Group Blog
 
All Blogs
 

แนะแนวการเรียนในระดับ ม.3

         ในชั้นม.3นี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความรู้ในแต่ละวิชาโดยเฉพาะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษในชั้นนี้จะเป็นพื้นฐานในระดับม.ปลาย เมื่อเรียนจบ ม.3แล้วต้องตัดสินใจเลือกเรียนแผนการเรียนต่างๆในระดับม4-6 ต่อไป และสำหรับน้องๆที่เตรียมตัวมาอย่างดีแล้วในชั้นนี้ต้องเรียนและเตรียมตัวให้พร้อมที่จะลงทำการสอบแข่งขันทั้งสอบเข้าเตรียมอุดม สอบมหิดล สอบเตรียมทหารและสอบชิงทุนต่างๆ
          สำหรับน้องๆที่เรียนม1-2 มาอย่างสม่ำเสมอและทำฐานของตัวเองแน่นพอแล้ว และวางแผนมาแล้วว่าในชั้นนี้จะสอบเข้าที่ไหนและเลือกแผนการเรียนอะไร ก็เรียนพิเศษตามที่กวดเข้าต่างๆแต่พอสมควร แล้วที่สำคัญกว่าการเรียนกวดคือต้องพยายามหาโจทย์ยากๆทั้งคณิตและวิทย์มาทำอย่างสม่ำเสมอ และดูภาษาอังกฤษ สังคม ภาษาไทยไว้ให้ได้มาตราฐาน  การท่องจำและทำความเข้าใจกับเนื้อหาต่างๆและหมั่นฝึกซ้อมทำโจทย์คำนวณ ให้แม่นและเร็วจะเป็นทางที่ดีที่สุด จำไว้เรียนแต่พอควรฝึกทำโจทย์เยอะๆ...คนเก่งไม่ต้องให้ใครมาสอนมาก ส่วนคนที่ต้องให้คนอื่นมาสอนตลอดไม่มีวันเก่ง...และอย่าเอาผลการสอบในโรงเรียนมาเป็นตัววัดความเก่งของเรามากนัก
เพราะทุกวันนี้แต่ละโรงเรียนปล่อยเกรดกันจนเกินงาม ลองสอบสมาคมคณิตฯหรือไปสอบแข่งสสวท ดูจะได้รู้ว่าเก่งจริงหรือเปล่า น้องๆในกลุ่มนี้ที่ทำได้ตามแผนส่วนมากจะเป็นคนที่รู้รับผิดชอบ มีความอดทน มีความเป็นตัวของตัวเอง และทำอะไรโดยตั้งอยู่บนความเป็นจริง ใจถึงกล้าได้กล้าเสีย ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป มีความเป็นผู้นำอย่างน้อยก็นำตัวเองได้ มองโลกด้วยสายตาอันกว้างไกลและมองในแบบ3มิติ จริงจังกับทุกๆเรื่องแต่ไม่ถึงกับหมกมุ่น รู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด แก้ปัญหาต่างๆได้ดี
            ส่วนน้องๆที่เรียนมา1-2 มาแบบสบายๆ ไม่ถึงกับเก่งและก็ไม่อ่อนไม่คิดที่จะไปสอบแข่งกับใคร อยากอยู่แบบสบายๆไปเรื่อยๆไม่สร้างปัญหาอะไรให้ใคร  เมื่อมาถึงชั้นนี้ก็ควรขยับตัวเองให้เข้าที่เข้าทางอีกนิด เน้นๆกับการเรียนขึ้นอีกหน่อยเพราะคณิตฯเกือบทุกเรื่องต้องไปใช้ต่อตอนม4-6 