::ขออภัยบล็อคโป๊มาก ไม่ได้แต่งตัวให้บล็อคเลย::
Group Blog
 
All blogs
 

เศร้าไปเถอะ เดี๋ยวก็ดีเอง


ข้อมูลเก่าเมื่อปี 2552 จากเดลิเมล์ บ่งชี้อาการซึมเศร้าช่วยให้เราล้มแล้วลุกอย่างมั่นคง
ยังบอกอีกว่า การใช้ยาช่วย เป็นการปิดโอกาสในการแก้ปัญหาและเผชิญหน้ากับมัน

เคยได้ยินมาว่า "ความกลัว เอาชนะด้วยการเผชิญหน้ากับมัน"
ในชีวิตเรา มีหลายสิ่งที่เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน

ตัวเรากลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์
เพราะไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนใกล้ชิด
ทำให้รู้สึกขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
และทนแบกรับคำติฉินนินทาไว้ไม่ได้

สิ่งเดียวที่ชื่นชอบ คือ คำชมหวานดั่งยาพิษ

ถึงจะรู้ว่า ตัวเองมีข้อบกพร่องอย่างไร
กลับหวาดกลัวเกินกว่าจะแก้ไข

การไร้ความสามารถจะกระทำการงานใดๆ
ทำให้ชีวิตถึงจุดอับดับหมอง

บางคนอาจคิดว่า เรื่องแค่นี้ ทนฝืนยิ้มรับมันไม่ได้หรือ?
บอกตามตรง เราฝังใจกับความกลัวของตัวเองมากนัก
แม้เพียงเดินเฉียดใกล้ใคร ก็รู้สึกหวั่นใจ คล้ายคนจิตไม่ปกติ
เกิดความหวาดกลัว เกิดเสียงชั่วร้ายในใจ
เห็นรอยยิ้มทั่วไปกลายเป็นยิ้มเยาะ ยิ้มขันเชิงชัง
แม้แต่สัมผัสจากคนใกล้ตัว ยังรู้สึกรังเกียจ อยากผลักไส

(ข้อความข้างบน เขียนค้างไว้ เมื่อ 30 พ.ค.)

^ กลับมาอ่านอีกครั้ง  เดาว่า  ตอนนั้นกำลังหาวิธีเอาชนะความกลัวอยู่
แต่ก็ยังกลัวอยู่ อยู่ดี แม้แต่ตอนนี้ และยังแก้ไม่ถูก
ถึงรู้ว่า ตัวเองแก้ด้วยวิธีผิดๆ อย่างกับ เล่นเกมให้ลืมทุกสิ่ง (มั้งนะ)
ก็ยังพอใจจะใช้วิธีผิดๆ อยู่เรื่อยไป ในทุกวัน

ต้องมั่นใจให้มากกว่านี้ ถึงจะเผชิญหน้ากับความกลัวได้
อะไรจะมาเสริมความมั่นใจให้เราได้
ถ้าเรามีอะไรดีสักอย่าง ก็พอจะควักมันออกมาใช้

สั้นๆ พอละ ได้กลับมาอ่านบทเก่าๆ แล้วรู้สึกดีขึ้นเยอะ
ค่อยๆ มีความสุข ค่อยๆ ใช้ชีวิตให้มีความหมายมากขึ้น
ทีละนิด ๆ ก็ได้ จะลองทำตามคำแนะนำของคุณ Risorius

ขอบคุณมากค่ะ




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2556 14:41:08 น.
Counter : 320 Pageviews.  

Love Myself มีแต่คำว่า "รักตัวเอง"


วันนี้ ฉันได้ค้นพบข้อดีของการเกิดปัญหาร้ายๆ นี้ในชีวิตฉัน
ตามความจริง ปัญหา(trouble)ที่ฉันประสบนั้น ไม่ได้ใหญ่หลวงนัก
เมื่อเทียบเท่ากับคนอื่น ซึ่งฉันคิดว่าเจอเรื่องร้ายแรงกว่าฉันเยอะ

แม้ในตอนนี้ยังสับสน ยังกลัดกลุ้ม ยังหวาดกลัว
และอับจนหนทาง  ไม่ต่างไปจากเมื่อวาน และวันก่อนๆ

แต่ชั่วอารมณ์หนึ่ง ก็เกิดความพึงใจว่า
ปัญหานี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง
อะไรที่ไม่คาดคิดว่า ชีวิตนี้จะได้พบเจอ
เรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่เข้ากันได้ดี

ก่อนอื่น ขอเล่าปัญหา ความทุกข์ใจของฉัน
เพื่อเป็นบทเรียนของคนที่พร้อมจะเรียนรู้มัน

ฉันมีความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเองเสมอ
และนั้นส่งผลให้ฉันดิ้นรน พยายามทำให้ตัวเองดีขึ้นเสมอ
(นั้นมันก็ดีไม่ใช่หรือ) แต่..ฉันมักจะผิดหวังอย่างรุนแรง
ท้อแท้ หมดหวังกับชีวิตได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสิ่งที่ตั้งใจทำ หรือสิ่งที่ได้ทำนั้นผิดพลาดไปจากที่คิด
ฉันมักไม่ให้อภัยตัวเอง ชอบตอกย้ำตัวเอง
และนั้นทำให้ฉันรักตัวเองไม่เป็นเสียที

