Life on My Pace
Group Blog
 
All Blogs
 
ไปอยุธยาครั้งที่ 2 ในรอบปี (2)

ต่อจากบล๊อกข้างล่างจ้า

หลังจากชมวัดมหาธาตุเสร็จ ก็ออกมาซื้อน้ำเย็นเจี๊ยบกินพักเหนื่อย ร้อนตั้งแต่ตอนไปวัดราชบูรณะแล้ว กินน้ำไปก็ตั้งหลายขวด แต่แปลกไม่ยักอยากเข้าห้องน้ำ สงสัยออกมาเป็นเหงื่อหมด วันที่ไปช่วงบ่ายอากาศอ้าวฝนมาก พวกน้ำเปล่าน้ำอัดลมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แม่ค้ายิ้มไปตามๆกัน

คุยกับแม่ค้าที่ไปซื้อน้ำนิดหน่อย เค้าว่าส่วนมากนักท่องเที่ยวที่วนเวียนแถววัดราชบูรณะกับวัดมหาธาตุส่วนมากเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เท่าที่เห็นก็ไม่แปลกใจ แต่วัดที่จะพาไปดูต่อไม่ใช่อย่างนั้น เห็นมีแต่คนไทย

ต่อล่ะ ออกจากวัดมหาธาตุแล้วก็ขับรถไปที่วัดหน้าพระเมรุ ท้าวความถึงสถานที่ตั้งเล็กน้อย สมัยอยุธยาผู้คนไม่ได้อาศัยอยู่แต่ภายในกำแพงพระนครเท่านั้น แต่ยังกระจายอยู่ตามท้องทุ่งต่างๆด้วย เช่นทุ่งแก้วและทุ่งขวัญบริเวณด้านเหนือของพระนคร มี "คลองสระบัว" ไหลผ่าน เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในชุมชน ชุมชนคลองสระบัวมีหลายวัดที่เป็นที่รู้จัก เช่นวัดแม่นางปลื้ม วัดตะไกร (มีกล่าวถึงในเรื่องขุนช้างขุนแผนว่าเป็นที่ฝังศพนางวันทอง) และวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้นี่เอง

ทำไมชื่อว่า "หน้าพระเมรุ" ทั้งๆที่ตั้งอยู่ตรงข้ามพระราชวัง? มีคำอธิบายว่าด้านหลังของวัดแห่งนี้ เดิมมีวัดเล็กๆชื่อ "วัดโคกพระยา" เชื่อกันว่าเป็นที่ประหารชีวิตเจ้านายชั้นสูงที่ต้องคดีการเมือง อีกทางหนึ่งก็ว่า บริเวณลานหน้าวัดริมแม่น้ำลพบุรีน่าจะเคยเป็นที่ตั้งพระเมรุ ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า วัดหน้าพระเมรุ

จอดรถเสร็จแล้ว กำลังจะเดินไปไหว้พระประธานทรงเครื่องในโบสถ์ ก็ต้องตกใจกับคณะทัวร์ชาวไทยที่แห่กันมาจากไหนไม่รู้ เล็งไปเล็งมา ไหงรถทัวร์เป็นรถบัสขสมก.ล่ะ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ขสมก.เค้าจัดทัวร์ไหว้พระ 9 วัดในวัดหยุดด้วย ขอเรียกว่า BMTL ทัวร์ ท่าทางได้รับความนิยมมาก

สรุปว่าบรรยากาศต่างจาก 2 วัดแรกพอสมควร เที่ยวแบบไทยๆ ครึกครื้นเป็นกันเอง ฮ่าฮ่า

มาดูรูปโบสถ์กันดีกว่า



พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาแน่หรือ? พูดกันว่าโบสถ์ที่วัดหน้าพระเมรุแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมอยุธยาเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากการทำลายของข้าศึกเมื่อตอนกรุงแตก เพราะบริเวณวัดเป็นที่ตั้งทัพของพม่า แต่บรรดานักวิชาการเห็นว่าเล่าลือกันไปเอง เพราะจริงๆแล้วพม่าเลือกทำลายเฉพาะจุดสำคัญของเมืองเท่านั้น เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซากปรักหักพังอื่นๆที่เราเห็นกัน มีทั้งถูกรื้ออิฐไปขาย โจรลักลอบขุดของเก่า ไม่ก็ถูกทิ้งร้างให้พัง