และเรียนวิทยาศาสตร์แบบจริงๆและลองดูว่าแต่ละเรื่องทั้งเนื้อหาและคำนวณเราชอบหรือเปล่า ด้านภาษาเป็นไงฐานแน่นพอหรือยัง เพราะหลังจากเรียนทุกอย่างจบแล้ว ต้องตัดสินใจเลือกแผนการเรียนตามความถนัดของแต่ละคน ลองเรียนดูฟังอาจารย์แนะแนว ฟังพ่อแม่ ฟังทุกๆคนที่ให้ข้อมูลเราแล้วเรามาตัดสินใจเลือกเองว่าเหมาะกับแผนการเรียนไหน ชีวิตเป็นของเราอย่าให้ใครมาตัดสินใจแทนเราในทุกๆเรื่องเลย ทำมันด้วยตัวเองบ้างเริ่มโตแล้ว อย่าไปสนใจเกรดเฉลี่ยมาก ตัวเราเอง
ย่อมรู้ดีสุดว่าเราชอบหรือเหมาะกับอะไร ไม่จำเป็นว่า3.80 ต้องเรียนวิทย์เสมอไปและ2.00 เรียนวิทย์ไม่ได้ก็ไม่แน่เสมอไป ตัดสินใจผิดบ้างก็ไม่เป็นไรยังไงก็ดีกว่าคิดไม่เป็น และอย่าเลือกเรียนเพราะไม่มีทางเลือก เลือกเพราะจำใจต้องเลือกหรือที่แย่ที่สุดเพราะเลือกเพราะไม่ชอบวิชาโน้นเลยต้องเลือกแผนนี้ ถ้าสู้เต็มที่แล้วหัวด้านคำนวณไม่ดีจริงๆ ก็ขอให้แน่ใจว่าด้านการอ่านและด้านภาษาเป็นจุดเด่นของตัวเองจริง และพวกเลือกเรียนวิทย์ก็อย่าอ้างว่าเลือกเพราะไม่ชอบวิชาด้านภาษาเป็นอันขาดเพราะจะเรียนได้ดียากถ้าคิดแบบนี้ตั้งแต่ระดับนี้ จำใว้...คนไม่เอาไหนไม่ว่าทำอะไรมันก็ไม่เอาไหนไปหมดแหละ...
            น้องๆกลุ่มสุดท้ายที่ขอพูดถึงคือกลุ่มที่เรียนไม่เอาไหน ถ้าน้องๆหัวไม่ดีหรือมีปัญหาที่จนปัญญาจริงๆก็ไม่มีปัญหาหรอก ขอเป็นกำลังใจให้ทำอย่างเต็มที่ทำเท่าที่ได้ก็พอแล้วครับ แต่ถ้าเรียนอ่อนเพราะไม่เอาไหนจริงๆวันๆไม่เรียน เอาแต่เกเรโดดเรียน ทำแต่เรื่องไม่ดีไม่คิดอะไรเอาแต่สนุกๆไปวันๆ สร้างปัญหาให้พ่อแม่และคนรอบข้าง หรือบางครั้งท่านผู้ปกครองเองก็มีส่วนเพิ่มปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก ถือเป็นโชคดีของน้องๆกลุ่มนี้ในชั้นนี้ทำเกเรยังไงก็ไม่มีตกผ่านตลอดและยังไงก็ได้เรียนต่อม.ปลายอยู่แล้วไม่ต้องคิดอะไรมากเกเรต่อไป ยังไงว่างๆก็นั่งคิดดูว่าอีก3ปีจบม.ปลายเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าไม่มีความรู้จะเรียนกันอย่างไร จะปล่อยตัวเองลงไปจนถึงจุดต่ำสุดเมื่อไหร่ และจุดต่ำสุดอยู่ลึกแค่ไหน ยังไงก็รีบๆหน่อยนะเพราะลงไปหนะมันง่ายแต่ตอนปีนขึ้นมามันยากครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:33:56 น.
Counter : 386 Pageviews.  

