถบัสที่พวกเราขึ้นมานั้นมันไปแค่สนามบินมาเก๊า จริงๆเลยออกไปนิดเดยวก็ถึงท่าเรือและ

จากแผนที่ที่ได้มาเราต้องนั่งรถเมล์สาย 10 เพื่อที่จะข้ามไปมาเก๊า แต่เชื่อไหมว่ารถเมล์สายที่เราจะไปรอนานมาก

จนชักจะไม่แน่ใจ ถึงขนาดเดินเข้าไปนสนามบินเพื่อที่จะถามกับ จนท. ก็ได้รับคำตอบว่าต้องไปสายไหน จนท.บอกหมดเลยครับ

ให้คำแนะนำดีมาก (รู้้น่าจะถามตั้งนานแล่ะ) 



ขึ้นรถมาประมาณครึ่งชั่วโมง ภาพแรกที่เห็นน่ะครับ หมอกลงเยอะมาก ลองเปิดกระจกรถเมล์ เอามืออกไปนอกหน้าต่างอากาศเย็นมาก จุดที่ลงรถก็หลังจากข้ามสะพานมาแล้วก็ลงที่ป้ายนั้นเลย เดินข้ามถนนมาก็จะพบกับ Lisboa Casino เดินตามทางมาเรื่อยๆ ไม่เกิน 20นาทีก็จะเจอกับ Senado Sqr.


Senado Sqr  สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 - 20 ในบริเวณเซนาโดสแควร์มีตึกที่สร้างตามสไตล์ของยุโรป สวยงามมาก พื้นปูด้วยกระเบื้องลายขาวดำเป็นรูปคลื่นอันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไรแต่ดูแล้วสวยดีครับ สำหรับบริเวณทางเข้าของ เซนาโดสแควร์ก็ยังมีลูกโลกโลหะตั้งอยู่กลางบ่อน้ำ อันนี้มันน่าจะมีความหมายว่า ณ สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ ที่อารยธรรมของตะวันตกกับตะวันออกสามารถหล่อหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว

ตรงนี้จะเป็นจัตตุรัส Senado  ตึกสีขาวด้านขวามือก็คือ สำนักแห่งความเมตตา(Holy House of Mercy) ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณเซนาโดสแคว์ เป็นอาคารสไตล์ Neo Classic สีขาว สร้างขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนทั้งทางด้านการรักษาพยาบาลสถานรับเลี้ยงเด็กและสวัสดิการสังคมในรูปแบบต่างๆ

 ตรงเข้ามาอีกนิดก็จะพบกับ โบสถ์เซ็นโดมินิค ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณ เซนาโดสแคว์ เป็นอาคารสไตล์บารอคโดโลเนียล มีลักษณะที่สวยงามมาก โบสถ์เซ็นโดมินิคมีความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์พระแม่มารี ซึ่งในทุกๆ วันที่ 13 พค จะมีขบวนแห่แม่พระฟาติมา


เลยจากโบสถ์ก็จะเจอกับร้านค้ามากมาย บรรยากาศกำลังดีเลยครับ ผู้คนที่นี่แต่งตัวไม่จัดเหมือนทางฝั่งฮ่องกง 

แน่นอนครับไม่พลาดที่จะลองชิม ชานมไข่มุข กับขนมทราต์ไข่อันเลื่องชื่อ 



เดินจากโบสถ์ มาประมาณ 10-15นาที ก็จะมาถึง


ซากประตูโบสถ์เซ็นต์ปอล  ที่นี่ถือว่าเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของมาเก๊าเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเราดูรูปพวกโปสการ์ด ก็จะต้อเห็นสิ่น้ปรากฏด้วยเสมอ   ประวัติคร่าวๆก็ ก่อนที่ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงเมื่อปี 1835 เค้าใช้ท่น่เป็นโรงเรียนสอนศาสนา หรือ เป็นแหล่งเผยแพร่ศาสนาคริสต์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเลยนะครับ แต่พอไฟใหม้ก็เหลืออยู่เท่าที่เห็นเนี่ยแหละคือ ตรงบริเวณประตูทางเข้าด้านหน้า และ บริเวณที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใต้ดิน แต่จากขนาดของประตูโบสถ์ที่หลงเหลืออยู่ก็ทำให้คนรุ่นหลังจากเราๆ สามารถเดาได้ว่าเมื่อก่อนโบสถ์แห่งนี้มีความใหญ่โตขนาดไหน







