Group Blog
 
All Blogs
 

ฟุตบอลในวัยเด็กกับยอดคน(ที่ผมรู้จัก)ภาคแรก

                ตอนเด็กๆผมชอบเล่นกีฬาเล่นหลายชนิดทั้ง ฟุตบอล ปิงปอง แบดฯ แชร์บอล วอลเลย์บอล เทนนิส ว่ายน้ำ วิ่ง กระโดดยาง ตี่จับ มีกีฬาชนิดหนึ่งที่เขาฮิตกันแต่ผมไม่ชอบเล่นคือบาสเก็ตบอล ผมไม่ชอบลูกก็หนัก ห่วงก็เล็ก และอะไรก็ไม่รู้ผู้ชายด้วยกันมายกมือกันๆ กอดๆแย่งๆแบบใกล้ชิดกัน ไม่เห็นสนุกเลย แต่กีฬาที่เล่นมากๆยิ่งตอนเรียนมัธยมแล้วยิ่งเล่นมากคือฟุตบอล ฟุตบอลในวัยเด็กของผมเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็มีสิ่งดีๆให้จดจำมากมาย โดยเฉพาะยอดคนที่ผมรู้จักดังที่จะเล่าต่อไปนี้ 

     ตอนช่วงป.5-6 ที่โรงเรียนศิริมงคลศึกษาเป็นช่วงแรกที่ผมเล่นฟุตบอล โรงเรียนเราเล็กมีสนามปูนใหญ่กว่าสนามบาสหน่อยหนึ่ง เราเลยเล่นได้เพียงบอลพลาสติก ตอนนั้นเราเล่นรวมกันทั้งป.5-6 เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานทุกเย็น เรามีคุณครู 2 ท่านมาเล่นด้วยเป็นประจำ ท่านหนึ่งอ้วนแต่เก๋า อีกท่านสูงเล่นบอลฉลาด ครูทั้งสอง เล่นกับเราเกือบทุกเย็นที่ว่าง เล่นไปสอนพวกเราเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆทำให้พวกเราพัฒนาฝีมือกันขึ้นมาจนอยู่ชั้นแนวหน้าของตลาดกันเลย พูดจริงนะไม่ได้โม้แถวซอยจรัญฯ47ไม่มีใครเคยชนะเราได้ เพราะเราไม่เคยแข่งกับใคร พูดถึงครูทั้งสองท่านนี้เวลาท่านสอนหนังสือ ท่านก็สอนเราจริงจัง สอนทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่านสอนเราทุกเรื่องทั้งวิชาการและชีวิตประจำวัน นอกเวลาเรียนนั่งเล่นหมากรุก หรือนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ หรือเล่นฟุตบอลกัน ท่านก็สอนเราหลายๆเรื่องแบบที่เราไม่รู้ตัว คุณครูทั้งสองจริงจัง ตลก ขี้เล่น และทำตัวแบบที่คนธรรมดาเขาเป็นกัน วางตัวน่าเคารพแต่เป็นกันเองและจริงในกับพวกเราเสมอ แต่จริงใจแค่ไหนนั้นผมไม่เคยลองยืมเงินท่านดูเลยไม่รู้ครับ นี้คือยอดคนในวัยเด็กที่ผมเริ่มจำความได้ครับ 

      พอจบป.6ผมก็มาสอบเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ แล้วเข้าเป็นนักเรียนม1/8 ที่นี่ก็มีสนามบอลใหญ่ขึ้น(แต่ไม่ให้เล่นเท่าไหร่) ต้องอาศัยเล่นสนามบาสแคบๆคนก็เยอะ แต่ฟุตบอลช่วงนั้นฮิตมากเด็กร้อยละ 70 เล่นฟุตบอลกัน พอเข้ามาได้ซักพักโรงเรียนก็จัดฟุตบอลภายในแข่งบอลหนังข้างละ 11 คนแบ่งเป็นม.ต้นและม.ปลาย ผมซึ่งเป็นหัวหน้าห้อง1/8 เลยตั้งตัวเป็นหัวหน้าทีม ระดมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ 20 กว่าคนจัดแจงเตรียมทีมสมัครเข้าแข่งขัน ทั้งๆที่เล่นบอลหนังกันยังไม่ค่อยเป็นเลย เพราะตอนเด็กๆเล่นแต่บอลพลาสติก แต่คิดแค่ว่าอีกหลายเดือนกว่าจะแข่งหัดเล่นและซ้อมกันทัน และเราตั้งเป้าใว้ว่าปีนี้เป็นหมูสนามไปก่อน ปีหน้าค่อยหวังผล พอคิดได้ดังนั้นก็นำเรื่องประกาศและขอความคิดเห็นจากเพื่อนๆในห้องจนได้ข้อสรุปร่วมกันแบบเด็กๆว่าเอาไงเอากัน ใครอย่างเล่นมาหัดกันใครไม่ชอบเล่นก็เป็นเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน เราเริ่มหาที่ซ้อมบอลและได้ที่สนามกีฬาแห่งชาติข้างๆสนามเทพหัสดิน เป็นสนามทรายในขณะนั้น เราใช้ที่นั่นเป็นที่ซ้อมตลอด 2 ปีต่อมา

     ต่อมาเราก็เล่นบอลพลาสติกวันธรรมดาที่โรงเรียนซะส่วนใหญ่ และซ้อมกันแบบจริงๆจังๆในวันเสาร์ เราจำเอาวิธีการซ้อมมาจากในทีวีเริ่มหัดกันตั้งแต่พื้นฐาน เลี้ยงบอล จับบอล ส่งบอล เตะลูกโด่ง โหม่ง ยิงประตู และวิ่งเพื่อสร้างความฟิตให้ร่างกาย ซ้อมไปเรื่อยๆดูบอลโรงเรียนและดูบอลทางทีวีและซื้อสตาร์ซอกเกอร์มาอ่าน ต่อมาใครมีแววตำแหน่งไหนก็จัดตำแหน่งกันและซ้อมพื้นฐานกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละคนก็เปลี่ยนไปทีละน้อย บางคนจากไม่เป็นเลยก็ค่อยๆเข้าที่ บางคนพัฒนาเร็วมาก มีระเบียบวินัย ทำอะไรทำจริงจัง ทุ่มเทเต็มที่ บางคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ฝึกเดี๋ยวเดียวก็เก่งแต่ไม่ค่อยมีความอดทนแต่ต้องซ้อมตามโปรแกรมเพราะอยากลงแข่ง(เรามีกฏเหล็กใครไม่ซ้อมไม่ได้เล่น) คนที่มีความอดทนมีระเบียบวินัย ขยันและตั้งใจซ้อมก็ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ แต่เราก็ไม่เสียการเรียน การเรียนยังมาก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องอื่นๆเป็นเรื่องรอง กลับบ้านก็เล่นเกมส์ ดูทีวีทำอะไรอื่นๆอีกมากมายตามที่เด็กๆเขาทำกัน ส่วนคนที่ไม่ค่อยตั้งใจซ้อม ต้องคอยใช้กฏเหล็กควบคุมกัน บางคนมีพรสวรรค์อยู่แล้วซ้อมน้อยแต่เก่งเร็วและเล่นบอลได้ดี แต่ไม่ค่อยอดทนแต่ต้องซ้อมตามโปรแกรมเพราะอยากเล่น เวลาเรียนก็ไม่ค่อยยอมเรียน เรียนๆหลับๆก็เป็นไปตามแบบฉบับของแต่ละคน

      แต่ทั้งหมดนี้ก็คือพวกเราที่รวมกันเป็นทีมฟุตบอลที่ได้ชื่อทีมว่า...นฤมิตร... และมีชุดทีม(ได้เงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง) คล้ายทีมชาติอังกฤษในยุคนั้นมีหมายเลข 1-22  เต็มทีม เราหัดเล่นบอลกันไปเพิ่มทักษะในทุกๆด้าน เวลาเราไปดูบอลโรงเรียนแข่งเราก็นั่งด้วยกัน ใครเล่นตำแหน่งไหนก็ดูนักบอลโรงเรียนตำแหน่งนั้นเป็นแบบอย่าง คุยปรึกษากันเกี่ยวกับแผนการเล่นต่างๆ พอเริ่มจะเข้าที่แล้วเราก็ลงเล่นเป็นทีมแข่งกับทีมอื่นๆแถวๆนั้น วันเสาร์บ้างวันอาทิตย์บ้างบางครั้งเจอทีมผู้ใหญ่เตะเอาซะปางตาย แต่เราก็รู้สึกสนุกและเล่นอย่างเมามันส์ทุกครั้งที่ได้เล่น เราทำกันอย่างงี้ไม่เว้นปิดเทอมตลอด 2 ปี(ม1-2) ผลการแข่งขันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก แต่เพื่อนๆแต่ละคนของผมที่ได้ร่วมเล่นด้วยกันมาตลอด 2 ปีมียอดคนที่ผมได้รู้จักเยอะเลยครับ เริ่มจาก