ข้อดีของฉันอย่างหนึ่ง คือชอบให้คำปรึกษา
แม้แต่เรื่อง ความรักที่ตัวเองไม่ได้มีประสบการณ์
ก็ยังรับฟัง และเสนอแนวคิดให้กับผู้ขอ
เพียงแต่..เวลาที่ตัวเองมีปัญหา
ฉันไม่ชอบขอคำปรึกษาใคร
และไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร
มักจะขบคิดปัญหาอยู่คนเดียว
จนบางที กลายเป็นหมกหมุ่นและคิดระแวงไปเอง

มีหลายๆ อย่างที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง
มีหลายๆ อย่างที่มันขัดแย้ง แต่ก็ยังเป็นไป

ฉันมักจะรับฟังคนอื่นพูด
ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ฉันรับฟัง และเข้าใจ
บางเรื่อง ฉันเห็นด้วยในทันที ก็พูดบอกออกไป
บางเรื่อง รู้สึกขัดใจ ก็เพียงโต้แย้งในใจ
บางเรื่อง ฉันมีเหตุผล มีประสบการณ์ ก็อาจเสนอ
แต่พอมีเวลาให้คิดเมื่อไหร่
ก็จะเอากลับมาคิดซ้ำ
บางที เคยเห็นด้วย ก็กลับเปลี่ยนแปลง
บางที เคยไม่เห็นด้วย ก็กลับเปลี่ยนแปลง
สุดแล้วแต่ตัวเองจะสรรหาข้ออ้างอะไรมาสนองตัวเอง

เช่น เคยร่ำเรียนอยู่ว่า ทำแบบนี้ดีนะ ควรทำ
เราฟังครูพูด ก็เห็นว่า มันสมเหตุสมผลดี
และมันน่าจะเหมาะกับตัวเอง จึงคิดว่า ตัวเองจะทำ
แต่ปรากฏว่า ในสถานการณ์ที่สมควรกระทำนั้น
เกิดมีอะไรอย่างอื่นมากระตุ้นหรือเรียกร้องให้เราทำ
หรือจะเรียกว่า มีการผิดเงื่อนไขไปเล็กน้อย
เราก็อาจจะค้นพบข้ออ้างใหม่ในใจมาแย้งว่า
ทำแบบนี้ดีก็จริง แต่เรา.. หรือแต่มัน..
ดังนั้น ยังไม่ทำ หรือ เก็บไว้คิดทีหลัง
หรืออาจจะคิดไม่ทำอีกเลย

หากเป็นเช่นนั้น จะเรียกว่าเราเป็นคนเช่นไรดี
เป็นคนกลับกลอก โลเล อ่อนแอ ถูกชักจูงง่าย
หรืออย่างไรดี

ถึงเราจะโชคดีที่มีครูอาจารย์ที่ดี
มีความตั้งใจ อบรมสั่งสอนเรา
ให้คำแนะนำดีๆ กับเราเสมอ
แต่สิ่งที่ชักจูงจิตใจนั้น มาจากตัวเราเอง
หรือกิเลส หรือความชั่วร้ายข้างในจิตใจ
ทำให้เราปฏิบัติสิ่งดีๆ ตามที่ครูพร่ำสอนไม่ได้

เมื่อก่อนถึงรู้สึกว่า ตัวเองโง่กว่านี้ ซื่อกว่านี้
ใครๆ ก็ชมเหลือเกินว่า เป็นเด็กดี จนลำพองใจ
แต่เดี๋ยวนี้ รู้ทันไปทุกเรื่องที่คนอื่นคิด
เพราะมองเห็นแต่ความคิดสกปรกๆ
เลยอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่เกรงใจใคร
ไม่มีความสำนึกในบุญคุณใครทั้งสิ้น
ก็เลยกลายเป็นคนที่ใครๆก็ว่า น่าผิดหวัง

รู้มาก แต่ไม่ปล่อยวาง  กลายเป็นมารที่จ้องจับผิด
รู้มาก แต่ไม่รู้จักยั้งคิด  กลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเกลียด

(ช่างบังเอิญคล้องจองกันเสียด้วย)

เรื่องบังเอิญอีกเรื่องหนึ่งคือ
การที่เราเผชิญกับปัญหารุ่มเร้าทางจิตใจ
คือ ตัดสินใจไม่ได้  ปล่อยวางไม่ได้
ส่งผลให้เราไม่มีสมาธิที่จะทำการทำงานอะไร
เราไม่สามารถทำรายงานจบสำเร็จ ก็เรียนไม่จบสักที
ขณะที่เพื่อนหลายคน ทำงานจนจะเรียกได้ว่า ตั้งตัวได้แล้ว

