Group Blog
 
All blogs
 
ขับรถเที่ยว SOUTH AFRICA ตอนที่ 2 - มุ่งหน้าสู่เคปทาวน์

หลังจากแวะเที่ยวสิงคโปร์หนึ่งคืน เป้าหมายต่อไปของการเดินทางของผมก็คือดูไบ ซึ่งเป็นจุดแวะพักในการเดินทางข้ามทวีปที่แสนยาวนานสู่จุดหมายปลายทางคือ ประเทศแอฟริกาใต้ (SOUTH AFRICA)

การเดินทางในวันนี้เริ่มต้นขึ้นกลางดึก ที่สนามบินชางอี ประเทสสิงคโปร์ครับ

ก่อนเข้าไปยังเกทที่เครื่องบินจอดอยู่ ก็ถือโอกาสสั่ง KAYA TOAST มากินรองท้องเสียหน่อย ที่ร้านนี้เลยครับ TOAST BOX มีอยู่หลายสาขาในสิงคโปร์ ราคาก็ไม่ต่างจากในเมืองด้วยครับ



จากนั้นก็เดินเข้าไปยังเกท ซึ่งต้องเดินไกลอยู่เหมือนกัน แต่เวลาเหลือเฟือเลยไม่รีบ...ชิลๆครับ



ภาพที่เห็นคือทางเดินไปยังเกทต่างๆ ภายในอาคาร Terminal 1 ซึ่งเป็นอาคารดั้งเดิมของสนามบินเลย ถึงแม้จะเก่าแล้ว แต่ยังดูใหม่อยู่เสมอ และสะอาดสะอ้าน สงบเงียบกริ๊บ แอร์เย็นสบาย แถมมีคอมพืให้เล่นอินเตอร์เน็ทฟรีด้วย

เคยได้เห็นตามเว็ปต่างๆ ว่าอาคารใหม่ Terminal 3 นั้นสวยและทันสมัยมากๆ เสียดายคราวนี้ไม่ได้เห็น

คืนนี้สายการบินที่จะพาผมเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียไปยังดูไบและต่อไปยังแอฟริกาใต้นั้นก็คือ EMIRATES นั่นเองครับ ออกจากสิงคโปร์ได้ราคามาประมาณสามหมื่นบาทครับ



เครื่อง 777-300ER ใหม่ ทันสมัย มีทีวีส่วนตัวจอใหญ่ มีเพลงไทย และเกาหลีให้ฟังด้วยนะครับ กับช่องหนังมากมาย แต่สีเบาะดูตุ่นๆ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ แฟนผมบอกว่า ผ้าห่มมีกลิ่นเหม็นเหมือนอ้วกด้วยล่ะ ผมก็เลยยกผ้าห่มของผมที่ไม่มีกลิ่นให้ไปใช้แทน

จากสิงคโปร์ไปดูไบ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงกว่าๆ คิดว่าคงนานพอที่จะงีบหลับยาวๆ ได้อย่างสบายเลยล่ะครับ

แต่แล้วพอจะเคลิ้มหลับ ไฟในเคบินก็สว่างพรึ่บขึ้นมา จากนั้นสาวฝรั่งตาน้ำข้าวในชุดเครื่องแบบพร้อมผ้าคลุมศีรษะ ก็เข็นรถเข็นออกมาเสิร์ฟอาหาร



ผมมองอาหารที่ยกมาเสิร์ฟตรงหน้าด้วยแววตาผิดหวังเล็กน้อย ผสมผสานกับความงัวเงียที่ถูกปลุกจากการงีบไปแว่บหนึ่งเมื่อสักครู่

"เอ่อ...แค่นี้นะหรือ" ผมคิดในใจ

สงสัยเขาคงให้กินเป็นของว่างก่อนนอน ที่เห็นในรูปก็คือครัวซองจ์ไส้ทูน่าเย็นๆ ครับ ไม่มีอะไรหรูหราแต่ประการใด

ก่อนเครื่องบินจะพาผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหมดมาถึงยังดูไบ พนักงานได้เปิดไฟในเคบินขึ้นอีกครั้งเพื่อเสิร์ฟอาหารเช้า....

อาหารเช้าตอนตีสาม....เยี่ยมไปเลย !!!



ผมเอื้อมมือไปสะกิดแฟนผมที่นอนหลับอยู่อย่างสบายในผ้าห่ม เพื่อให้ลุกขึ้นมากินอาหารเช้า....ตอนตีสามนี่แหล่ะ...!