กลับแล้วล่ะครับวันนี้ เราใช้เวลาอยู่ที่นี่คุ้มมากๆเลยครับ แต่ก็ไม่สามารถจะไปที่ไหนได้อีกเหมือนกัน

ก็ได้เวลาที่พวกเราจะต้องกลับฮ่องกงกันแล้ว เดินกลับมาทางเดิมเพื่อมาขึ้นรถเมล์ที่เดิม(หน้า Lis bao) แต่คราวนี้พวกเราเลือกที่จะขึ้นจากมาเก๊าไปลงที่ Chaina ferry ตรงตึก Harbour city ตั๋วรอบดึกราคาจะสูงกว่า ขากลับวันนั้นจ่ายไป 174HKD 

จริงๆแล้วมันยังไม่จบแค่นี้ครับ 

ถนนสายนั้นก็รู้ว่ามันเป็นแหล่งช้อปปิ้งอยู่ซ่ะด้วย เจอกับ Esprit outlet พวกสาวๆเลยจัดหนักเลย สรุปว่ากว่าจะมาถึงที่พัก(Mongkok) เล่นซ่ะดึกเลย  ขอตัวไปพักผ่อนก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปเที่ยว Disney Land ...Z Z z z








1] 2] ... 4] 5]




Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 17:31:19 น.
Counter : 1754 Pageviews.

2 comment
ตะลอนเที่ยว Hongkong - Macao วันที่ 2 ไหว้พระ ช้อปปิ้ง
วันที่ 2  ไหว้พระหวังต้าเซียน , วัดนางชี , ช้อปปิ้ง tsim sha tsui

วันนี้พวกเรารวมตัวกันประมาณ 8โมงเช้า ทำภาระกิจส่วนตัวแล้วมาเจอกันที่ร้านโจ๊กชื่อดังใต้ตึกที่พัก
อร่อยไม่อร่อยก็ดูกันว่าต้องไปรอคิวกันง่ะครับ



จากมงก๊ก นั่งสายสายสีเขียวไปลงสถานี Wang Tai Sin ทางออก Exit B2 บรรยากาศวันนั้นฝนปรอยๆ

แต่ปริมาณการเข้าชมก็มิได้ลดลงไปเลยครับ คนแน่นวัดเหมือนครั้งที่แล้ว


ครั้งนี้พวกผมตั้งใจที่จะมาไหว้พระ ขอพร  อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนศรัทธาและนิยมทำเมื่อมาถึงวัดหวังต้าเซียนได้แก่ การเสี่ยงเซียมซีในวิหารเทพเจ้าหวังต้าเซียน โดยมีกระบอกเซียมซีมากถึง 50 ชุด ชาวฮ่องกงมีความเชื่อถือศรัทธาว่าเซียมซีวัดหวังต้าเซียนมีความแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง อยากจะเสี่ยงเซียมซีแต่ยังไม่มีโอกาศเลยและที่มาผนก็ตกปรอยๆอีก ...







จากนั้นต่อ MTR ไปอีกสถานีเดียว ลงที่ Diamond Hill ทางออก Exit C เดินทะลุห้าง Plaza Hollywood ออกมาแล้วข้ามสี่แยก เดินอีกนิดก็จะถึง สำนักชีฉีหลิน (Chi Lin Nunnery) สำนักชีแห่งนี้เป็นสำนักชีในนิกายมหายาน และสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมย้อนยุคของศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ถัง ประกอบไปด้วยวิหารอยู่รายรอบ 13 หลัง จุดเด่นในการสร้างสำนักชีที่นี่ คือ สร้างโดยไม่ใช้ตะปูซักตัวเดียว