ยิ่งเห็นเพื่อนๆ ประสบความสำเร็จ ยิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวเอง
ก็เลยไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนๆ อีกเลย
ถ้าจะให้บอกเหตุผล ก็มีหลายอย่างที่เข้าข้างตัวเอง
เช่น ไม่อยากให้เพื่อนเดือดร้อน
แต่ที่จริงคือ ไม่คิดไว้ใจให้ใครมาทำแทน
ไม่อยากยืมมือเพื่อนประสบความสำเร็จ
หรือก็คือ ไม่อยากเป็นคนล้มเหลวคนเดียวในกลุ่ม
ไม่อยากมีสังคม ไม่อยากได้รับการยินดีจากเพื่อน
กลัวว่า การมีเพื่อนจะทำให้เราไม่รู้จักพึ่งตัวเอง
แต่สุดท้าย ตัวเองก็พึ่งพาไม่ได้อยู่ดี
แล้วก็รู้สึกผิดต่อเพื่อน เพราะเราได้ทำให้เขามีจุดด่างพร่อย
เมื่อย้อนกลับมาคิด เขาจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้จบพร้อมกันกับเรา
หรือรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนได้
ก็เลยคิดว่า การตัดห่วงความสัมพันธ์นั้นดีที่สุด 
แม้ว่าในความทรงจำของคนจะตัดไม่ได้

การที่เราเลือกไม่ปรึกษาเพื่อน
ก็ทำให้เราหมดกำลังใจไปอยู่ดี
แต่คนเรามักจะดิ้นรนเพื่อตัวเองเสมอ
ฉันพยายามหาทางออกด้วยตัวเอง
ในที่สุด ก็รู้ว่าทำไม จึงคิดว่าจะลองไปหา
ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้อย่าง จิตแพทย์
แม้จะต่อต้านวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ

แต่ในบางด้าน  เราก็มีอาการเดียวกันนั้น
สุดท้าย ก็ได้ยาต้านเศร้ากับยาคลายเครียดมากิน
เคยอ่านผ่านๆ ว่า ช่วงที่คิดว่า ดีจริง
เหมือนจะหายจริงๆ มักเป็นช่วงหลอก
หลอกให้ดีใจเล่นๆ จนหยุดกินยา
แล้วอาการก็กลับมารุนแรง ยิ่งกว่าก่อนกิน
เหมือนกับ โยโย่ เอฟเฟ็คท์

เป็นครั้งที่รุนแรง จนเสียการเสียงาน
ก่อนหน้านั้น ก็เกือบดีมาตลอด
แต่จู่ๆ ก็เหมือนตัวเองไร้ชีวิตชีวา
แม้แต่ช่วงกินยา ก็คิดว่า ยิ้ม เพราะยา
แล้วก็เริ่มเกิดอาการหลงผิดว่า
ตัวเองไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงๆ
ทำไมถึงทำงานงกๆ เหมือนกับเครื่องจักร
รู้สึกว่า ชีวิตไร้ความหมายจริงๆ
ก็เลยคิดว่า จบชีวิต ดีกว่า น่าจะดีขึ้น

ตอนนั้น โดดงาน แบบไม่ตั้งตัว
(เป็นงานที่ครูแนะนำเราไปให้ผู้ว่าจ้าง
ทั้งที่เรายังเรียนไม่จบ และก็ไม่ได้สามารถอะไรนัก)
เพราะอะไรก็จำไม่ได้
จำได้ว่า ก่อนหน้านั้น เสิร์ชหาเกี่ยวกับ
การฆ่าตัวตายในอินเตอร์เน็ต
คิดว่า จะใช้วิธีกระโดดลงไปข้างล่าง
เพราะทำงานอยู่บนตึกชั้นสูงเกือบจะสุด

แต่ก็กลัวมาก และสับสนมาก
พยายามทำร้ายตัวเองอยู่
เอาหัวโขกกำแพง โขกเสา
แล้วก็ร้องไห้มาราธอน

แต่สิ่งที่ทำให้เราเลิกคิดฆ่าตัวตายในตอนนั้น
คือ การสำนึกบุญคุณของครู ผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดู
รวมถึง เจ้านาย ผู้ว่าจ้างที่เป็นเหมือนกับครู
เราคิดว่า ถ้าเราทำ ที่ทำงานจะเสียชื่อ
จะเดือดร้อนมากมาย เพราะเรา
รวมทั้ง ครูที่แนะนำ ครูคนอื่นๆที่อบรมเราอีก
และครอบครัวของเราอีก

ตั้งแต่นั้นมา พอมีเรื่องไม่สบายใจ
จนอยากจะหนีไป อยากจะจากไป
ก็จะคิดว่า มันไม่สมควรทำ
มีแต่จะสร้างปัญหายิ่งๆ ขึ้นไป

การตายที่ไม่สวยงามทำลายคนมีชีวิต
การตายของเรา แม้จะกำหนดไม่ได้
แต่อยากให้ตายไปแล้ว คนเดือดร้อนน้อยที่สุด
หรือให้พวกเขายิ้มว่า
การตายของเรามีความหมาย
หรือ มันสมควรแก่เวลาแล้ว

จิตแพทย์คนที่สอง ดีกว่าคนแรก
ในความคิดของฉัน
แม้ว่า เธอจะดูอ่อนวัย และเกือบจะร้องไห้ตาม
แต่เธอก็ยัง สอนเรื่องดีๆ ให้กับฉัน

น่าแปลกที่เป็นเรื่องเดียวกับ
คนทรงหรือคนมีองค์ที่ฉันบังเอิญได้พบ

ให้รักตัวเอง

ทุกคนที่หวังดี ก็มักจะพูดแบบนี้เสมอ
มันเป็นข้อคิดที่ดี และในตอนแรกเราก็เห็นด้วย
เรายอมรับในทันที และคิดว่าจะทำตาม