จากนั้นไฟก็ดับลงอีกครั้ง ก่อนที่อีกประมาณสองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ลดระดับลงจอดที่ท่าอากาศยานดูไบ ในเวลาประมาณเกือบตีห้าในตอนเช้า


WELCOME TO DUBAI !!!



ท่ามกลางความงัวเงีย ผสมกับความอิดโรยจากการนอนหลับๆตื่นๆบนเครื่องบิน เราสองคนก็พาร่างอิดโรยไปนั่งอยู่ใกล้ๆ เกทที่เครื่องบินจะออกในตอนสาย



สนามบินดูไบนี่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกับสนามบินสุวรรณภูมิเลย





คนออกแบบคนเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย ถามจริง...

เมื่อหาเก้าอี้นุ่มๆ ใกล้กับเกทขึ้นเครื่องได้ แฟนผมก็เอาโน้ทบุ๊กออกมาเสียบ เล่นเน็ทฟรีฆ่าเวลาไป ส่วนผมก็ออกไปเดินเล่นเก็บภาพสนามบินดูไบในมุมอื่นๆ ต่อเพื่อเป็นการฆ่าเวลาในแบบของผมเอง







ใครที่บ่นว่าสนามบินสุวรรณภูมิใหญ่แล้ว ผมว่าสนามบินดูไบนี้ก็ใหญ่ไม่น้อยหน้ากัน เพราะว่าจาก Terminal 3 ที่เครื่องลงจอด ผมต้องใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงเต็ม เพื่อจะมายังเทอร์มินัลสอง และเทอร์มินัลหนึ่งที่เรียงต่อกันเป็นทางยาว ถ้าจะให้นับจริงๆ คงไม่ต่ำกว่า 2-3 กิโลเมตรเลยทีเดียว





มาถึงดูไบทั้งที ถ้าไม่ได้เห็นรถหรูที่ตั้งโชว์เป็นของรางวัลของผู้ที่ช้อปปิ้งในดิวตี้ฟรี ก็กะไรอยู่



ร้านขายทองนี่ก็เช่นกัน เรียกว่าเป็นธุรกิจที่อยู่คู่ดูไบมานานแสนนานก็ว่าได้



นาฬิกา ROLEX ที่แขวนออกมาจากผนังในอาคารผู้โดยสาร บอกเวลาประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ แสงแรกของวันได้สาดส่องเข้ามาในอาคารผู้โดยสาร เป็นการบอกให้นักเดินทางข้ามทวีปอย่างเรารู้ว่า เช้าวันใหม่ๆได้มาถึงแล้ว



และการรอคอยเที่ยวบินของเราก็จะสิ้นสุดลงในอีกไม่นานนับจากนี้



ที่ดูไบนี้ สีเหลืองกับสีแดง สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข



เมื่อได้เวลาเดินขึ้นเครื่อง พนักงานต้อนรัยสสาวสวยก็ยิ้มร่าต้อนรับผู้โดยสารทุกท่านอยู่ที่พนักเก้าอี้ทุกที่นั่ง



วันนี้เครื่องบินของ Emirates เป็นแบบเดิมกับที่นั่งมา แต่อาจดูใหม่กว่าเล็กน้อย และผู้โดยสารก็แน่นลำ แทบจะไม่มีที่กระดิกตัว ด้านขวามือของผมเป็นผู็โดยสารที่มากับกรุ๊ปทัวร์จีน ซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยสักคำเดียว

หลังจากเครื่องขึ้นได้สักระยะ แอร์โฮสเตสก็เสิร์ฟอาหารเช้า



ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหิว หรือเพราะอาหารที่ทำมาจากครัวการบินของสนามบินดูไบฝีมือดีกันแน่ อาหารมื้อนี้จึงอร่อยมาก ต่างกับตอนที่มาจากสนามบินชางอีอย่างลิบลับ

แล้วก็ตามมาด้วยอาหารอีกมื้อหนึ่ง เพราะเที่ยวบินนี้ ใช้เวลา 10 ชั่วโมงในการเดินทาง --- ใช่แล้วครับ 10 ชั่วโมง คุณอ่านไม่ผิดแน่นอน