วัดหน้าพระเมรุก็เหมือนกัน หลังจากกรุงแตกก็รกร้างเรื่อยมา จนสมัยร.3 พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงเก่าได้บูรณะวัดครั้งใหญ่บนรากฐานเดิม ก่อผนัง ทำหลังคาเครื่องบน ทำประตูใหม่ เพราะฉะนั้นอุโบสถแห่งนี้จงไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมอยุธยาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผสมผสานศิลปะสมัยร.3 ไว้ด้วย

ใบเสมานี่ไม่รู้ว่าของเก่าหรือของใหม่



มาดูไฮไลท์ของวัดกัน เชื่อว่าใครๆก็คงคุ้นตากันเป็นอย่างดี นี่คือพระพุทธรูปทรงเครื่องอันงดงาม ดูใกล้ๆแล้วสวยมาก



ทำไมพระต้องทรงเครื่อง? พระทรงเครื่ององค์นี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง และอาจมาบูรณะอีกครั้งในสมัยร.3 การทรงเครื่องกษัตริย์ น่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่อง "พระอนาคตพุทธเจ้า" โดยเฉพาะกรณีพระเจ้าปราสาสาททอง ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง กล่าวไว้ว่าพระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นช้างป่าเลไลย์ เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ดูแลทุกข์สุขราษฎร และในอนาคตก็จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การสร้างพระทรงเครื่องจึงน่าจะเป็นกุศโลบายในการสร้างบารมี โดยการรวมพระพุทธเจ้ากับกษัตริย์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะจริงๆแล้ว พระองค์คือขุนนางที่ปราบดาภิเษก (รัฐประหารนั่นแล) ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่สมัยของพระองค์มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมาย

อืมๆลึกซึ้งเนอะ จำได้ว่าเคยเรียนผ่านๆ แต่ลืมหมดแล้ว เสียดาย



หลังคาเครื่องบน ชอบมาก งามแท้ แดงเข้มกับทองดูหรูหราอลังการ ลวดลายก็งาม



ออกมาจากโบสถ์ ด้านหลังมีวิหารหลวงพ่อขาว เป็นอาคารเล็กๆ กะทัดรัด หลวงพ่อขาวอายุร่วม 500 ปี (เห็นเขียนไว้ในป้าย) ตอนนี้ทางวัดกำลังจัดสร้างหลังคาให้เสร็จสมบูรณ์ ไปร่วมทำบุญกันได้เน่อ คนทำบุญจะได้พระองค์เล็กๆกลับมาบูชาด้วย

ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อขาว เพราะองค์ท่านเป็นสีขาว แต่ไม่รู้ใช้วัสดุอะไรทำผิว เห็นเป็นเงาๆเหลือบๆ เงินมั้ง???



เจดีย์เล็กๆนี้อยู่ด้านข้างของโบสถ์และวิหารหลวงพ่อขาวน่ะแหละ เราส่งสายตามองอย่างเลื่อมใส ดูสิรากโพธิ์คลุมเจดีย์ ช่าง exotic อะไรเยี่ยงนี้ เสียงไกด์จากคณะทัวร์ไหนไม่รู้ (คาดว่าจะเป็น BMTL Tour ) ลอยมาเข้าหูว่า อีก 20 ปีรากโพธิ์จะคลุมเจดีย์หมด ไอ้เราเลยยิ่งเล็งใหญ่



แต่พอเห็นอีกด้านของเจดีย์...ก็ต้องผงะ



ไม่ไหวแล้วววววววววววววว ไอเดียบรรมากกกกกกก เหมือนที่วัดมหาธาตุมั่กมากกกกกก

ขำกับไอเดียเด็ดๆกันพอสมควร แล้วก็ตกลงกันว่าจะไปวัดมเหยงคณ์ต่อ ได้ยินเสียงแว่วๆจากผู้ดูแล BMTL tour อีกแล้วว่า "รีบขึ้นรถเลยคับ ต้องไปอีก 3 วัด" รู้สึกสยองแทนเล็กน้อยเพราะเราไปแค่ 3 วัดก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว เจอแดดร้อนฉึ่งยามบ่ายจะไปเหลือเหรอ นี่ไปไหว้กันตั้ง 9 วัด โหย... (ตอนนั้นคิดในใจ หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวตัวเองก็ต้องไปต่ออีกหลายวัดเหมือนกัน 55)

วัดมเหยงคณ์ ยัย chocolatelover เป็นคนรีเควสต์ เพราะเธอชอบวัดนี้ตั้งแต่สมัยมัธยม รู้สึกว่าโรงเรียนเคยพาไปเข้าค่ายธรรมะรึไงนี่แหละ บรรยากาศเงียบมากสงบมาก ขอย้อนอดีตหน่อย

ก็แห่กันไป ขับรถออกไปนอกเขตเมืองเก่าอโยธยา อโยธยาคือยุคสมัยก่อนอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่าบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสักเป็นเมืองที่ชื่อ "อโยธยา" มาก่อน เพราะมีพงศาวดารระบุไว้ว่าสถานที่บางแห่งในย่านนี้สร้างขึ้นก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเสียอีก

วัดในยุคอโยธยาหาได้ไม่ยากเลย ถ้าขับรถข้ามแม่น้ำป่าสักออกจากเกาะเมืองมาแล้ว จะเจอวัดเรียงรายอยู่ตามถนนและเส้นทางรถไฟ เช่นวัดมเหยงคณ์ วัดกฎีดาว วัดประดู่ทรงธรรม วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง เจดีย์วัดสามปลื้มที่อยู่ตรงเกาะกลางถนนนี่ก็ใช่ แต่คราวนี้ไปแค่วัดมเหยงคณ์

จอดรถที่บริเวณลานจอดรถ ซึ่งทางวัดจัดไว้ให้เป็นสัดเป็นส่วน ความที่วัดนี้อยู่นอกเกาะเมืองเลยมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ประกอบกับมีการซื้อที่เพิ่มด้วยเพราะปัจจุบันเปิดให้เป็นสถานที่ฝึกวิปัสสนา ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่ //www.mahaeyong.org

ปรากฎว่าบรรยากาศครึกครื้นพอใช้ เพราะมีคนนุ่งขาวห่มขาวเต็มไปหมด และมี BMTL tour มาลงเยอะเลย ถอดรองเท้าเดินขึ้นวิหารอย่างงงๆว่าเขาทำอะไรกันหว่า เห็นคนนั่งกันเพียบ ก็ฟังไกด์ของทางวัดเล่าประวัติไป กลมกลืนกับคณะ BMTL มากๆ พูดแล้วก็ขำ คราวนี้ได้เห็นคนขับรถเมล์กับกระเป๋าตัวจริง มาดูแลลูกทัวร์ทั้งๆที่แต่งเครื่องแบบน่ะแหละ เปลี่ยนอาชีพมาเป็นคนนำทัวร์ซะแล้ว

พระบูชาในวิหาร



วิหารมองจากภายนอก ไกด์ของทางวัดบอกว่าเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอยุธยาเลยทีเดียว เพราะวัดนี้เป็นวัดสำคัญของกษัตริย์ (พระองค์ไหนก็จำไม่ได้ ไกด์บอกว่าท่านเสด็จมาบำเพ็ญกุศลบ่อยๆ) จะเห็นได้จากการสร้างกำแพง 2 ชั้นก่อนถึงวิหาร เท่าที่ดูด้วยตาวิหารก็มีขนาดใหญ่จริงๆน่ะแหละ ใหญ่กว่าทุกวัดที่ไปดูมาวันนี้

เห็นมั้ย มีกำแพงเตี้ยๆอีกชั้นก่อนเข้าเขตวิหาร



อันนี้เป็นเจดีย์ช้างล้อม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมช้างล้อม เพราะได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย...เหรอ? เป็นช่วงรอยต่อระหว่างสุโขทัยกับอยุธยานี่ (เดา...)



ลานบริเวณเจดีย์ใหญ่ในวัด ยอดเจดีย์หักลงมาอยู่ตรงกลางลาน ท่าทางเจดีย์นี้จะเป็นเจดีย์สำคัญเพราะไกด์ของวัดนำคณะBMTLเดินเวียนขวา 3 รอบ ส่วนพวกเราก็ปลีกตัวออกมาถ่ายรูปเพราะจริงๆแล้วไม่ได้มากับเขา แหะๆ ว่าแต่วัดนี้ไม่มีพระปรางค์เหมือนวัดในเขตเกาะเมืองเลย คิดว่าน่าจะเป็นเพราะยุคอยุธยาได้รับอิทธิพลจากเขมรมากกว่ายุคอโยธยา (สันนิษฐานเอง โปรดอย่านำไปอ้างอิง)

ตรงนี้ขอขยายความนิดนึงว่า ปรางค์ ได้รับอิทธิพลมาจากปราสาทเขมร สร้างขึ้นตามแนวคิดที่ว่าพระบรมธาตุเป็นศูนย์กลางจักรวาล รูปแบบของอาคารสร้างตามแบบจำลองจักรวาลและเขาพระสุเมรุตามคติฮินดู เจดีย์หรือพระปรางค์ที่เราเห็นในปัจจุบัน และสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่สร้างบนเขา ส่วนนึงก็มาจากคติเก่าแก่นี่แหละ เคยสังเกตมั้ยว่าพระปรางค์เค้าจะสร้างขึ้นไปสูงๆๆเหมือนอยู่บนภูเขา



วัดนี้กว้างจริงๆ เป็นทุ่งเลย



ถึงตรงนี้ ตอนแรกคิดว่าจะปิดทริปกันแล้ว เพราะใกล้เวลาเย็นแล้ว เหนื่อยด้วย แต่เราเกิดอยากไปดูหลวงพ่อพระนอนองค์ใหญ่ที่เห็นกันบ่อยๆในโปสการ์ด เอ้าไปก็ไป ขับรถย้อนกลับมาในเกาะเมืองอีก ^^"

ชักงงเพราะวัดในเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เหมือนที่คิดไว้ ต้องลดเลี้ยวเข้ามาในถนนเล็กๆ บรรยากาศเหมือนเป็นโบราณสถานในชุมชนชาวบ้าน เห็นอยู่ประมาณ 3 วัด... ขอพุ่งมายังที่วัดที่เล็งไว้ก่อน อยู่ลึกสุดเลย วัดนี้คือวัดโลกยสุธา พระนอนชื่อหลวงพ่อโลกยสุธาเหมือนชื่อวัด เดิมเคยมีอาคารครอบไว้ เพราะพบร่องรอยเสาแปดเหลี่ยมอยู่รอบๆ

ตอนที่ไปตะวันยังไม่ตกดิน ประกอบกับชักรู้สึกว่าฟ้าครึ้มพิกล -_- เลยไม่มีแสงสีส้มเหมือนในโปสการ์ด แต่ถ่ายรูปออกมาก็ยังสวยนะ



แบบเต็มองค์



ซากอาคาร และพระปรางค์ที่เหลืออยู่ในบริเวณวัด



ขับรถออกมาอีกนิดเดียวก็ถึงวัดที่มีอาณาเขตติดกัน นั่นคือวัดวรเชษฐาราม (วัดของพี่ชายผู้ประเสริฐ) ตอนถ่ายรูปไม่รู้ประวัติ มาอ่านเจอทีหลังว่า พงศาวดารบันทึกว่าสมเด็จพระเอกาทศรถโปรดให้สร้างขึ้นบริเวณที่ตั้งพระเมรุงานพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวร

ทีนี้ มีปัญหาถกเถียงกันเล็กน้อย เพราะมีวัดอีกวัดชื่อคล้ายกัน คือวัดวรเชตุเทพบำรุง ดูจากศิลปะแล้วสร้างในยุคตอนกลางอยุธยาเหมือนกันอีก เลยไม่รู้ว่าวัดในพงศาวดารที่ว่านั้นเป็นวัดไหนกันแน่ สรุปก็เลยกลายเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรทั้ง 2 แห่ง

ปกติแล้ววันกองทัพไทย จะมีคนมาจุดเทียน วางพวงมาลัยศักการะที่วัดวรเชษฐารามแห่งนี้ เพื่อสักการะสมเด็จพระนเรศวร มหาราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา



ซากอาคาร ไม่รู้โบสถ์หรือวิหาร ยังเหลือไม้ผุๆที่หน้าบรรณอยู่เลย



พระพุทธรูปด้านใน มีคนจุดธูปเทียนบูชาด้วย ฟ้าครึ้มๆกับโบราณสถาน ให้บรรยากาศขลังดี



จริงๆแล้ว วัดพระนอนกับวัดวรเชษฯแห่งนี้ วิ่งลงไปถ่ายรูปกันแค่ 2 คน ส่วนคนที่เหลือสมัครใจรออยู่บนรถ เพลียกันเต็มแก่ เราก็เหนื่อยสุดๆเหมือนกันแต่ไหนๆก็มาถึงแล้ว

วัดฝั่งตรงข้ามถนนของวัดวรเชษชื่อวัดวรโพธิ์...ถึงบอกว่าถนนแต่เป็นถนนเล็กมากๆเหมือนซอยในหมู่บ้าน ความกว้างแค่ 2 เลนเดินข้ามไปดูได้เลย วัดนี้มีซากฐานพระปรางค์เหลืออยู่ สวยงามมาก แต่...เหนื่อยและร้อนจนข้ามไปถ่ายรูปไม่ไหวแล้ว อด ใครอยากเห็นรูปเอาชื่อแปะในกูเกิ้ลเอาแล้วกันนะ

วัดวรโพธิ์จัดได้ว่าเป็นวัดสำคัญในยุคนั้นเช่นกัน เพราะสันนิษฐานว่าเป็นที่ปลูกกิ่งต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากลังกา และมีพระชั้นผู้ใหญ่ตำแหน่ง "พระพิมลธรรม" จำพรรษาอยู่ถึง 2 รูป ๑.พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ต่อมาลาสิกขาบทและขึ้นครองราชย์ในนามว่าพระเจ้าทรงธรรมนั่นเอง ๒.พระพิมลธรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีความรู้ในด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างดี เป็นที่นับถือของสมเด็จพระนารายณ์มาก

ถึงตอนนี้ เหนื่อยยยยยยยยยย เพลียยยยยยยย ร้อนนนนนนนน คิดว่าจะได้บึ่งกลับกรุงเทพแล้ว แต่จู่ๆหัวหน้าทัวร์ก็บอกว่าจะไปต่ออีกวัด เป็นวัดสุดท้ายแล้ว สวยนะจะบอกให้ เอ้าไปก็ได้

ขับรถข้ามแม่น้ำไปอีกแล้วคับท่าน ทริปนี้นึกอยากไปวัดไหนก็ไป ย้อนไปย้อนมา เดี๋ยวเขตเมืองอโยธยามั่งเกาะเมืองมั่ง นึกแล้วขำดี 55

ข้อมูลต่อไปนี้ ได้จากเว็บมติชน ขอบคุณค่า~

ปิดท้ายด้วยวัดกษัตราธิราช อยู่ริมแม่น้ำฝั่งนอกเกาะเมืองใกล้ๆกับวัดท่าการ้อง (ถ้าได้ไปอยุธยาอีกว่าจะลองไปดู) ตรงข้ามกับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย เดิมชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" พระปรางค์ใหญ่เป็นหลักประธานของวัด สร้างเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่พงศาวดารกล่าวอ้างถึงเป็นครั้งแรกในปี 2303

สันนิษฐานจากชื่อวัด คาดว่าคงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างหรือทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ดังนั้นวัดนี้จึงชื่อว่าวัดกษัตรา หรือวัดกระษัตรา ซึ่งหมายถึงวัดของพระมหากษัตริย์ หรือวัดของพระเจ้าแผ่นดิน ด้านหลังของวัดมีทุ่งประเชต ซึ่งถือเป็นแหล่งชัยภูมิศึกสำคัญในการตั้งค่าย วัดกษัตราธิราชคงถูกข้าศึกทำลายอย่างยับเยินเมื่อครั้งกรุงแตกนั่นเอง...

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 1 ทรงศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดกษัตราธิราชขึ้นทั้งพระอารามให้เป็นวัดที่พระจำพรรษา และปี 2520 มีพระกรุณาโปรดเกล้ายกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งเป็นวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ถือเป็นพระอารามหลวงลำดับที่ 9 ของ จ.พระนครศรีอยุธยา ในบรรดาพระอารามหลวงทั้งหมด 13 วัดด้วยกัน

เพราะฉะนั้น ปัจจุบันวัดจึงได้รับการดูแลรักษาอย่างดี อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆก็สวยงามมาก โปรดดูรูป



ความร้อนระอุเมื่อตอนบ่ายหายไปไหนหมด จอดรถปุ๊บฝนตั้งเค้าเลย ฟ้าก็ดำๆๆๆ ตอนแรกคิดว่าสงสัยได้กลับทั้งที่ยังไม่ได้ไหว้พระ แต่สุดท้ายฝนก็ตกๆหยุดๆ เลยได้เข้าไปไหว้ในที่สุด



วิหารน้อยที่อยู่บริเวณเดียวกัน มองจากประตูทางเข้า



พระปรางค์ประธาน อยู่ด้านหลังโบสถ์



วัดนี้มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือหลวงพ่อเทียม (พระวิสุทธาจารเถร : เทียม สิริปัญโญ) ท่านเป็นทั้งพระเถระที่ฝักใฝ่การวิปัสสนา และอีกด้านก็เป็นพระนักพัฒนา หลวงพ่อท่านมรณภาพเมื่อปี 2544 เมื่อ 5 ปีก่อนนี่เอง

งานนี้หัวหน้าทัวร์บูชาผ้ายันต์กลับมา 2 ผืน ไปวัดไหนต้องได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ติดไม้ติดมือมาด้วย ^^

ฝนตกๆหยุดๆบรรยากาศมืดครึ้ม 6 โมงกว่าแล้ว ได้เวลากลับบ้านซะที เราหลับคร่อกตลอดทาง แต่เหนื่อยยังไงก็คุ้ม เพราะได้เที่ยวตั้งหลายวัด จากที่คิดว่าจะไปแค่ 3-4 วัด ไปๆมาๆได้ตั้ง 7-8 วัดแน่ะ

ขอปิดทริปแต่แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณ bloggang เป็นอย่างสูงสำหรับพื้นที่เขียนและแปะรูป รู้สึกว่าตัวเองแปะรูปแบบไม่ค่อยเกรงใจเค้าเลย ใส่รูปมันเข้าไป


Create Date : 18 กรกฎาคม 2549
Last Update : 19 สิงหาคม 2549 4:27:12 น. 2 comments
Counter : 1979 Pageviews.

 
ดีสู...ด สุดเลย


โดย: pin.005@hotmail.com IP: 110.49.193.210 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:25:16 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลของวัดสำคัญๆของจังหวัดอยุธยาครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 13 เมษายน 2554 เวลา:12:39:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wantjam
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wantjam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.