ความคิดตอนนี้ :
ฉันยังมีความสับสนทางความคิด
จะไปเข้าใจอะไรกับคำว่า รัก
หรือแม้แต่เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง

แต่ก็คิดว่า จะลองดู
แม้จะยังทำไม่ได้ ในทันทีก็ตาม

แม้แต่การเขียน ยังพยาพยามคิดว่า
ทำยังไง ให้จบสวยๆ
ดูท่าจะติดในความสวยงามมากเกินไป
ดูหนัง ดูการ์ตูน ก็อยากจะให้ Happy End

ตอนนี้ รู้สึก รกตัวเองเหลือเกิน
รกนะ ไม่ใช่รัก
ดูวุ่นวายไปกว่าความปกติหรือคนปกติ
แค่ไหน ถึงจะเรียกว่า มาตรฐานของตัวเอง
อะไรที่สูง อะไรที่มากกว่าคนทั่วไปสินะ

การเขียนก็ช่วยจัดการความวุ่นวายในหัวได้บ้าง
แต่ความกลัว ไม่รู้จะใช้อะไรจัดการ
ไว้พรุ่งนี้ ค่อยหาบทเรียนต่อไป





 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2556 23:53:50 น.
Counter : 278 Pageviews.  

ชีวิตเก่าเก็บ (๒)



วันที่ 12 ก.ย.
ในวันที่สิ้นหวัง  คุณทำอะไร
เมื่อความหวังลอยลับไปไกล



เมื่อความหวังเหมือนภาพที่เลือนราง
คลับคล้ายคลับคลาจะจากไปไ
คุณทำอะไร เมื่อในหัวของคุณำลังปั่นป่วน
ความกลัว  ความลังเลใจ และความหวัง
กำลังต่อสู้กันอยู่ในสมองของคุณ
คุณจะปล่อยให้ความกลัวโจมตีความหวัง
หรือคุณจะปล่อยให้ความลังเลใจโจมตีความหวัง
หรือคุจะไม่เลือกให้อะไรก็ตาม
มาโจมตีความหวังของคุณ
คุณพร้อมหรือที่จะยอมให้ความหวังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้



แล้วคุณพร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยความหวังของคุณ
ในวันที่ความหวังของคุณหลงทาง
คุณพร้อมจะยืนหยัดเพื่อความหวังของคุณหรือไม่
เมื่อความหวังของคุณล้มลง
แต่คุณกลับคิดว่า ความหวังจากคุณไป ไม่ใยดี
คุณลืมคิดที่จะช่วยดึงความหวังของคุณขึ้นมา
กลับทิ้งไปเฉยๆ



คุณทิ้งให้ความหวังล้มลงอยู่ รู้ตัวไหม
ทำไมคุณไม่คิดหาทาง ฉุดความหวังให้ลุกขึ้นยืน
้าความหวังไม่ล้มอยู่
คุณจะไม่ว้าเหว่  เพราะความหวังจะก้าวไปกับคุณ
ทุกฝีก้าวที่ยิ่งใหญ่
คุณพร้อมที่จะก้าวเดินไป
พร้อมกับความหวังของคุณหรือยัง

หากคุณคิดว่า ความหวังคือเพื่อนที่ดีที่สุด
คุณจงทิ้งความกลัวไปซะ
บอกลาความกลัว
เพราะความกลัวไม่ใช่เพื่อนที่ดีสำหรับคุณ จริงไหม

คุณก้าวเดินไปพร้อมกับความกลัว แล้วรู้สึกอย่างไร
มีความสุขดีหรือไม่  ไม่เลย
คุณเสียใจ  คุณผิดหวัง
ความกลัวจูงคุณไปยังทางอันมืดมิดซึ่ง ความกลัวชอบ
มันช่างตื้นเต้นเร้าใจ ดีใช่ไหม
แต่คุณจะหาความสงบทางจิตใจได้ไหม ในเมื่อคุณกลัว
ทางที่มืดมิด  เมื่อคุณตกหลุม  คุณจะขึ้นมาได้ไหม
ใครจะช่วยคุณ  ความกลัวหรอ

ในตอนนี้คุณอยู่กับความกลัวตามลำพัง
ไม่มีใครนอกจากคุณ กับความกลัว
คุณคิดว่าความกลัวจะดึงคุณขึ้นมาจากหลุมได้หรือไม่
ความกลัวชอที่จะให้คุณตกหลุ
ชอบที่จะอยู่กับคุณ
ชอบเกาะกินหัวใจคุณ
ปรารถนาให้คุณอยู่ด้วยกัน
อยากให้คุณจมอยู่กับความกลัวตลอดไป
จึงไม่มีทางที่จะช่วยคุณออกไป
แล้วคุณจะทำอย่างไร

ในเมื่อคุณอยู่กับความกลัวตามลำพัง
จงจินตนาการฮีโร่ของคุณ
ความหวัง  ฮีโร่ขจัดความกลัว
ตั้งจิตให้มั่น  อย่าฟังเสียงของความกลัว
เพราะมันร้องผิดคีย์
เสียงของความกลัวนั้นเพี้ยน
แสบแก้วหู  ฟังแล้ว ปวดประสาท
หัวของคุณจะระเบิดได้  ถ้าฟังมากๆ
หัวใจของคุณถูกบีบรัดแน่น
เมื่อได้ฟังเสียงของความกลัว