อาหารมื้อที่สองนี้ก็ "อร่อยเหาะ" เช่นกันครับ

นอกจากที่ชมเรื่องอาหาร ผมมีความเห็นว่านอกจากนั้นก็ไม่รู้จะชมเรื่องอะไรอีก นอกจากจะติสักหน่อยว่า แอร์โฮสเตสของสายการบินนี้ ไม่ดูแลเอาใจใส่ผู้โดยสารเลย เพราะหลังจากยกอาหารมาเสิร์ฟ ก็ทิ้งเอาไว้อยู่ที่โต๊ะของผู้โดยสารนานมากกว่าชั่วโมง จะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ลำบากยิ่ง

และที่ต้องตำหนิเลยก็คือ นอกจากตอนที่บริการอาหารบนเครื่องแล้ว เราจะไม่ได้เห็นหัวพนักงานต้อนรับอีกเลย ราวกับเขาเหล่านั้นได้หลบไปปลิวิเวก แอบซุกใต้เก้าอี้แอบหลับอยู่หรืออย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ ผิดกับการบินไทยที่ขยันเสิร์ฟน้ำและของว่างโดยไม่ขาด และไม่อิดออดในการให้บริการ

คิดถึงการบินไทยขึ้นมาทันทีเลยในตอนนี้ หรือไม่ก็สิงคโปร์แอร์ไลน์ ก็ได้ ยอดเยี่ยมเรื่องการบริการไม่น้อยหน้ากัน

เวลาผ่านไปยาวนาน หลับบ้างตื่นบ้างตามประสา (จะตื่นเสียเป็นส่วนมาก เพราะแดดข้างนอกแรงพอดู) และแล้วก็มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นครับ โดยทำเอาผู้โดยสารระทึกไปตามๆ กัน

"ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ผม กัปตัน มีข่าวไม่ค่อยดีจะแจ้งให้ท่านทราบว่า ขณะนี้รันเวย์สนามบินเคปทาวน์ ได้ประกาศปิดให้บริการชั่วคราวอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินเล็ก และได้จอดขวางรันเวย์ไว้ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องลงจอดได้ ขณะนี้ผมกำลังรอฟังข่าวจากทางภาคพื้นดินอย่างใกล้ชิด เผื่อว่าสถานการณ์คลี่คลาย เราอาจนำเครื่องลงจอดได้ แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ผมมีความจำเป็นต้องเรียนให้ท่านทราบว่า ผมอาจจะต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินเมืองเดอร์บัน (ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสองชั่วโมง) จึงขอเรียนมาให้ทุกท่านได้ทราบด้วยครับ ขอบคุณครับ"

ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของกัปตัน ผู็โดยสารบนเครื่องบินก็ส่งเสียงเอะอะกัน บ้างก็ยังเงียบ หรือหลับอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว รวมไปถึงเพื่อนชาวจีนที่นั่งข้างๆ ผม ผมพยายามจะบอกแกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แกส่ายหัว บอกโนโน โน อย่างเดียว (ไม่เข้าใจว่าผมพยายามจะพูดอะไร) ผมก็เลยปล่อยให้แกงงไปอย่างนั้น เพราะป่วยการจะอธิบายจริงๆ

ในขณะที่นั่งรอฟังความคืบหน้าอยู่นั้น ผมเฝ้าภาวนาให้ทุกอย่างเรียบร้อย เพราะในใจรู้สึกหวั่นวิตกมาก เพราะไหนจะเรื่องรถที่จองไว้ แล้วเกสต์เฮาส์ที่จ่ายเงินไปแล้วอีกล่ะ ทำยังไงดี หากเครื่องต้องไปลงจอดที่สนามบินเดอร์บันจริง เราคงจะต้องค้างที่เมืองเดอร์มันนั่นเสียแล้วกระมัง...

และแล้วคำอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็สำฤทธิ์ผล เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 45 นาที นักบินก้ได้ประกาศว่า

"ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ผมมีข่าวดีที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบครับ ขณะนี้ รันเวย์ของสนามบินเคปทาวน์ ได้เปิดให้บริการตามปกติอีกครั้งแล้วครับ"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงประกาส ผู้คนบนเครื่องบินก็โห่ร้องแสดงความยินดี พร้อมปรบมือกันใหญ่ด้วยความดีใจ

แต่เพื่อนร่วมทางชาวจีนของผม กลับมีสีหน้าที่งุนงงและว่างเปล่ามาก หันไปถามเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ๆกันประมาณว่า "มันเกิดอะไรขึ้นเหรอเมื่อกี้นี้" ส่วนเพื่อนก็ตอบกลับไปประมาณว่า "อย่ามาถามอั๊วเลย อั๊วก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ"

ในที่สุดสายการบินเอมิเรตส์ก็นำเราทุกคนเดินทางมาถึงสนามบินเคปทาวน์โดยสวัสดิภาพ โดยที่ยังสามารถทำเวลาได้ตามกำหนด เย้....