     เพื่อนยุ่น....ยุ่นเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นสูงใหญ่ ขี้โรคเล่นกีฬาไม่เป็น พอเราจัดทีมขึ้นยุ่นเดินมาหาผมแล้วถามว่าอย่างกูจะพอเล่นตำแหน่งไหนได้บ้าง ผมตอบว่ามึงต้องเล่นตัวเปิด ยุ่นถามว่าปีกรึ ผมบอกว่าเปล่าตัวเปิดกระป๋องน้ำ ยุ่นไม่ละความพยายามบอกอย่างน่าสงสารว่า กูเป็นคนอ่อนแออยากเล่นกีฬาเป็นบ้างเผื่อจะแข็งแรงกว่านี้ ให้กูเล่นเถอะตำแหน่งไหนก็ได้ ตัวสำรองก็ยังดีผมเห็นความตั้งใจของยุ่นแล้วก็ต้องยอมให้ยุ่นเข้าทีม ในตำแหน่งผู้รักษาประตูยุ่นสูงเกือบ 170 ซม(ในขณะนั้น) แต่เล่นกีฬาไม่เป็นจริงๆไร้ทักษะ พอเริ่มซ้อมยุ่นตั้งใจมากให้ทำอะไรยุ่นทำเต็มที่ ซ้อมหนักแค่ไหนยุ่นไม่มีบ่น ซ้อมยังไงยุ่นก็ไม่เก่งขึ้นเพราะขาดทักษะ แต่ยุ่นแข็งแรงขึ้น เข้าใจเกมส์ฟุตบอลทุกอย่างแต่ทำยังไงก็ไม่เก่งขึ้น ยุ่นไม่สนตั้งหน้าตั้งตาซ้อมตามที่บอกอย่างเต็มที่ ลงแข่งทีไรยุ่นไม่เคยได้ลงยุ่นก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้ตัวเองดี ผมซึ้งยุ่นมากแต่ก็ช่วยอะไรยุ่นไม่ได้แต่เห็นยุ่นสนุกผมก็สบายใจ ผิดกับโกล์ตัวจริงของผมซื่อโฮกเล่นบอลเก่งมาก ถ้าเอาจริงได้ซักครึ่งของยุ่นป่านนี้เป็นโกล์ทีมชาติไปแล้ว แต่วันๆโฮกเอาแต่กวนประสาท เรียนก็ไม่เรียนหาเรื่องให้ปวดหัวได้ทุกวัน อู้ซ้อมเป็นประจำแต่ทักษะดีมากบอกอะไรทำได้หมด ถ้าไม่บอกทำไม่ได้ต้องบอกทุกอย่างและคอยคุมให้ทำ ผิดกับยุ่นราวกับฟ้ากับดิน ยุ่นทำอะไรทำจริงทุกเรื่อง เรียนก็เก่งเกือบที่สุดในโรงเรียน พอจบม2 เพื่อนยุ่นก็สอบเทียบม3 ได้แล้วสอบเข้าเตรียมอุดมได้ตอนจบม.2  เรียนเตรียมอุดมฯแค่ม.5 ก็สอบเทียบม6 ได้แล้วสอบติดวิศวฯจุฬาได้ ป่านนี้คงทำงานเป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว ถึงจะไม่ได้ข่าวกันอีกแต่ผมมั่นใจได้ ยุ่นเอาจริงในทุกเรื่อง รุ่งแน่นอน

        เพื่อนสุย...สุยเป็นคนสุภาพพูดจาฉลาด เวลาคุยกับสุยต้องคิดตลอดสุยมักจะพูดอะไรแล้วเราต้องคิดตามถึงแปลความหมายออก สุยเล่นบอลเป็นนิดหน่อยแต่เล่นกีฬาเป็นหลายอย่าง ทักษะด้านกีฬาดี สุ่ยเข้าทีมมาผมจัดให้สุยเล่นตำแหน่งแบ็คขวา สุยขยันซ้อมมีการให้ความคิดเห็นและมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการซ้อมเสมอ อะไรไม่ถูกสุยไม่ลังเลที่จะออกความคิดเห็น แต่ต้องแปลให้ดีเพราะสุยชอบพูดให้คิด ผมถูกสุยด่าแบบไม่รู้ตัวก็หลายครั้ง สุยเล่นบอลไม่ได้ใช้กำลังแต่ใช้สมอง สุยทำทุกอย่างด้วยสมองสุยถามทุกอย่างที่เป็นหลักการแล้วสุยจะเจาะลึกมันด้วยตัวเอง สุยเล่นบอลในตำแหน่งของตนเองได้อย่างไม่มีที่ติไม่ว่าจะหนักแค่ไหนสุยหยุดได้หมด ปีกซ้ายทีมไหนก็อย่าหวังจะผ่านสุยไปได้ง่ายๆเลย งานของสุยสุยรับผิดชอบเต็ม 100 และทำได้ดีแต่สุยจะไม่ยอมตายเพื่อใคร เพราะสุยเชื่อว่าการทำอย่างนั้นโง่สิ้นดีไม่มีประโยชน์ สุยจบม.3ก็ไปเข้าเตรียมอุดม จบเตรียมม6ก็เข้าหมอจุฬาต่อป่านนี้สุยคงเป็นหมอที่ฉลาดคนหนึ่ง แต่ยังไงสุยก็ไม่ยอมตายเพื่อใครเพราะสุยบอกว่ามันโง่สิ้นดีที่ทำอย่างนั้น

       เพื่อนเฮี้ยง...เฮี้ยงเป็นเด็กตัวเล็กหน้าตี๋เล่นบอลไม่เก่งแต่เรียนรู้เร็ว มีความพยายามและหัวดีไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวเองแต่มองโลกในแง่ดี มีความเห็นในทางที่ดีๆให้เพื่อนๆเสมอ เฮี้ยงก็เหมือนสุยกับยุ่นคือเรียนดี มีความขยันมีความคิดและหัวไว เฮี้ยงเล่นตำแหน่งปีกขวาไม่เด่นเท่าไหร่แต่รับผิดชอบดี ทำอะไรตามหลักการและวางแผนก่อนทำอะไรเสมอ ไม่ค่อยประยุกต์ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เฮี้ยงเป็นตัวอย่างที่ดีของเพื่อนที่รู้จักหาปมเด่นมาข่มข้อด้อยของตนเอง รู้ว่าเล่นบอลสู้เพื่อนๆหลายคนไม่ได้ ก็รู้จักอยู่ฝ่ายวางแผนและเป็นสมองแทนเพื่อนๆหลายคนที่เก่งแต่ไม่ค่อยโต เฮียงจบม3สอบเข้าเตรียมอุดมไม่ได้ เฮี้ยงก็เรียนที่เทพศิรินทร์ต่อ พอม5 เฮี้ยงก็สอบเทียบม.6 ได้แล้วสอบติดบัญชี จุฬาจากนั้นก็เจอเฮี้ยงน้อยลงหลังสุดเห็นเป็นใหญ่อยู่ฝ่ายบัญชีของ nec เฮี้ยงเล่นบอลไม่เก่งและไม่ชอบฟุตบอลเท่าไหร่แต่เฮี้ยงเป็นตัวจริงในทีมของผมทั้งม.ต้นและม.ปลาย ในชีวิตจริงตอนนี้เฮี้ยงก็คงเก่งแบบนั้นแหละครับ