แนะแนวการเรียนในระดับม.1-2

แนะแนวการเรียนในระดับม.1-2       โดยรวมๆแล้วสำหรับน้องๆในช่วงนี้จะเริ่มเปลี่ยนจากวัยเด็กย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปัจจัยแวดล้อมจะเริ่มเข้ามามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของแต่ละคน ช่วงม1-2 นับว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของน้องๆมาก หลักสูตรในโรงเรียนจะเน้นการเรียนเป็นกลุ่ม ฝึกให้น้องๆคิดเองทำงานเป็นกลุ่ม รายงาน โครงงานต่างๆรวมทั้งกิจกรรมในวิชาต่างๆจะมีมากมาย ปัญหาของโรงเรียนคือนักเรียนจะเยอะมากจนอาจารย์ดูแลและสอนได้อย่างไม่ทั่วถึง ทำให้บางครั้งไม่สามารถทำตามที่หวังไว้ได้อย่างมีประสิทธิผลเต็มที่ น้องๆแต่ละคนต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองไปตามพื้นฐานของแต่ละคนโดยแยกเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
     สำหรับน้องๆที่เรียนดีมาตั้งแต่ป.6และมีความคิดพอสมควรแล้ว ซึ่งมีเพียง 10 %ของเด็กทั้งหมด ม1-2 ก็เป็นช่วงที่ดีในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพราะมีเวลามาก ฝึกปรับตัวเข้ากับสังคมที่ใหญ่ขึ้น วางตัวให้ดีเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนที่หลากหลายขึ้น ค่อยๆฝึกเป็นผู้ให้ที่ดีเป็นคนมีน้ำใจ ไม่เอาเปรียบใคร สร้างความยอมรับการเริ่มเป็นผู้นำในสังคม ขณะเดียวกันก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ด้านทักษะพื้นฐานทางการอ่าน การเขียน ความจำ การคำนวณ ด้านภาษา ทักษะที่ควนเน้นอย่างมากในช่วงนี้คือ คอมพิวเตอร์เพราะมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต ควรลงโปรแกรมเองเป็น แก้ปัญหาต่างๆด้านพื้นฐานได้ ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆได้หมด เริ่มพัฒนาตัวเองสู่การเขียนโปรแกรมได้ ถ้าชอบทางด้านนี้อย่างจริงจัง อย่าเล่นแต่เกมส์เพียงอย่างเดียว ทักษะต่อมาคือภาษาอังกฤษควรทำความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ อย่าทิ้งหรือไม่ชอบเพราะจะเป็นปัญหาเมื่อเรียนต่อไปในชั้นสูงๆ ต่อมาคือเรื่องทักษะการคำนวณฝึกให้แม่น คิดเร็วและแก้จุดอ่อนต่างๆของตนเองทั้งเรื่องการคิดช้า คิดผิดๆถูกๆ ตื่นเต้นเมื่อต้องคิดเร็วๆและไม่ค่อยชอบคิดเลขเยอะๆ ทักษะต่อมาคือการเริ่มฝึกเป็นคนมีวิสัยทัศน์โดยเริ่มสนในความรู้รอบตัวทั้งเรื่องใกล้ตัว เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและเรื่องต่างๆในโลกนี้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ตัวเองให้เริ่มเป็นคนมีความคิดก้าวไกล เพื่อวางแผนให้กับตนเองในช่วงต่อๆไป
        สำหรับน้องๆที่เรียนปานกลางซึ่งมีถึง60 %ของเด็กทั้งหมด ผ่านป.6มาแบบเรื่อยๆ พ่อแม่มีส่วนอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆมาโดยตลอด ในชั้นม.1-2นี้ก็ควรเริ่มต้นค่อยๆฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ฝึกมีความคิดเป็นของตนเอง ฝึกมีความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ เรื่องพื้นฐานต่างๆด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน จำ ถ้ายังไม่ค่อยแน่นก็ค่อยๆฝึกให้ดีขึ้นซะ จากนั้นค่อยว่ากันในเรื่องต่างๆตามเพื่อนกลุ่มแรกต่อๆไป สำคัญที่สุดคือทำให้ตนเองเรียนเป็น คิดเป็น มีความอยากที่จะเรียนรู้ และอยากเก่งซะก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งคือที่ผ่านๆมาน้องๆที่อยู่ในกลุ่มนี้ถ้าปรับตัวได้ในช่วงม.1-2นี้ จะพัฒนาไปได้เร็วและแรงมากบางคนแซงเพื่อนในกลุ่มแรกได้เลยเพระสมองยังไม่ได้ถูกใช้ก่อนเวลาอันควรมากเกินไป ทำให้รับรู้สิ่งต่างๆที่สำคัญได้มากในเวลาที่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกันถ้าไม่มีการเริ่มพัฒนาตนเองขึ้นในช่วงนี้ และยังอยู่แบบเดิมๆที่ต้องให้คนอื่นคอยคิดแทนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นแบบนี้จะพัฒนาไม่ทันในช่วงต่อไปและ ถ้าติดเพื่อน ติดเกมส์ ติดทีวี ติดการ์ตูน ติดเที่ยว จะทำให้ยิ่งจะไปกันใหญ่และอาจสายเกินไปที่จะพัฒนาในช่วงต่อๆไป
           สำหรับน้องๆที่เรียนอ่อนเอามากๆซึ่งมี 30 %ของเด็กทั้งหมด และยังไม่มีทักษะอะไรติดตัวมาจากช่วงประถมเลย เขียนยังไม่เป็นตัวอ่านก็ไม่ค่อยออกพูดก็ไม่ค่อยเป็นเรื่อง จำอะไรก็ไม่ค่อยได้ aถึงz ยังงงๆอยู่เลย วันๆเอาแต่เล่นๆๆๆเรียนผ่านๆไปเป็นหน้าที่ อันนี้ท่านผู้ปกครองต้องมาดูแล้วครับว่าจะแก้ปัญหาร่วมกันยังไง จะปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้แก้ปัญหา หรือหวังให้ครูที่โรงเรียนเป็นผู้แก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้แทนท่านหรือ ในเมื่อท่านเป็นผู้ที่รู้ปัญหาดีที่สุด และปัญหาบางส่วนของน้องๆก็ท่านนั้นแหละที่สร้างขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึงเวลาแล้วครับที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้ความอดทนและให้กำลังใจน้องๆ และต้องเข้าใจว่าปัญหาต่างๆไม่ได้เกิดในเวลาอันสั้น เรื่องต่างๆได้เกิดต่อเนื่องมาจนกลายเป็นความเคยชินของน้องๆแต่ละคนไปแล้ว การจะแก้ปัญหาต่างๆไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลา แต่ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้แต่สำคัญคือต้องยอมรับและเริ่มต้นที่ จะร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตามแบบกลุ่มข้างต้นต่อไป