ด้านในของที่นี่มีความสงบเงียบ สวยงามให้เดินชม เช่น สระบัวขนาดใหญ่ ต้นบอนไซตัดแต่งสวยงาม บริเวณวิหารที่สามารถมานั่งสมาธิ อ่านหนังสือได้ สวนหินที่สวยงามเป็นธรรมชาติ และก็เจดีย์ทองคำ สำนักชีนี้เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ





สวนนานเหลียน (Nan Lian Garden) เป็นสวนสวยร่มรื่นแบบจีนผสมแบบญี่ปุ่นที่เข้ากันได้อย่างกลมกลืนลงตัว ภายในประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านน้ำชา และสระบัวที่กว้างใหญ่สวยงาม ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักนางชีชีหลิน


ในวันนี้นเราแปลนไว้ว่าหลังจากไหว้พระเสร็จน่าจะไม่เกินเที่ยง เราจะไป DisneyLand กันต่อ
แต่เนื่องจากฟ้าฝนไม่เป็นใจเลย กลัวว่าพอพวกเราไปถึง Disney แล้วถ้าฝนยังตกอยู่ จะอดเล่นเครื่องเล่น(ไม่คุ้มค่าเข้า)
พวกเราเลยตัดสินใจไปช้อปปิ้งกันวันนี้เลยดีกว่า


พวกเรานั่งสายกลับมาที่ Lai King จากนั้นต่อสายสีส้มเพื่อไปที่สถานี KowLoon ที่นั่นจะเป็นห้างชื่อว่า "ELEMENTS"
 ตัวห้างซึ่งเชื่อมต่อกับอาคารสถานีเกาลูน ทำให้เดินทางสะดวกมาก(ห้างไหนๆในฮ่องกงเค้าก็เชื่อมกับรถไฟฟ้ากันทั้งหมดแหละ)

ขึ้นมาชั้นบนของห้าง elements ก็เพื่อมาเจอเจ้าสิ่่งนี้  "International Commerce CentreHong Kong"
ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของฮ่องกงในขณะนี้ มีความสูงถึง 484 เมตร (1588 ft) มีทั้งหมด 118ชั้น
ชั้นที่ 100 เปิดให้ขึ้นชมด้วยน่ะครับ แต่ในวันนั้นเห็นว่าสภาพอากาศไม่ดี เลยไม่ได้ขึ้น 

 มื้อเที่ยงที่ร้าน Fool Moon Restaurant ซึ่งอยู่ในส่วนของ Food Village
 มากันต่อที่ย่าน tsim sa tsui 

มาก็เพื่อเจ้าสิ่งนี้  "Onisuga Tiger"
ใครมี Code ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 10% เสียดายส่วนลดนี้"รับเฉพาะเงินสด" 
เป็นอีกหนึ่งวันที่สนุกสนานกันมาก อึดกันมาก ตื่นกันตั้งแต่เช้า กลับที่พักอีกที่ก็ไม่

ต่ำกว่า 4ทุ่ม แถมยังออกมาเดินเล่นกันอีก กว่าจะนอนก็เที่ยงคืน  

ขอตัวไปพักผ่อนก่อนน่ะครับ ... z z ZZ










1] ... 3] 4] 5]



Create Date : 03 กรกฎาคม 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 17:44:30 น.
Counter : 1544 Pageviews.

2 comment
ตะลอนเที่ยว Hongkong - Macao วันแรก



               สืบเนื่องมาจากตั๋วโปร AA ราคาถูกอีกแล้ว ไปกลับรวมค่าโหลดกระเป๋า ไม่ถึง 6พันบาท

ประกอบกลับ อยากไป Disneyland เพราะครั้งที่แล้ว มีโอกาสได้ไปยืนถ่ายรูปแค่หน้าประตูทางเข้า ครั้งนี้เลยต้องไปเยือนให้ได้ 555



             ทริปนี้จัดการจองตั๋วตั้งแต่เดือนกันยา บินจริงก็เดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่าจองข้ามปีกันเลยทีเดียว กะว่าจะไปให้หายอยาก เลยจัดซะ 1week เลย ทีแรกหาคนร่วม Trip นี้ได้ 3คน แต่พอดีมีรุ่นน้องอยากไปด้วย  ก็เลยจัดการจอง เพิ่มอีก 3คน   รวมเป็น 6คน สำหรับทริปนี้ 