ขอให้คุณสูดหายใจเข้าลึกๆ
ผ่อนลมออกยาวๆเท่าที่ทำได้
แล้วภาวนาให้เกิดทำนองอันไพเราะ
เสียงแห่งความหวัง

คุณจงบอกลาความกลัว เพื่อนผู้ประสงค์ร้าย
และต้อนรับความหวัง เพื่อนคนใหม่ของคุณ
เมื่อคุณมองเห็นความหวัง
ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ไกลจากตัวคุณเลย
เพื่อนคนนี้รอคอยให้คุณมองเห็นเขาเสมอ
แสงสว่างก็บังเกิดขึ้น
เหมือนปาฏิหาริย์ที่สมเหตุสมผล
แสงสว่างจะบดบังความกลัว
เช่นเดียวกับที่ความมืดบดบังความหวัง

ในตอนนี้คุณมองเห็นแล้ว
คุณจะพบว่า ที่ๆคุณยื่นอยู่
ไม่ใช่หลุม แต่เป็นข้างล่าง
คุณแค่มองหาบันได
คุณก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้นบน
แค่นี้ก็หลุดพ้นจากที่ซึ่งคุณเคยคิดว่า เป็นหลุม
เมื่อคุณคิดจะคบความหวัง
จงบอกลาความกลัว



ความ
กลัวพาคุณไปเจอวิกฤต
ความหวังพาคุณไปเจอโอกาส
คุณอยากจะทำความรู้จักกับ
วิกฤต หรือ โอกาส
ถ้าชอบวิกฤต เลือกความกลัว
ถ้าชอบโอกาส เลือกควาหวัง

ถ้าคุณอยู่กับความกลัว ซึ่งกำลังพาคุณไปเจอวิกฤต
ขอให้คุณนึกถึงความหวัง
ซึ่งจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

12 Sep 52/6.13 PM
(ชักจะประหลาดกับวิธีเขียนวันที่)

ปัญหาก็คือ ไม่รู้ปัญหา
ในเมื่อคุณไม่รู้จักปัญหา แล้วคุณจะเคลีร์อย่างไร
บางทีคุณอาจจะพบว่า
ปัญหาหนึ่งคือ ความกลัวว่าจะทำไม่ได้
ปัญหาที่สองคือ กลัวว่าจะเกิดสิ่งเหนือคาวมคาดหมาย
ปัญหาสามคือ กลัวว่าคุณจะผิดหวังกับมัน
ปัญหาสี่คือ กลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ
ปัญหาเหล่านั้นคือ ความกลัว
คุณมักจะมองไม่เห็นมัน
แต่แน่นอนว่า มันอยู่กับคุณ

ความกลัวเป็นเพียงการทำนายความผิดหวังให้กับตัวคุณ
คุณกลัวอนาคตใช่หรือไม่
เรื่องของอนาคต  เรื่องของสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
คุณไม่รู้อนาคต  ความไม่รู้พาความกลัวมา
ถ้าคุณไม่อยากสนิทกับความกลัวให้มากนัก
จงบอกลาความไม่รู้ แล้วทำไงล่ะ
ก็บอกความไม่รู้ไปว่า
"ฉันรู้แล้ว"
รู้ว่าในอนาคต  ฉันจะไม่ผิดหวัง
รู้ว่าในอนาคต ฉันจะประสบความสำเร็จที่ฉันปรารถนา
คาวมไม่รู้ก็จากไป
ไม่มีใครพาความกลัวมาแน่

อย่าจ้องไปในสิ่งที่คุณมองไม่เห็น
จงมองในสิ่งที่คุณมองเห็น
และทำในสิ่งที่คุณก็รู้ว่า ต้องทำอะไร
เชื่อมั่นในปัจจุบันของคุณ
อย่าคิดว่า อดีตที่พลาดพลั้งคือ อนาคตของคุณ
จงมุ่งมั่นทำปัจจุบันให้สุดยอด
แน่นอนว่า อนาคตย่อมสดใส
6.30 PM


* เป็นการรวบรวมบทบันทึกเก่า อาจจะนานถึง 4-5 ปีที่แล้ว หรือนานกว่านั้น
จุดประสงค์คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปของชีวิต





 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2556 11:53:56 น.
Counter : 270 Pageviews.  

ชีวิตเก่าเก็บ (๑)


17.12 น. Sep 17,2007
มาเขียน Positive Diary กัน  วันนี้ดูหนังสนุกมาก ชื่อเรื่อง Life is Beautiful



สวยงามจริงๆ  ยืม DVD เฟื่องมาดู 2 เรื่อง  ตลก  สนุก  ซึ้ง  คนคิดเรื่องเก่งมาก
ลงตัว เจ๋ง  อยากดูอีกล้านรอบ  แต่ต้องมานั่งทำงาน
วันนี้วันจันทร์  เรียนศาสนา อ.ให้ดูหนังยิว   กลับบ้านดู DVD ที่คิดว่า เริ่มเบื่อที่จะดู
แต่พอดูกลับผิดคาด  ไม่อยากเชื่อว่าจะจบแล้ว  ฮาแอบเศร้า 55+ TT
ต่อไปเราจะมาทำการเผยแพร่ไวรัสให้กับทัมป์ไดร์ฟของขวัญ 55+
เครื่องร้องใหญ่เลย  สะใจ  ต่อจากนี้  เราจะมาเล่นเกม นิ้วกระโดดใส่ปุ่มคีย์บอร์ดกัน
เครื่องรวนซะและ  แย่จัง  สงสัยจะแพ้แล้วเรา  คอมคุง
สู้สู้  สงสัยป่วยอาการหนัก  เจอไวรัส H1N1 ซะมั้ง โอ๊ย! ตัวร้อนจี๋เลย คอมคุง
ไข้ขึ้นสูง 39 ร้อนสุดๆ  กินพาราจะหายมั้ยน้า