     เพื่อนเทพ...อดิเทพเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในทีมผม มีพรสวรรค์ในแบบที่นักบอลดังๆมีกัน เทพเล่นบอลเหมือนซีดานรวมกับแบ็คแฮ่ม  เทพมีความเก่งเหลือเฟือ หน้าตาดีหล่อเหลา คารมเป็นต่อแต่นิสัยพร้อมที่จะเป็นเพลย์บอย  ไม่ค่อยมีระเบียบเป็นคนสบายๆไม่ชอบอะไรยุ่งยาก ชีวิตมีแต่เรื่องสบายๆต้องคอยดึงเอาใว้ไม่ให้เสียคนแต่เวลาเล่นบอลเทพเด่นเสมอ ใครเห็นใครต้องชมถ้าเทพมีระเบียบอีกนิดรับรองติดทีมโรงเรียนสบายๆ เทพเป็นเด็กบ้านหมี่อยู่บ้านเช่ากับพี่ๆในกรุงเทพฯ เทพมักชวนเพื่อนๆไปบ้านดูวีดีโอดูหนังสือ...พอจบม2 เทพก็อยู่คนละห้องกับผมเลยห่างๆกันไป เทพก็ไปเรื่อยๆจบม3ก็ออกจากเทพศิรินทร์ไป ได้ข่าวว่าชีวิตไม่ค่อยสวยนักแต่ก็จนปัญญาได้แต่ส่งใจไปช่วย ยังไงเทพก็เป็นเพื่อนที่ผมสนิทมากคนหนึ่งเพราะเราร่วมเป็นร่วมตายในทีมนฤมิตรด้วยกัน ชีวิตเทพจะเป็นไงก็แล้วแต่ แต่เรื่องฟุตบอลเทพไม่เคยทำให้ผมผิดหวังและเป็นนักบอลที่เก่งที่สุดที่ผมเคยร่วมทีมด้วยตลอดกาล

       เพื่อนโน...อาโนเป็นนักบอลตำแหน่งเซ็นเตอร์อาโนเรียนไม่เก่งพื้นฐานการเรียนไม่ดี ครอบครัวยากจนอาโนเอาดีทางเรียนไม่ค่อยได้เพื่อนๆต้องช่วยเสมอ แต่เรื่องฟุตบอลอาโนแกร่งไม่เป็นรองใคร อาโนขยันซ้อม มีความเด็ดขาด ตายแทนเพื่อนๆได้เป็นกองหลังที่เพื่อนๆอุ่นใจได้เสมอ ทุ่มเทเกิน100 ไม่เคยกลัวใครทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ เป็นมือปืนประจำตัวของผมที่ฝากชีวิตไว้ด้วยได้  อาโนรักเพื่อนมีความจริงใจ เรียบง่ายอดทน แข็งแกร่ง แต่พื้นฐานครอบครัวไม่ดีและอาโนเอาชนะมันไม่ได้ จบม.3อาโนก็ต้องออกจากเทพศิรินทร์ไปและเรียนพาณิชย์และชีวิตก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่...




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:23:26 น.
Counter : 311 Pageviews.  

ตุ๊ด ทอม ดี้ เกย์

      วันนี้คงต้องพูดกันถึงเรื่องพวกนี้กันบ้างนะครับ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เป็นหรือฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับขอบอกก่อน ถึงคนแถวบ้านจะสงสัยในตัวผมอยู่บ้างเหมือนกันว่าเป็นพวกตุ๋ยหรือเปล่า เพราะอายุปาเข้าไปป่านนี้แล้วยังไม่มีสาวๆคนไหนไปบ้านผมแบบเห็นๆกันบ่อยๆเลย ผมขอรับรองด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ว่าผมไม่ได้เป็นพวกตุ๋ยแน่นอนครับ ทุกวันนี้สาวๆเดินผ่านผมยังมองตาเป็นมันเลยครับมองอย่างเดียวไม่ได้หื่นนะครับ เข้าเรื่องดีกว่า
     สมาชิกกลุ่มแรกที่ผมจะพูดถึงคือชายไม่จริง ที่เขานิยามพวกเธอว่าตุ๊ด(เรียกว่านายเธอโกรธตายแน่) ผมเคยพบมาหลายคนแล้วบางคนเห็นมาแต่เด็กอาการยังไม่เด่นชัดมาก ผมพยายามเตือนผู้ปกครองและพยายามช่วยผู้ปกครองแก้ไม่ให้เธอเป็นอย่างนั้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ สุดท้ายผมเลยต้องกลับมานั่งใคร่ครวณดูว่า จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เด็กที่มีความคิดแบบนี้ สาเหตุใหญ่ไม่ใช่เกิดจากการเลียนแบบหรือเกิดจากการอยู่กับพี่ผู้หญิงส่วนใหญ่ตอนเด็กๆ สิ่งแวดล้อมมีผลแต่ไม่มากนัก สาเหตุใหญ่มาจากความผิดปรกติทางอารมณ์มาตั้งแต่ตอน 9 เดือนแรกในท้องของคุณแม่เลยครับ อาการต่างๆที่แสดงออกตอนหลังๆล้วนแล้วแต่มาจากความผิดปรกติตั้งแต่ก่อนเกิดออกมาทั้งสิ้นครับ สุดท้ายผมเลยสรุปว่าไม่มีทางแก้หายหรอกไม่ต้องพยายาม เพียงแต่ต้องยอมรับชะแล้วตั้งหลักสอนกันให้ดีว่าอยากเป็นเป็นไป สอนความเป็นกุลสตรีให้เธอซะ สอนให้รักนวลสงวนตัวรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อย่าทำตัวเป็นตุ๊ดแรด(ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ) และพึงสังวรณ์ ไว้ด้วยว่าเธอไม่มีวันสวยสู้ผู้หญิงจริงๆได้หรอก แต่อยากเป็นก็เป็นไปเถอะแต่เป็นให้มันดูดีมีศักดิศรีหน่อยก็แล้วกัน
         กลุ่มต่อมาที่จะพูดถึงคือทอมครับ พูดไปเสียวไปกลัวเธอต่อยเอาทอมต่างกับตุ๊ดตรงที่ว่า ผมเชื่อความความต้องการเป็นผู้ชายของเธอไม่ได้ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการเลียนแบบสังคม และการพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง เช่นเธอเกิดมาไม่สวย ตัวเล็กไม่สมส่วนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วพยายามหาจุดเด่นด้านอื่นมากลบเกลื่อนปมด้อยของเธอ เธอทำทุกอย่างไม่ว่าจะทำผม เล่นกล้าม หรือทุ่มเทให้กับความรักทำทุกอย่างที่ผู้ชายทำเพื่อให้ชนะใจดี้ที่เธอใฝ่หา บางที่ถึงขนาดยอมเลวสุดๆเหมือนผู้ชายเลวๆบางคนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอคือผู้ชายนะ ตัวผมคิดว่าทอมไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอกครับ ก็แค่ผู้หญิงที่มีปมด้อย ขาดความมั่นใจในตัวเองแล้วพยายามหาทางออกให้ตัวเองดูดี มีความจริงใจให้คนทุกคนที่เธอคบหา ยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อคนที่ตนรัก มีความรักที่ยิ่งใหญ่จริงๆครับผมนับถือ  แต่ผมงงอยู่อย่างหนึ่งครับทำไมทอมทุกคนต้องมีแฟนด้วยทำไมเธอไม่อยากแค่เป็นทอมเพื่อต้องการแค่เป็นผู้ชาย อันนี้ผมไม่เข้าใจครับ...
        ต่อมาคือดี้ครับอันนี้เข้าใจไม่ยากครับ ดี้ก็คือผู้หญิงที่ทนความป่าเถือนของผู้ชายจริงๆไม่ใหว ไม่ชอบอะไรที่อันตรายจนเกินไป พอดีกับมีความอบอุ่นเล็กๆที่เธอต้องการพอดีจากทอมที่แสนดีเข้ามาทดแทนช่องว่างที่ขาดหายไป ส่วนใหญ่โตแล้วจะเลิกเป็นดี้ไปเอง ยกเว้นดี้ที่รักเดียวใจเดียวก็อยู่กันยาวหน่อย พ่อแม่บางท่านก็ปวดหัวเมื่อลูกคบทอมแต่ผมกลับเห็นว่าดีนะครับ จะได้มีไม้กันหมาไว้ป้องกันลูกเราเวลาไกลหูไกลตา พอโตหน่อยเรียนมหาวิทยาลัยก็ต่างคนต่างแยกไปกันเอง เพียงแต่สอนลูกเราไว้อย่าให้กลัวผู้ชายมากจนกลายเป็นดี้ถาวรไปซะก่อน
       กลุ่มสุดท้ายคือเกย์ อันนี้อันตรายสุดและผมออกจะไม่ชอบที่สุดเพราะคิดยังไงก็ไม่เจอเหตุผลที่ทำไมผู้ชายเราต้องเป็นเกย์ ผู้หญิงสวยๆน่ารักเยอะดันไม่ชอบ แต่กลับมายุ่งกับผู้ชายด้วยกันในแบบตุ๋ย ไม่เห็นมีเหตุผลคิดทีไรก็ขนลุกทุกที(ไม่ได้เสียวนะแต่แขยง) ไม่รู้ว่าอารมณ์ไหนปล้ำผู้หญิงดีๆไม่ชอบ ดันชอบปล้ำผู้ชายด้วยกัน และการที่เป็นเกย์นั้นที่แน่ๆไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิดแน่นอน แต่เกิดจากอะไรซักอย่างในวัยรุ่น ต่อมาจนถึงวัยกลางคนของชาวเกย์ทั้งหลาย ที่ทำให้พวกคุณกลายเป็นแบบที่คุณเป็นกันอยู่ แต่เอาเถอะคุณอยากเป็นก็เป็นกันไปแต่ขอร้องอย่าลากเอาคนที่เขาไม่อยากเป็นเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มคุณเลยนะครับบาปกรรมครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:25:45 น.
Counter : 624 Pageviews.  

