ความฝันที่เริ่มต้น
ความฝันที่เริ่มต้น

ในงานนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ ภาพที่ผู้มาชมงานศิลปะที่นี่เป็นประจำทุกปีมักจะเห็นจนชินตาคือหญิงสาวคนหนึ่งวัย 35 ปี พร้อมรูปวาดผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม อายุประมาณ 20-25 ปีวางอยู่ข้างๆกำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้กับผู้ที่สนใจ มีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก หนุ่มสาววัยหาฝัน ไปจนถึงวัยที่ฝันสำเร็จแล้ว เรื่องที่เธอเล่ามีมากมาย มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง แต่ที่เป็นที่สนใจของคนที่เข้ามารายล้อมเธอนั้น เห็นจะไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องของตัวเธอเอง

ย้อนกลับไป 10 ปี ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สาวน้อยท่าทางแก่น บุคลิกท่าทางไม่ค่อนไปทางกุลสตรีไทยเท่าไรนัก วิ่งไปตามทางเท้าอย่างรวดเร็ว ใครที่เห็นอาจกำลังคิดว่าแข่งวิ่งกรีฑาอยู่หรือ เธอวิ่งฝ่าสิ่งกีดขวางทุกสิ่งไปจนถึงสถานีปลายทาง...โรงอาหาร

"ลักษณ์! ลักษณ์! คุณจุฬาลักษณ์อยู่ไหน ขานตอบหน่อยสิเจ้าค้า..." ช่างเป็นการตะโกนเรียกที่แสบแสนแก้วหูแบบไม่สนใจสายตาใครจริงๆ

"อยู่นี่ค่าคุณภาวิตา ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือคะ ถึงได้ไม่รู้จักเกรงใจผู้คนเขาแบบนี้" จุฬาลักษณ์ สาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ดูเรียบร้อย เพื่อนซี้ของภาวิตาขานรับ ด้วยอาการแอบหงุดหงิดโดยมีหลักฐานปรากฏบนใบหน้าคือคิ้วผูกกัน

"งานจบเราผ่านแล้ว อาจารย์ให้ผ่านแล้ว เราเรียนจบพร้อมกันแล้วนะ" ภาวิตาบอกด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ ตื้นตันใจอย่างสุดขั้ว ราวกับว่าเสียงระฆังก้องกังวานอยู่ในใจ

ในวันรับปริญญา จุฬาลักษณ์และภาวิตายืนถือใบปริญญา มองหน้ากัน จ้องดูสายตาของกันและกัน

"ฮ่าฮ่าฮ่า!! ความฝันกำลังจะเริ่ม ถึงเวลาที่จะสตาร์ทความฝัน ความฝันของเราจะอยู่ด้วยกัน ความฝันจะคงดำเนินต่อไป" คำพูดที่ถือว่าเป็นคำปลุกใจของพวกเธอถูกเปล่งออกมาจากตัวของพวกเธอด้วยแววตาที่เป็นประกาย

ความฝันครั้งแรกเริ่มต้นที่คฤหาสน์หลังหนึ่ง พวกเธอได้รับการบอกเล่ามาว่าเจ้าของบ้านบ้าสะสมรูปวาดหลากหลายประเภทจึงน่าจะเป็นความหวังได้ พวกเธอยอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อช่วยกันเข็นรูปวาดที่เขียนด้วยมือของหญิงสาวเพียงสองคนออกมาได้นับสิบรูปเพื่อนำมาเสนอต่อเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

"กักไปๆ รูปเห่ยๆ ฝีมือเหล็กไม่สิ้งกลิ่งน้ำนมอย่างงี้ ใครจะเอามาประดักบ้าน เห็งอั๊วเป็งคงไม่มีตาหรือไง ไปๆ ไปให้พ้งๆ" ภาวิตาและจุฬาลักษณ์ถูกไล่ออกมาอย่างไม่ไยดี แต่นั่นหาได้ทำให้พวกเธอท้อแท้ไม่ พวกเธอยังจะก้าวเดินตามความฝันต่อไป