             จากนั้นก็เริ่ม  Plan สถานที่ ใครอยากไปไหน อยากไปดูอะไร อยากไปซื้ออะไร ก็เอามาแชร์กัน    ทริปนี้ก็มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา อย่างเช่น DisneyLand, และข้ามไปประเทศ Macao ด้วย

ส่วนตัวผมก็เริ่มเข้าไปหาข้อมูล ใน Web Blog มั่ง ถามเพื่อนที่เคยไปมาบ้าง 

สรุปแล้วก็เฉียดฉิว จวนจะเดินทางอยู่แล้ว ที่พักก็เพิ่งจะจองก่อนเดินทางไม่ถึง 2อาทิตย์ ตั๋ว Disneyland   ก็ซื้อทางเน็ต เพราะไม่มีเวลาไปเช็คราคาที่ไหนเลย แถมก่อนวันเดินทางก็ไปเที่ยวอัมพวาอีก 555


เซาะกราว Day 1 @ Airport

            " ตี 4 เจอกัน อย่ามาช้าน่ะเว้ย....."  ตัวเองเป็นคนนัดเพื่อนๆ น้องๆ เองแท้ๆ ดันมาถึงเค้าท์เตอร์ Check in ตี5

แต่ผมไม่ได้ตื่นสายน่ะ !!!  แต่เนื่องจากเพิ่งกลับจากอัมพวามาเมื่อคืน อีกทั้งยังไม่ได้จัดกระเป๋าเล้ยยย...   จัดไปจัดมาก็ดันลืมไอ้นู้นไอ้นี่อีก เดินลากกระเป๋าออกมาหา Taxi ก็ไม่มีซักกะคัน พอได้คันที่ไปก็ดันขับซ่ะช้าเชียว +_+  


ผม :  ลุงครับขับเร็วๆ หน่อยได้ไหมครับ เพื่อนรออยู่ เดี๋ยวมันด่า....                  

ลุง  :  ไอ้หนุ่ม เครื่องออกกี่โมง

ผม :  ก็ หกโมงสิบห้าครับ 

ลุง  :  นี่มันยังไม่ตีห้าเล้ย 

ผม :  ก็ผมนัดเพื่อนไว้ ตีสี่ครึ่ง และมันมากันครบแล้ว เดี๋ยวจะรอนาน 

ลุง :  แล้วไปทางไหนจะเร็วล่ะ ลุงไม่ค่อยได้ไปแถวนั้น

ผม :  อ้าว!!!  งั้นลุงออกเอกมัย แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระราม 9 ตรงไปโลดเลย

ลุง :  ได้ ๆ ๆ 

   จากนั้นลุงก็ชวนคุยนู้นคุยนี่ บรา บรา ๆๆๆ


ผม :  ลุง ๆ ขับเร็วกว่านี้หน่อยดิครับ 

ลุง  :  ตอนหนุ่มๆ ลุงก็ขับเร็ว เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ถ้าขับเร็วกว่านี้ เดี๋ยวลุงจำทางกลับไม่ได้  

ผม  : ???    

          ใช้เวลาไม่นานสำหรับการ check in และผ่าน ตม. หลังจากเดินเล่นใน Duty free และเดินมาที่ Gate ไกลมาก เที่ยวนี้ไม่ได้ใช้บริการ Louge เลย เพราะเวลาจวนเจียน อีกทั้ง Lounge กับ Gate ก็อยู่กันคนล่ะฝั่งใช้เวลาเดินเท้าไม่ต่ำกว่า 10 - 15 นาทีเป็นแน่







ผมกับเพื่อนอีก 2คนนั่งแถวเดียวกัน ส่วนน้องอีก 3คนนั่งแยก

เพราะไม่ได้จองที่นั่ง อยากบอกว่าถ้าอยากนั่งติดกันตอนจองตั๋วก็จองที่นั่งไปด้วยเลย อย่าไปลุ้นเอาตอน Check in เลย





บินเที่ยวนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.50 ชั่วโมง  มาถึง Chek Lab Kok Airport เวลา 10.15 น. (เวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าไทย 1Hrs.)