การเมืองเรื่องใกล้ตัว(ของผม)

        ผมสนใจการเมืองตั้งแต่เด็กๆ จำความได้ก็ตั้งแต่ป.5 โรงเรียนประถมของผมมีส่วนทำให้ผมสนใจการเมืองตั้งแต่ป.4 ทำยังไงเหรอครับก็โรงเรียนศิริมงคลศึกษาจัดให้มีการเลือกประธานนักเรียนเป็นประจำทุกปี เปิดโอกาสให้เด็ดป5-6 แต่ละห้องส่งผู้สมัครและหาเสียง และมีวันลงคะแนนเสียงตามแบบผู้ใหญ่เขาทำกันเลยครับ  ผมโชคดีได้อยู่โรงเรียนนี้ทำให้เริ่มเห็นการเมืองและสนใจการเมืองตั้งแต่นั้นมา ผมสนใจการเมืองในแบบของผมไม่ถึงกับอยากหรือฝันว่าซักวันจะเป็นนักการเมือง เป็นส.สในสภาหรืออยากบริหารประเทศ ผมตกลงใจที่จะตามการเมืองโดยถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผม ผมไม่เคยศึกษาวิชาการเมืองอย่างจริงๆจังๆ ชอบอ่านประวัติการเมืองไทยแต่ไม่เคยคิดที่จะท่องจำหรือใส่ใจมากนัก ตามมาเรื่อยๆไปฟังเวลาเขาจัดปราศรัยที่สนามหลวงก็หลายครั้ง เห็นรัฐบาลมาก็หลายชุด ติดตามนักการเมืองมาก็เยอะ ความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นก็ผ่านตามาตลอด มุมมองเรื่องการเมืองของผมจึงเป็นมุมมองของคนที่ไม่มีความรู้ด้านการเมืองอย่างจริงๆเลยครับ

          การเมืองในมุมมองของผมเป็นเรื่องของการตั้งเป้าหมายแล้วทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างมีศาสตร์และศิลป มีการใช้จิตวิทยา ใช้ความเชื่อ ใช้กำลัง ใช้เงิน ใช้อำนาจ ใช้มวลชน ใช้สื่อ ใช้เวลา ใช้วิชั่น ใช้ไอคิว ใช้ภาวะผู้นำ ใช้ความอดทน ใช้กลอุบาย และอื่นๆอีกมากมายเท่าที่ความสามารถจะมี การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกๆส่วนของการดำรงชีวิตมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น คนเราจะประสพความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือทำธุรกิจได้เจริญรุ่งเรืองต้องเล่นการเมืองเป็น ผมเห็นดังนี้แล้วการเมืองสำหรับผมจึงไม่ได้มีความหมายแค่ รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส สว หรือการเมืองระดับท้องถิ่นเพียงเท่าที่เราเห็น การเมืองมีในทุกส่วนของสังคมไทยตลอดจนสังคมโลก ยิ่งเราโตขึ้นการเมืองยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราหนีไม่พ้นและไม่ควรหนี ควรทำตัวให้เคยชินและสนุกกับการเล่นการเมืองโดยฝึกซ้อมการใช้ศาสตร์และศิลปมาใช้ในการเมืองในส่วนที่แต่ละคนเกี่ยวข้อง ค่อยๆเริ่มต้นใครเริ่มก่อนได้เปรียบครับส่วนการเมืองที่เราเห็นๆกันบ่อยๆนั้นคือการเมืองแบบช่วงชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจ เล่นการเมืองโดยเล่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแต่เป็นที่สนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติและมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราจึงเรียกแทนส่วนนี้ของการเมืองว่าการเมืองไทย แต่อย่าลืมนะครับการเมืองไม่ได้มีเพียงแค่ที่เห็นและไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะครับ แต่ส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่และเป็นส่วนที่มีตัวอย่างให้เราได้เลือกศึกษาได้มากมาย

             การเมืองไทยตลอด20 กว่าปีที่ผมดูๆมามีการเปลี่ยนแปลงหรือมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคทหาร ยุคลูกน้องบริวาร มาจนถึงยุคธุรกิจการเมือง ต่างก็มีแบบฉบับของตนเองตามยุคสมัย พรรคการเมืองก็มีการจัดการแบบต่างๆให้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง นักการเมืองก็มีตัวอย่างให้เห็นให้ดูเป็นบทเรียนก็มากมาย รัฐบาลก็มีนายกฯมาให้เห็นฝีมือการบริหารก็มาก ประชาชนเองก็มีลักษณะต่างๆกันไปและมีส่วนร่วมในการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย

การเมืองในยุคทหารเป็นการเมืองที่อำนาจมาจากกระบอกปืน ทหารเท่านั้นที่จะกำหนดหรืออนุญาติให้กลุ่มอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดทำอะไรได้บ้าง ทิศทางการบริหารประเทศมาจากข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ อำนาจและผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในกลุ่มข้าราชการชั้นคุมอำนาจแทบทั้งสิ้น

การเมืองในยุคลูกน้องบริวารเป็นการเมืองในยุคของอำนาจเงิน เงินเท่านั้นที่จะรวมสส เข้ามาเป็นบริวารให้ได้มากที่สุดแล้วใช้จำนวนสส เป็นอำนาจต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศ ทิศทางการบริหารประเทศมาจากกลุ่มเงินทุนที่ยอมทุ่มทุนผ่านกลุ่มการเมืองเพื่อให้ได้อำนาจในการบริหาร

การเมืองในยุคธุรกิจการเมือง คือการเมืองในยุคปัจจุบันการเมืองในช่วงที่เราได้รัฐธรรมนูญใหม่และแตกต่างจากฉบับก่อนๆอย่างสิ้นเชิง การเมืองที่ประสานอำนาจกันโดยอาศัยระบบการจัดการแบบธุรกิจสมัยใหม่ ตอนนี้เป็นเพียงยุคเริ่มต้นยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาทุกๆด้านอีกนาน แต่ถือว่าเป็นการเมืองที่น่าสนใจ เป็นการเมืองที่วัดกันด้วยความรู้ ความสามารถ จริยธรรมและคุณธรรม มากกว่าสนใจแค่เป็นคนของกลุ่มทุนไหนมีกำลังเท่าไหรและมีข้อต่อรองอย่างไร การเมืองในยุคนี้เป็นโอกาสที่ดีของคนรุ่นใหม่ๆที่มีความรู้ ความสามารถจะเข้ามาเล่นการเมืองโดยต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่ไปด้วย และต้องมีความสามารถประสานผลประโยชน์ให้ลงตัวภายในองค์กร นักการเมืองและพรรคการเมืองมีกลุ่มธุรกิจที่ให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย นักการเมืองมีทุกสาขาอาชีพและมีธุรกิจของกลุ่มตนอย่างชัดเจน ทุกอย่างทำภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ  ผลประโยชน์ที่ได้รับต้องถูกต้องตามกฎหมายและสามารถตรวจสอบได้ มีองค์กรอิสระที่เข้มแข็งเป็นผู้รักษากฏ ให้ทุกคนเล่นในกติกาอย่างยุติธรรม อำนาจมืดและการกว้านซื้อส.ส ด้วยการใช้เงินจะค่อยๆน้อยลงไป ใครไม่โปร่งใสอยู่ยากผมว่าดีนะครับ

          พูดถึงเรื่องพรรคการเมืองในอดีตส่วนมากจะจัดขึ้นมาเป็นการเฉพาะมากกว่าเพื่อทำงานทางการเมืองอย่างจริงๆจังๆ มีไม่กี่พรรคที่ตั้งเพื่อการทำงานด้านต่างๆอย่างจริงจังและมีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอดีตเรามีพรรคการเมืองเยอะมาก แต่อนาคตจะเหลือพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสายตาของผม 