3 เดือนผ่านไป ที่บ้านของพวกเธอ ภาวิตานั่งจับเจ่าอยู่ริมรั้วบ้าน น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอพูดคำว่าความฝันซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

"ท้อหรือ" จุฬาลักษณ์เดินมาแตะที่บ่า

"ลักษณ์ มันสามเดือนแล้วนะ เดินเข้าบ้านไอ้พวกเศรษฐี เดินเข้าหอศิลป์ โรงเรียน ทุกที่ที่มีงานศิลปะ รับงานศิลปะ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครไยดี ฉันท้อ...ได้ยินไหมว่าฉันท้อ"

"ฝัน...มีทั้งฝันดีแล้วก็ฝันร้าย แต่เคยได้ยินไหม...ฝันร้ายจะกลับกลายเป็นดี ความฝันเองก็มีปัญหาและอุปสรรคอยู่นะ นับประสาอะไรกับความฝันที่เราจะพลิกกลับให้เป็นความจริงเล่า โลกแห่งความจริงมันมีอุปสรรคเสมอนะ เราต้องเชื่อว่าอุปสรรคคือส่วนหนึ่งของความฝัน เป็นส่วนหนึ่งที่จะเข็นฝันออกมาให้เป็นความจริง ตาจะท้อได้ แต่ตาจะต้องไม่ถอยนะ ลืมแล้วหรือว่าเป้าหมายเราคืออะไร เรามีความฝันร่วมกัน เราจะไปถึงฝันนั้นพร้อมกันและวันใดที่ฝันนั้นสำเร็จ เราก็จะไปสร้างกำลังใจให้กับความฝันของคนรุ่นต่อไป...จำได้ไหม" จุฬาลักษณ์พูดต่อหน้าภาวิตาด้วยน้ำเสียงที่เรียบ

"ความฝันกำลังจะเริ่ม ถึงเวลาที่จะสตาร์ทความฝัน ความฝันของเราจะอยู่ด้วยกัน ความฝันจะคงดำเนินต่อไปสินะ" ภาวิตาเริ่มยิ้มออก

"ต้องอย่างงี้สิ ถึงจะสมเป็นยัยตาจอมเซี้ยว แต่เราขอพูดกับตาอย่างหนึ่งนะ ถึงคำพูดของเราจะเป็นฝันร่วมกัน แต่มันต้องมีสักวันที่เราจะต้องแยกจากกัน เราอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้หรอกนะ" จุฬาลักษณ์ช่างเป็นหญิงสาวตั้งสติได้ดีเสมอ

"จ้ะ เรารู้ เราเข้าใจดี ว่าแต่...ลักษณ์ไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนหรือ" ภาวิตาปาดน้ำตาและถามกลับ

"อยากรู้จริงๆหรือ" ภาวิตาพยักหน้ารับ "แต่งเอง...ซึ้งไหม" จุฬาลักษณ์ยืดอกเต็มที่ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆจากภาวิตาเลย มีแต่สายตาที่เหล่มองมาเท่านั้น

ทั้งคู่หัวเราะร่วนด้วยกันตลอดคืน แต่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งในคำพูดเตือนสติของจุฬาลักษณ์กำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่ช้า

วันเวลาผ่านไปอีก 3 เดือน ทั้งคู่ยังคงเดินเตาะแตะเตะฝุ่นไปเรื่อยๆอย่างไม่ท้อถอย แถมดูท่าว่าจะมีกำลังใจมากกว่าแต่ก่อน แม้ว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีใครสนใจผลงานของพวกเธอเลย พวกเธอยังต้องสู้ต่อไป