จากนั้นก็เดินไปตามลูกศรป้าย "Immigration" เพื่อตรวจ Passport และเอกสารตรวจคนเข้าเมือง

(เจ้าหน้าที่จะแจกใบตรวจคนเข้าเมืองของฮ่องกงบนเครื่อง อย่าลืมกรอกให้เรียบร้อยก่อนเครื่องลงนะครับ)


มีเรื่องระทึกตอนที่ผ่าน ตม.ฮ่องกง เนื่องจากมีน้อง  3คน ไม่เคยออกนอกประเทศเลย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เดินทางออกนอกประเทศ

เรื่องก็ประมาณว่า ตม.ถามว่ามาครั้งแรกหรอ แล้วพักที่ไหน มากี่วัน แต่น้องเค้าอาจตอบไม่ได้ ก็เลยโดนกักไม่ปล่อยมาซะที ผมกับเพื่อนที่ออกมาแล้วก็ยืนรออยู่หลังประตู เห็นแต่น้องเค้ากวักมือเรียกผม จนท.ตม.ก็หันมาเรียกให้ผมเข้าไป


จนท. ถามว่าผู้หญิงคนนี้มากับคุณใช่ไหม (ถามย้ำหลายรอบ)

ผม  : ใช่

จนท. ยืนยันน่ะว่ามากับคุณจริงๆ แล้วคุณ 2คนเป็นอะไรกัน

ผม  : ใช่ครับ มากับผมจริงๆ เค้าเป็นน้องผม

จนท. ขอดู Passport หน่อย

ผม  : ยื่น Passport ให้ แล้วบอกว่าผมมากัน 6คน  พร้อมกับชี้ไปยังเพื่อนๆที่รออยู่หลังประตู

จนท. พวกคุณพักกันที่ไหน

ผม :   Mongkok พร้อมกับยื่นใบจองที่พักของทั้ง 6คน และใบจองตั๋ว DisneyLand ให้ จนท. ดู

จนท. ไม่มีไรหรอก เพราะถามน้องเค้าแล้วน้องเค้าไม่ตอบ เที่ยวให้สนุกนะครับ 


          มันก็เป็นความผิดของผมเอง(ซึ่งเป็นคนจองตั๋วต่างๆ)  พวกใบจองที่พัก ก็จะอยู่กับผมไม่ได้อยู่กับคนอื่นๆ

พอเค้าขอดูเอกสารจึงไม่มีให้เค้าดู ไม่แปลกหรอกครับที่ จนท. จะเรียกไปซักถาม  จะบอกว่าถ้าเพื่อนๆไปต่างประเทศ

เอกสารแสดงตัวตน และเอกสารการจองต่างๆ ให้ Print แจกเพื่อนร่วมทริปทุกคนจะดีมากเลย เพราะทุกคนมีโอกาศ

โดนซักถามได้ และเอกสารสำคัญอย่างพวก Passport นั้นควรติดตัวไปตลอดการเดินทางที่ต่างประเทศน่ะครับ




ออกจากสนามบิน พวกเซาะกราวอย่างเราเลือที่จะนั่งรถไฟ Airport Express เข้าเมือง โดยมีสถานีปลายทางอยู่ที่ Mongkok

พวกเราเลือกที่จะใช้ Octopus Card ชึ่งสามารถซื้อได้ที่ Counter ใน Airport โดยซื้อครั้งแรก 150HKD จะได้ 100HKD สำหรับการใช้งาน 50HKD เป็นค่ามัดจำบัตร จะได้คืนตอนที่ไปคืนบัตรนะครับ พวกเราก็เติมกันอีกคนละ 100HKD

airport => tsing yhi => สายสีส้ม Lai king => สายสีแดง Mongkok






การเดินทางในฮ่องกงนั้นผมว่าสะดวกสบายดีน่ะครับ เพราะการคมนาคมเค้าทั่วถึง หลักในการเลือกที่พักของผมก็คือจะต้องอยู่ใกล้รถไฟใต้ดิน ไปมาสะดวก หาทานง่าย ห้องไม่เหม็น มีแอร์ มีน้ำอุ่น ที่สำคัญ ไม่แพง อิอิ ก็เลยมาจบที่ Free Walker ขอเล่าเรื่องที่นี่นิดนึง เมื่อตอนไปครั้งที่แล้ว จองห้องพักแบบ twins ไปแต่พอไปถึงแม่บ้านบอกว่าห้องเต็ม เดี๋ยวจะหาห้องใหม่ให้