พรรคการเมืองที่เก่าแก่และดูดีสุดในอดีตได้แก่พรรค ปชป พรรคนี้มีการทำงานการเมืองมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผมมองว่าเป็นพรรคที่จัดระบบภายในได้ดีและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นพรรคที่บริหารในแนวอนุรักษ์นิยมแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่แน่ใจว่าจะสอดคล้องกับปัจจุบันหรือไม่ ระบบภายในพรรคก็มีขั้นตอนมากมายและตึงจนเกินไป เป็นระบบการจัดการที่ไม่เอื้อต่อการทำงานที่ต้องการความคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์ พรรคปชปในยามนี้จึงเป็นแหล่งรวมนักการเมืองที่ค่อนข้างเห็นด้วยกับการพัฒนาประเทศไปอย่างช้าๆและค่อนข้างเป็นนักการเมืองแบบข้าราชการและชนชั้นปกครองแบบสังคมไทยเก่าๆ ที่เคยชินกับระบบสังคมการบริหารและการดำรงชีวิตแบบเดิมๆ   

พรรคต่อไปคือพรรคชาติไทยซึ่งมีอายุยาวนานเหมือนกัน เป็นพรรคที่โตมากในช่วงการเมืองในยุคบริวารและการเมืองในยุคใหม่นี้เห็นทีพรรคชาติไทยนับวันจะยิ่งเล็กๆ และถ้าหมดยุคคุณบรรหารแล้วไม่แน่ว่าจะยังมีพรรคชาติไทยอีกหรือเปล่า 

พรรคที่แปลกที่สุดในรอบ20กว่าปีที่ผมเห็นในการเมืองไทยคือ พรรคพลังธรรม เริ่มจากกลุ่มรวมพลังมาเป็นพรรคการเมืองที่โตเร็วมากเคยมีสส เกือบ 40 คนในการเลือกตั้งเพียงครั้งแรกที่ตั้งพรรค ที่ผมว่าแปลกและไม่สบายใจก็คือพรรคพลังธรรมของคุณจำลอง มาทำงานการเมืองโดยเอาเรื่องศาสนามาเป็นตัวชูโรงในการเรียกคะแนนจากประชาชน ผมว่าเรื่องศาสนาความเป็นคนดี เป็นเครื่องยึดเหนียวของคนไทยทั้งประเทศมาช้านาน มันอยู่ในตัวทุกคนไม่มีเครื่องวัดและไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอามาเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง มาแสวงหาประโยชน์โดยอ้างความดีด้านนี้มาให้คนลงคะแนนให้ เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าการชูโรงแบบนี้เป็นเพียงการจุดพรุที่มาเร็วไปเร็ว ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว ทุกคนควรมีใช่แต่ไม่ควรเอามาอวดอ้างว่ามีมากเพราะไม่มีมิตเตอร์วัดความดี 

พรรคที่เด่นอีกพรรคในกรุงเทพฯคือพรรคประชากรไทย ของคุณสมัครก็เป็นขวัญใจชาว กทมอยู่ช่วงหนึ่ง ปชทก็คือคุณสมัคร นั้นเองเป็นพรรคที่อยู่ได้ด้วยตัวคุณสมัคร สุนทรเวช  หมดแล้วหมดกัน

พรรคสุดท้ายที่จะพูดถึงคือพรรคไทยรักไทย ก่อตั้งได้ไม่นานแต่เป็นพรรคการเมืองที่โตเร็วมาก ถือเป็นพรรคที่สอดคล้องและเข้ากับการเมืองยุคธุรกิจการเมืองได้เป็นอย่างดี มีส.สทั้งรุ่นเก่าและส.สเลือดใหม่อยู่รวมกันภายใต้การจัดการด้านผลปรโยชน์อย่างลงตัว ไทยรักไทยเป็นพรรคใหม่แต่มีระบบการจัดการภายในที่ทันสมัย การทำงานดูคล่องตัวและรวดเร็ว นักการเมืองหัวโบราณจะอยู่ในพรรคนี้ยาก ต้องปรับตัวตามให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และยอมรับการจัดการแบบธุรกิจประยุกต์และตามให้ทัน อย่างไรก็ตามพรรคไทยรักไทยก็ยังต้องมีบทพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่พรรคแบบเอาเงินทุ่มรวมบริวาร อยู่ได้อย่างมีระบบมากกว่าขึ้นอยู่กับตัวบุคคล หมดยุคคุณทักษิณ แล้วยังมีเลือดใหม่ๆขึ้นมาทำงานในมิติเดียวกันได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน และไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อผลประโยชน์ของธุรกิจพวกพ้อง...

         พูดถึงเรื่องของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมากันบ้าง 20 กว่าปีที่ผ่านมาเรามีนายกฯมาแล้วเยอะมาก เยอะจนทำให้ประเทศไม่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องดีพอ ใครเป็นรัฐบาลไปซักพักก็ถูกด่าแล้วก็ยุบแล้วเลือกตั้งใหม่ก็เปลี่ยนนายกฯแล้วมาทำงานซักพักก็ถูกด่าแล้วก็ยุบเป็นงี้เรื่อยไป ยังดีที่ในยุคแรกๆรัฐบาลนายกเปรม เป็นรัฐบาลนานมากพอที่จะวางรากฐานประเทศให้มั่นคงก่อนกลายเป็นฟองสบู่ในยุคนายกชาติชาย และต่อจากนั้นก็โดนปฏิวัติและเข้าสู้ยุคเปลืองนายกนับแต่นั้นมา เพิ่งมามีรัฐบาลชุดนี้แหละที่เป็นมา3ปีกว่าแล้วคะแนนนิยมยังดูดีอยู่และก็คงเป็นรัฐบาลชุดแรกในรอบ20 ปีที่อยู่จนครบเทอมและจะชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลต่อไป

        รัฐบาลเด่นๆที่อยากพูดถึงเริ่มจากรัฐบาลของพลเอกเปรม ที่เข้ามาบริหารประเทศโดยการสนับสนุนของทหาร พรรครัฐบาลต่างๆอยู่ภายใต้การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ควบคุมโดย นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองตำแหน่งสำคัญๆล้วนเป็นคนที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง การบริหารในยุคนี้นโยบายต่างๆถูกกำหนดโดยข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การดูแลของนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆมีบทบาทในการบริหารไม่มากนัก รัฐบาลจึงสามารถทำงานไปได้อย่างค่อนข้างราบลื่น ปัญหาการแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาลจึงเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจยุบสภา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง แต่พลเอกเปรมก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีนานพอที่จะวางรากฐานของประเทศให้มั่นคง ก่อนที่จะวางมือไปทำให้นายกชาติชายได้เป็นนายกฯคนต่อมา

      รัฐบาลต่อมาที่จะพูดถึงคือรัฐบาลยุค รสช รัฐบาลของนายอนันต์ ปัญญารชุน เป็นรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรสช  แต่ รสช ปล่อยให้คณะรัฐบาลของนายอนันต์ ทำงานอย่างเต็มที่ในภาคธุรกิจและอุสาหกรรมตลอดจนแก้กฎหมายต่างๆให้ทันสมัยและสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นี้เป็นจุดเริ่มต้นนำการเมืองไทยไปสู่ยุคใหม่ในข่วงต่อมา นายอนันต์แต่งตั้งจากทหารมาก็จริงแต่สามารถทำงานให้เห็นว่าไม่ใช่หุ่นเชิดของ รสช จากนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเลือกตั้งครั้งต่อมาทำให้เราได้รัฐบาลช่วงสั้นๆคือรัฐบาลของพลเอกสุจินดา ก่อนลาออกไปและประธานสภานายอาทิตย์ อุไรรัตน์ก็ทำเรื่องให้คนหน้าแตกด้วยการไม่ตั้งนายกฯตามที่เสียงส่วนใหญ่เสนอแต่ตั้งนายอนันต์กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง ก่อนที่ต่อมาจะมีการแก้รัฐธรรมนูญว่านายกต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