วันหนึ่งขณะที่ภาวิตาและจุฬาลักษณ์กำลังยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ เด็กอันธพาลกลุ่มหนึ่งเดินมาเจอกลุ่มอริที่ป้ายรถเมล์เข้า เหตุการณ์ตีกันชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้น ภาวิตารีบดึงมือจุฬาลักษณ์หลบออกจากบริเวณนั้นทันที

"ปึ๊ก!!!" มือของจุฬาลักษณ์คลายออกจากมือของภาวิตาและร่างของเธอก็ค่อยๆลงไปนอนราบกับพื้น เลือดแดงฉานค่อยๆไหลนองออกมาบนพื้นถนน

"อ๊า!!!" ภาวิตากรีดร้องออกมาราวกับคนเสียสติ

"ไม่เอา! ลักษณ์! ลืมตาสิ!"

หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ภาวิตานั่งสายตาเหม่อลอยราวกับคนไร้สติ เลือดเปรอะไปตามเสื้อผ้าและร่างกาย ครู่หนึ่งหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน

"เพื่อนหนูล่ะคะหมอ...ลักษณ์เป็นยังไงบ้าง" ภาวิตาถามด้วยเสียงที่สั่นระรัวพร้อมกับใจที่สั่นสะท้าน

"เอ่อ...หมอเสียใจด้วยนะครับ ท่อนเหล็กที่พวกนั้นเหวี่ยงมานั้น โดนเข้าที่ท้ายทอย กระดูกต้นคอหัก เสียชีวิตทันที...ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ หมออยากให้คุณทำใจดีๆไว้นะครับ" ภาวิตานิ่งเงียบ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

งานศพของจุฬาลักษณ์ผ่านพ้นไป ภาวิตายังอยู่ในอาการเหม่อลอยเช่นเดิม เธอเดินไปยังโต๊ะของจุฬาลักษณ์ จ้องมองนิ่งๆ น้ำตา...ค่อยๆร่วงจากตาลงมาบนโต๊ะทีละหยด...ทีละหยด

"ลักษณ์...พอถึงเวลาที่เราต้องจากกันจริงๆ เราทำใจไม่ได้เลย มันเร็วเกินไป" ภาวิตาก้มหน้าร้องไห้กับโต๊ะ ขณะนั้นเองเธอเหลือบไปเห็นซองจดหมายซองหนึ่งซ่อนอยู่บริเวณขาโต๊ะ เธอรีบเปิดอ่านทันที

สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ เราผจญอะไรมาด้วยกันมากมาย เรารู้นะว่าตาแอบไปร้องไห้กี่ครั้งแล้ว เราจึงอยากเขียนอะไรบางอย่างให้ตา "ความฝันกำลังจะเริ่ม ถึงเวลาที่จะสตาร์ทความฝัน ความฝันของเราจะอยู่ด้วยกัน ความฝันจะคงดำเนินต่อไป"...เรามุ่งหวังจะก่อร่างสร้างฝันตัวเอง แล้วไปต่อเติมฝันให้กับคนอื่น แม้ว่าเราจะต้องแยกจากกัน แต่เราจะต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป สู้ๆนะเพื่อน

จุฬาลักษณ์

ภาวิตากำจดหมายแน่น ก้มหน้าร้องไห้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

10 ปีต่อมา ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดภาพวาดในงานนิทรรศการศิลปะแห่งชาติเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ได้ถูกยกให้เป็นผลงานเด่นของงานนิทรรศการศิลปะแห่งชาติในปีนี้ ผลงานมี่ชื่อว่า"ความฝันที่เริ่มต้น" ถูกวาดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจของผู้วาดที่มีความฝันของตัวเอง ความฝันของคนที่รัก และจะสร้างฝันให้คนรุ่นต่อไป ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานเอกของศิลปินหญิงนามว่า"ภาวิตา"



กล้วยฉาบผึ่งลม




Create Date : 18 เมษายน 2553
Last Update : 18 เมษายน 2553 23:50:10 น.
Counter : 674 Pageviews.

7 comment

KluaYCharb
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



จะเขียนไปได้กี่วัน...