Thungtong<3

12 นาฬิกา อุรารานร้าว
อันตัวเรา แสนเศร้าทุกเช้าสาย
โอ้ดอกไม้แย้มบาน ยามแรกรุ่น
อยู่ในวัยแสนวุ่น สุนทรสนาน
แสนอ่อดอ้อน คลอเคลียลามเลียขา
เจ้าแก้วตาสี่ขา ทำหน้าทะเล้น
ร้องง่าวง่าว ขอข้าวกับปลาทู
ตัวเจ้าอยู่เอกา น่าวังเวง
เหมือนเราเอง แม่ตายหายสาบสูญ
อันพี่น้องของเจ้า เข้ากรงกรรม
ลอยล่วงลับดับอินทรีย์ ธุลีมอด
ตัวเจ้ารอดอยู่ตลอดมาแคล้วคลาด
อิ่มปลาทูตาร์ด อยู่มาได้จนวันนี้
คงถึงที่ พี่เจ้ามารับกลับด้วยกัน
จึงตกหลังคาลงมา เจอซาตาน
ขยุ่มหัวขยี้หาง ร่างสะเทือน
เลือดกระฉูดพุ่งกระฉาด สาดกระจาย
ไอ้หมาวายร้ายรุมมาได้ จัญไรหมา
เจ้าลูกแมวตัวเล็กตาแป๋ว
ชักดิ้นชักงอ ต่อหน้าต่อตา
ไล่หมาแทบตาย แต่สายไป
เลือดท่วมหัว ไหลไม่หยุดสุดสังเวช
อุ้มร่างปวกเปียก แปดเปื้อนเลือด
นึกย้อนก่อนเก่าแสนเศร้าสะเทือนใจ
เพิ่งอุ้มร่างหมาแก่แต่แสนรัก
ฟูมฟายก่อรักมานานนับสิบปี
เฝ้าเพ้อคิดถึงรำพึงรำพันจนวันนี้
ราตรีสวัสดิ์นะถุงทองและน้องซน
01:25 น.  09/09/09



11 ก.ย. กลางวันที่ฝนตกเยาะ
feeling : Blue  หัวใจของฉันยังไม่พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป
อยากจะลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดิน  แต่ไม่มีเรี่ยวแรง
เพราะว่าใจ กลัว..



วันนี้ทำไมโลกหมองจัง
หรือว่าโลกไว้อาลัยให้กับเพื่อนรักของเรา
อยากให้ท้องฟ้ายิ้ม  อยากให้ต้นไม้หัวเราะ
อยากให้ดอกไม้กระโดดโลดเต้น
อยากฟังเสียงพระอาทิตย์ร้องเพลง
ไม่อยากให้ฟ้าร้องไห้ เหมือนอย่างในตอนนี้
อยากให้ความรักมีแขนมีขากระโดดกอดคนทั่วไป
อยากให้พื้นดินเด้งดึ๋ง
อยากให้สายลมพัดมาไม่ขาดสาย
หอบเอาประกายฝันพัดมาสู่ตัวฉัน
อยากให้ความตายเป็นเพียงจินตนาการ
อยากให้โน๊ตดนตรีกระโดดออกมาจากเพลง
เข้าไปอยู่ในหู แล้วกระโดดกลับคืนเพลง
อยากใช้ปากกาแห่งจินตนาการ
วาดฝัน แล้วระบายชีวิตให้สวยงาม
อยากทำทุกวันให้เป็นวันของฉัน
ความปรารถนาทั้งหลายขอเติมเต็มด้วยความฝัน
(11/09/09)


* เป็นการรวบรวมบทบันทึกเก่า อาจจะนานถึง 4-5 ปีที่แล้ว หรือนานกว่านั้น
จุดประสงค์คือ การตรวจสอบ และประเมินผลการเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปของชีวิต




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2556 14:02:39 น.
Counter : 229 Pageviews.  

ประเมินตนเอง(ไม่ได้)


ถึงจะเขียนหัวข้อว่า ประเมินตัวเอง
แต่เราในตอนนี้กลับไม่มีค่าพอให้ทำเช่นนั้น
ต่อให้สมควรที่จะทำ ก็ทำได้ เพียงกล่าวโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่มีคำมั่นสัญญาอะไรทั้งนั้น
มีแต่เราที่เข้าใจผิดไปเท่านั้น
ไม่มีคำว่าว่า รัก หรือคำอะไรที่แสดงความรู้สึกออกมา
ทำไมถึงได้ตีความเป็นความรู้สึกที่พิเศษไปได้

แค่คำว่า 'รอ' ที่ไม่พิเศษอะไร
ทำไมถึงยังไม่ 'ลืม'
ข้อความลบได้ แต่ไม่อาจลบออกไปจากใจ

เขียนหัวข้อว่า ประเมินตัวเอง
แต่นี่มัน...
เฮ้ออออ!