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:35:28 น.
Counter : 400 Pageviews.  

แนะแนวการเรียนในระดับป.4-ป.6

แนะแนวการเรียนในระดับป.4-ป.6        เด็กในระดับนี้เป็นเด็กที่กำลังเริ่มต้นพัฒนาไปในแนวทางต่างๆ แบบอย่างในครอบครัวมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาที่จะตามมาในอนาคต ผู้ปกครองควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเด็กและมองจุดเด่นจุดด้อยให้ออก ค่อยๆปลูกฝังสิ่งที่ดีงามในด้านต่างๆให้กับเด็ก อะไรที่เป็นนิสัยเสียที่ติดตัวมาแต่กำเนินก็ค่อยๆหาวิธีแก้หรือหาจุดเด่นมาลบข้อเสียเหล่านั้น ควรเริ่มต้นวางรากฐานและพื้นฐานของเด็กให้ดีเสียก่อน สอนให้เด็กคิดและทำในสิ่งที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และเข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในสังคมของตนเอง อย่าเริ่มสอนหรือฝึกให้คิดในแบบที่ขัดต่อความเป็นจริง และผู้ปกครองต้องมีความเข้าใจและวางแนวทางในด้านต่างๆของลูกหลานของท่าน เพื่อเริ่มต้นค่อยๆฝึกความพร้อมในด้านต่างๆเช่น ความรับผิดชอบ ความมีคุณธรรม ความมีน้ำใจ การรู้หน้าที่ การรู้ว่าอะไรควรไม่ควร และความมีเหตุผล ความมีไหวพริบ ความเฉลียวฉลาด และความสามารถในทักษะการอ่าน พูด ฟัง เขียน ความจำ และความคิด ต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำได้ในเวลาอันสั้น
       การเรียนของเด็กในระดับนี้พื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ ท่านสามารถทดสอบเด็กได้ว่าอ่านออกเขียนได้ดีหรือยัง มีสมาธิหรือไม่ เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแค่ไหน ความจำมีระยะยาวแค่ไหน ทักษะทางด้านคำนวณและภาษาเป็นอย่างไร ถ้ามีด้านไหนบกพร่องท่านต้องรีบแก้ก่อนและสามารถฝึกเด็กของท่านเองได้ที่บ้าน อย่าคิดแต่ว่าเรียนที่โรงเรียนหรือไปเรียนพิเศษคือการแก้ปัญหาแล้ว ซึ้งเป็นการคิดที่ผิดอย่างมากท่านอาจทำให้ปัญหาเหล่านั้นเลยเวลาที่จะแก้ไข จนกลายเป็นจุดอ่อนของเด็กในอนาคต
เด็กระดับ ป.4 ป.5 เป็นระดับที่ปรับพื้นฐานง่ายที่สุด ถ้าท่านเข้าใจปัญหาและมุ่งเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านของเด็ก อย่าไปเน้นแต่ว่าจบป.6 เด็กต้องสอบเข้าให้ได้โรงเรียนโน้นโรงเรียนนี้แล้วโหมแต่ให้ไปเรียนอะไรที่ยากๆเกินกำลังและลืมดูพื้นฐานของเด็กไปว่ามีอะไรบกพร่อง พยายามกดดันให้เด็กรับในสิ่งที่เกินกำลังหรือเรียนในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลา ฝึกให้เด็กเริ่มคิดหรือทำผิดขั้นตอนจนกลายเป็นความเคยชิน และทำทุกอย่างให้เด็กโดยไม่ค่อยๆฝึกให้คิดเอง ทำให้เด็กเริ่มทำหรือเรียนอะไรเพราะท่านต้องการ ไม่ใช่ทำเพราะความต้องการหรือมีแรงจูงใจให้อยากทำ และเมื่อถึงป.6 เด็กที่มีพัฒนาการที่ดีพอ เด็กกลุ่มนี้จะโตเร็วมีความคิดและเก่งได้เลยในชั้นนี้ ซึ่งมีไม่มากนักและใช่ว่าจะดีเสมอไปถ้าลูกหลานของท่านเป็นเด็กในกลุ่มนี้ ท่านต้องดูแลให้ดีอย่าให้เครียดเกินไปและอย่าให้สร้างนิสัยที่ผิดๆติดตัวไปในวันข้างหน้า ส่วนเด็กปานกลางซึงเป็นเด็กกลุ่มใหญ่ก็ค่อยๆพัฒนากันต่อไปเวลายังมีอีกยาวไกลไม่ต้องรีบร้อน ส่วนกลุ่มเด็กอ่อนซึ่งมีไม่มากนักแต่น่าเป็นห่วง ท่านปล่อยให้ปัญหาสะสมต่อกันมาจนถึง ป.6 ซึ้งเริ่มจะเป็นปัญหาที่นับวันจะแก้ยากขึ้นทุกที ถ้าเด็กขึ้นป.6 ยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่เป็นตัว จำไม่ค่อยได้ คิดไม่ค่อยเป็น ทักษะคำนวณไม่มีท่านต้องอดทนนับหนึ่งใหม่และคิดเสมอว่าเวลายังพอมีที่จะแก้ไขและเข้าใจว่าปัญหาส่วนหนึ่งเป็นนิสัยเสียที่ถ่ายทอดจากตัวของท่านเองสู่เด็กครับ ข้อเสียที่ติดตัวมากับเด็กในระดับนี้อีกกลุ่มคือ ความขี้เกียจ ความเฉื่อย ความซน ความกร้าวร้าว สิ่งเหล่านี้บางอย่างเด็กเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ บางอย่างติดมาจากท่าน วิธีแก้ปัญหาคือฝึกให้เด็กทำอะไรที่ตรงข้ามกับความเคยชินเดิมๆ ฝืนเด็กบ้างถ้าจำเป็น อธิบายให้เห็นข้อเสียที่เกิดขึ้นถ้าเป็นอยู่อย่างนั้น ใช้การอธิบายพยายามหลีกเลี่ยงการสั่งให้ทำเพราะเด็กจะครับลูกเดียวจนเคยชิน
         สุดท้ายฝากถึงน้องๆที่อยู่ป.6 แล้วคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะแข่ง ให้คิดเสมอว่าการเรียนพิเศษเรียนเอาแนวทางส่วนการจะเก่งแค่ไหนอยู่ที่การฝึกด้วยตนเองในทุกๆวิชา คณิตศาสตร์ก็ทำโจทย์เยอะๆทำสม่ำเสมอ วิทย์ก็อ่านและฝึกวิเคราะห์อย่างเป็นขบวนการ สังคมก็อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและดูข่าวทีวีด้วย ภาษาไทยสำคัญเพราะทุกวิชามีตัวหนังสือทั้งนั้น อังกฤษยากที่สุดถ้าพื้นฐานดีโตขึ้นได้เปรียบ ส่วนข้อสอบวัดความถนัดการเรียนรู้ก็คือวัดไอคิวของเรานั้นเองถ้าคิดว่าฉลาดก็ทำได้อยู่แล้ว อยากสอบเข้าสาธิต หรือโรงเรียนรัฐบาล หรือเรียนนานาชาติก็สุดแท้แต่ขอให้เข้าใจว่าสังคมใหญ่ๆที่มีตัวอย่างเยอะๆหลากหลายย่อมดีกว่าสังคมที่ปรุงแต่งมาแล้ว และมีหลักง่ายๆสำหรับคนเก่งว่า....คนที่จะเก่งไม่ต้องให้ใครมาสอนมาก คนที่ต้องเรียนตลอดเวลาไม่มีวันเก่ง....




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:37:18 น.
Counter : 744 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.