แล้วเค้าก็พาไปดูห้องถ้าไม่ชอบใจเดี๋ยวจะหาให้ใหม่ ห้องนี้จะอยู่อีกด้านนึงของตึก ต้องเดินเข้าไปในหลืบแต่ก็ดูมิดชิดดี

ปรากฏว่าห้องที่แม่บ้านพาไปเป็นห้องแบบ triple คือนอนได้ 3คน จะเป็นเตียงเดี่ยว และก็เตียง 2ชั้นอีก 1หลัง ห้องก็ดูสะอาดมาก ห้องน้ำก็ใหญ่พอสมควร(แต่ก็แอบเล็กกว่าที่บ้านผม) ผมก็ถามแม่บ้าน ว่าราคาเท่าเดิมใช่ไหม เค้าก็ตอบว่าใช่ ผมก็โอเคสิครับ เพราะห้องก็ใหญ่กว่าที่คิด แถมนอนได้ตั้ง 3คน แต่ไปกัน 2คนเอง




           มาครั้งนี้พักที่เดิม แต่แล้วก็เกิดเหตุเหมือนเดิมคือห้องเต็ม เราก็เอาอีกแล้ว เค้าบอกให้นั่งรอ เดี๋ยวขอไปดูห้องให้

พวกเราไปกัน 6คน เปิด 2ห้อง ราคาประมาณ 400HKD / ห้อง / คืน  ผมก็หวังว่าจะได้พักห้องเดิมเหมือนที่เคยพัก  แต่แม่บ้านก็ให้ไปดูห้องก่อน อีกแล้ว...หรือนี่  ปรากฏว่าไม่ต่างจากปีที่แล้ว เป็นห้องแบบ triple คือนอนได้ 3คน จะเป็นเตียงเดี่ยว และก็เตียง 2ชั้นอีก 1หลัง ห้องก็ดูสะอาดมาก ห้องน้ำก็ใหญ่ แต่ที่เซอร์ไพร์ส คือ มีตู้เย็นด้วยครับ เราก็โอเคเลย

เฉลี่ยต่อคืนจ่ายคนละประมาณ  5ร้อยกว่าบาท ถือว่าถูกมากครับ





จากนั้นก็หาไรทานกันข้างล่างตึก ถือว่าเป็นมื้อแรกในฮ่องกง




         จานใหญ่มาก หิวๆยังทานกันเกือบไม่หมด สรุปมื้อนี้ คนละ 33HKD  ผมว่าไม่แพงน่ะ ถ้าใครทานน้อย แนะนำให้แบ่งกันทานจะดีกว่า ไปกัน 3คน สั่งมาแค่ 2จาน ผมว่ากำลังอิ่มเลย ประหยัดไปได้อีกเยอะ


นั่งคุยกนบนโต๊ะอาหารเรา Plan กันว่าจะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม repuse bay และไป Standley Market

ทานเสร็จก็ เดินลงสถานนี Mongkok นั่งสายสีแดง => Central เดินขึ้นมาแล้วไปต่อรถเมล์สาย 6 ที่ใต้ตึก Exchange Square




รถเมล์ราง 2ชั้น(Tram) ที่วิ่งบนฝั่งฮ่องกงเท่านั้น




ขึ้นรถมาประมาณ 45 นาทีก็จะถึง  Standley Market






แท๊กซี่ฮ่องกงใช้ Toyota crown




สินค้าที่ตลาด Stanley ก็คล้ายกับประตูน้ำบ้านเรา ราคาสินค้าถูกมาก เห็นเพื่อนที่ไปด้วยมันซื้อมา