อยากทำวันนี้ให้ดีที่สุด
อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี
และไม่อยากเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปในวันก่อน

แต่ก็ได้แค่คิด
และปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป

ทำอย่างไร  เราถึงจะมีชีวิตเป็นชีวิตจริงๆ เสียที
เคยคิดว่า
ไม่อยากได้เพื่อน
ไม่อยากได้แฟน
ไม่อยากได้รับความรักจากครอบครัว
ขอแค่ได้ตัวตนจริงๆ ของตัวเองกลับคืนมา
ขอแค่ให้เราได้รับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง
แต่ก็ไม่ได้ไปอยู่ดี

ยิ่งแยกตัวเองออกจากผู้อื่น
ตัวตนของเรายิ่งสูญสลายไป
กลัวว่า ในที่สุดจะหายไป
อย่างไร้ค่า

นี่หรือชีวิต
นี่หรือสิ่งที่เราต้องการ

อยากเขียนทุกวัน
เพราะอย่างน้อย มันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราทำได้
เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เตือนใจเราได้
เป็นสิ่งล้ำค่าในชีวิตที่ไร้ความหมาย

แต่ก็ยังทำไม่ได้
อ่อนแอเกินไป
เขลาเกินไป

ความหวังคืออะไรยังไม่รู้จัก
ความสุขอยู่ไกลกว่าจะไขว่คว้า

ถ้าไม่เรียกว่า โง่ ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร
กับชีวิตที่เป็นอยู่แบบนี้

เคยคิดว่า การกระทำนั้น ไม่สมกับเป็นเราเลย
แต่ก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่า ตัวเรานั้น จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

ทำไมจะต้องอยากเป็น อยากได้
อยากประสบความสำเร็จให้เหมือนคนอื่นๆเขา
ก็เราทำได้เพียงเท่านี้
ปัญญามีเพียงเท่านี้
จะมีมากกว่า ก็แค่ความรู้สึกที่อ่อนไหวไปกับทุกสิ่ง
มันเป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ

อารมณที่ไม่ปกตินั้น ทำให้ชีวิตเราไม่สงบสุขเอาซะเลย
การที่เราต้องหัวเราะไปพร้อมๆกับร้องไห้
การที่เราต้องทะเลาะกับเสียงที่อยู่ข้างใน
มันไม่ต่างไปกับการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ

เราวัดค่าตัวเองจากค่านิยมที่มีอยู่กันใช่มั้ย?
แล้วถ้าหากคนๆหนึ่ง ไม่มีหรือไม่เชื่อค่านิยมที่มีในสังคม
ไม่สามารถที่จะดำเนินไปตามวิถีของสังคมนั้นๆได้
แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร

มีทางสองทาง
คือ ทางหนึ่ง เลือกที่จะถูกกลืนไปกับสังคม
แล้วสูญสิ้นความคิด หรือค่านิยมดั้งเดิมที่เป็นของตัวเอง
อีกทาง คือ ทำยังไงก็ได้ให้ค่านิยมของตนเองกลายมาเป็นที่ยอมรับ
ซึ่งเป็นไปได้ยาก  หากไม่มีความอดทนและความมุ่งมั่นที่จะทำ

ก่อนที่จะเลือกทางเดิน  เราจำเป็นจะต้องพิสูจน์ความเชื่อ
ว่าสิ่งที่เราเชื่อ หรือสิ่งที่เราคิดนั้น
มันดีจริงหรือ  มันถูกต้อง  มันสมควรแล้วหรือ
แต่เราจะไม่เข้าข้างตัวเองหรือ
ถ้าเราเลือกมันด้วยตัวเอง
แล้ววันหนึ่ง  เราจะหลงทางมั้ย
แล้วเราจะหาทางไปได้เรื่อยๆหรือเปล่า

การคิดเยอะ ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นมาได้เลย

แม้ว่าเราจะเคยเลือกเส้นทางนั้นด้วยตัวของเราเอง
แต่เรากลับขลาดเกินกว่าจะยอมรับมัน
การยอมรับในความล้มเหลวจะทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้
แต่เรากลับทำมันไม่ได้


ความเศร้าเสียใจเป็นเรื่องปกติของชีวิต
เมื่อเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน  เรื่องน่าผิดหวัง
เรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างกะทันหัน
จะเกิดวัฏจักรของการสูญเสียและความโศกเศร้า
ระยะที่ 1 - ปฏิเสธ
ระยะที่ 2 - โกรธ
ระยะที่ 3 - ต่อรอง
ระยะที่ 4 - ซึมเศร้า
ระยะที่ 5 - ยอมรับ
แต่การที่เราไม่ยอมให้วัฏจักรเปลี่ยนผ่าน
ไม่ยอมให้ชีวิตก้าวไปสู่ระยะที่ 5 จะส่งผลให้..
ชีวิตเป็นแบบนี้..
ใครจะไปอยากมีชีวิตแบบเรา

คนบางคนติดอยู่ในระยะที่ 4 นานเกินไป
ชีวิตของเขาจึงกลับไปเป็นปกติสุขไม่ได้

แต่นั่นก็แค่ทฤษฎี  ไม่ใช่ชีวิตจริง
ใครจะไปรู้  ชีวิตเราอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้