    รัฐบาลต่อมาที่พูดถึงคือรัฐบาลนายกชวน หลีกภัย รัฐบาลในยุคที่ปลอดจากอำนาจทหารเป็นรัฐบาลที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองมีบทบาทอย่างมากในการชี้ความอยู่รอดของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่ค่อยมีอำนาจแต่งตั้งหรือสั่งการรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ กลุ่มการเมืองต่างๆมีอำนาจต่อรองตำแหน่งต่างๆในรัฐบาล ถึงนายกชวนและพรรคปชป จะมีภาพที่ดูดี แต่รัฐมนตรีที่พรรคต่างๆส่งเข้ามาทำงานโดยมาจากระบบใครมีสส ในค่ายมากก็มีอำนาจต่อรองได้ ทำให้รัฐบาลมีเรื่องการทุจริตต่างๆให้เห็นมากมาย รวมทั้งการซื้อเสียงก็เป็นปัญหาใหญ่ในช่วงนั้น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าพรรคปชปมีจำนวน ส.ส ไม่มากพอต้องอาศัยเสียงของพรรคอื่นๆหลายพรรคมารวมกัน

      รัฐบาลชุดสุดท้ายที่จะพูดถึงคือรัฐบาลคุณทักษิณ รัฐบาลในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง สว  มีกกต. มาควบคุมการเลือกตั้ง การเลือกตั้งแบบใหม่ที่แยกสส ออกเป็น2แบบคือเลือกตรงและที่พรรคการเมืองเสนอเป็นบัญชีกลาง แล้วพรรคไหนได้มากหรือน้อยแล้วแต่คะแนนรวมที่ได้ทั้งประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคที่ได้จำนวนสส เข้ามา และรวมกับการจัดการที่ดีของพรรคไทยรักไทยทำให้พรรคนี้ถึงจะลงเลือกตั้งเพียงครั้งแรกแต่ได้จำนวน สส เยอะมาก พรรคไทยรักไทยไม่ได้ใช้วิธีแบบในอดีตในการรวมจำนวน สส มีการจัดการสมัยใหม่อย่างเป็นระบบทำให้ภายในมีเสถียรภาพ ทำให้รัฐบาลคุณทักษิณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณทักษิณสามารถควบคุมการบริหารได้อย่างเต็มที่ จะเห็นได้ว่ายุคนี้ รัฐมนตรีที่ไม่มีความสามารถอยู่ร่วมรัฐบาลยาก ทุกคนต้องทำงานกันเต็มที่เพราะคุณทักษิณตามติดตลอด รัฐบาลไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงในสภามากนัก ทำให้ทำงานได้เต็มที่ ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้ยังดูว่าเหมือนเดิมๆถึงพรรคร่วมน้อยแต่ในไทยรักไทยเองก็มีกลุ่มพรรคเดิมๆอยู่เป็นกลุ่มๆเช่นกลุ่มพรรคความหวังใหม่ กลุ่มพรรคกิจสังคม กลุ่มพรรคชาติพัฒนาเดิม กลุ่มคุณเสนาะ กลุ่มพลังธรรมเดิมแต่คุณทักษิณและการจัดการภายในของพรรคก็ค่อยๆสลายภาพเหล่านี้ออกไปทีละน้อย จุดเด่นอีกอย่างของรัฐบาลชุดนี้นอกเหนือจากทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็คือ หลังจากบริหารมาได้3ปีคะแนนนิยมยังดีอยู่มาก ไม่เหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมาทำงานไปซักพักคะแนนก็ตกเสียงด่าก็ตามมา 

           สุดท้ายจะพูดถึงนักการเมืองที่ผมสนใจตลอด20 กว่าปีที่ผ่านมา

     คนแรกคือคุณสมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่ตอนเด็กๆผมอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อ่านข่าวการเมืองข่าวเศรษฐกิจ อ่านไม่ค่อยเข้าใจมีวันหนึ่งว่าจะไปดูเขาแข่งตะกร้อลอดบ่วงที่สนามหลวง นั่งสองแถวไปถึงวันนี้ไม่มีแข่งแต่ทำไมคนเยอะมากเต็มท้องสนามหลวงเลย เลยเดินๆเข้าไปดูเห็นมีการปราศรัยในเวทีเป็นของพรรคประชากรไทยเลยแวะฟังดู คุณสมัครขึ้นมาพูดฟังเพลินเลยครับ ไม่ได้เพลินที่คุณสมัครด่าใครต่อใครแบบตามหน้าหนังสือพิมพ์นะครับ แต่คุณสมัครมีจุดเด่นคือพูดได้เก่ง เรื่องยากๆที่อ่านตามหนังสือพิมพ์ไม่ค่อยเข้าใจฟัง คุณสมัครพูดแล้วกระจ่างหมด ฟังไม่น่าเบื่อเป็นนักพูดที่เก่งมาก พูดเรื่องยากๆให้เข้าใจได้ง่ายๆ จากนั้นมาผมก็ติดตามคุณสมัครมาเรื่อยๆ ชอบฟังคุณสมัครพูดเรื่องต่างๆที่เป็นสาระ แต่ไม่ชอบที่ว่าหรือโจมตีคนอื่นแบบไม่มีหลักฐาน และการเป็นคนปากร้ายใจร้อนก็เป็นข้อเสียของคุณสมัคร ส่วนผลงานที่เป็นรูปธรรมก็ไม่ค่อยเห็นเด่นชัดนัก คุณสมัครได้ทำงานเต็มที่ก็ตอนเป็นผู้ว่ากทม คราวนี้นี้แหละทำให้ผมเห็นว่าคุณสมัคร ทำงานแบบคุมด้านนโยบายไว้แล้วปล่อยให้ รองผู้ว่าและระบบปฏิบัติการ ทำงานตามสายงานไปไม่เข้าไปก้าวก่ายยกเว้นถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น จึงเข้าไปดู ถ้าได้ผู้ร่วมงานที่มีความสามารถก็ดีไป ส่วนที่คุณสมัครเคยพูดเสนอเป็นโครงการนั้น ทำจริงๆไม่ง่ายแบบที่คุณสมัครเคยพูดหาเสียงใว้เลย และบางเรื่องก็ถึงกับทำไม่ได้เลยด้วย คุณสมัครก็เป็นนักการเมืองที่เด่นมากคนหนึ่งในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมามีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีจุดยืนชัดเจนไม่ตามกระแส พูดเก่งไม่มีเรื่องทุจริต มีภาวะผู้นำในแบบฉบับของตนเอง ผมคิดว่าพอหมดวาระเป็นผู้ว่ากทม แล้วคุณสมัคร น่าจะวางมือทางการเมืองแล้วพักผ่อนได้แล้วครับอายุมากแล้วชิมไปบ่นไปดีกว่า หรือถ้าคุณสมัครยังมีไฟอยู่ ก็เป็น สว ซักรอบก่อนวางมือก็ได้คนอย่างคุณสมัครก็มีประโยชน์ต่อการเมืองไทยเสมอ

             นายกชวน หลีกภัย เป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมือง ที่ต้องการเข้ามาทำงานการเมืองโดยอาสาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ช่วยแก้ไขปัญหาและความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ โดยไม่มีอะไรแอบแฝงหรือมีผลประโยชน์ไดๆมาเกี่ยวข้อง ทำด้วยใจมีความซื่อสัตย์และมีภาพลักษณ์ที่ดีแต่ไม่สุดขั้วจนเกินไป คุณชวนเรียนนิติฯมาทำงานการเมืองกับพรรคปชปมาตลอด คุณชวนพอใจในตำแหน่งสส จ.ตรังชอบอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่พออยู่นานเข้าตำแหน่งต่างๆทั้งในพรรคและรัฐบาลผสมก็ทำให้คุณชวน ต้องเป็นรมต เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นไปตามกาลเวลา การที่นายกชวนไม่ได้มีภาวะการเป็นผู้นำมาแต่เดิม ทำให้พอต้องมารับผิดชอบในตำแหน่งต่างๆทั้งในพรรคและรัฐบาล ทำให้ต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้สามารถทำงานและเป็นผู้นำที่ดีได้ สิ่งที่เห็นเลยทำให้ดูว่าคุณชวนเป็นนายกที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดภาวะผู้นำ แต่มีภาพไม่ทุจริตเป็นคนซื่อสัตว์ แต่คุณชวนก็พยายามปรับตัวเองตลอดเวลาที่เป็นรัฐมนตรีและช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง2รอบ ก็แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาภาวะของตนเองเพิ่มมิติต่างๆจนเป็นผู้นำที่แกร่งคนหนึ่งของประเทศไทย ทำงานในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในภาวะแย่ที่สุดได้อย่างน่าชมเชย มีความหนักแน่นไม่หวั่นกระแสและยึดมั่นในสิ่งที่ตนคิดว่าถูกต้อง และเป็นผู้นำที่ดีถึงแม้ว่าจะไม่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดมากนักก็ตาม