WELCOME TO CAPE TOWN !!!



สำหรับผมแล้วนี่คือการเดินทางมาเยือนประเทศแอฟริกาใต้เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยมาแล้วเมื่อสองปีที่ผ่านมา

และผมก็ขอถือโอกาสจบตอนที่ 2 นี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ

ในคราวหน้า จะมาพบกับการเดินทางใน SOUTH AFRICA อย่างที่เคยสัญญาเอาไว้เสียทีครับ




Create Date : 03 มิถุนายน 2553
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 13:04:44 น. 5 comments
Counter : 1005 Pageviews.

 
เข้ามาต้อนรับสมาชิกใหม่ ฮิ้ววววววววววว

พอทำเป็นภาพสีน้ำก็สวยแปลกตาไปอีกแบบนะคะ แต่พอดูหลายๆ รูปในรีวิว แล้วไหงลายตาอะเนี่ย 555+



สำหรับคำแนะนำในการทำบล็อกนะคะ

การตกแต่งบล็อก แนะนำให้ไปศึกษาที่บล็อกป้ามดค่ะ

ส่วนการเป็นบล็อกเกอร์ ก็ไปแวะตามบล็อกเพื่อนๆ ที่เราสนใจ (อย่างคุณ Pororo ถ้าชอบเรื่องการท่องเที่ยวก็ไปดูที่กลุ่มบล็อกท่องเที่ยว (ในหรือต่างประเทศ) ก็ได้ คลิกเลือกจากหน้าแรกน่ะค่ะ) แล้วก็เม้นท์ไว้ เพื่อนๆ ก็จะกลับมาหา มาอ่านบล็อก มาเม้นท์นะคะ

อย่างเรา เราอัพเรื่องท่องเที่ยวบ่อยก็จริง แต่ว่า..บล็อกที่เราไปอ่านตลอดคือบล็อกหนังสือค่ะ แหะๆ

ยังไงถ้าคุณ Pororo อัพบล็อกก็ไปบอกกันนะคะ ขออนุญาตแอดเป็นเพื่อนบล็อกนะคะ มีอะไรสงสัยก็ไปถามกันนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:17:30:28 น.  

 
อ่ะจิงดิ..ตาลายเลยหรือครับ

ทำไงดีล่ะเนี่ย...ใครมีอะไรจะแนะนำเชิญนะครับ

ถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ ผมจะใช้รูปถ่ายลงล่ะครับ เดี๋ยวขอดูไปเรื่อยๆก่อนเน้อ...



โดย: Kit_Phuket วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:18:07:23 น.  

 
สวัสดีอีกรอบค่ะ

แหมๆๆ ถ้าจขบ.แก่ เราก็แก่ด้วยอะจิคะ มันบาดใจน้า


ยังไงค่อยๆ ดูไปก็แล้วกันค่ะ ลองไปอ่านบล็อกเพื่อนๆ ก็ได้ค่ะ เผื่อจะได้ไอเดีย บล็อกนี่ ถ้าเราไม่ค่อยไปเยี่ยมเพื่อนๆ บางทีจะไม่ค่อยได้เห็นคอมเม้นท์ค่ะ ซึ่งบางทีเวลาเราต้องการความเห็น ก็เลยไม่ได้ง่ะนะ

ยินดีต้อนรับสู่บล็อกแกงค์นะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:18:14:58 น.  

 
ชอบมากๆเลยค่ะ เที่ยวแบบนี้ แต่ว่ายิ่งชอบมากๆขึ้นไปอีกที่เห็นภาพแบบนี้ ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมกันนะคะ


โดย: auau_py วันที่: 7 มิถุนายน 2553 เวลา:19:59:21 น.  

 
ฮี่. ๆ .. ที่บล็อคก็ทำง่าย ๆ แบบนี้แหละค่ะ..

แค่เอามาแบ่งปัน ก็ดีใจแล้วค่ะ..

ประสบการณ์ไม่ใช่ว่าจะหามาได้ง่าย ๆ .. ของใครก็ของใคร..

แต่ถ้าได้แบ่งปัน.. นับว่าเป็นเลิศ..


โดย: poongie วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:20:16:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Footprints in the sand
Location :
ภูเก็ต Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Footprints in the sand's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.