การที่เราไปพบจิตแพทย์ถึงสองคน
แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ชีวิตเราสงบสุขได้
ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะหาชีวิตที่ดีไม่พบอีกแล้ว

เราอาจปกติเกินไปก็ได้
หรือไม่ วิทยาศาสตร์อาจไม่ใช่สำหรับเรา
ต่อให้เราจะภูมิใจกับวิชาวิทยาศาสตร์
ตอนมอสองที่ได้เกรดสี่ ทั้งสองเทอม
แต่เรากลับมองว่า วิทยาศาสตร์แคบเกินไป
ไม่มีที่สำหรับเรา
ศาสนาก็อาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
แต่เราอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ได้ไม่นานนัก
ไม่มีความอดทนเพียงพอด้วยละมั้ง
คงเพราะเรายังเด็กเกินไป
เหมือนอย่างที่มีครูคนหนึ่งบอกเรา

การที่เราชอบทำอะไรเป็นเด็ก
แต่ไม่สามารถปล่อยความคิดให้ผ่านเลยเหมือนเด็กได้
สิ่งนั้นช่างขัดแย้งในจิตใจ

ตอนที่เราได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
รู้สึกดีใจเหลือเกินที่มีคนป่วย
ด้วยอาการเดียวกับเรามากมายในประวัติศาสตร์

ทั้งแฮมมิ่งเวย์ ที่เราบังเอิญได้อ่านนิยายอันมึนงงของเขา
ทั้งบีโธเฟน เพลงของเขาที่เราฟัง เวลาอาบน้ำ เวลาก่อนนอน
ทั้งอับราฮัม ลินคอล์น ที่บังเอิญว่า เราได้ดู แวมไพร์ ฮันเตอร์
ทั้งแวนโก๊ะ ที่เราชอบภาพ และหูของเขา(มั้งนะ)

เราออกจะดีใจที่เราเป็นโรคศิลปิน
และหวังว่า เราจะเขียนนิยายได้สักครึ่งหนึ่งของเฮมมิ่งเวย์
เล่นดนตรีคลาสสิคได้สักเศษหนึ่งส่วนสิบของบีโธเฟน
ฆ่าแวมไพร์ เอ้ย! ปกครองคนได้สักหน่อย แบบลินคอล์น
หรือตัดหู เอ้ย! วาดภาพอันบรรเจิดศิลป์ได้อย่างแวนโก๊ะสักเสี้ยว

ถึงแม้ว่าวาระสุดท้ายของแต่ละท่านจะไม่สวยสดงดงาม
ล้วนแต่จบชีวิตด้วยน้ำมือของตัวเอง
แต่หากชีวิตของเรา จะจบลงนั้น
เราขอให้มันได้มีความหมายเสียก่อน
อย่างน้อยก็ทำให้คนที่มีชีวิตอยู่ต่อไป
ยิ้มอย่างเป็นสุข
และกล่าวว่า..
การตายของเราไม่เสียเปล่าจริงๆ

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราดูการ์ตูนมากเกินไป
ถึงได้คิดว่า ชีวิตควรเป็นเช่นนั้น

เราเบื่อหน่ายกับโลกที่ไม่มีเวทมนตร์
โลกที่ไม่มีอสูรร้ายและอัศวินผู้แสนดี
โลกที่ไม่มีนักเดินทางข้ามกาลเวลาและอวกาศ
แต่เราไม่สามารถปฏิเสธโลกได้เลย

โลกนี้ดำรงอยู่ในจิตไร้สำนึกของเรา
และเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้
ได้แต่ประคองจิตสำนึกให้มั่นคง
พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับจิตใต้สำนึกของตัวเอง





 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2556 11:52:51 น.
Counter : 184 Pageviews.  


knichaay
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]











เกี่ยวกับบล็อคนี้
ก็เหมือนๆกับไดอารี่บล็อคทั่วๆไป
จะแตกต่างก็ตรงที่มัน
เป็นไดอารี่บล็อคที่เหมือนๆกับ
ไดอารี่บล็อคทั่วๆไป

เกี่ยวกับผู้เขียน
ตื้นตัน Smiley Smiley
น้ำตาไหล..ซึ้งมาก
^ นี่ไม่ได้เขียนไว้ข้างปกสักหน่อย
.........................
.........................
.........................

เกี่ยวกับอารมณ์ของผู้เขียน
ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้
บางวันอยากตาย บางวันอยากเกิดใหม่
บางวันอยากตื่น บางวันอยากนอน
บางวันอยากกิน บางวันอยาก Smiley
แต่ไม่ใช่อยาก กิน+Smileyแน่นอน

เกี่ยวกับแมวของผู้เขียน
-คลิกดูรูป-
หายตัวไปอย่างลึกลับ
ใครพบช่วยจับอาบน้ำ เหม็นมาก
ไม่ๆๆๆๆ ใครพบช่วยส่งจับกลับบ้านที


ชอบเพลงนี้มาก แต่ฟังมากไม่ได้
ฟังแล้ว อยากกลับบ้าน..
บ้านแสนสุขใจที่กำลังตามหา
ถ้าจะฟังเพลง กรุณาช่วยตัวเอง
กดปุ่มเพลย์เล่นเอาเน้อ






New Comments
Friends' blogs
[Add knichaay's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.