           คุณจำลอง ศรีเมือง ผมเห็นคุณจำลองเข้ามาในการเมืองไทยตั้งแต่สมัยรัฐบาลยุคท้ายๆของนายกเปรม และก็ตามดูมาเรื่อยๆจนมาเป็นกลุ่มรวมพลัง ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยชอบใจแนวทางการเมืองของคุณจำลองที่ชูเรื่องศาสนาและการเป็นคนดี กินข้าวมื้อเดียว อาบน้ำ3ขัน นอนกระดานผืนเดียวและไม่นอนกับภรรยา การเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นจุดขายทางการเมืองไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะคนไทยเกือบ99 % นับถือศาสนาพุทธยึดมั่นในคุณความดีของศาสนาอยู่แล้ว ไม่ควรที่ใครจะนำมาเป็นข้อดีของตนเองมาชูเพื่อให้ได้ตำแหน่งต่างๆหรืออำนาจในการบริหารบ้านเมืองนี้ ความดีเหล่านี้มีอยู่ในตัวคนทุกคนอยู่แล้วไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไดๆมาวัดสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นตัวเลขได้ ผู้บริหารประเทศที่มีความรู้ ความสามารถมากๆมีความดีเหล่านี้อยู่ในตัวมากๆดีครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่ความดีเหล่านี้มาชูแล้วเพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากๆเพื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร แล้วกาลเวลาก็พิสูจน์แล้วนะครับว่าการชูแบบนี้ไม่ได้เกิดผลดีอะไรมากนักกับการเมืองไทยเลยครับ

               นายมีชัย ฤชุพันธ์ ผมเห็นคุณมีชัยมาตลอด20กว่าปีที่ผ่านมา คุณมีชัยเคยเป็นทั้งสว ประธานสภาและมีบทบาทในการร่างกฎหมายต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองนี้มาตลอด คุณมีชัยเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ผมชื่นชอบการทำงานให้บ้านเมืองนี้อย่างเสียสระและไม่มีการทำงานเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ไดๆใส่ตัว เป็นจุดเด่นของคุณมีชัย รัฐบาลหรือรัฐสภาให้คุณมีชัยช่วยทำอะไรคุณมีชัยก็ทำอย่างเต็มที่ทำอย่างไม่เห็นแก่ความเด็ดเหนื่อยและทำอย่างตรงไปตรงมาไม่เป็นเครื่องมือของใคร ทำแล้วก็จบกลับไปอยู่อย่างเงียบๆไม่ต้องการชื้อเสียงอะไร คุณมีชัย ฤชุพันธ์ถือเป็นคนดีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา

             นายกทักษิณ ชินวัตร จากภาพนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เข้ามาทำงานการเมืองโดยเข้าพรรคพลังธรรมเป็น รมตต่างประเทศช่วงสั้นๆแล้วออกมาตั้งพรรคไทยรักไทยแล้วจบที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นายกทักษิณมีภาพของนักธุรกิจเข้ามาทำงาน แต่ผมกลับมองว่าคุณทักษิณไม่ใช่มีดีแค่เป็นนักธุรกิจที่เก่งแต่เพียงอย่างเดียวหรอก คุณทักษิณเป็นคนที่มีคุณลักษณะของผู้นำที่ดีควรมี เป็นพรสวรรค์ที่คุณทักษิณมีติดตัวมาแต่เกิดแล้ว การเป็นคนกล้าคิด กล้าเสนอ กล้าทำ มีความมุ่งมั่น อดทน มีจิตวิทยาการปกครอง มีวิสัยทัศน์ มองการไกลและกล้าที่จะแตกต่าง ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะที่ดีของผู้นำพึงมี นากทักษิณจึงเป็นนายกที่เหมาะสมกับประเทศไทยในยามนี้และน่าจะได้เป็นต่อไปอีกอย่างน้อย 9 ปี เพราะประเทศไทยหาคนที่มีความพร้อมในทุกๆด้านแบบนายกทักษิณยาก เพียงแต่ปรับอะไรอีกนิดและวางคนให้ต่อเนื่องอีกหน่อย ประเทศไทยจะเร่งไปข้างหน้าอย่างแรงในยุคของนายกชื่อทักษิณ ชินวัตร




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:28:33 น.
Counter : 331 Pageviews.  

ว่าด้วยเรื่องตลาดหุ้น


       ช่วงนี้ตลาดหุ้นร้อนแรงมาก set เพิ่มจาก 200 กว่าๆมายืนแถว 700 กว่าๆ ซื้อขายกันวันละหลายหมื่นล้านผู้คนก็เริ่มถอนเงินมาเล่นหุ้นกันมากขึ้น เล่นกันเป็นรายวันซื้อๆขายๆกันสนุกสนาน ว่างๆพวกเราไปดูที่ห้องค้าหลักทรัพย์กันบ้างก็ได้นะครับจะได้มีความรู้
        สำหรับผมนั้นผมเริ่มสนใจตลาดหลักทรัพย์เมื่อราวปี 2536 ตอนนั้น set อยู่แถว 1500 กว่าๆ ผมเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ดูถึงหมวดสินค้าในธุรกิจต่างๆดูปัจจัยต่างๆที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ฟังนักวิเคราะห์อ่านหนังสือและเข้าห้องค้าดูคนอื่นๆว่าซื้อขายกันแบบไหนบ้าง ผมพบว่าตลาดหลักทรัพย์เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่มาก มันคือประเทศทั้งประเทศและโลกทั้งโลกเลย ส่วนหลักการซื้อขายหุ้นนั้นก็มีรายละเอียดเยอะมากมีทั้งการวิเคราะห์โครงสร้างพิ้นฐาน วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม วิเคราะห์ทางเทคนิคและอื่นๆอีกมากมายปวดหัวตายดิ้น คนซื้อหุ้นหลักๆก็มีหลายพวกมีกองทุนต่างๆซึ่งเป็นพวกมืออาชีพ นักลงทุนขาใหญ่ๆเล่นที่ละหลายร้อนล้าน และที่เยอะสุดคือประชาชนคนธรรมดาแบบพวกเรา จำนวนเยอะแต่ซื้อขายกันไม่มากเล่นกันน่าห่วง ยิ่งตลาดขึ้นๆแบบนี้เล่นหุ้นกันแบบเล่นการพนัน เช้าซื้อบ่ายขายซื้อๆขายๆบางที่ซื้อขายเสร็จยังไม่รู้เลยว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร ใครบอกว่าให้ซื้อก็ซื้อขายก็ขาย คนที่เล่นด้วยเงินเหลือเก็บก็ดีขาดทุนหมดก็ไม่เป็นไรเงินเหลือใช้ แต่บางคนไม่ไหวไปกู้เงินมาเล่นและหวังเพียงส่วนต่างราคาไปหักดอกแล้วเหลือก็พอแล้วที่ผ่านๆมาปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยส่วนหนึ่งก็มาจากคนกลุ่มนี้แหละ ผมพูดแบบนี้แสดงว่าตลาดหลักทรัพย์ไม่ดีใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ครับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างสร้างสรรก็มีหลายวิธีซึ่งถือว่าเป็นการทำธุรกิจที่ดีรูปแบบหนึ่ง การหาความรู้เกี่ยวกับหมวดสินค้าแล้วเลือกลงทุนในหุ้นที่เราสนใจและอยากมีส่วนร่วมในกิจการนั้นๆ มีหลักวิเคราะห์ราคาเช่นดูค่าพีอี(ยิ่งน้อยยิ่งดี) และเลือกระยะเวลาการลงทุนที่มีเหตุผล สุดท้ายต้องกล้ารับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจที่เราลงทุนมันดีเราก็ดีด้วย ถ้าไม่ดีอย่างที่เราคิดเราก็ต้องขาดทุน เป็นสัจธรรมในการลงทุนทำธุรกิจ ควรภูมิใจที่ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยได้มีส่วนในธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนั้นถึงจะมีเพียง 1000 หุ้นก็ถือว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นคนหนึ่งเช่นกัน ซื้อหุ้นแล้วก็ปล่อยให้ธุรกิจมันเดินของมันไป 6 เดือนมาดูทีวิเคราะห์ดูว่ามีผลดำเนินการอย่างไรบ้าง ถ้าทั้งเป้าใว้ว่าจะลงทุนนานขนาดไหนเมื่อถึงเวลาก็ สำคัญเงินที่ใช้ซื้อควรเป็นเงินเก็บที่พร้อมที่จะแทงเป็นศูนย์ได้ถ้าธุรกิจไม่ดีอย่างที่เราคิด ส่วนเรื่องข้อมูลนั้นก็มาจากหลายๆทาง ตามหนังสือต่างๆบ้างฟังจากนักวิเคราะห์ที่ควรเลือกฟังอย่างมีเหตุผลเช่นถ้าวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นเชิงสถิติมีหลักฐานยืนยันและมีแนวโน้มยืนยันถึงอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมก็น่าสนใจ ส่วนการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูกราฟตัดไปตัดมาเป็นรูปต่างๆสัญญาณโน้นบ้างนี้บ้างผมว่าอย่าหมกมุ่นจนเกินไปเลยครับ และนับวันนักวิเคราะห์ก็ยิ่งคล้ายหมอดูเข้าไปทุกทีนะผมว่า ส่วนใครที่ชอบเล่นเก็งกำไร ซื้อๆขายๆset ขาขึ้นคุณอาจจะได้เงินบ้าง แต่คุณควรมองกลับไปในช่วงวิกฤติใว้เยอะๆว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอย่าคิดว่าตัวเองแน่เข้าถูกจังหวะเสมอไป ในตลาดคนที่เจ็บตัวตอนเกิดวิกฤติมากที่สุดก็คือพวกคุณนี้แหละ ช่วงนี้ห้องค้าหลักทรัพย์ มีกาแฟ ขนมให้กินมากมายเจ้าหน้าที่เอาใจลูกค้าจนออกนอกหน้า นักเก็งกำไรก็ยิ้มแย้มแจ่มใสหน้าตาเบิกบาน มีความสุขกันถ้วนหน้าก็ขอให้มีความสุขกันนานๆนะครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:30:32 น.
Counter : 307 Pageviews.  

แนะแนวการเรียนในระดับม.4-6

      หลังจากที่จบม.3มาเรียบร้อยและเลือกแผนการเรียนกันได้แล้ว ก็เริ่มตั้งเป้าหมายและวางแผนการเรียนใน3ปีต่อจากนี้ที่ต่างไปจากช่วงม.ต้น เพราะทุกเรื่องที่เรียนใน3ปีต่อจากนี้ต้องนำไปใช้ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งหมด เรียนแล้วลืมไม่ได้ต่างจากตอนม.ต้น ก่อนวางเป้าหมายก็มองไปในอนาคตกันซักนิด วิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังสับสนกันอยู่ แถมยังมีสอบตรง อินเตอร์ ภาคพิเศษมั่วไปหมด ไม่ต้องสนใจครับเราทำตัวเราให้พร้อมที่สุด ไม่ว่าผู้ใหญ่เขาจะให้เราแข่งกันด้วยวิธีไหนเราก็ต้องพร้อมแข่ง ยังไงก็ต้องแข่งไม่มีการเข้าเรียนได้แบบมหาวิทยาลัยใกล้บ้านหรือเอาแต่เกรดในโรงเรียนไปสมัครเข้าก็ได้แล้วหรอกมันเป็นไปไม่ได้  สำคัญเรียนอะไรไปขอให้รู้จริง และเข้าใจในทุกๆมิติของเรื่องนั้นๆจะเรียนแบบสมัยก่อนอีกไม่ได้แล้ว เพราะโลกวันหน้าเป็นของผู้ที่รู้จริงและมีความสามารถจึงจะผ่านการคัดเลือก แบบที่ท่องเยอะๆเรียนหนักๆกวดทุกวันหมดสมัยแล้วครับ

            สำหรับน้องๆที่เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แบ่งเป็น2กลุ่มคือ 

      กลุ่มที่ต้องการสอบคณะหมอทั้งหลาย ต้องเริ่มเข้มตั้งแต่ม.4เลยครับ ภาษาอังกฤษ ไทย สังคม เป็นพื้นฐานต้องได้ในระดับ65% ฟิสิกส์ เคมี ชีวฯ คณิตฯ ต้องเริ่มเก็บให้หมดใน 2 ปีแรกจะเรียนกวดอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ต้องเริ่มตอนม.4 เลย  พยายามเต็มที่ถ้าหลุดหมดก็ต้องเรียนวิทยานะครับ เหนื่อยหน่อยก่อนเริ่มคิดให้ดี ดูตัวเองซักนิดว่าไหวหรือเปล่าหรือชอบจริงหรือเปล่า อย่าคิดสั่นๆแค่แม่อยากให้เรียน เรียนแล้วรวย ดูว่ากลัวเลือด กลัวผีหรือมีความชอบช่วยเหลือคน มีความเสียสละให้ส่วนรวมหรือเปล่า อย่าเลือกเล่นๆเพราะมันเหนื่อยและต้องทุ่มเทมาก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกครับจำไว้

      กลุ่มที่เรียนวิทย์เพราะอยากเรียนวิศวฯ ม.4ก็ยังไม่ต้องอะไรมากปรับตัวให้ได้กับการเรียนในม.ปลายก่อน เริ่มโตเป็นวัยรุ่นวางตัวไงดี ในโรงเรียนก็เรียนแบบหลักสูตรใหม่เน้นทำรายงานทำโครงงาน เน้นค้นคว้าด้วยตนเอง ทำงานเป็นทีมหลักการดีแต่ทำจริงเหนื่อยกันหน่อยต้องปรับตัวกันพอควร ส่วนเรื่องการเรียนพิเศษทั้งฟิสิกส์ เคมี คณิตฯ เรียนที่ไหนก็ดีหมดแหละถ้าตั้งใจไม่โดด และให้คิดว่าในโรงเรียนก็เรียนเพื่อพัฒนาไปส่วนหนึ่ง การไปเรียนกวดก็ทำให้ได้ความรู้ในอีกมิติหนึ่ง และเติมเต็มด้วยการหาคู่มือและโจทย์มาทำเพื่อให้ครบถ้วน ทุกๆบทที่เรียนไปต้องใช้ตอนสอบเข้าทั้งสิ้น เรียนไปบทละรอบเท่านั้นจากนั้นต้องวางแผนทบทวนอย่าสม่ำเสมอเองตลอด 3 ปี วิศวะมีให้เลือกเยอะคะแนนก็ไม่สูงสอบเข้าได้ไม่ยาก แต่เลือกที่ตนชอบและเรียนให้จบมันยากพอควร จบแล้วก็ต้องทำงานในสายงานนั้นๆอีกเกือบ 40 ปีต้องเลือกให้ดีๆ  และที่สำคัญอีก2เรื่องคือภาษาอังกฤษจำเป็นมากในอนาคต ยังไงก็หนีไม่พ้นหรอกอย่าทิ้ง อีกเรื่องคือคอมพิวเตอร์ใครเก่งได้เปรียบ โลกยุคใหม่คอมฯทำได้ทุกอย่าง อย่าเอาแต่เล่นเกมส์เพียงอย่างเดียว

               สำหรับน้องๆที่เลือกเรียนศิลป์-คำนวณ

       ก็สบายๆเรียนคณิตฯ ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอไว้ มีเวลาก็เรียนภาษาอื่นๆเพิ่ม ภาษาไทย สังคมก็อ่านเองได้ ไปเรียนกวดตอนม.5นิดหน่อยก็พอ วิทย์-กายก็อ่านเองได้สบายๆ วิชาที่ยากที่สุดน่าจะเป็นภาษาไทยเพราะบางคนอ่านหนังสือไม่เป็น จับใจความไม่ได้ วิเคราะห์ไม่แตก ไปเรียนพิเศษยังไงก็ไม่คืบหน้าเพราะฐานไม่ดี ลองๆดูตัวเองนะว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่าถ้าเป็นฝึกอ่านหนังสือเยอะๆซะ ส่วนคณิตศาสตร์ก็ทำโจทย์เยอะๆทำให้จำให้ได้ในทุกบทและทำหลากหลายก็ไม่น่ามีอะไรมาก ยกเว้นว่าอ่อนคำนวณมาแต่เดิม เรียนสายนี้ว่างๆก็ดูตัวเองว่าจะสอบคณะอะไร บัญชี บริหาร เศรษฐฯ นิติ รัฐศาสตร์ มนุษย์ อีกเยอะแยะค่อยๆหาจุดเหมาะสมของตัวเอง




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:32:14 น.
Counter : 618 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.