เยอะเลย หอบกันไม่หวาดไม่ไหว อย่างเสื้อกันหนาวผ้าหนาๆ ตัวละ ร้อยกว่าเหรียญ เสื้อยืด กางเกง

มีครบหมด พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ค่อนข้างนาน ยังมีอีกหลายที่ที่ต้องไปซ่ะด้วย แต่ก็ยังชิลด์ๆ กันอยู่

เพราะมากันเองไม่ต้องรีบเร่งอะไร 


จากนั้นเป้าหมายต่อไปของพวกเราคือ Causeway Bay แหล่งช้อปปิ้ง

บนเกาะฮ่องกง คล้ายกับสยามบ้านเราน่ะแหล่ะ  นั่งรถ mini bus สาย 40 จาก stanley market มาได้เลย จ่ายด้วย Octopus สะดวกสุดๆ






มาถึงก็เป็นอย่างในรูป ฝูงชนเยอะมาก เดินกันไปเรื่อยๆ ชิ้นแรกที่เสียเงินก็ที่นี่แหละค้าบ...


พวกเราใช้เวลากันไปหลายชั่วโมงเหมือนกันกับที่นี่ แต่ก็ต้องไปอีกที่นึงนั่นก็คือ The Peak จุดชมวิวที่สูง

ที่สุดแห่งนึงบนฝั่งฮ่องกง จาก Causeway Bay พวกเราเลือกนั่งรถราง(Tram) ไปลงแถว Central เพื่อไปต่อ

สาย 15 ขึ้น The Peak 



บรรยากาศร้านค้าริมถนนที่ฮ่องกง




คันนี้แหล่ะที่นั่งมา

เดินมาขึ้นที่ Exchange Square ที่เดิมที่ขึ้นสาย 6 แต่เรามารอสาย 15 ขึ้นถึง The Peak เลย

นอกจากจะขึ้นด้วยรถเมล์แล้วยังสามารถขึ้นโดยรถราง(Peak Tram) ได้อีกด้วย แต่พวกเราเลือกที่จะลง

ด้วยรถราง(Peak Tram) แทน







อากาศข้างบน The Peak ค่อนข้างเย็นและมีลมพัดแรง จึงควรเตรียมเสื้อแขนยาวหรือผ้าพันคอเพื่อเพิ่มความอบอุ่นด้วยน่ะครับ  วันที่ไปคนเยอะมากขนาดขึ้นไปถึง The Peak  ก็เกือบ 2ทุ่ม เห็นคนต่อแถวลงรถรางกันเยอะมากๆ


อย่างที่เกริ่นไว้อากาศเย็นมากจริงๆ พวกเราเลยเลือกที่จะนั่งกินอะไรซะหน่อยดีกว่า




ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่ก็จะมีแต่เมนูบะหมี่ประมาณนี้แหล่ะครับ ผมสั่ง จา จาง เมี่ยน มาทานอร่อยใช้ได้

ต่อด้วยไอครีม hagen daz ราคาแอบแพงกว่าเมืองไทย ฮุฮุ

หน้าตาของเจ้า Peak Tram



บรรยากาศภายในรถ ทุกคนจะมองวิวของตึก




                       สถานีข้างล่าง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Central ใครจะขึ้น The Peak มาขึ้นที่นี่ได้เลย



พวกเราเลือกที่จะเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่า Central อยุ่ไม่ไกลเดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึง






จากตรงนี้พวกเราก็นั่งรถไฟสานยสีแดงเพื่อกลับที่พัก Mongkok  มาเดินเล่นแถวที่พักดีกว่า

เพราะร้านค้าแถวนี้เปิดกันถึงเที่ยงคืน



เดินเล่นซื้้อของ(กิน) ก็ล่วงไปเที่ยงคืนแล้วละครับ ถึงเวลาต้องไปพักผ่อนและ เตรียมลุยกันต่อพรุ่งนี้




  ... 2] 3] 4] 5]



Create Date : 28 มิถุนายน 2555
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 17:24:35 น.
Counter : 1877 Pageviews.

2 comment

Valentine's Month



knotsang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments