ชวนไปตรวจสุขภาพ
ปีใหม่แล้วนะคะ อยากชวนทุกคนมารักตัวเองด้วยการไปตรวจสุขภาพค่ะ โดยส่วนตัวไปตรวจสุขภาพทุกปีอยู่แล้วค่ะ และมี 2 ที่ๆ ไปตรวจเป็นประจำ แต่จะสลับไปตามสะดวกนะคะ คือจะไปที่สถาบันมะเร็งที่อยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลรามา หรือไปก็ไปที่โรงพยาบาลกลางค่ะ ซึ่งถ้าเราไปตรวจแล้วมีอาการผิดปรกติอะไรก็จะได้รักษาต่อเนื่อง การตรวจถ้าเราไปแต่เช้าก็จะเสร็จเร็วก่อนเที่ยง และเราสามารถระบุให้ส่งผลตรวจทางไปรษณีย์ได้นะคะ
สิ่งที่ต้องตรวจประจำคือ ตรวจเลือด (งดอาหารก่อนไปตรวจอย่างน้อย 8-10 ชม.) เอาง่ายๆ ก็คือหลังเที่ยงคืนไปแล้วก็อย่ากินอาหารใดๆ ทั้งสิ้น) เพื่อดูเรื่องไขมันต่างๆ ความเข้มข้นของเลือด เป็นต้น
ตรวจปัสสวะ โดยไปเก็บที่โรงพยาบาล เข้าจะมีกระป๋องให้เราไปเข้าห้องน้ำด้วย (ถ้าเป็นที่สถาบันมะเร็งเขาจะตรวจอุจจาระด้วย อันนี้ต้องเตรียมไปจากบ้านค่ะ เก็บให้กระปุกเล็กๆ ให้เรียบร้อย (ถ้าเราไปจองคิวที่สถาบันเราขอกระปุกเขามาได้)
เอ็กซ์เรย์ปอด ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม (ผู้หญิง) หรือตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก (ผู้ชาย) ถ้าใครมีอาการอะไรก็แจ้งให้หมอทราบ
ถ้าเราตรวจเรียบร้อยแล้วไม่เป็นไร ครบปีเราก็ไปตรวจอีกครั้ง

เพื่อความสบายใจของตัวเอง และถ้าเกิดมีอาการผิดปรกติอะไรจะได้รักษาได้ทันท่วงทีค่ะ

ปีใหม่นี้ขอให้เราหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้นนะคะ



Create Date : 05 มกราคม 2555
Last Update : 5 มกราคม 2555 16:32:20 น.
Counter : 355 Pageviews.

0 comment
เมื่อกระดูกกรามอักเสบ กับการรักษาต่อเนื่อง
หลังจากเล่าเรื่องกระดูกกรามอักเสบให้ฟัง ก็มีหลังไมท์มาถามบ้างเลยอยากเล่าต่ออีกนิดค่ะ สำหรับการรักษาซึ่งต้องรักษาอย่างต่อเนื่องนะคะ

ทุกครั้งที่ไปหาหมอ ไปตามนัดทุก 3 เดือน จะต้องนำเผือกกันสบฟันไปด้วยทุกครั้ง เพราะหมอจะนำมาตรวจสอบเรื่องรอยสึกของเฝือก เนื่องจากเราต้องเอามาให้นอนทุกคืน เพื่อดูรอยสึกค่ะโดยเวลาตรวจคุณหมอจะให้เราใส่เผือกฯ และให้กัดฟันหลายครั้ง แล้วก็เอาออกมาดูแต่งเฝือกให้เหมาะสมกับการสบฟันของเรา ทำแบบนี้หลายครั้ง จนกว่าหมอจะพอใจ แล้วก็ให้เราเอาเฝือกกลับบ้านพร้อมกับนัดใหม่ ถ้าอาการไม่มากขึ้นก็นัดอีก 6 เดือน แต่ถ้าดูแล้วต้องมาต่อเนื่องก็นัด 3 เดือน
สำหรับตัวเองอาการจะเป็นมากน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตัวเองจริงๆ คือถ้าพูดมาก กินมาก ก็จะเมื่อยบริเวณกรามมากหน่อย ก็เอาน้ำร้อนมาประคบ แล้วอาการก็จะดีขึ้น ไม่กินยาใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเมื่อยมากๆ ก็จะเอาเฝือกมาใส่เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยกราม ซึ่งได้ผลดี และระวังเรื่องการกินมากๆ ด้วย เพราะถ้าเราออกแรงบดเคี้ยวเยอะๆ กระดูกกรามก็จะทำงานมาก จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
อยากกจะบอกว่าคนที่อายุไม่มาก แล้วเป็นแบบนี้โอกาสหายมีมากนะคะ ขอให้ดูแลเรื่องการใช้ปากให้มากๆ และรักษาตามอาการที่เคยเล่า (ให้ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ตอนที่ 1-4 นะคะ) เพราะกระดูกสามารถสร้างเสริมตัวเองได้ แต่ถ้าเป็นอายุมากแบบตัวเอง ก็จะรักษาไม่หาย แต่ให้พยายามดูแลตัวเองให้มากและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกันอาการก็จะไม่ทรุดค่ะ คือทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างมีความสุข ตอนนี้คุณหมอนัดตรวจเป็น 6 เดือนแล้ว
ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อเป็นแนวทางให้คนที่เป็นเหมือนตัวเองมีแนวทางในการรักษาและดูแลตัวเองได้ถูกต้องค่ะ

ด้วยความหวังดี



Create Date : 29 กันยายน 2554
Last Update : 29 กันยายน 2554 15:37:53 น.
Counter : 1052 Pageviews.

3 comment
เมื่อกระดูกกรามอักเสบ (ตอนที่ 4)
หลังจากหาหมอตามนัดทุกเดือนตั้งแต่รักษามาก็ 4 เดือน อาการต่างๆ ดีขึ้นถึงจะไม่ 100% แต่ก็ถือว่าดีมาก หมอตรวจผลเป็นที่พอใจ หมอเลยนัดห่างออกไป ให้อีก 3 เืดือนค่อยมาตรวจอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้นก็เริ่มอยากกินอาหารอร่อยๆ บ้าง บังเิอิญน้องๆที่ทำงานเขาจะกินแหนมเนืองกันก็ขอกินด้วย เห็นว่าตัวเองกินอะไรได้เกือบดี ไปนั่งร่วมวงกินกะเขาอยู่ชั่วโมงครึ่งอร่อยสมอยาก กินไปหัวเราะกันไปสนุกสนาน พอกินเสร็จตอนเย็นมากปวดเมื่อยกระดูกกรามเข้ามาเยือน ก็เอาน้ำร้อนมาประคบ เพราะคิดว่าคงใช้งานปากหนักเกินไป ปรากฏว่าอาการปวดเมื่อยหายไปนิดเดียวเอง และเริ่มมีอาการปวดเจ็บบริเวณขากรรไกรด้วย ก็พยายามประคบน้ำร้อนตลอดพอค่อยยังชั่ว แต่อาการไม่หายขาด พอดีกับใกล้ระยะเวลาที่หมอนัดตรวจก็อดทนรอไปตรวจทีเีดียวเลย
ไปหาหมอด้วยอาการปวดเจ็บพอทน และมีเสียก๊อกแก๊กในกระดูกกรามด้วย หมอลองกดทีกระูดูกรามดูเราก็เจ็บมากด้วย คราวนี้หมอถามว่าไปทำไรมาก็เลยเล่าไปว่ากินแหนมเนืองมา บดเสียชั่วโมงครึ่ง (หมอหัวเราะเลย) หมอบอกว่ากระดูกกรามมันอักเสบจากการกินมาราธอนของเราเอง
ความจริงเรื่องกระดูกกรามเสื่อมของเรามันไม่หายขาดหรอก ต้องดูแลตัวเองให้มากๆ และไม่ควรกินอาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยว อาหารแข็งๆหรืออาหารเหนียวๆด้วยคราวนี้อาการที่เป็นมากกว่าเดิมคือนอกจากจะปวดแล้วมีความรู้สึกว่าฟันกรามด้านซ้ายมันต่ำกว่าข้างขวา (แบบว่าถ้ากัดฟันแล้วกรามด้านซ้ายจะสบกัน โดยข้างขวายังไม่สบกัน ระยะห่างนิดหน่อย) บอกอาการหมอไปหมอบอกว่าเกิดจากการสึกของกระดูกกรามเราเอง (ที่ไปนั่งบดมาราธอนมา)และคงไม่หายแล้ว เพราะกระดูกมันสึกไปแล้ว เราต้องพยายามระวังเรื่องการกินพวกนี้ให้ดีด้วย อย่าตามใจปากจะยากนาน ตรวจเช็คอาการเสร็จหมอก็นัดอีก 3 เดือนกลับมาดูใหม่ และถ้าปวดมากก็ให้ประคบน้ำร้อนเหมือนเดิม ไม่ให้กินยา
หลังจากหาหมอก็กลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น และอาการปวดเมื่อยก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่จะต้องไปตรวจทุก 3 เดือนเหมือนเดิม
จนถึงปัจจุบันเราก็เป็นเกือบครบ 3 ปีแล้ว หมอบอกว่าคนที่เป็นตอนอายุมากๆ กระดูกกรามมันสึกแล้วก็คงไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่ก็ให้ระวังอย่าให้เป็นมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนที่มีอาการแบบเราอย่านิ่งนอนใจ เป็นน้อยรีบไปรักษามีโอกาสหายนะคะ

จบเรื่องกระดูกกรามเสื่อมแค่นี้ค่ะ



Create Date : 05 กรกฎาคม 2554
Last Update : 5 กรกฎาคม 2554 11:54:11 น.
Counter : 1576 Pageviews.

7 comment
เมื่อกระดูกกรามอักเสบ (ตอนที่ 3)
พอครบกำหนดหมดนัดตรวจหลังจากใส่่เฝือกกันสบฟัน มาได้ 1เดือน ก็ไปหาหมอตามนัด การไปตรวจครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 อาการปวดต่างๆ เริ่มทุเลาลงมาก แต่เราก็ยังระวังเรื่องการกินเหมือนเดิม เวลาไปตรวจต้องพกเฝือกฯ ไปให้หมอดูด้วยทุกครั้ง เมื่อหมอเอาเฝือกไปวินิจฉัยดูหมอก็บอกว่ารอยฟันสึกก็มีไม่มาก ไม่หน้าจะเกิดจากการนอนกัดฟันของเรา อาจจะเป็นเกี่ยวกับตัวเราเองมากกว่า เช่นการกินอาหารแข็งๆ ที่ต้องออกแรงบดเคี้ยวมากๆ การพูดมากๆ และเมื่อหมอให้เคี้ยวกระดาษสีก็จะเอาออกมาดูและแต่งเฝือกฯ ให้เราด้วย แล้วก็ให้ลองใส่และลองเคี้ยวให้ฟันสบกันอีกหลายรอบ จนเป็นที่พอใจก็ให้เอาเฝือกกลับมาใส่ตอนนอน เราได้เล่าให้หมอฟังว่าบางทีเราก็เอามาใส่ตอนกลางวันเหมือนกัน และใส่แ้ล้วรู้สึกว่าอาการทุเลาลงดี แต่ถ้าไม่ใส่เราก็จะมีอาการปวดบ้าง หมอก็บอกว่าถ้าใส่แล้วรู้สึกอาการดีขึ้นก็ให้ใส่ไปก่อนได้ แต่อย่าใส่ตอนกินอาหาร (เพราะมันเคี้ยวไม่ได้) และให้ระวังเรื่องความสะอาดให้มากด้วย หมอนัดให้มาดูอาการอีก 1 เดือน หมอได้เล่าให้ฟังว่าอาการเรื่องการสบฟันมีปัญหานี้ต้องรักษากันยาวนานต่อเนื่อง บางคนก็รักษาเป็นปีๆ ถึงจะดีขี้น ทั้งนี้แล้วแต่สภาวะของแต่ละคน แต่อาการของเราหมอถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
หลังจากใส่เฝือกทั้งกลางวันและกลางคืน อาการปวดต่างๆ ก็ดีขึ้นมากทีเดียว จะมีปวดเมื่อยบ้างเป็นระยะๆ ถ้าเป็นมากก็จะเอาน้ำร้อนประคบก็ดีขึ้น การกินอาหารสามารถเคี้ยวอาหารปรกติได้แล้ว แต่ก็ระวังเรื่องการหาวและอ้าปากกว้างๆ ร่วมทั้งอาหารที่ต้องออกแรงเคี้ยวมากๆ ก็พยายามหลีกเลี่ยงไป
เมื่อครบกำหนด 1 เดือนก็ไปหาหมออีกกรอบหมอก็ตรวจเหมือนเดิม และก็หมอบอกว่า จะมีอาการปวดบ้างเป็นบ้างครั้งแต่ไม่ได้เจ็บมากเท่าไร หมอก็ตรวจตามที่เคยตรวจ แต่หมอยังสังสัยเรื่องการวางรูปฟันในปาก เพราะเวลาเคี้ยวกระดาษสีแล้วฟันมันสบกันไม่ค่อยดี ลองเคี้ยวหลายรอบจนหมอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นการสบฟันของเราถึงไม่ค่อยเหมือนเดิม จนรู้สาเหตุเกิดเพราะตัวเราเอง คือก่อนหน้านี้เวลาที่เราปวดเมื่อยเราจะเอาฟันหน้าลงยื่นออกมามากกว่าปรกติจนเป็นความเคยชิน ทำให้ฟันที่ีเคยเคี้ยวสบกันไม่อยู่ที่เดิม (หมอบอกว่าเป็นเรื่องปรกติของคนเราที่จะปรับตัวเพื่อลดอาการเจ็บปวด) ซึ่งพอหาสาเหตุเุจอก็เลยโดนสั่งว่าให้พยายามเก็บฟันหน้าล่างเข้าไปข้างในเหมือนเดิม แล้วอาการต่างๆจะดีขึ้น ส่วนการใส่เฝือกฯ ก็ให้ใส่ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่รำคาญอะไร
มีเรื่องดีของการใส่เฝือกกันสบฟันเกิดขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง คือเราเคยคอบฟันกรามด้านบนไว้ด้วย แต่เมื่อครอบนานๆ ฟันที่ครอบกับฟันจริงมันเริ่มห่างกันมากขึ้น เวลาเรากินอาหารอะไรพวกเศษอาหารมันจะเข้าไปอยู่ในซี่ระหว่างฟันทันที บางทีเศษชิ้นปลาเล็กๆ (เหมือนเส้นด้าย) ยังเข้าไปแทรกอยู่ได้เลยทำให้เกิดความรำคาญมากๆ เวลาจะไปกินอาหารนอกบ้านสิ่งที่ต้องติดตัวไปด้วยเสมอคือไหมขัดฟัน เมื่อไรที่ลืมก็หมดความสุขเลยล่ะ เพราะจะรำคาญกับเศษอาหารที่เข้าไปอยู่ในฟัน พอเราใส่เฝือกได้สักระยะ ปรากฎว่าฟันที่เคยห่างกลับแน่นดี จนถึงแน่นมากเวลาใช่ไหมขัดฟันทีต้องดึงไหมกันฟันแทบหลุดออกมานอกปากเลย (5555) และเศษอาหารจะเข้าไปน้อยลง อันนี้เป็นของดีของเฝือกกันสบฟัน
ถึงแม้จะมีอาการต่างๆ ดีขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหาตามมาอีก รออ่านตอนหน้าค่ะ



Create Date : 04 กรกฎาคม 2554
Last Update : 4 กรกฎาคม 2554 15:35:52 น.
Counter : 1581 Pageviews.

1 comment
เมื่อกระดูกกรามอักเสบ (ตอนที่ 2)
หลังจากหมอให้กลับบ้าน โดยไม่ให้ยาอะไรมากิน แต่ให้ใช้วิธีประคบน้ำร้อนแทน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ อาการก็ค่อยๆ ดีขี้นสามารถเคี้ยวข้าวได้ กินผลไม้คำเล็กๆ ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้กินได้แต่ข้าวต้ม เคี้ยวอาหารไม่ได้เลยแค่อ้าปากจะพูดก็เจ็บร้าวไปทั้งหน้า (อาการหนักแบบผอมได้โดยไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วนเลย 1 เดือนลดไป 3-4 กก.)
ครบกำหนด 1 เดือนก็ไปหาหมอตามนัด หมอเอาเฝือกกันสบฟันมาให้ใส่ด้านฟันบน เวลาใส่ก็ให้ลองเคี้ยวกระดาษสีเพื่อดูเรื่องสบฟันและปรับแต่งให้เข้ากับฟันเรา หมอบอกว่าให้ใส่เวลานอน แล้วก็สั่งเรื่องการนอนว่าห้ามนอนตะแคงให้นอนหงาย เพื่อเราจะได้ไม่นอนทับกระดูกกราม เป็นการลดการกดทับกระูดูกด้วย ตอนนั้นหมอสั่งอะไรทำตามหมด เวลาหมอตรวจเราจะกดบริเวณกระดูกกรามแถวติ่งหูของเรา ถ้าไม่มีการอักเสบก็จะไม่เจ็บ ที่รู้เพราะเวลาหมดกดด้านขวาเราไม่เจ็บ แต่เราจะเจ็บข้างซ้ายมากตามแรงที่หมอกด และหมอก็จะให้อ้าปากขึ้นลงแต่หมอจะจับบริเวณกระดูกกรามเราไว้ เพื่อเช็คว่ามันสบกันมากน้อยแค่ไหน และให้กัดฟันบนกระดาษสี หลายรอบมาก คุณหมอตรวจละเอียดมากและให้คำแนะนำตลอดว่าต้องทำอย่างไร พอตรวจเสร็จก็ให้กลับบ้านพร้อมเฝือกกันสบฟันใส่กล่องมาให้ 1 อัน และนัดว่าครั้งหน้าอีก 1 เืดือนให้มาตรวจใหม่และต้องเอาเฝือกฯ มาให้หมอดูด้วย จ่ายเงินค่าเฝือกสบฟันไป 4000 บาท ตัวเบาเลย 5555
ลักษณะของเฝือกฯ ก็คล้ายๆ ฟันปลอบแบบถอดได้ แต่ส่วนที่จะเป็นฟันกลายเป็นพลาสติกแข็งใสๆ คอบปิดฟันเราไว้ครึ่งส่วน ด้านที่ฟันกระทบกับพลาสติกจะตัดเป็นพื้นเรียบๆ ด้านในของพลาสติกจะเป็นรูปฟันของเรา (ได้จากการพิมพ์ฟันครั้งที่แล้ว) เวลาใส่มันจะล๊อกกับฟันเราไม่หลุดออกมานอกฟันแบบติดล๊อกแน่นดี ไม่ต้องกลัวกระเด็นออกนอกปากนะ แรกๆ ที่ใส่้น้ำลายออกมาเต็มปากเลย ต้องระวังเวลาจะพูดกับคนอื่น
1 สัปดาห์ผ่านไป สังเกตตัวเองว่าใส่เฝือกฯ แ้ล้วตื่นเช้ามาอาการดีขึ้นมาก พูดอะไรได้ดีขึ้นกินอาหารไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน เลยลองเอามาใส่ตอนกลางวันด้วย ปรากฏว่าเวลาใส่กลางวันแล้วอาการปวดมันน้อยลงด้วย แต่ต้องถอดเวลากินข้าว เพราะมันไม่มีที่เคี้ยวพื้นมันเรียบไม่สามารถบดกับฟันด้านล่าง ก็อาศัยถอดออกเวลากินอาหารและกินเสร็จก็ใส่ต่อ เรียกว่าใส่เกือบทั้งวัน อาการปวดก็ทุเลาลงมากขึ้น

ไว้กลับมาต่อตอนต่อไปนะคะ



Create Date : 01 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 12:01:24 น.
Counter : 3928 Pageviews.

8 comment
1  2  

kn4866_tui
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments