Group Blog
 
All blogs
 

Wild Love ตอนที่ 6

"นี่ก็วันที่ห้าแล้ว เจ้าคิดว่าเราจะหาต้นเชอร์รี่สีทองพบไหม" เกเลมว่า เมื่อทั้งสองเดินลัดเลาะอยู่ในป่า

"ถ้าซิลเวียให้แผนที่มาไม่ผิด มันน่าจะอยู่บนนั้นนะ" กานุสพยักเพยิดให้ดูหน้าผาหินสูงชันมียอดแหลมปราศจากต้นไม้ แต่เพียงเห็นทางขึ้นก็แทบจะถอดใจ ด้วยลักษณะลาดชันและคับแคบ หากพลาดแม้เพียงนิดเดียว คงต้องฝังร่างอยู่แถวนี้

"เจ้าว่านางทำนายแม่นแค่ไหน?" นางพยัคในร่างเสือดำหันมาถามจิ้งจอกหนุ่ม

"เราคงจะรู้ในอีกไม่ช้า หากข้าถอยตอนนี้ ก็ต้องตายด้วยคมเขี้ยวของเจ้าอารอนอยู่ดี เจ้าคิดว่าข้าควรเสี่ยงไหม" กานุสถามกลับ

"งั้นเราไปพิสูจน์คำทำนายของตาเฒ่าลีเมอร์ กับแม่สาวแพนด้ากัน" เกเลมว่าแล้วเดินนำไปก่อน


"เดี๋ยวก่อน! นั่นมันอะไร?" กานุสเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่บนยอดเขานั่น ลักษณะใหญ่โตมโหฬารทีเดียว เพราะเพียงการขยับตัวช้าๆ ก็ทำให้หินแตกเซาะหล่นลงมาตามหน้าผา

"ถ้ามันเป็นงู ข้าก็ไม่เคยเห็นอะไรใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มาก่อน" เกเลมเพ่งมองด้วยสายตา และคาดเดาจากรูปร่างที่เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

"ไปกันเถอะ ข้าคิดถึงที่นอนนุ่มๆ เต็มทีแล้ว" กานุสสูดหายใจลึก ก่อนทั้งสองจะลัดเลาะขึ้นไปตามผาอย่างระมัดระวัง และเงียบที่สุด เพื่อไม่ให้เจ้าสัตว์ประหลาดนั้นไหวตัว


"โอ้แม่เจ้า! ดูนั่นสิ!" เกเลมกระซิบ เมื่อมาถึงยอดเขาเป็นลานเล็กๆ และเห็นต้นเชอร์รี่ ผลสีทองดกเต็มกิ่งก้านจนแทบไม่มีใบ

"แล้วเราจะจัดการกับเจ้านี่ยังไง" กานุสกระซิบกลับ เมื่อเห็นเต็มตาแล้วว่ามันเป็นงูยักษ์ที่พันตัวอยู่รอบต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และคงกินผลของมันเข้าไปจนตัวโตขนาดนี้

"ข้าจะย่องเข้าไปเก็บผลเชอร์รี่ เจ้าคอยระวังอยู่ที่นี่" เกเลมนัดแนะเสร็จแล้วเข้าไปใกล้ กลายร่างเป็นมนุษย์ แล้วค่อยดึงถุงผ้าออกมา รูดผลเชอร์รี่ลงไปเบามือ พลางเหลือบมองเจ้างูขี้เซาไปด้วย แต่พอไม่เห็นมันขยับ จึงเพลินเก็บผลไม้ไปเรื่อยๆ

"เกเลม! ระวัง!!" กานุสร้องเสียงหลง เมื่อเจ้างูยักษ์โผล่หัวขึ้นมาเบื้องหลัง อ้าปากกว้างเกินส่วนสูงของนางเสียด้วยซ้ำ

เกเลมกลายร่างอีกครั้ง แล้วรีบกระโจนออกจากบริเวณนั้นด้วยความเร็ว เจ้างูยักษ์จึงงับต้นเชอร์รี่เข้าไปจนหักโค่น และนั่นทำให้มันยิ่งโกรธ ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ร่วงกระจายลงเต็มพื้น

"กินผลเชอร์รี่เร็วเข้า กานุส!" หญิงสาวร้องบอกขณะหลบอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่ และพยายามหลบการจู่โจมของศัตรู

จิ้งจอกหนุ่มรีบทำตาม หากแต่รสเปรี้ยวของผลไม้ที่ไม่คุ้นเคย ทำให้พะอืดพะอมได้ไม่น้อย ถึงกระนั้นก็ยังพยายามกินเข้าไปให้มากที่สุด แล้วเจ้างูยักษ์ก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที

"ผลไม้นี่จะออกฤทธิ์เมื่อไหร่?" กานุสร้องถาม ขณะวิ่งหลบคมเขี้ยวไปมาบนลำตัวเกล็ดมันวาว ซึ่งพยายามจะรัดตัวเขาให้ได้

"ข้าไม่รู้! ข้าจะล่อมันลงไป เจ้าเกาะลำตัวมันไว้ให้ดี" เกเลมร้องตอบ มองปลายหางที่อยู่ตรงหน้าแล้วงับเข้าไปจนเลือดกระฉูด แล้วก็ได้ผล เจ้างูยักษ์ตรงไปที่หญิงสาวทันที เกเลมทะยานออกวิ่งสุดฝีเท้าลงไปตามหน้าผาที่ไต่ขึ้นมา และถูกไล่ล่าไม่ลดละ ส่วนกานุสเกาะอยู่บนลำตัวใหญ่ลื่นด้วยความหวาดเสียว พอใกล้ถึงพื้นจึงกระโจนลง แล้วทั้งสองก็วิ่งหายเข้าไปในป่ารกด้วยต้นไม้

เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นประสานกันขณะกลิ้งตัวลงนอนที่พื้น เมื่อรู้ว่าเจ้างูนั้นละความพยายามที่จะตามมาแล้ว

"ข้านึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว" กานุสหอบหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและรอยยิ้ม ไม่คิดว่าจิ้งจอกขี้โรคอย่างเขาจะทำอะไรแบบนี้ได้ ถ้าเล่าให้พี่ชายทั้งสองฟัง ต้องไม่เชื่อแน่ๆ

"เสียดาย เก็บมาได้เท่านี้เอง" เกเลมยิ้มกว้างแล้วชูถุงผ้าในมือขึ้น

"ถ้าเจ้าเก็บมากกว่านี้ เราทั้งคู่อาจต้องไปอยู่ในท้องเจ้างูนั่นแล้ว" กานุสหัวเราะ

"แต่แค่นี้ก็พอที่จะทำให้เจ้าชนะเจ้าอารอนได้สบายๆ เลยล่ะ" เกเลมหันมองชายหนุ่มด้วยประกายตาสดใส

"ปัญหาก็คือ.. ข้าจะกินมันเข้าไปยังไงไหว" ชายหนุ่มเริ่มทำหน้านิ่ว

"ท่านแม่เจ้าอาจจะพอช่วยได้ในเรื่องนี้" เกเลมว่าแล้วลุกยืน

"ข้าขอพักอีกหน่อยนะ" กานุสยังคงนอนอยู่ที่เดิม

"เจ้าคิดถึงเตียงนุ่มๆ แล้วไม่ใช่เหรอ?"

"ก็ได้ ช่วยฉุดข้าที" กานุสยื่นมือให้

"เฮ้อ..." เกเลมส่งมือให้ หากแต่ฉุดเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น ส่วนนางกลับล้มลงบนร่างชายหนุ่มเสียเอง

"เชอร์รี่คงออกฤทธิ์แล้วล่ะ" กานุสว่าแล้วยิ้มกริ่ม

"ดูจะผิดเวลาไม่ซักหน่อยนะ ปล่อยข้าได้แล้ว" เกเลมมองด้วยสายตาดุ

"ถ้าเจ้าให้ข้าเห็นดวงตาสีฟ้าของเจ้าอีกซักครั้ง" กานุสยิ้มสบตา

"ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร"

"แต่ข้ารู้..."





ในวันที่เจ็ดซิลเวียไปรอรับเกเลมและกานุสที่ชายป่าตามที่สัญญากันไว้ แล้วทั้งสามก็ตรงกลับไปยังวูฟรินด้วยกัน ภายในปราสาทเงียบเชียบในตอนกลางวัน

"กานุส! เกเลม! พวกเจ้าไปไหนมา แม่เป็นห่วงเสียแทบแย่" มีเรียทักถามเมื่อเห็นทั้งสองเนื้อตัวมอมแมมโผล่เขามาในห้องหนังสือ พร้อมหญิงสาวร่างท้วมอีกคน

"นี่ซิลเวียเพื่อนข้า" กานุสรีบแนะนำเมื่อเห็นมารดามองนาง หญิงสาวย่อตัวลงทำความเคารพผู้อาวุโส แล้วยิ้มเยือนให้อย่างน่าเอ็นดู

"ท่านป้าดูนี่สิ พวกเราได้อะไรมา" เกเลมยื่นถุงผ้าขนาดย่อมให้ มีเรียรับมาเปิดดู ไม่แน่ใจว่ามันคือ...

"เชอร์รี่สีทอง! ท่านแม่" กานุสว่าเสียงตื่นเต้น

"พวกเจ้าได้มาจากไหน?" มีเรียมองทั้งสองประหลาดใจระคนยินดี เพราะหากเป็นจริง ลูกชายตนก็มีสิทธิ์ชนะเจ้าสิงค์หนุ่มขี้โอ่นั่นแล้ว

"เกเลมไปพบมันตกอยู่ในป่า แล้วซิลเวียก็ช่วยแนะให้เราไปจนถึงต้นมัน น่าเสียดายที่เจ้างูยักษ์โค่นต้นเชอร์รี่ไปเสียแล้ว ไม่งั้นเราอาจไปเก็บได้เรื่อยๆ" กานุสบอกเล่า

"ท่านป้าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเราสี่คน ไม่งั้นจะมีภัยมาถึงตัว" แพนด้าสาวเอ่ยแนะ

"ซิลเวียทำนายได้แม่นมากท่านป้า นี่หากตาเฒ่าลีเมอร์ยังอยู่ คงมีคู่แข่งคนสำคัญ" เกเลมกล่าวเสริม

"หากตาเฒ่าลีเมอร์ยังอยู่เหรอ?" มีเรียถามสงสัย

"ข้าลืมบอกท่านแม่ เจ้าอารอนมันฆ่าตาเฒ่าตายตั้งแต่คืนที่มีงานเลี้ยงแล้ว ข้ากับเกเลมช่วยกันฝั่งศพมากับมือ"

"มันช่างชั่วร้ายนัก!!" มีเรียว่าด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เพราะครอบครัวนางกับลีเมอร์รู้จักมักคุ้นกันมานาน มิน่าตาเฒ่าถึงพูดจาแปลกๆ ในคืนนั้น คงเพราะรู้ชะตากรรมของตนนี่เอง




กานุสและเกเลมขอให้ซิลเวียพำนักอยู่ที่วูฟรินจนกว่าการประลองจะสิ้นสุด เนื่องจากชอบอัธยาศัยนาง และการที่นางรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าก็ทำให้ทั้งสองอุ่นใจขึ้น

มื้อค่ำเป็นไปอย่างครึกครื้น เมื่อรู้ว่าอารอนจากไปแล้ว เกเลมร่วมโต๊ะกับครอบครัวจิ้งจอก อเร็ดอร่อยไปกับเนื้อสดๆ ที่เสริฟขึ้นโต๊ะแบบไม่อั้น ส่วนอีกโต๊ะที่อยู่อีกมุมของห้องก็กำลังมีความสุขกับผลไม้ถาดโต และการพูดคุยกันประสาหญิง

"เจ้ากินเก่งจริงๆ ซิลเวีย" กาเรนว่าขำๆ เพราะผลไม้กองโตร่อยหรอไปในปริมาณที่คิดว่าตนกินทั้งเดือนก็คงไม่หมด

"ก็ดูรูปร่างข้าสิ ถ้าข้ากินอย่างเจ้าสองคน ข้าคงไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไร" ซิลเวียว่าพลางหยิบผลไม้เข้าปากไม่หยุด

"อันที่จริง ข้าว่าเจ้าทำให้ผลไม้จำเจดูมีรสชาติขึ้นเยอะทีเดียว" กีวี่ว่าพลางกัดสาลี่คำโต

"พวกเจ้าคุยอะไรกัน ขอข้าร่วมวงด้วยคน" เกเลมอิ่มจากอาหารหลัก และขอย้ายวงมานั่งกับเพื่อนสาว กาเรนและกีวี่มองนางด้วยสายตาหวาดๆ

"ไม่ต้องกลัวข้าหรอกน่า ข้าอิ่มแล้วล่ะ" หญิงสาวว่าล้อ

"นางไม่กินเจ้าทั้งสองหรอก อีกหน่อยพวกเจ้าจะสนิทกันราวพี่น้องเชียวล่ะ" ซิลเวียว่าไปกินไป ขณะที่ทั้งสามหันมองหน้านาง

"เจ้าหมายความว่ายังไง?" เกเลมถามนำ

"นั่นสิ.." กาเรนอยากรู้ขึ้นมาบ้าง

"เจ้าเห็นอะไรในอนาคตของพวกข้า" กีวีถามกระตือรือร้น

"ข้าบอกได้เพียงว่า หนทางนั้นไม่ง่ายเลย ศัตรูตัวฉกาจของพวกเจ้ากำลังจะมา เชื่อผลไม้ข้ากินได้เลย" ซิลเวียทำเสียงจริงจัง แล้วจู่ๆ แพนด้าสาวก็ยิ้มออกมา

"แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฟ้าลิขิตชะตาไว้แล้ว ต่อให้ลำบากแค่ไหน พวกเจ้าก็ต้องไปจนถึงจุดหมายอยู่ดี"

"แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าจุดหมายของพวกข้าคืออะไร?" เกเลมถามยั่ว

"หากพวกเจ้าสงสัยล่ะก็ คืนนี้หลังสองยาม ให้มาที่ห้องข้า แล้วจะได้รู้คำตอบ" ซิลเวียยิ้มขำ หากแต่ทั้งสามสาวมองหน้ากันไปมากับปริศนาที่ได้รับฟัง





"กานุส เจ้ามีอะไรจะบอกพวกเราไหม เรื่องที่เจ้าหายหน้าไปเสียหลายวัน" โอตุสเริ่มซักลูกชายหลังจากเกเลมลุกจากโต๊ะอาหารไปแล้ว

"ข้ากับเกเลมก็แค่หลงป่าเท่านั้นเองท่านพ่อ" จิ้งจอกหนุ่มว่ายิ้มๆ

"แล้วเรื่องที่เจ้ากับอารอนจะประลองกันนั่นล่ะ?" โอตุสถามด้วยสีหน้ากังวล

"เกเลมจะช่วยข้าฝึกซ้อม ท่านพ่อไม่ต้องห่วง" กานุสตอบน้ำเสียงเรียบไร้แววทุกข์ร้อน

"หากนางลงสนามเอง พวกข้าคงไม่ห่วงหรอก" โตนุสว่าเพราะเคยเห็นฝีมือนางมาแล้ว

"นั่นสิ เจ้าไม่เคยเอาชนะข้าสองคนได้เลยด้วยซ้ำ" เปกัสช่วยเสริม

"ข้าขอเวลาหนึ่งสัปดาห์ แล้วพี่จะได้รู้ว่าข้าไม่ใช่ลูกแหง่อีกต่อไป" กานุสว่าด้วยแววตาแน่วแน่

"ถ้าเจ้ามั่นใจเช่นนั้น ข้าจะจัดให้เจ้าสามคนประลองกันซักครั้ง" โอตุสเสนอ

"เอาจริงเหรอ ท่านพ่อ?" โตนุสประสานนิ้วเข้าหากันแล้วหักดังกร๊อบ ส่งยิ้มท้าทายให้น้องๆ

"แม้ข้าจะเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ก็อย่าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้ง่ายๆ" เปกัสหันไปยิ้มข่มน้องชายบ้าง

"ข้าต่อให้พี่ทั้งสองคน เข้ามาพร้อมกันเลย" กานุสตอบหน้าตาเฉย ทำเอาพ่อและพี่ชายประหลาดใจไม่น้อย

"พวกเจ้ามีพี่เลี้ยงกันหมดแล้ว แม่คงได้แค่ให้กำลังใจเฉยๆ" มีเรียยิ้มแล้วมองไปอีกโต๊ะซึ่งสาวๆ นั่งรวมตัวกันอยู่

"โตนุส เปกัส ข้าหวังว่าเจ้าสองคนคงจะไม่..." โอตุสมองด้วยสายตาคาดโทษ

"โธ่ท่านพ่อ! ถ้าให้เจ้ากานุสมีพี่เลี้ยงคนเดียว ก็ไม่ยุติธรรมกับพวกข้าสิ" พี่ใหญ่เริ่มประท้วงก่อน

"อีกสามราตรี ลูกสาวพญาอินทรีย์กับอสรพิษก็จะมาถึงแล้ว" โอตุสเตือนลูกชาย

"ก็รอให้พวกนางมาถึงก่อนสิท่านพ่อ" เปกัสต่อรอง

"ข้าหวังว่าเจ้าจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ดูอย่างน้องเจ้าบ้างสิ" โอตุสว่าแล้วผละจากโต๊ะอาหารไปทันที

"นี่เจ้าเป็นลูกคนโปรดไปตั้งแต่เมื่อไหร่??" โตนุสหันมองน้องเล็กแล้วแกล้งทำหน้าประหลาดใจ

"งานนี้ข้ายอมตกกระป๋องดีกว่า" เปกัสว่าแล้วหัวเราะ

"เมื่อไหร่พวกพี่จะเลิกกัดข้าเสียที" กานุสส่ายหน้าแล้วยิ้มขัน










(to be continued) ^^






















 

Create Date : 31 มกราคม 2555    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2555 6:48:13 น.
Counter : 240 Pageviews.  

Wild Love ตอนที่ 5

เสียงนกร้องในยามเช้า กับกลิ่นกองไฟที่มอดดับไปแล้ว และแสงอรุณอบอุ่นของวันใหม่ ปลุกร่างที่กำลังหลับใหลในอ้อมกอดให้ตื่นขึ้นช้าๆ

เกเลมมองไปรอบตัว พลางขยับกายด้วยความรู้สึกสดชื่นจากการได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ขณะที่อ้อมแขนที่โอบกอดมาจากด้านหลังก็เริ่มเคลื่อนไหวไปด้วยเช่นกัน

หญิงสาวชำเลืองมองดูลำแขนสีเข้มนั้น พลางรู้สึกราวตนเป็นหญิงที่ปราถนาการปกป้อง ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เกเลมแอบขำตัวเอง และรู้สึกละอายขึ้นมาได้ในขณะเดียวกันที่หลงรู้สึกดีไปกับความใกล้ชิด ซึ่งอาจเป็นเพียงเพราะสถานการณ์พาไป แต่ก็ยังอดจินตนาการต่อไปไม่ได้ว่า หากนี่เป็นวงแขนของชายคนรัก จะดีเพียงใด

"ให้ข้ารับรู้ความคิดเจ้าบ้างได้ไหม" กานุสยิ้มว่าเสียงเนิบๆ

"ข้าเพียงรู้สึกว่า หากเจ้าเป็นชายที่ข้ารัก ข้าคงมีความสุขราวได้ขึ้นสวรรค์" เกเลมบอกเล่าความคิดที่อยู่ในใจ

"แล้วตอนนี้เจ้าอยู่บนสวรรค์หรือในนรกกันแน่ล่ะ" กานุสถามออกไปขำๆ พลางกระชับอ้อมแขนขึ้น

"อืม.. ข้าจะพูดอย่างไรดี ตอนนี้ข้าเหมือนอยู่กลางแสงอาทิตย์อบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ" เกเลมยิ้มกับความคิดของตัวเอง

"นั่นก็ใกล้สวรรค์มากกว่านรกสินะ" กานุสกระซิบที่ข้างหู

"แต่ก็ยังเป็นโลกมนุษย์อยู่ดี หาใช่สวรรค์ที่ข้าใฝ่ฝัน" เกเลมเอียงหน้ามองคนข้างหลัง

กานุสลืมตาคมลึกมองตอบดวงตาคมโตของหญิงสาว ทั้งสองยิ้มสบตากันเนิ่นนานสื่อถึงคำพูดที่เข้าใจกันเพียงสองคน



"ไปเล่นน้ำกันดีกว่า ข้าอยากแช่ให้สบายตัวก่อนออกเดินทาง" กานุสลุกขึ้นจูงมือหญิงสาวไปที่น้ำตก

"เจ้ากับข้า ใครจะหาอาหารเช้าได้ก่อนกัน" เกเลมเลิกคิ้วยิ้มซุกซน เมื่อทั้งสองมาถึงโขดหินก้อนใหญ่ยื่นเข้าไปในแอ่งน้ำ

"อยู่ในน้ำ ข้าไม่แพ้เจ้าแน่" กานุสยิ้มเจ้าเล่ห์ตั้งท่าจะกระโดดลงไปก่อน

"เจ้าจะโกงข้าอีกแล้วใช่ไหม" เกเลมรู้ทันกระโดดขึ้นเกาะหลังชายหนุ่ม

ทั้งสองจึงกระโจนลงไปในแอ่งน้ำพร้อมกัน แวกว่ายคล่องแคล่วใต้น้ำใส ตรงเข้าหาฝูงปลาเพื่อจับเป็นอาหาร

"ข้าจับได้ก่อน" กานุสโผล่ขึ้นพ้นน้ำ พร้อมปลาขนาดเท่าฝ่ามือ

"ข้าจับได้ตัวโตกว่า" เกเลมชูปลาตัวเท่าลำแขนด้วยสองมือ ยักคิ้วให้อีกฝ่ายด้วยความภาคภูมิใจ

กานุสปล่อยปลาของตนไปทันที

"เจ้าปล่อยมันไปทำไม" เกเลมยังกอดปลาในมือไว้แน่น

"ข้าจะจับตัวที่ใหญ่กว่าให้ดู" กานุสยิ้มกว้างแล้วดำหายไปในสายน้ำ

เกเลมมองตามเงาลางใต้น้ำ และรู้ตัวอีกทีเมื่อตกอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม

"เย้ ข้าจับได้แม่เสือ" กานุสหัวเราะ

"นี่แนะ!" เกเลมชูปลาขึ้นเหนือน้ำอีกครั้ง มันดิ้นรนต่อสู้ใช้หางฟาดโดนหน้าชายหนุ่มเป็นพัลวัน เกเลมหัวเราะสะใจ

"โอ้ย! ข้าเจ็บนะ" กานุสเอียงหน้าหลบไปมา ก่อนที่ปลาจะหลุดจากมือหญิงสาวไปในที่สุด

"ช่วยไม่ได้ ก็ปลามันดิ้นแรงจริงๆ " เกเลมลอยหน้าว่า

"เจ้าต้องรับผิดชอบ เพราะมันเป็นปลาของเจ้า" กานุสปล่อยร่างหญิงสาวลง ด้วยอารมณ์ขุ่น

"จะให้ข้าตามไปจับมันกลับมาไหม แต่เสียใจนะ ข้าจำไม่ได้แล้วว่าเป็นตัวไหน" เกเลมว่าล้อกลั้นหัวเราะ และวินาทีนั้นกานุสก็ลืมไปเสียแล้วว่าหญิงตรงหน้าเป็นแม่เสือดุขนาดไหน

"แต่ข้าจำได้แม่นทีเดียวว่าเจ้าจับมันขึ้นมาทำร้ายข้า" กานุสรั้งรอบไหล่และเอวหญิงสาวเข้ามาจูบลงโทษอย่างลืมตัว ทำให้เกเลมอารมณ์ขุ่นขึ้นมาบ้าง

"เพี้ยะ!"

"เจ้ากล้ามากนะ ที่ทำกับข้าเช่นนี้" เกเลมกล่าวโทษชายหนุ่มด้วยใบหน้าแดงกล่ำ หากแต่ดวงตานางกลับเปลี่ยนเป็นสีฟ้า กานุสชะงักไปเล็กน้อยไม่แน่ใจว่าสีนั้นสื่อถึงอะไร และอารมณ์ขุ่นเคืองของชายหนุ่มในตอนนี้ก็ทะยานขึ้นเหนือความกลัวเสียแล้ว

"เจ้าชอบใช้กำลังนักใช่ไหม" กานุสดึงร่างหญิงสาวเข้ามาจูบอีกครั้ง คิดว่านางคงขัดขืนสุดชีวิต หากแต่แรงต้านนั้นกลับไม่มากอย่างที่คิด และดูจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ เมื่อจุมพิตนั้นคลายความตึงเครียดลง และกลายเป็นความนุ่มนวลอ่อนโยน หลอมละลายอารมณ์ขุ่นมัวไปจนหมดสิ้น

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกในที่สุด ทั้งสองมองสบตากันด้วยความงุนงงกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เพิ่งสัมผัสอย่างชัดเจนกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต

"ดวงตาเจ้าช่างงามนัก" กานุสมองดวงตาสีฟ้าคมโตคู่นั้นด้วยความหลงใหล

"มันเป็นสีอะไร" เกเลมรู้ว่าดวงตาของนางจะเปลี่ยนสีไปตามอารมณ์ที่ปรากฏ หากแต่ต้องการให้แน่ใจว่านางรู้สึกอย่างไรแน่

"สีฟ้า" กานุสยิ้มพราวทั้งใบหน้าและดวงตา เกเลมก้มหน้าหลบสายตาอีกฝ่าย เพราะรู้ว่ามันเป็นสีที่ไม่เคยปรากฏให้ใครเห็นมาก่อน

"มันหมายถึงอะไร" กานุสถามสงสัย

"เวลาข้าเกลียดใครมากๆ ตาข้าก็จะเป็นสีนี้แหละ" เกเลมมองสบตาชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากปรับอารมณ์ได้ และนัยตานางก็ค่อยๆ เข้มขึ้นจนกลับเป็นสีปกติ

"ข้าว่าดวงตาเจ้า คงโกหกไม่เก่งเท่าปากเจ้ากระมัง" กานุสยิ้มขำโอบรอบเอวหญิงสาวเข้ามาแนบชิดอีกครั้ง

"เจ้าอยากคิดอย่างไรก็เชิญ" เกเลมทำหน้างอผลักอกชายหนุ่มออก แล้วเดินเข้าหาฝั่ง

"ยังเล่นน้ำไม่สะใจเลย เจ้าจะรีบไปไหน" กานุสร้องถามอารมณ์ดี

"เชิญเจ้าเล่นไปคนเดียวเถอะ" เกเลมหันมามองค้อน แล้วขึ้นไปนั่งพักบนฝั่งที่เต็มไปด้วยหินกรวดก้อนกลมมน



กานุสเดินตามขึ้นมาบนฝั่งแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างหญิงสาว เกเลมหันมองชายหนุ่มแว๊บนึง ก่อนจะหันกลับไปขว้างหินก้อนเล็กๆ ลงน้ำเล่น ชายหนุ่มนึกสนุก หยิบหินขึ้นขว้างสลับกันก้อนแล้วก้อนเล่า โดยปราศจากคำสนทนาใดๆ จนกระทั่งกานุสคว้าได้หินมีลักษณะแบนคล้ายเหรียญ จึงนำขึ้นมาพินิจดู และเห็นว่ามันเป็นหินรูปหัวใจสีแดงสวยแปลกตา





เกเลมหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง เมื่อจังหวะการขว้างหินขาดช่วงไป

"เจ้าดูนี่สิ" กานุสอวดหินในมือ

"สวยจังเลย" เกเลมทำตาโต ตั้งใจจะหยิบขึ้นมาดู แต่ชายหนุ่มกำฝ่ามือเข้าทันควัน

"ข้าแค่ขอดู เอามาเดี๋ยวนี้นะ" เกเลมพยายามจะแย่งออกจากมือชายหนุ่ม

"ข้าไม่ให้ดู เจ้าจะทำไม" กานุสชูมือขึ้นเหนือศีรษะ หญิงสาวเอี้ยวตัวตาม ยืดจนสุดแขนเพื่อจะแย่งของในมือ ชายหนุ่มเห็นจวนตัว จึงรีบคว้าหินโยนลงในน้ำ

"นี่เจ้ายอมโยนมันทิ้ง ดีกว่าให้ข้าดูงั้นเหรอ" เกเลมว่าด้วยอารมณ์ขุ่น ก่อนจะลุกขึ้นยืน หันหลังให้ชายหนุ่ม

"ใครว่าล่ะ ข้าตั้งใจจะให้เจ้าอยู่แล้ว" กานุสเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า กุมมือหญิงสาวให้หงายขึ้นแล้ววางหินก้อนนั้นลงบนฝ่ามือ

เกเลมยิ้มแล้วรีบตีหน้าบึ้ง แกล้งปล่อยให้หินหลุดร่วงลงพื้น หญิงสาวก้มลงเก็บ แล้วลุกขึ้นมองชายหนุ่มด้วยท่าทีท้าทายยั่วโทสะ

"ถึงเจ้าอยากให้ ก็ใช่ว่าข้าจะอยากรับไว้ มันก็แค่หินธรรมดาๆ ก้อนหนึ่ง" เกเลมว่าแล้วขว้างหินลงกลางแอ่งน้ำ

"เจ้านี่ร้ายจริงๆ" กานุสมองตามหินก้อนนั้นแล้วหันกลับมามองหน้าหญิงสาว เกเลมกลับหลังหันเดินห่างออกไป แอบยิ้มขำเพราะซ่อนหินหัวใจนั้นไว้กลางอกเสื้อเรียบร้อยแล้ว





เปกัสลุกออกจากที่นอนในตอนเช้า มองหากีวี่ไปรอบห้อง และพบว่านางกำลังนั่งอยู่ที่ราวระเบียง หญิงสาวนั่งชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น ในชุดกระโปรงสีชมพูพริ้วไหว งามน่ารักราวนางฟ้า

"ข้านึกว่าเจ้าหนีข้าไปซะแล้ว" เปกัสนั่งลงตรงขอบราวระเบียงใกล้ปลายเท้าหญิงสาว

"ข้ายังไม่ไปไหนหรอก จนกว่าเจ้าจะหายดี" กีวี่มองใบหน้าชายหนุ่ม สายลมอ่อนๆ ไล้ไปตามเส้นผมและใบหน้าหล่อเหลาอาบด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งส่งให้ดวงตาดำขลับเปล่งประกายน่ามอง

"เจ้าคิดจะไปจากข้าจริงๆ เหรอ" เปกัสเอื้อมไปจับมือเรียวเล็กไว้ในอุ้งมือ

"เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ข้าไม่อยากมีชีวิตหลบซ่อนเช่นนี้ไปตลอดกาล เช่นเดียวกับที่เจ้าคงไม่อาจเลิกกิน..อาหารโปรดของเจ้าไปชั่วชีวิต" กีวีี่พยายามจะถอนมือออกจากการเกาะกุม แต่เปกัสกลับเหนี่ยวรั้งไว้แล้วขยับเข้าใกล้หญิงสาวมากกว่าเดิม

"เพียงเจ้าบอกคำเดียวว่ารักข้า ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย" เปกัสว่าด้วยแววตาจริงจัง

"ข้า..." กีวี่ลังเล ก่อนตอบออกไป

"ไม่รู้ว่า..ข้ารู้สึกกับเจ้าเช่นไร"

เปกัสรู้สึกเห็นใจหญิงสาวเหมือนกัน หากจะให้บอกรักตนตอนนี้ ก็ดูจะเป็นการเร่งรัดนางจนเกินไป

"ให้โอกาสข้าพิสูจน์ความจริงใจที่มีต่อเจ้านะกีวี่" ชายหนุ่มอ้อนวอนด้วยแววตาและน้ำเสียง

"แต่ข้าสัญญากับกาเรนไว้แล้วว่าเราจะไปจากที่นี่" กีวี่ยังคงลังเลบ่ายเบี่ยง

"นี่เป็นชีวิตของเจ้า จะให้กาเรนคิดแทนได้อย่างไร"

"แต่นางพูดถูกทุกอย่าง เราไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้"

"นั่นก็เป็นบรรทัดฐานของนาง เจ้าจะเอามาตัดสินเรื่องของเราไม่ได้ หากเจ้าฟังเหตุผลจากนางเพียงฝ่ายเดียว แล้วเดินจากข้าไป มันไม่ยุติธรรมสำหรับข้าเลยซักนิด" เปกัสพยายามหว่านล้อม

"ข้า..สับสนไปหมดแล้ว" กีวี่มองสบตาชายหนุ่มน้ำตาซึม

"ยังไม่ต้องตอบข้าตอนนี้ก็ได้" เปกัสเลิกรุกเร้าหญิงสาว ขยับไปยืนตรงหน้านาง

"เจ้ายังมีเวลาจนกว่าข้าจะหายดี" ชายหนุ่มกอดปลอบ กีวี่ซุกหน้าลงกับอกกว้างร้องไห้ระบายความอึดอัดใจ

"เจ้านี่ขี้แยจริงๆ " เปกัสประคองใบหน้านวลใสออกห่าง ยิ้มให้นางแล้วโน้มลงจุมพิตริมฝีปากบางแผ่วเบา





"เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อท่านแม่" โตนุสถามน้องชายขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะอาหารเช้า

"หากข้าไม่ทำเช่นนี้ กีวี่ต้องไปจากข้าแน่ๆ ข้าต้องพิสูจน์ให้นางรู้ว่าข้าจริงใจกับนาง" เปกัสว่า

"กับท่านแม่ข้าไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นท่านพ่อข้าว่าไม่มีทางสำเร็จ" โตนุสว่าจากประสบการณ์

"พี่ว่าข้าควรทำอย่างไรดี" เปกัสขอความเห็น

"ข้าว่าเจ้าลองคุยกับท่านแม่ก่อนดีกว่า"

"เอางั้นก็ได้"

"บางที ข้าน่าจะบอกเรื่องของข้าบ้าง อย่างไรเสีย ข้าก็ภาษีดีกว่าเจ้าตรงที่กาเรนเป็นนางพญาอินทรีย์ ไม่ใช่กระต่าย" โตนุสยิ้มกว้างยักคิ้วใส่น้องชาย เปกัสมองพี่ชายอึ้งๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาจนเจ็บระบมไปทั้งทรวงอก

"เจ้าหัวเราะอะไร" โตนุสมองน้องชายงงๆ

"ข้าว่านางเป็นได้อย่างมากก็แค่นกมีหูหนูมีปีกเท่านั้นแหละ" เปกัสหัวเราะจนตัวงอ ที่พี่ชายโดนหลอกได้ง่ายๆ

"เจ้าหมายความว่าไง" โตนุสรีบถามต่อ หากแต่มีเรียและโอตุสมาถึงโต๊ะอาหารพอดี อีกฝ่ายจึงไม่ทันตอบ

"หายดีแล้วหรือเปกัส เจ้าทำให้แม่เป็นห่วงเสียแทบแย่" มีเรียเอ่ยทักลูกชาย ก่อนเข้านั่งประจำที่

"ข้าดีขึ้นมากแล้วล่ะท่านแม่" เปกัสตอบด้วยยิ้มสดชื่น แม้จะยังดูอิดโรยและซีดเซียวไปบ้าง

"เจ้าไปทำท่าไหน ถึงให้มันกัดเอาได้ล่ะ" โอตุสตักอาหารใส่จานแล้วถาม ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก เพราะสำหรับนักรบอย่างเขา แผลแค่นี้ยังไกลหัวใจอีกมาก

"ข้าไม่ทันระวังเองล่ะท่านพ่อ คราวหน้าข้าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก" เปกัสให้คำมั่น

"ไม่มีคราวหน้าแล้วล่ะ ข้าเพิ่งกินมันไปเมื่อวานนี้" โตนุสตบไหล่น้องชายแล้วหัวเราะ

"ข้าเลยอดร่วมวงด้วยเลย" เปกัสแกล้งทำท่าเสียดาย



"นี่กานุสกับเกเลมหายไปสามวันแล้วนะ" มีเรียว่าด้วยสีหน้ากังวล

"ให้ข้าสองคนออกตามหาดีไหมท่านพ่อ" โตนุสเสนอความคิดเห็น

โอตุสเงียบไปซักพัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงราบเรียบ

"ไม่ต้อง"

"ทำไมล่ะท่านพ่อ" เปกัสถามสงสัย

"ข้าเชื่อในคำทำนายของลีเมอร์ สองคนนั้นจะต้องปลอดภัย"

"ข้าก็ยังห่วงลูกอยู่ดี" มีเรียว่า

"หากภายในหนึ่งอาทิตย์ สองคนนั้นไม่กลับมา ค่อยออกตามหา" โอตุสยังคงยืนยันในความคิดตน และสมาชิกทุกคนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต่อรองใดๆ อีก




"ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะปรึกษา พอมีเวลาให้ข้าบ้างไหม" เปกัสบอกกล่าวหลังอาหารเช้า

"แม่มีเวลาให้เจ้าเสมอแหละ เจ้าต่างหากที่ไม่ค่อยมีเวลาให้แม่" มีเรียว่ากระเซ้าลูกชาย

"ข้าไม่อยากแย่งตำแหน่งลูกแหง่เจ้ากานุสต่างหากล่ะท่านแม่" เปกัสว่าอ้อนแล้วสวมกอดมารดา

"เจ้าอย่าแขวะน้องดีกว่า มีอะไรจะปรึกษาแม่ก็ว่ามา" มีเรียหยิกแขนลูุกชาย

"คุยตรงนี้คงไม่สะดวก ข้าขอกลับห้องพักสักครู่ แล้วจะตามท่านแม่ไปที่ห้องสมุด"

"ตามใจเจ้าเถอะ" มีเรียมองตามลูกชาย นึกเดาเรื่องได้ว่าเปกัสจะปรึกษาตนเรื่องใด หากแต่ต้องให้ลูกเอ่ยปากก่อน



เปกัสกลับมาถึงห้องพัก เห็นกีวี่กำลังนั่งคุยอยู่กับกาเรน และรู้ได้ทันทีจากสีหน้าแม่กระต่ายน้อยว่าทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน

"ข้าขออยู่กับกีวี่ตามลำพังได้ไหม" เปกัสว่า กาเรนลุกจากโซฟาเดินมาหาชายหนุ่ม

"เจ้าหลอกอะไรเพื่อนข้าอีก" กาเรนถามเสียงต่ำ เพราะดูกีวี่เริ่มจะลังเลเปลี่ยนความตั้งใจ

"แล้วเจ้าล่ะ หลอกอะไรพี่ชายข้า แม่นางพญาอินทรีย์" เปกัสหัวเราะเยาะอย่างรู้ทัน ด้วยระดับเสียงเท่ากัน

"ข้าไม่ได้หลอกอะไรใครทั้งนั้น" กาเรนรีบแก้

"จะให้ข้าพิสูจน์ไหมล่ะ" เปกัสเลิกคิ้วถาม

"อย่ายุ่งเรื่องของข้า" กาเรนว่าขู่

"งั้นเจ้าก็ควรหยุดยุ่งเรื่องของข้าเช่นกัน" เปกัสเตือน

"แล้วข้าจะมาคุยด้วยใหม่นะกีวี่" กาเรนบอกเพื่อน แล้วหันกลับมามองชายหนุ่มตาขวาง ก่อนจะกระแทกเท้าจากไป




"อาหารของเจ้า" เปกัสยื่นผลสาลี่ให้ แล้วนั่งลงข้างๆ

"ขอบคุณ" กีวี่มองผลไม้หวานช่ำด้วยรอยยิ้ม

"ข้าจะบอกท่านแม่เรื่องของเรา" เปกัสพูดขึ้นมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย ทำเอากีวี่งับผลสาลี่ค้าง ต้องรีบเอาออกจากปาก

"ท่านแม่เจ้าไม่มีทางยอมรับข้าอยู่แล้วล่ะ"

"เจ้าไปรู้จักท่านแม่ข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าเป็นลูกยังไม่รู้เลยว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร"

"แม่จิ้งจอกที่ไหน จะยอมให้ลูกครองรักกับกระต่าย"

"เผอิญว่าแม่ข้าเป็นเสือดาวเสียด้วยสิ"

"ส..เสือ เจ้าล้อเล่นใช่ไหม" กีวี่ตาค้างเข้าไปอีก จิ้งจอกก็ว่าน่ากลัวแล้ว นี่เป็นถึงแม่เสือ

"ใช่ แม่ข้าก็ยังใช่ชีวิตอยู่กับพ่อข้าได้ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร"

"แต่ข้าเป็นกระต่าย..."

"เจ้าไม่รู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองกลายร่างเป็นกระต่ายด้วยซ้ำ ดูเจ้ากับข้าตอนนี้สิ เราก็เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป"

"ถ้าท่านแม่เจ้าไม่เห็นด้วย เจ้าสัญญาไหมว่าจะปล่อยข้าไป"

"ข้าสัญญา แต่ข้าจะไปกับเจ้าด้วย" เปกัสยิ้มกว้าง

"เจ้าพูดจริงเหรอ" กีวี่ยิ้มตอบ

"ทำสัญญากันไว้ก่อนก็ได้นะ" เปกัสรวบเอวหญิงสาวแล้วโน้มใบหน้าเข้าใกล้ หมายจะประทับจูบแทนคำสัญญา กีวี่รีบเอาผลสาลี่ขวางไว้ทัน แล้วหัวเราะ ชายหนุ่มกัดผลสาลี่คำโต รับรู้ได้ถึงรสหวานของผลไม้ที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน

"หวานจริงๆ ให้ข้าป้อนเจ้าบ้างนะ" เปกัสคว้าผลสาลี่จากมือแล้วยื่นไปใกล้ปาก กีวี่ตั้งท่าจะงับเนื้อผลไม้ แต่เขากลับขยับมือออก โน้มริมฝีปากเข้าแทนที่

กีวี่ตกใจไม่น้อยกับการจู่โจมของชายหนุ่ม หากแต่จุมพิตหวานละมุมเคล้ากลิ่นสาลี่นั้น ทำให้เคลิบเคลิ้มได้มากกว่า ผลไม้ร่วงกระดอนออกจากนิ้วเรียวยาวซึ่งเปลี่ยนมาแนบอยู่ข้างแก้มนวลใส พร้อมกับไล้ปลายนิ้วหยอกล้อที่บริเวณใบหู หญิงสาวรู้สึกสะท้านไปกับสัมผัสแนบชิดจากริมฝีปากและปลายนิ้ว หลงใหลในมนต์เสน่ห์ที่จิ้งจอกหนุ่มกำลังร่ายจนทำให้ลืมหมดสิ้นซึ่งตัวตนของคนทั้งสอง

เปกัสถอนริมฝีปากออก มองหญิงสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟเสน่หาที่พยายามยับยั้งไว้สุดความสามารถ

"รอข้าอยู่นี่นะ ท่านแม่จะต้องเห็นด้วยกับเรา" เปกัสปัดปอยผมออกแผ่วเบา โน้มลงจูบหน้าผากหญิงสาวอีกครั้งด้วยความรักใคร่ และเพียงมองสบแววตาสั่นไหวนั้น เขารู้ได้ทันทีว่าคำตอบของนางคืออะไร

ชายหนุ่มออกจากห้องไปแล้ว ส่วนกีวี่ยังคงงุนงงสงสัยกับความรู้สึกของตนอยู่ที่เดิม หญิงสาวลุกนั่งแตะปลายนิ้วไปที่ริมฝีปากอบอุ่นแล้วยิ้มเขินระคนกังวลใจกับตัวเอง




เปกัสเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้มีเรียรับรู้ และยืนยันว่าตนคิดจะจริงจังกับกีวี่ นางเสือดาวไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ หรือคัดค้านใดๆ ขณะนั่งฟังลูกชายว่าจนจบ

"ท่านพ่อมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างอาณาจักรของเราให้แข็งแกร่ง ข้าก็เลยคิดว่า..." เปกัสมองมารดาด้วยสายตาอ้อนวอน

"เรื่องพ่อของเจ้า แม่จะยกไว้ก่อน ที่แม่ยังกังขาอยู่ก็คือ เจ้าเพิ่งพบนางได้เพียงไม่กี่วัน เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้ารักนางจริงๆ การตัดสินใจครั้งนี้จะผูกมัดชีวิตเจ้าไปตลอด แม่อยากให้เจ้าคิดให้ถ้วนทีกว่านี้"

"แต่ว่าท่านแม่..."

"หญิงงามที่จะทำให้เจ้าหลงใหลมีอยู่ทั่วปฐพี หากความรู้สึกของเจ้าที่มีต่อนางมีเพียงแค่นั้น มันจะสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่ราตรีหลังจากที่เจ้าได้เชยชมนาง เจ้าเข้าใจใช่ไหม"

"ข้าว่าข้ารู้สึกกับนางมากกว่านั้น แต่ข้าไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ให้ท่านแม่เห็นได้อย่างไร"

"เอาเป็นว่าแม่จะให้นางพำนักที่นี่ในฐานะแขกของเรา เจ้าจะได้ใช้เวลาดูใจนางไปอีกซักระยะ หากเจ้าแน่ใจเมื่อใด แม่ก็พร้อมจะช่วยพูดกับพ่อของเจ้า อีกอย่างนางคงไม่ปราถนาจะอยู่อย่างหลบซ่อนเช่นที่เจ้าปฏิบัติต่อนางอยู่ขณะนี้"

"ขอบคุณท่านแม่" เปกัสยิ้มจนแก้มปริ คิดว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และกีวี่จะต้องไม่ปฏิเสธ



เปกัสลามารดาเพื่อไปแจ้งข่าวดีและจัดเตรียมห้องพักใหม่ให้กีวี่ หากแต่ระหว่างทางได้พบกับโตนุสเสียก่อน จึงบอกเล่าเรื่องราวกับพี่ชาย

"เออ ท่านแแม่ พอมีเวลาให้ข้าบ้างไหม" โตนุสรีบดิ่งมาที่ห้องสมุด แล้วว่าเสียงอ่อมแอ่ม ด้วยอาการเขิน

"ถึงเจ้าจะบอกอะไรตอนนี้ แม่คงไม่ประหลาดใจแล้วล่ะ" มีเรียมองหน้าลูกชายรู้ทัน

"งั้นข้าคงไม่ต้องพูดอะไรแล้วใช่ไหมท่านแม่" โตนุสยิ้มกว้าง

"แล้วแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าต้องการอะไร" มีเรียเลิกคิ้วถาม

"เอ้า! ข้านึกว่าท่านแม่รู้แล้วเสียอีก คือว่า..."



มีเรียจัดให้กีวี่และกาเรนพักอยู่ด้วยกัน เพื่อป้องกันลูกชายตนทำการเสื่อมเสียก่อนเวลาอันควร เพราะระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองคู่นี้ ยังเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต เส้นทางรักนั้นคงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นแน่

"เย็นนี้เจ้าทั้งสองต้องไปร่วมมื้อค่ำ ข้ารู้ว่าคงทำให้พวกเจ้าลำบากใจ แต่ยังไงเจ้าก็ต้องไปแนะนำตัวกับเจ้าบ้าน หลังจากคืนนี้ข้าอนุญาติให้พวกเจ้าแยกโต๊ะอาหารได้" มีเรียบอกกล่าวหญิงสาวทั้งสอง

"ขอบคุณท่านป้าที่อนุญาติให้พวกข้าพักอยู่ที่นี่ หากกีวี่ฟื้นความจำเมื่อไหร่ พวกข้าสองคนคงไม่รบกวน" กาเรนว่า

"เจ้ามิได้รักใคร่ชอบพอกับลูกชายข้าหรอกรึ" มีเรียถามสงสัย

"ข้า.. คิดว่าคงยังไม่ถึงขั้นนั้น" กาเรนพูดตรงไปตรงมา

"เอาเถอะ พวกเจ้าเพียงไม่คิดร้ายกับลูกชายข้าก็พอ เรื่องอื่นให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินก็แล้วกัน พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ได้จนกว่าจะพอใจ"

"ขอบคุณท่านป้า" กีวี่ยิ้มใจชื้นขึ้น เพราะมีเรียไม่ได้ดูดุร้ายอย่างที่หญิงสาวนึกกลัว ตรงกันข้ามนางดูเป็นผู้ใหญ่น่านับถือทีเดียว

"เอาล่ะ พวกเจ้าพักผ่อนกันตามสบาย ถึงเวลาอาหาร โตนุสกับเปกัสคงมาตามพวกเจ้าเอง" มีเรียว่าแล้วออกจากห้องไป



"ท่านป้าใจดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก" กีวี่ทิ้งตัวลงบนที่นอน รู้สึกโล่งอก

"นางดูท่าทางหวงลูกน่าดู ถ้าเราคิดร้ายเจ้าสองคนนั่น นางคงฉีกเราเป็นชิ้นแน่" กาเรนนอนลงข้างๆ ตามองเพดาน

"เจ้าคิดยังไงกับโตนุส ห้ามโกหกข้า" กีวี่หันมองหน้าเพื่อนสาว

"เจ้าคงจำไม่ได้ ว่าข้าไม่เคยโกหกเจ้า" กาเรนหันมาสบตาแล้วยิ้มขำ

"อืม.. ข้าแค่ชอบ คงยังไม่ถึงขั้นรัก ความรักที่ข้าวาดฝันไว้มันสวยงามกว่านี้มากมาย หน้าตาคนรักข้าก็ควรจะเป็นแบบนี้" กาเรนหยิบภาพวาดที่นางเหน็บซ่อนไว้ที่เอวออกมาให้กีวี่ดู

"นี่ใคร?" กีวี่มองภาพชายหน้าตาดีมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโตนุสหรือเปกัส สักเท่าใด

"เจ้าจำไม่ได้เหรอ กีวี่?? อืม.. ข้าลืมไป ข้าเก็บรูปนี้ได้ หากชายในรูปมีตัวตนจริง คงจะเป็นเนื้อคู่ของข้า ข้าคิดเช่นนั้นมาตลอด ถึงได้เก็บภาพนี้ไว้ไม่ห่างกาย" กาเรนว่าด้วยท่าทางเพ้อฝัน

"เพ้อเจ้อจริงๆ" กีวี่ยิ้มขำ

"นี่! เมื่อก่อนเจ้าก็ว่าข้าแบบนี้ เจ้าน่าจะลืมคำพูดนี้ไปซะด้วยนะ" กาเรนทำหน้างอน แล้วรีบพับรูปเก็บไว้ที่เดิม

"ข้าขอโทษ แต่ถ้าโตนุสมาได้ยินคำพูดของเจ้า คงคอตกไปเลยล่ะ" กีวี่ว่ากระเซ้า

"ว่าแต่เจ้าเถอะ คิดยังไงกับเปกัส อันที่จริงข้าไม่ควรถามเลยใช่ไหม" กาเรนล้อกลับ

"ดี งั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะต้องตอบเจ้า" กีวี่ยิ้มยักคิ้ว

"ขี้โกงนี่!"...

"ก็เจ้าไม่อยากรู้เองนี่นา"...





โอตุสประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นกาเรนและกีวี่มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย เขามองหน้าสมาชิกในครอบครัว เป็นเชิงว่าใครจะอธิบายเรื่องนี้

"นี่กาเรนและกีวี่ เป็นเพื่อนของลูกเรา นางทั้งสองจะมาพำนักที่ปราสาทนี้ซักระยะหนึ่ง" มีเรียเอ่ยแนะนำ หญิงสาวทั้งสองซึ่งนั่งอยู่ฝั่งเดียวกัน ลุกขึ้นทำความเคารพเจ้าบ้านที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ

"ตามสบายเถอะ" โอตุสดูจะมิได้ใส่ใจนัก หากลูกชายเพียงแค่จะจีบเล่นไม่จริงจัง เพราะดูจะเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าจะคิดเกี่ยวดองกับพวกสัตว์เล็กที่ไม่มีพิษสงอะไรเลย

ชายสูงวัยรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ โดยไม่ต้องไถ่ถามให้เสียเวลาว่ามาจากตระกูลใด

"ข้าได้รับสารมาว่า ลูกสาวอสรพิษและพญาอินทรีย์ จะมาเยือนเราในอีกเจ็ดราตรี และคงจะอยู่ที่นี่อีกซักระยะ คงทำให้ที่นี่คึกคักไม่เบา" โอตุสเปรยขึ้น

"พญาอินทรีย์เหรอ?" โตนุสมองหน้ากาเรน หากแต่เปกัสสะกิดพี่ชายไว้ทัน และนั่นทำให้โตนุสเริ่มรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เพราะหากกาเรนเป็นอินทรีย์จริง นางต้องออกตัวกับท่านพ่อแล้ว แต่นางกลับนิ่งไม่ยอมสบตาเขาเสียด้วยซ้ำ

"ทานอาหารกันดีกว่า ข้าหิวแล้ว" เปกัสรีบว่าตัดบท ขณะที่ชามเนื้อสดๆ เริ่มลำเลียงผ่านหน้า

"ลองนี่ดูหน่อยสิกาเรน ของโปรดข้าเชียวนะ" โตนุสแกล้งยื่นชามไปตรงหน้าหญิงสาว

"ข้า..ไม่" กาเรนมองด้วยความรู้สึกพะอืดพะอม รู้ว่ามันต้องเป็นเนื้อหนูนาแน่นอน

"เออ ท่านลุงท่านป้า ข้าขอตัวก่อน" กาเรนรู้ว่าเสียมารยาท หากแต่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หญิงสาวรีบถลันลุกออกจากที่นั่งไปทันที

"ท่านลุง ท่านป้า ข้าขอโทษ" กีวี่รีบตามเพื่อนสาวไป

"ทีนี้ เจ้าสองคนจะว่ายังไง" โอตุสมองหน้าลูกชายทั้งสอง

"ข้าคิดว่า...ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ท่านพ่อ" โตนุสว่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

"แล้วเจ้าล่ะเปกัส"

"ข้าเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ยังไงเสียก็จะขอเจริญรอยตามท่านแม่" ชายหนุ่มยิ้มแล้วทานอาหารต่อ

"มันหมายความว่าอย่างไร" โอตุสหันไปถามภรรยา ซึ่งได้แต่นั่งอมยิ้ม
























 

Create Date : 23 มิถุนายน 2554    
Last Update : 29 มกราคม 2555 15:28:05 น.
Counter : 332 Pageviews.  

Wild Love ตอนที่ 4

"กานุส...กานุส"

ชายหนุ่มเดินตามเสียงเรียกที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ ท่ามกลางสายหมอกในยามเช้า ปกคลุมใบไม้สีเขียวสด และไม้ใหญ่ลำต้นตรงระเกะระกะในพื้นป่าช่วงฤดูฝน

เสียงเรียกนั้นหายไปแล้ว แต่กลับมีเสียงน้ำตกไหลรินแผ่วเบาเข้าแทนที่ กานุสเดินเลาะไปเรื่อยๆ จนพบธารน้ำและแอ่งน้ำใส

ชายหนุ่มนั่งลงที่ริมธารใช้น้ำประพรมใบหน้า พลันได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของหญิงสาวดังแว่วมาอีกครั้ง ก่อนที่ใบหน้าขาวนวลสวยงามของนางจะปรากฏขึ้นตรงหน้า

กานุสมองสบตาหญิงสาวราวถูกสะกด และเริ่มก้าวเท้าลงไปในแอ่งน้ำ ดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน เพียงไม่นานชายหนุ่มขึ้นมานอนพักบนโขดหินด้วยร่างกายเปียกปอน ครั้นลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าแสนสวย โน้มเข้าหาจนสัมผัสได้ถึงหยดน้ำจากเส้นผมดำขลับที่ร่วงลงมาบนใบหน้า

"กานุส.." หญิงสาวเอ่ยขานชื่อเขาด้วยริมฝีปากบางสวย ทำให้ชายหนุ่มนึกฉงนในใจว่านางทราบชื่อเขาได้อย่างไร

"เจ้าชื่ออะไร" กานุสนึกอยากรู้ว่าหญิงสวยเช่นนางจะใช้ชื่ออะไร

"เกเลม" เสียงหนักแน่นนั้นเริ่มดังแทรกเข้ามาในโสติประสาท กานุสชักไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงหญิงในฝัน และชื่อนั้นช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน

"เจ้าช่างงามนัก" ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้ายิ้มละไม แนบฝ่ามือบนแก้มนวลของหญิงสาว

"เพ้อเจ้ออะไรของเจ้า กานุส" เสียงเอ็ดนั้นทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากห้วงความฝันของตนทันที และเมื่อลืมตาตื่นเต็มที่ จึงเห็นว่าหญิงตรงหน้าเป็นใคร หลังจากมองสบดวงตาดุของนางแล้ว เขาต้องยกฝ่ามือขึ้นปิดตาตนเองทันที

"ข้าเพิ่งตระหนักว่า ความจริงโหดร้ายเช่นนี้เอง" กานุสบ่นอิดออดไม่ยอมลุกจากที่นอน

"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่ควรจะปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงใช่ไหม" เกเลมว่าเหน็บ

"ข้าก็แอบคิดเช่นนั้น" กานุสหัวเราะทั้งที่ยังปิดตาอยู่

"ดี งั้นข้าไปล่ะ" เกเลมลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องแห่งภาพลวงตาทันที

"เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย!" กานุสรีบลุกออกจากเตียงตามไป




"ข้านอนคิดมาทั้งคืนแล้วว่าจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร" กานุสเอ่ยขึ้น ขณะที่ทั้งสองกำลังตั้งต้นหาทางออกอีกครั้ง

"ดูจากที่เจ้าละเมอเมื่อครู่ ข้าก็พอจะนึกออกว่าเจ้าใช้ความคิดอย่างหนักในเรื่องใด" เกเลมว่าประชด

"ข้าก็แค่ฝันดีนิดหน่อย ไว้ข้าจะเล่าให้ฟัง ถ้าเจ้าอยากรู้" กานุสยิ้มขำ

"ข้าอยากรู้วิธีที่เจ้าจะพาข้าออกจากถ้ำแห่งนี้มากกว่า"

"ข้าคิดว่ากำแพงหินที่เราเห็น ต้องมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นภาพลวงตา ซึ่งต้อนให้เราเดินวนเป็นวงกลมกลับมาที่เดิมทุกครั้ง เราต้องหาให้พบ" กานุสบอกถึงสิ่งที่ใคร่ครวญมาทั้งคืน

"งั้นเราแยกกันไปหาดีไหม"

"ไม่ได้ เราต้องไปด้วยกัน"

"เจ้ากลัวเหรอ" เกเลมยิ้มเยาะ

"เจ้าดูนี่สิ" กานุสจับมือหญิงสาว แล้วพาเดินถอยหลัง

"นี่มันอะไรกัน" เกเลมมองทางเดินที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไป

"ถ้าเราแยกกันไป เราอาจไม่มีวันหากันพบ" กานุสว่า

"ถูกของเจ้า" เกเลมหันมองหน้าชายหนุ่มด้วยความชื่นชม





เพียงชั่วข้ามคืน ข่าวการประรองระหว่างอารอนและกานุสก็แพร่สะพัดไปทั่ว และตกเป็นเป้าสนใจของเหล่าสรรพสัตว์ทุกสายพันธุ์ อันเนื่องมาจากการทำนายทายทักของลีเมอร์

และในเช้านี้ สาส์นจากประมุขของสัตว์ตแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างทะยอยกันยื่นความจำนงที่จะขอเข้าชมการประรองครั้งนี้อย่างเป็นทางการ โดยมิทันได้ออกปากเชื้อเชิญกันเสียด้วยซ้ำ ทำให้โอตุสเครียดได้ไม่น้อย

"การประรองครั้งนี้ เราเห็นจะแพ้ไม่ได้ แต่ข้าก็มองไม่เห็นทางที่จะชนะเช่นกัน" โอตุสเอ่ยกับภรรยาและลูกๆ บนโต๊ะอาหารเช้า

"ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่คนขี้ขลาด หากแม้ต้องตาย พวกเราก็จะตายร่วมกัน" มีเรียว่า

"นั่นสิท่านพ่อ อย่าเพิ่งกังวลไปเลย เรายังมีไพ่สำคัญในมือ" โตนุสว่า

"ไพ่อะไรของเจ้า" โอตุสหันมองหน้าลูกชาย

"ก็เจ้ากานุสพาแม่เสือออกเที่ยวข้ามวันข้ามคืน ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย" เปกัสเอ่ยแทรกขึ้น ทำให้โอตุสนึกขึ้นมาได้ ว่าไม่เห็นทั้งสองอยู่ร่วมโต๊ะ

"ข้าชักเป็นห่วงสองคนนั้นแล้วสิ" มีเรียว่า

"โธ่ ท่านแม่ เจ้ากานุสฉลาดเป็นกรด ส่วนแม่เสือสาวก็แข็งแกร่งออกปานนั้น คงไม่มีทางหลงป่าหรือเป็นอันตรายจากสัตว์อื่น นอกเสียจากว่า.. ตั้งใจจะไม่กลับ" เปกัสยิ้มอารมณ์ดี ทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจขึ้น



"ข้าคงไม่ได้มาขัดช่วงเวลาหรรษาของครอบครัวท่านหรอกนะโอตุส" อารอนเดินมาที่โต๊ะอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เรากำลังรอเจ้าอยู่พอดี" โอตุสเชื้อเชิญให้นั่ง

"ข้าเห็นจะกินอะไรไม่ลง เพราะต้องรีบกลับไปแจ้งข่าวดีกับท่านพ่อด้วยตัวเอง" อารอนกระหยิ่มยิ้มย่อง

"ยังเหลือเวลาอีกตั้งสามเดือน เจ้าจะไม่สรุปผลเร็วไปหน่อยหรือว่าจะเป็นฝ่ายชนะ" โตนุสว่าอย่างเหลืออดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ข้าก็แค่มั่นใจเกินร้อยไปแล้วเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆๆๆ" อารอนระเบิดเสียงหัวเราะน่าเกลียด ดังก้องไปทั่วห้อง

"น่าเสียดายที่กานุสกับเกเลมยังไม่กลับมา มิฉะนั้นคงได้เริ่มฝึกฝนกันเสียแต่ตอนนี้ เอะ..หรือว่าสองคนนั้นจะกำลังแอบซุ้มฝึกปรือกันอยู่ก็เป็นได้" เปกัสแกล้งยั่วอารมณ์เจ้าสิงห์หนุ่ม

"หึ นังหญิงไม่รักดี ถ้าข้าชนะเมื่อไหร่ จะได้รู้สำนึก" อารอนหลุดความคิดที่อยู่ในใจออกมาด้วยโทสะ

"ข้าว่าเจ้าควรจะระวังคำพูดไว้บ้างนะ" โอตุสเริ่มแสดงความไม่พอใจ หลังจากที่อดกลั้นมานาน

"ท่านถือสิทธฺิ์อะไรมาสั่งสอนข้า" อารอนมองด้วยสายตาลุกวาว

"สิทธิ์ที่ข้าเป็นเจ้าบ้าน สิทธิ์ที่ข้าอาวุโสกว่าเจ้า ข้าไม่คิดว่าเจ้าสมควรจะพูดจาว่าร้ายสตรีลับหลัง ทั้งที่นางก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า" โอตุสโต้กลับด้วยแววตาจริงจัง

"พวกเจ้าก็อย่าได้หลงลำพองว่ามีนางถือหางอยู่ ถึงวันที่ข้ากระชากเนื้อลูกชายเจ้าด้วยอุ้งเท้าข้า เจ้าจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ในผืนป่าแห่งนี้" อารอนว่าแล้วจากไปโดยไม่คิดจะเสียเวลาร่ำลาเจ้าของเรือนเลยแม้แต่น้อย

"ไปเสียได้ก็ดี ข้าไม่เคยพบเคยเห็นคนไร้มารยาทเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ" มีเรียส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา





กาเรนยังไม่ละความพยายามและคิดว่าเพื่อนสาวต้องยังแอบอยู่ที่ใดซักแห่งในคฤหาสน์หลังนี้ หญิงสาวมองออกไปที่ระเบียงแล้วกลายร่างเป็นหนูแฮมสเตอร์ตัวจิ๋วเกาะเกี่ยวตามเถาวัลย์ไปยังระเบียงห้องซึ่งอยู่ติดกัน คิดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัย เพราะทุกคนคงกำลังอยู่ที่โต๊ะอาหาร

"กีวี่...กีวี่ เจ้าอยู่ที่นี่ไหม" กาเรนปีนเข้าทางระเบียงห้อง แล้วส่งเสียงเรียก หญิงสาวเดินด่อมๆ มองๆ ไปทั่วห้องซึ่งจัดตกแต่งเหมือนห้องที่นางเพิ่งจากมา

"กีวี่ ออกมาหาข้าเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่แถวนี้" กาเรนเริ่มได้กลิ่นที่คุ้นเคย

แม่กระต่ายน้อย สองจิตสองใจยังนิ่งหลบอยู่ใต้โซฟา ด้วยไม่แน่ใจว่าเสียงที่เรียกนั้นเป็นมิตรหรือศัตรู แต่แล้วก็ยอมออกจากที่ซ่อนเมื่อเห็นว่าหน้าตากาเรนดูเป็นมิตรและคงจะรู้จักตน

"เจ้ารู้จักข้าด้วยเหรอ" กีวี่เอ่ยทัก

"กีวี่!" กาเรนก้มมองตามเสียงแล้วอุทานออกมาด้วยความดีใจ

"หยุด อย่าเข้ามาใกล้ข้า" กีวี่สั่งห้าม เมื่อเห็นกาเรนตั้งท่าจะเข้ามาหา

"เจ้าเป็นอะไรไป นี่ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ" กาเรนชะงักงงกับปฏิกิริยาของเพื่อนรัก

"ถ้าเจ้าเป็นเพื่อนข้าจริง งั้นเจ้าก็ต้องรู้จักสามีข้าใช่ไหม" กีวี่ย้ำถามเพื่อความแน่ใจ

"สามีเจ้า!!" กาเรนตะลึงตาค้างเข้าไปใหญ่

"เจ้าเพี้ยนไปแล้วเหรอ ไม่เจอกันแค่สองวันนี่เจ้า..."

"ใช่ กีวี่มาหาข้า" เสียงเปกัสดังขัดขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่ม

"ไม่ กีวี่มานี่ ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ" กาเรนรีบเรียกรั้งเพื่อนไว้

กีวี่ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางระหว่างชายหญิงหันมองหน้าทั้งสองฝ่ายด้วยอาการลังเลสับสนว่าจะเชื่อใครดี

"ข้าเป็นเพื่อนรักเจ้านะ เจ้าเป็นอะไรไป" กาเรนมองสบตากีวี่ แต่ก่อนที่นางกระต่ายน้อยจะตัดสินใจอะไรลงไป

"แต่ข้าเป็นสามีเจ้า" เปกัสเข้าคว้าตัวกระต่ายสาวไว้ในมือ แล้วยิ้มอย่างผู้ชนะ

"ปล่อยกีวี่เดี๋ยวนี้นะ" กาเรนมองด้วยสายตาขุ่นเคือง

"เจ้าต่างหาก จะไปจากห้องข้าดีๆ หรือจะให้ข้าตะโกนว่าเจ้าบุกรุก" เปกัสว่าขู่

"ตะโกนเลยสิ ทุกคนจะได้รู้ว่าเจ้ากักขังเพื่อนข้าไว้" กาเรนท้า

"ถึงรู้แล้วจะทำไม ยังไงเสียกีวี่ก็เป็นเมียข้า แต่เจ้าน่ะสิ อาจจะต้องกลายเป็นอาหารเย็น น่าเสียดายจริงๆ" เปกัสทำหน้ายียวน และคำขู่นั้นก็ได้ผล

"ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะกลับมาอีก ถ้าเพื่อนข้าเป็นอะไรไป ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่" กาเรนมองชายหนุ่มตาขวาง ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับเขาอย่างไร แล้วกระแทกเท้าออกไปทางประตู คิดว่าโตนุสคงช่วยเหลืออะไรได้บ้างในเรื่องนี้




"เจ้าคงไม่เชื่อคนอื่นมากกว่าข้าใช่ไหมกีวี่" เปกัสว่าอ้อนลูบหลังกระต่ายน้อยแผ่วเบา

"คือ..ข้า นางเป็นใคร" กีวี่ลังเล

"นางก็เป็นคนที่คอยขัดขวางความรักของเรา ถ้าเจ้าเชื่อกาเรน นางจะพาเจ้าไปจากข้า ข้าคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้าอยู่ข้างกาย" เปกัสเริ่มตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ

"แล้วถ้านางพูดจริงล่ะ" กีวี่ยังไม่ปักใจเชื่อ

"ข้าก็โกหกน่ะสิ" เปกัสหัวเราะ และนั่นยิ่งทำให้กระต่ายน้อยงงเข้าไปใหญ่

"ไม่เอาน่า ข้าจะพาเจ้าออกไปเที่ยวข้างนอก เผื่อเจ้าจะจดจำความรักอันหวานชื่นของเราขึ้นมาได้บ้าง" เปกัสยิ้มหวาน

"เจ้าจะพาข้าไปไหน"

"อย่าถามเลยนะ ข้าอธิบายไม่เก่ง เจ้าไปเห็นกับตาจะดีกว่า" เปกัสปล่อยร่างปุกปุยลงในกระเป๋าเสื้อนอกเข้ารูปตัวยาว แล้วเดินผิวปากออกจากห้องไป






"เจ้าไปอยู่ที่ไหนมากาเรน ข้าหาเจ้าจนทั่ว" โตนุสทักถามเมื่อเห็นหญิงสาวเดินหน้างอกลับเข้ามาภายในห้องพัก

"ข้าไปตามหากีวี่" หญิงสาวว่าแล้วกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟา

"นี่อาหารของเจ้า" โตนุสยื่นผลแอปเปิ้ลให้

"ข้ากินอะไรไม่ลงแล้วตอนนี้" กาเรนยังคงทำหน้าบึ้ง

"มีอะไรจะเล่าให้ข้าฟังไหม" โตนุสวางผลไม้ลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างๆ

"ก็เปกัสน้องเจ้าน่ะสิ ขังกีวี่ไว้ในห้อง" กาเรนหันมาฟ้อง

"ไหนเปกัสบอกไม่เห็นเพื่อนเจ้า" โตนุสทำหน้าประหลาดใจ

"น้องเจ้าโกหก แถมยังบอกข้าว่ากีวี่เป็น..."

"เป็นอะไร"

"เป็นเมียเขาน่ะสิ"

"ฮ่าๆๆๆ นี่เจ้าเปกัสรวบหัวรวบหางเพื่อนเจ้าแล้วหรือนี่"

"เจ้าเห็นเป็นเรื่องตลกใช่ไหม"

"โทษที ข้าแค่เก็บอาการไม่อยู่"

"เจ้าช่วยไปพูดกับเปกัสให้ปล่อยเพื่อนข้าได้ไหม"

"ข้าไม่ชอบยุ่งเรื่องผัวเมียซะด้วยสิ อีกอย่างเปกัสก็เป็นน้องแท้ๆ ของข้า..."

"พูดแบบนี้หมายความว่าไง??"

"ก็หมายความว่า ถ้าเจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้าสำคัญพอที่ข้าจะไปเจรจาต่อรองกับเปกัส ข้าอาจรับไว้พิจารณา"

"พวกเจ้าร้ายกาจทั้งพี่ทั้งน้อง ข้าน่าจะรู้แต่แรก ข้าอุตส่าห์คิดว่าเจ้าเป็นคนดี"

"ข้าก็แค่ทำไปตามสัญชาตญาณจิ้งจอกที่มีอยู่ในตัว" โตนุสยิ้มกว้าง

กาเรนกระแทกตัวขยับหันหลังให้ด้วยอารมณ์ขุ่น

"ไม่เอาน่า เจ้าก็แค่ลืมไอ้หน้าจืดในภาพวาดนั่น แล้วมาเป็นคนรักข้าแทน ข้าสัญญาจะช่วยเหลือเจ้าทุกอย่าง ตกลงไหม" โตนุสโอบกอดหญิงสาวจากด้านหลังแล้ววางพาดคางไว้บนไหล่บอบบาง เอ่ยวาจาหว่านล้อมออดอ้อน ตามนิสัยเจ้าชู้ที่มีมาแต่กำเนิด





"กานุสดูนี่สิ" เกเลมสัมผัสผนังหินแล้วแทรกมือทะลุเข้าไปได้ พลันเกิดแรงดึงดูดกระชากร่างเข้าไปในเนื้อหิน

"เกเลม!" กานุสรีบคว้ามือหญิงสาว แต่กลับถูกดูดเข้าไปด้วยกัน

"เจ้าปลอดภัยนะ" กานุสเอ่ยถามในความมืดมิด ยังกุมมือกาเลมไว้แน่น

"อืม ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย" เกเลมว่า

"นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่กำแพงที่มันกำลังเคลื่อนตัวเข้าหากันนี่สิ" กานุสรีบนำทางฝ่าความมืดออกไป ขณะที่กำแพงบีบตัวเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ

กานุสขยับไปยืนตรงหน้าหญิงสาว ยันมือทั้งสองตรงข้างศีรษะเกเลม เมื่อรู้ตัวว่าไปต่อไม่ได้แล้ว หากแต่ยิ่งดันก็เหมือนกำแพงจะยิ่งมีแรงต้าน

"เจ้าว่าเราจะถูกฝังอยู่ที่นี่ไหม" เกเลมช่วยดันอีกฝั่ง จนร่างทั้งสองแนบชิด รับรู้ได้ถึงแรงหอบหายใจของอีกฝ่าย

"เจ้าจะได้ไม่เหงาไง" กานุสหัวเราะ ขณะที่แรงหมดไปแล้ว

"เจ้ายังมีอารมณ์ขันได้อีกหรือนี่" เกเลมยังออกแรงดันกำแพงหินต่อ

"หยุดก่อน"

"ทำไม"

"เจ้าไม่สังเกตุหรือว่า กำแพงมันหยุดเคลื่อนที่ ยิ่งเจ้าออกแรงดัน มันก็ยิ่งมีแรงต้าน"

"จริงด้วย ทำไมเจ้าเพิ่งมาบอก ข้าจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว"

"เจ้าพูดราวกับข้า สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา"

"เราก็ออกไม่ได้อยู่ดี พื้นที่จะขยับตัวยังแทบจะไม่มี" เกเลมถอนหายใจเกยคางไว้บนไหล่ชายหนุ่ม

"หมื่นทางตันยังมีทางหนึ่งให้ออกเสมอ เพียงแต่ข้ายังมองไม่เห็นทางออกก็เท่านั้นเอง"

"เจ้าพูดให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว..เฮ้อ.."





"เอาล่ะ ไปหาอาหารเช้าของเจ้าได้แล้ว แม่สาวน้อย" เปกัสปล่อยกีวี่ลงเมื่อมาถึงทุ่งหญ้าบนยอดเขา

"ที่นี่สวยจังเลย" กีวี่กระโดดไปรอบๆ ลานดอกหญ้าสีขาว ท่ามกลางสายลมบางเบา

"อย่าไปไกลนักนะกีวี่ เดี๋ยวจะมีอันตราย" เปกัสว่าพลางนอนราบลงบนพื้น ใช้มือทั้งสองข้างหนุนศีรษะ มองดูปุยเมฆขาวสบายอารมณ์จนผลอหลับไป

ในช่วงที่กำลังหลับเพลินอยู่นั้น ชายหนุ่มถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยดอกหญ้ามีขน ให้ความรู้สึกจักจี้

"เล่นอะไร กีวี่" เปกัสคว้าข้อมือทั้งที่ยังหลับตาอยู่

"นี่เจ้าเรียกชื่อหญิงอื่นแล้วหรือนี่" หญิงผมดำขลับเป็นลอนคลื่น ผิวขาวผ่อง ทำหน้างอ สะบัดสะบิ้ง

"เจ้าเองหรือ แซมมี่" เปกัสรีบปล่อยมือออกทันที

"ก็ข้าน่ะสิ จะใครซะอีก แถวนี้ก็มีแต่ข้าคนเดียวเท่านั้น" แซมมี่ว่าแล้วโน้มเข้าหาร่างชายหนุ่ม

"เจ้าอย่ามาทำบ้าๆ นะ เดี๋ยวฟ้าก็ผ่าข้ากลางวันแสกๆ" เปกัสเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้าง

"ไหนเจ้าเคยชมว่าข้าสวยนักหนา" นางแมงมุมกลายเพศเอ่ยท้วง

"แต่นั่นมันก่อนที่..." เปกัสยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของกีวี่ดังขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มรีบรุดไปตามเสียงทันที

"นังชะนีที่ไหนนะ มาส่งเสียงร้องเอาตอนนี้!! มิน่าล่ะ เจ้าถึงไม่สนใจข้า" แซมมี่ว่าด้วยอาการขัดใจ ก่อนจะจากไปอย่างไม่ใยดี



กีวี่วิ่งหลบหมูป่า และมาจนมุมที่โคนต้นไม้ ขณะที่ร่างใหญ่นั้นกำลังแยกเคี้ยวพร้อมจะกระโจนเข้าใส่ นางกระต่ายน้อยตกใจกลายร่างเป็นมนุษย์อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้าไว้ด้วยความหวาดกลัว และเป็นจังหวะเดียวกับที่เปกัสกลายร่างเป็นจิ้งจอก ถลาเข้างับคอเจ้าหมูป่าจากด้านหลัง แล้วเหวี่ยงกระชากร่างใหญ่นั้นออกไป

ทั้งสองหันมาเผชิญหน้ากัน แยกเคี้ยวส่งเสียงคำรามในลำคำข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าต่อสู้ แต่ด้วยร่างอันปราดเปรียวและแข็งแรงกว่าเปกัสจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบ กระแทกอีกฝ่ายล้มหงายท้อง และหมายจะเผด็จศึกปลิดชีพเจ้าหมูป่าในทันที

"ปล่อยมันไปเถอะ" กีวี่ร้องบอก เปกัสหันกลับมามองหญิงสาว ขณะที่ขาข้างหนึ่งยังเหยียบอยู่กลางอกเจ้าหมูป่า และเป็นจังหวะที่ไม่ทันระวังตัว

เจ้าหมูป่าพลิกตัวงับเข้าที่ขาหน้าด้านซ้ายของจิ้งจอกหนุ่มทันที ก่อนที่มันจะสะบัดตัวหลุดแล้ววิ่งหนีไป

"โอ๊ย!! ไอ้หมูบ้า" เปกัสกลายร่างเป็นชายหนุ่มกุมแขนซ้ายนองเลือดจากรอยเคี้ยวที่จมลึกลงไป

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เปกัส" กีวี่ได้สติ รีบวิ่งเข้ามาดู

"เจ้าต้องช่วยทำแผลให้ข้าก่อน ถ้าเลือดไหลไม่หยุด ข้าอาจจะตายก็ได้" เปกัสทำเป็นหมดแรง เซเข้าหาหญิงสาวทันที

"งั้นเจ้าไปล้างแผลที่ลำธารนั่นก่อน" กีวี่กอดประคองชายหนุ่มให้เดินตรงไปที่จุดหมายที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล

หญิงสาวก้มมองเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด แลัวหน้าซีดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังทำใจแข็ง พาร่างสูงใหญ่นั้นเดินไปจนถึงลำธาร

"ให้ข้าดูแผลเจ้าซิ" กีวี่เอื้อมไปจับแขนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หมายจะล้างแผลให้

"เจ้าแน่ใจนะว่าทำได้" เปกัสมองหน้าซีดๆ แล้วว่าขำๆ

"เรื่องเล็ก แผลแค่นี้เอง" กีวี่ไม่แน่ใจว่ากำลังปลอบใจเปกัสหรือตัวเองกันแน่

"งั้นก็ลงมือเลย" เปกัสเอามือที่บีบบาดแผลออก เลือดสดๆ ทะลักออกมาเต็มตา กีวี่มองภาพนัันด้วยอาการขนลุกขนพอง ก่อนจะเป็นลมล้มพับไป

"กีวี่! อะไรของเจ้าเนี่ย" เปกัสรีบคว้าประคองร่างเล็กให้นั่งพิงโคนต้นไม้ แล้วลงมือทำแผลให้ตัวเอง





เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง หากแต่กานุสและเกเลมก็ยังติดอยู่ที่เดิม ทั้งสองพูดคุยกันไปเรื่อยๆ เพราะยังมองไม่เห็นทางออก และมองไม่เห็นแม้กระทั่งใบหน้าของกันและกันในความมืดสนิท มีเพียงสัมผัสแนบชิดและเสียงสนทนาที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ

"ร้องเพลงให้ข้าฟังซักเพลงซิ เผื่อข้าจะรู้สึกดีขึ้น" เกเลมว่าเพราะไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้นแล้ว

"ข้านึกออกอยู่เพลงนึง เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้มาก" กานุสว่ายิ้มๆ

"เพลงอะไร"

"อย่าใกล้กันเลย...เพลงที่ข้าเคยร้องในห้องอาบน้ำ เจ้าจำได้ไหม"

"ข้าไม่รู้วิธีที่จะอยู่ห่างเจ้าเสียด้วยสิ" เกเลมว่าขำๆ

"งั้นเปลี่ยนเป็น...ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ ดีไหม" กานุสว่าล้อ

"นี่แนะ ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ" เกเลมขยับมือหยิกเข้าที่เอวชายหนุ่ม

"โอ๊ย! อยู่ในสภาพนี้ เจ้ายังจะทำร้ายร่างกายข้าได้อีกเหรอ" กานุสร้องประท้วงด้วยความเจ็บปวด เพราะเกเลมแรงเยอะกว่าบุรุษเพศเสียอีก

"ข้าก็แค่ล้อเล่น เจ้าคงไม่โกรธข้าหรอกนะ" เกเลมแกล้งทำเสียงสำนึกผิด

"งั้นถ้าข้าล้อเล่นแรงๆ บ้าง เจ้าก็คงไม่โกรธสินะ" กานุสขยับประคองศีรษะหญิงสาวออก

"เจ้าจะ..." เกเลมยังถามไม่จบ ทว่าคำตอบมาถึงตัวเสียแล้ว...

"เจ้าคงไม่โกรธข้าใช่ไหม" กานุสถามในระยะกระชั้นชิดหยิกแก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวส่ายไปมา

"ข้าเจ็บนะ!!" เกเลมเริ่มอารมณ์เสีย เอื้อมมือขึ้นจะหยิกคืน กานุสรู้ทันรีบซุกหน้าลงตรงซอกคอฝ่ายตรงข้ามแล้วหัวเราะ ขณะที่หญิงสาวพยายามดันไล่เขาออก กำแพงก็ยิ่งบีบตัวเข้าใกล้

"หยุดผลักข้าได้แล้ว เดี๋ยวเราก็แบนกันทั้งคู่หรอก" กานุสหยุดแกล้ง ขยับศีรษะขึ้นเตือน แต่ผนังหินเจ้ากรรมกลับผลักดันให้ริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันพอดี

และวินาทีนั้นเอง ราวกับทุกสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว มีเพียงเสี้ยววินาทีให้ทั้งสองตัดสินใจ ว่าจะรุกเพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หรือจะถอยแแล้วปล่อยให้มันเป็นเพียงเหตุบังเอิญ คิดเสียว่าเดินชนเสา

กานุสหยุดชะงักในความมืดและเงียบสะงัดมีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ชายหนุ่มแนบฝ่ามือเข้าที่ข้างแก้มหญิงสาว แล้วเคลื่อนไหวริมฝีปากแนบชิดยิ่งขึ้น จุมพิตนั้นดำเนินไปตามสัญชาตญาณจิ้งจอกที่มีมาแต่กำเนิด

เกเลมเริ่มสับสนในความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้น นางไม่เคยหวั่นหวาดต่อความแข็งแกร่งใดๆ แต่กลับรู้สึกหวั่นไหวไปกับความอบอุ่นอ่อนโยนราวต้องมนต์สะกด

"ข้าขอโทษ" กานุสถอนริมฝีปากออกแล้วกอดเกเลมไว้ในอ้อมแขน

"เจ้าคงไม่ได้ทำไปเพราะนึกพิศวาสข้าหรอกใช่ไหม" เกเลมถอนหายใจ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคงเป็นเพียงเพราะสถานการณ์นำไป

"ข้าคิดเพียงว่า หากนี่จะเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตข้า หากข้ากับเจ้าออกไปจากที่นี่ไม่ได้... อาจฟังดูเหมือนข้าฉวยโอกาส แต่ข้าไม่อยากพลาดอะไรไปเลยจริงๆ" กานุสสารภาพ

"ก็ยังดีที่เจ้ากล้าพูดความจริง ดีที่ข้ามองไม่เห็นหน้าเจ้าด้วย มิฉะนั้นข้าบอกตรงๆ ว่าข้าไม่รู้จะวางหน้ายังไง" เกเลมหัวเราะในลำคอ

"ข้าก็เหมือนกัน" กานุสหัวเราะ

"เจ้ารู้สึกไหมว่าผนังถ้ำมันคลายตัวออก" เกเลมขยับออก

"นั่นสิ รู้อย่างนี้ข้าจูบเจ้าตั้งนานแล้วล่ะ" กานุสว่าด้วยน้ำเสียงยินดี

"เฮ้อ..ลามกทั้งคนทั้งถ้ำ" เกเลมบ่นแล้วเดินนำออกไปจนพบปากทาง






"อยู่นี่เอง ข้าตามหาเสียแทบแย่" โตนุสเอ่ยทักน้องชาย เมื่อตามมาถึงริมธาร

"ชูววส์" เปกัสส่งสัญญาณให้พี่ชายเบาเสียง เพราะไม่อยากให้กีวี่ตื่นมาได้ยินเรื่องที่จะสนทนากัน

"แขนเจ้าไปโดนอะไรมา" โตนุสถามเสียงเบาลง

"เจ้าหมูป่ามันกัดข้า" เปกัสพาพี่ชายเดินห่างออกไปจากจุดที่หญิงสาวยังสลบสไลอยู่

"ไม่น่าเชื่อ" โตนุสยิ้มขำ

"ข้าแค่ไม่ทันระวัง แต่คิดว่าคุ้ม" เปกัสยิ้มมองไปทางหญิงสาว โตนุสมองตามแล้วเข้าใจได้ในทันที

"เจ้าบอกว่านางเป็นเมียเจ้า แต่ข้ายังสงสัย" โตนุสหันกลับมาถาม

"ตอนนี้ยัง แต่ต่อไปข้าไม่พลาดแน่"

"นับว่าเจ้าตาแหลมขึ้น ไม่ไปคว้านางแมงมุมมาเป็นน้องสะใภ้ข้า" โตนุสหัวเราะ ทำให้เปกัสรู้สึกอายกับวีรกรรมหนหลังของตนอยู่ไม่น้อย

"ว่าแต่พี่เถอะ มาหาข้ามีธุระอะไร" เปกัสรีบเปลี่ยนเรื่อง

"กาเรนให้ข้ามาช่วยพูดกับเจ้า.."

"แล้วพี่จะได้อะไรจากการช่วยนาง นอกจากคำขอบคุณ แล้วนางก็จะพากีวี่จากไป"

"นั่นน่ะสิ แต่ข้าสงสัยว่าเจ้าทำยังไงทำไมกีวี่ถึงยอมอยู่กับเจ้า"

"นางความจำเสื่อม จำไม่ได้แม้กระทั่งเพื่อนตัวเอง แล้วข้าก็แค่ป้อนข้อมูลใหม่ให้"

"แล้วถ้านางเกิดจำได้ขึ้นมา จะไม่โกรธเจ้าแย่หรือ ที่โกหกไปแบบนั้น"

"ข้ามีเวลาไม่มาก เพราะฉะนั้น ข้าต้องทำให้นางรักข้าให้ได้ พี่เข้าใจไหม"

"อืม แต่ข้าจะไปพูดกับกาเรนยังไงดี"

"พูดยังไงก็แล้วแต่พี่ แต่ตราบใดที่กีวี่ยังอยู่กับเรา ข้าว่านางจะไม่ยอมจากไปเด็ดขาด โอกาสของพี่มาถึงแล้วนะ ข้ามองตาเดียวก็รู้ว่าพี่พึงใจนางอยู่ไม่น้อย"

"งั้นข้าต้องบอกความจริงนางว่ากีวี่ความจำเสื่อม แต่จะยังให้นางเข้าใจว่ากีวี่เป็นเมียเจ้าดีไหม"

"เช่นนั้นก็ได้ ข้ายอมเป็นผู้ร้ายในสายตานาง พี่จะได้เป็นพระเอกไง"

"งั้นข้าไปล่ะ ข้าต้องไปหาคำพูดเหมาะๆ สำหรับการเป็นพระเอก" โตนุสยิ้มกว้างแล้วจากไป เพื่อให้น้องชายได้อยู่ตามลำพังกับหญิงที่หมายปองอีกครั้ง




เปกัสนั่งมองใบหน้าสวยใส ที่มีรอยถลอกตรงปลายจมูกและหน้าผากด้วยความเอ็นดู พลางคิดว่าหญิงสาวช่างงามน่ารักแม้ในยามหลับเช่นนี้ ชายหนุ่มไล้ปลายนิ้วไปบนแก้มนวล และเป็นจังหวะที่กีวี่ฟื้นพอดี

"ข้าเป็นอะไรไป" กีวี่แนบฝ่ามือบนศีรษะด้วยอาการงุนงง

"เจ้าก็อู้งานนะสิ บอกจะทำแผลให้ข้า แล้วแกล้งหลับไปซะนาน" เปกัสว่ากระเซ้า

"แขนเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" กีวี่นึกขึ้นได้

"ข้าทำแผลเสร็จแล้วล่ะ" เปกัสยกแขนให้ดู

"ขอบใจนะ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้" กีวี่มองด้วยความซาบซึ้ง

"คราวหน้าเจ้าจะได้ไม่กล้าอยู่ไกลข้าอีกไง" เปกัสว่า

"ข้าก็แค่...ไม่อยากอยู่เป็นก้าง" กีวี่นึกถึงสาเหตุขึ้นมาได้

"พูดอะไรของเจ้า" เปกัสถามงงๆ

"เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงอะไร" กีวี่มองค้อนแล้วลุกเดินออกไปจากริมธาร

"พูดให้ข้ารู้เรื่องหน่อยได้ไหม" เปกัสคว้าข้อมือไว้

"นี่เจ้าหาว่าข้าพูดไม่รู้เรื่องใช่ไหม" กีวี่สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ด้วยอารมณ์พาล

"เดี๋ยวก่อนกีวี่ เจ้าจะไปไหน" เปกัสรีบเดินเร็วๆ ตามไป

"ไปตามทางของข้า" กีวี่หันมาบอกแล้วสะบัดหน้ากลับ ขณะที่ขายังไม่ยอมหยุดก้าว

เปกัสเดินตามไปเงียบๆ ไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะรู้ว่ากีวี่คงเหลือแรงอีกเยอะ ต้องรอให้นางเดินจนหมดแรงเสียก่อน แล้วค่อยเจรจากันใหม่


กีวี่เดินจ้ำไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมามองคนข้างหลัง จนกระทั่งสะดุดเข้ากับรากไม้ขนาดใหญ่ แล้วล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เปกัสทั้งตกใจทั้งขำความเฟอะฟะของหญิงสาว

"กีวี่!" เปกัสกลั้นหัวเราะแล้วยื่นมือให้

"ไม่ต้องมาสนใจข้า" กีวี่ทั้งโกรธทั้งอาย ปัดมือชายหนุ่มออก แล้วค่อยๆ พยุงตัวขึ้น รู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งข้อเท้า จนต้องขยับนั่งลงอีกครั้ง

"เราจะพูดกันดีๆ ได้หรือยัง" เปกัสนั่งลงข้างๆ

"ข้าไม่มีอะไรจะพูด" กีวี่ขยับตัวออกห่างชายหนุ่ม บีบนวดข้อเท้าด้านขวาไปพลาง

"เจ็บมากไหม" เปกัสถามแล้วชะโงกหน้าเข้าใกล้ หญิงสาวไม่ตอบแต่ถอยออกไปอีก

"เจ้าจะขยับไปไหนนักหนา" ชายหนุ่มรวบเอวไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว กีวี่ก็เซถลาเข้าแนบชิดกลางอก

"ปล่อยข้านะ" หญิงสาวร้องตกใจ จากการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว พยายามงัดลำแขนแข็งแรงออกจากเอว

"ถ้าไม่หยุดดิ้น ข้าจะไม่ทำเพียงแค่นี้" เปกัสโน้มใบหน้าลงมาว่าขู่

"ข้าหายใจไม่ออก" กีวี่หันมองตาเขียว

"ให้ข้าช่วยนะ" เปกัสยิ้มกว้าง

"เจ้าคนบ้า" กีวี่ขยับหลบริมฝีปากที่โน้มเข้ามาใกล้ จนถูกโอบกอดไว้ทั้งตัว

"ข้ายอมบ้าก็ได้" เปกัสว่าล้อแล้วแกล้งหญิงสาวต่อ

"ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ" กีวี่ปล่อยโฮออกมาเพราะไม่รู้จะป้องกันตัวอย่างไร ทำให้เปกัสหยุดการกระทำของตนไปทันที

"ข้าแค่ล้อเล่น" ชายหนุ่มกอดปลอบ แต่กีวี่ไม่มีท่าทีจะหยุดร้องง่ายๆ

"เอางี้ ข้าจะร้องเพลงให้เจ้าฟังซักเพลง เผื่อเจ้าจะอารมณ์ดีขึ้น" เปกัสเสนอความคิด ในสิ่งที่ตนถนัด

ชายหนุ่มครวญเพลงแล้วโยกตัวไปมาราวกับปลอบเด็ก และเหมือนจะได้ผล เพราะเสียงสะอื้นนั้นค่อยๆ จางหายไปทุกที






"เจ้าคงเก่งเรื่องร้องเพลงจีบหญิงสินะ" กีวี่ว่าประชดหลังจากฟังจนจบ

"ก็พอตัว หาไม่เจ้าคงไม่ตกเป็นของข้าหรอกจริงไหม" เปกัสว่ากระเซ้า ทำให้คนฟังอารมณ์ขุ่นขึ้นมาได้อีก

"งั้นเจ้าก็ไปร้องให้หญิงอื่นฟังเถอะ ข้าฟังจนเบื่อแล้ว" กีวี่ตั้งท่าจะลุกออกจากการเกาะกุม

"เดี๋ยวสิ ตอนนี้ข้ามีเจ้าคนเดียว จะไปร้องให้ใครฟัง" เปกัสกระชับอ้อมแขนเข้า

"ก็แม่ผมดำ ตาโต ที่เจ้าพรอดรักด้วยนั่นไง" กีวี่ว่าแล้วเมินหน้าไปทางอื่น

"พรอดรักเหรอ" เปกัสหัวเราะเสียงดัง เมื่อเริ่มเข้าไปปฏิกิริยาที่กีวี่แสดงออกทั้งหมด

"มีอะไรน่าขำ" กีวี่มองค้อนจนหน้าคว่ำ

"ถ้าที่ทำมาทั้งหมด เป็นเพราะเจ้าหึงข้าล่ะก็ ข้าจะอภัยให้ทุกอย่าง" ชายหนุ่มส่งสายตาหวานฉ่ำ

"พูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้าจะโยนความผิดให้ข้าใช่ไหม"

"หากหญิงที่เจ้าเห็น เป็นหญิงจริงๆ ข้าคงลงเอยกับนางไปนานแล้วล่ะ"

"ข้าจับได้ขนาดนี้ เจ้ายังจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อีกเหรอ"

"เจ้าตรองดูสิ ข้าจะมาช่วยเจ้า ตามมาง้องอนเจ้าทำไม หากข้ามิได้มีใจกับเจ้า"

"มีใจเหรอ? เจ้าแค่มีใจกับข้า ทั้งทีบอกว่าเราเป็น.." กีวี่มองด้วยความสงสัย

"ข้ารักเจ้า...พอใจหรือยัง" เปกัสบอกด้วยอาการเขิน เพราะรู้แน่แก่ใจว่าทั้งสองเพิ่งพบกัน หากแต่นาทีนี้ ความรักคงไม่ต้องการเวลาเสียแล้ว

กีวี่มองสบตาชายหนุ่มได้แว๊บเดียวแล้วรีบหันหน้าหนี เพราะรู้สึกเขินอายกับคำพูดนั้นอย่างบอกไม่ถูก

"เจ้าก็รักข้าเช่นกันใช่ไหม" เปกัสถามกลับบ้าง

"ข้าไม่รู้... ข้าจำไม่ได้แล้ว" กีวี่แอบยิ้มเขิน

"ไว้เวลาเหมาะๆ เราค่อยมาฟื้นความทรงจำกันดีกว่า ตอนนี้คงต้องรีบกลับแล้วล่ะ เพราะฝนกำลังจะมา" เปกัสมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมัว ทั้งที่มันใสกระจ่างก่อนหน้านี้

ชายหนุ่มช่วยพยุงร่างเล็กให้ลุกยืน แต่ดูเหมือนข้อเท้ากีวี่จะอาการแย่กว่าที่คิด

"ขี่หลังข้าเถอะ เจ้าคงเดินไม่ไหวแล้ว"

"แต่แขนเจ้า..."

"ไม่เป็นไรหรอก ตัวเจ้าเบานิดเดียว"





"เจ้าจะถอดใจถอยกลับตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ" เกเลมหันมาถามเมื่อทั้งสองมาถึงหน้าผาสูงชัน บริเวณรอยแยกที่จะนำไปสู่ยอดเขา มีเพียงสะพานไม้ขึงด้วยเชือกผุเต็มทีอยู่เบื้องหน้า ส่วนพื้นด้านล่างเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราด ซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกขนาดใหญ่

"ข้าไม่คิดจะถอยอยู่แล้ว" กานุสว่า มองสะพานหักๆ ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้องข้ามไปให้ได้

"แต่ข้าคิด" เกเลมว่าแล้วเดินถอยออกมา

"เจ้าล้อเล่นใช่ไหม" กานุสรีบคว้าแขนหญิงสาวไว้

"แค่คิดว่าจะให้เจ้าเดินนำไปก่อน" เกเลมยิ้มขำ

"เจ้าคงเห็นว่าข้าตัวเบากว่าใช่ไหม" กานุสว่าล้อ

"เผื่อเจ้าตกลงไป ข้าจะได้กลับลำทันต่างหาก"

"เมื่อไหร่จะเลิกคิดทิ้งข้า แล้วเอาตัวรอดซักทีนะ"

"หากเจ้าเป็นผี คงไม่ต้องการเพื่อนอย่างข้าแล้วล่ะ"

"พูดแบบนี้ ข้าชักไม่อยากไปแล้วสิ กลับกันดีกว่า"

"นี่ ข้าแค่ล้อเล่น เจ้าจะมาล้มเลิกง่ายๆ ได้ยังไง"

"เจ้าต้องสัญญาก่อน ถ้าข้าตกลงไป เจ้าต้องตามลงไปด้วย"

"รู้ว่าเจ้าปอดแหกอย่างนี้ ข้ามาคนเดียวดีกว่า"

"ว่าไง"

"ตกลง ไปกันได้หรือยัง"

กานุสยิ้มพอใจ ก่อนจะกลายร่างเป็นจิ้งจอก เพื่อให้การทรงตัวดีขึ้น แล้วเริ่มก้าวเท้าอย่างระมัดระวังไปบนสะพานที่สั่นไหวด้วยแรงลมและเสียงไม้ลั่นอี๊ดแอ๊ดตลอดเวลา ภาพเบื้องล่างเต็มไปด้วยกระแสน้ำรุนแรง ทำให้ชายหนุ่มเสียวไส้อยู่ไม่น้อย

"ที่สั่นน่ะ ขาเจ้าหรือสะพานกันแน่นะ" เกเลมว่าล้อขณะที่ย่างตามหลังมาติดๆ

"เวลาอย่างนี้ ยังจะมาล้อข้าอีก" กานุสว่า พยายามตั้งสมาธิกับทุกฝีก้าว ขณะที่เดินมาจนถึงกลางสะพาน พลันเกิดกระแสลมทำให้สะพานแกว่งตัวอย่างรุนแรง

"กานุส วิ่ง!" เกเลมหันกลับไปเห็นเชือกที่ขึงสะพานกำลังจะขาดสะบั้น จึงรีบหันมาเตือนชายหนุ่ม

กานุสวิ่งด้วยความเร็วจนสุดฝีเท้า และก้าวถึงฝั่งอย่างฉิวเฉียว หากแต่หญิงสาวกลับข้ามมาไม่ทัน ห้อยโหนตัวอยู่บนเชือกที่ใกล้ขาดเต็มที

"จับมือข้าไว้เกเลม" ชายหนุ่มยื่นจนสุดแขน แต่จับได้เพืยงปลายนิ้ว เกเลมดึงเชือกเพื่อดันตัวขึ้นเกาะกุมได้จนเต็มฝ่ามือแต่เชือกกลับขาด

"ปล่อยมือข้าเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ไหว ข้าจะหาทางกลับขึ้นไปเอง" เกเลมว่า

"ไม่! เราต้องไปด้วยกัน" กานุสตัดสินใจ ดันตัวออกจากขอบหน้าผา ขณะที่ยังกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนที่ทั้งสองจะจมลงไปในกระแสน้ำด้วยกัน


ร่างทั้งสองถูกพัดพาไปตามมวลน้ำมหาศาลที่กำลังจะตกลงสู่เบื้องล่าง เกเลมจับยึดหินก้อนแล้วก้อนเล่าเพื่อไม่ให้ตนเองไหลไปตามน้ำ และก็ได้ผลเมื่อถึงหินก้อนสุดท้าย ก่อนจะเอื้อมมือออกฉุดกานุสซึ่งกำลังไหลตามมาติดๆ

หญิงสาวออกแรงเฮือกใหญ่ในเสี้ยวนาทีวิกฤต แล้วก็สามารถดึงชายหนุ่มออกจากกระแสน้ำได้สำเร็จ ทั้งคู่หอบหายใจก่อนจะปีนขึ้นไปนอนพักบนหินแบนราบก้อนนั้น

"ดูเจ้าสิ เหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด" เกเลมว่าล้อแล้วหัวเราะ

"ถ้าข้าเป็นลูกหมา เจ้าก็คงเป็นลูกแมว" กานุสล้อกลับ

"นี่เจ้ากล้ามากนะ ที่ต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนี้" เกเลมแกล้งทำเสียงดุ

"ยิ่งกว่านั้น ข้าก็ทำมาแล้ว" กานุสยิ้มขำมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

"ถ้าไม่อยากตาย ห้ามเจ้าพูดถึงเรื่องนี้อีก" เกเลมพลิกตัวขึ้นบนร่างชายหนุ่ม มองสบตาบอกว่านางเอาจริง

"แล้วถ้าข้ายอมตายล่ะ" กานุสมองตอบแล้วเลื่อนมือขึ้นแนบแก้มหญิงสาว

"เจ้าจะทำอะไร" เกเลมเริ่มประหม่าในสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย

"เจ้าอยากรู้จริงๆ เหรอ" กานุสเอนกายขึ้น เคลื่อนริมฝีปากเข้าใกล้ในระยะเส้นดายกั้นขวาง พลางโอบแขนไปรอบแผ่นหลังหญิงสาว

"ข้าว่าอย่าดีกว่า เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ" เกเลมดันไหล่ชายหนุ่มออก

"เจ้านี่แย่จริงๆ ทำให้ข้าเคลิ้มอีกจนได้" กานุสแกล้งกล่าวโทษหญิงสาว

"เจ้าคนบ้า" เกเลมรีบลุกออกไปยืนหันหลังให้ มองวิวน้ำตกที่กำลังทะยานลงสู่เบื้องล่าง

"โทษที ข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้" พอขาดคำ กานุสสวมกอดหญิงสาวแล้ววางคางไว้บนไหล่นางทันที

"ข้าคิดว่าเจ้ายังระวังไม่พอนะ" เกเลมใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่กลางอก

"โอ้ย! ทำไมชอบใช้กำลังกับข้านัก" กานุสประท้วง

"เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ข้าถนัดน่ะสิ" เกเลมหันมายักคิ้วให้

"หากวันใดข้ามีพลกำลังเหนือกว่า แล้วเจ้าจะรู้สึก" กานุสคาดโทษ

"ข้าจะรอวันนั้นนะ" เกเลมแกล้งยิ้มยั่ว



"เราแวะพักที่แอ่งน้ำข้างล่างนั่นก่อนดีไหม" กานุสเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองลัดเลาะออกมาตามทางเล็กๆ

"ดีเหมือนกัน" เกเลมมองตามแอ่งน้ำใสขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง

"มาวิ่งแข่งกัน" กานุสว่าแล้ววิ่งนำลงไปตามทางลาดชัน

"ขี้โกงนี่" เกเลมรีบวิ่งตามลงไปทันที

และดูชายหนุ่มจะใช้สองขาในร่างมนุษย์ได้ว่องไวกว่า กานุสวิ่งมาจนเกือบถึงจุดหมาย กลับมีบ่อโคลนขวางอยู่ตรงหน้าพอดี เขาหยุดฝีเท้ากระทันหัน และกำลังจะหันไปบอกเกเลมซึ่งวิ่งตามมาในระยะกระชั้นชิด หากแต่หญิงสาวหยุดไม่ทันเสียแล้ว

"กรี๊ดดดดด!! อ๊ากกกก!!" ทั้งสองประสานเสียงกัน ก่อนที่แรงปะทะจากร่างของหญิงสาว จะทำให้ทั้งคู่เสียหลักลงไปนอนกลิ้งอยู่ในบ่อโคลนด้วยกัน

"ดูหน้าเจ้าสิ" เกเลมหัวเราะสภาพชายหนุ่มที่เคลือบโคลนไว้เต็มๆ ส่วนตัวเองอยู่ข้างบน เลอะเทอะเพียงครึ่งเดียว

"ก็เพราะเจ้านั่นแหละ" กานุสลูบโคลนออกจากใบหน้า ซึ่งตอนนี้มองเห็นเพียงลูกตากรอกไปมา

"ใครถึงแอ่งน้ำก่อนชนะ" เกเลมตั้งท่าจะขยับออก สายตาจับจ้องไปที่จุดหมายตรงหน้า กานุสไหวตัวทัน รีบพลิกตัวหญิงสาวลงด้านล่าง

"งั้นให้ข้าไปก่อนนะ"

"ไม่มีทาง"

ทั้งสองต่างยื้อยุดฉุดกระชากไม่ให้อีกฝ่ายออกจากบ่อได้ก่อน จนหน้าตาและเนื้อตัวไม่เหลือส่วนใดไม่เลอะโคลนอีกต่อไป

"ข้าว่าเราไปพร้อมกันดีกว่า" กานุสขำสภาพของทั้งสองฝ่าย ชายหนุ่มนอนหงาย หมดแรงจะต่อสู้

"ถ้าเจ้าไม่ลุกข้าไม่รอแล้วนะ" เกเลมตะเกียดตะกายด้วยแรงที่มีเหลือ ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล

"ฉุดข้าหน่อยสิ ข้าไปไม่ไหวแล้ว" กานุสยื่นมือให้

"เจ้าช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ" เกเลมว่าประชด

"สุภาพสตรีเช่นเจ้าก็ใช่ว่าหาได้ง่ายๆ" กานุสเหน็บกลับ

"ข้าจะกลั้นใจคิดซะว่าเป็นคำชม" เกเลมฉุดมือชายหนุ่มจนลุกขึ้นมาได้

"ข้าว่าถ้าเราสองคนยืนกอดกันจนโคลนแห้ง คงดูเหมือนภาพปติมากรรมชั้นเลิศ จริงไหม" กานุสกอดหญิงสาวแนบชิดแล้วว่า

"เชิญเจ้าเริ่ดมากจริงๆ ไปคนเดียวเถอะ" เกเลมดันร่างชายหนุ่มออกแล้วตรงไปที่แอ่งน้ำ กานุสยิ้มขำแล้วเดินตามไป




"เปกัสว่าอย่างไรบ้าง" กาเรนเอ่ยปากถามทันที เมื่อเห็นโตนุสกลับมาที่ห้องพัก

"เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิดไว้ซะอีก" โตนุสเดินมาทิ้งตัวลงที่โซฟา

"เจ้าหมายความว่าไง" กาเรนรีบตามมานั่งลงข้างๆ

"เพื่อนเจ้าความจำเสื่อม นางจำเจ้าไม่ได้" โตนุสว่า

"มิน่าล่ะ! กีวี่ทำเหมือนไม่รู้จักข้า" กาเรนเริ่มเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น

"เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป" โตนุสลองหยั่งเสียง

"ข้ายังคิดไม่ออก"

"เจ้าคงไม่คิดจะทิ้งเพื่อนไว้ที่นี่ลำพังหรอกใช่ไหม"

"งั้นข้าจะพานางกลับ ท่านลุงท่านป้าคงกำลังเป็นห่วง"

"ตอนนี้คนแปลกหน้าสำหรับกีวี่ก็คือเจ้าไม่ใช่เปกัส เจ้าคิดหรือว่านางจะยอมไปด้วย"

"แล้วเรื่องที่น้องเจ้าบอกว่าเป็นสามีนาง ไม่จริงใช่ไหม"

"ข้าก็ไม่แน่ใจ ข้าว่าอย่างไรเสีย เจ้าก็ควรอยู่ที่นี่จนกว่านางจะจำได้ หาไม่นางคงเข้าใจว่าเจ้าเอาตัวรอดแล้วทิ้งนางไว้ลำพังเป็นแน่"

"เจ้าต้องช่วยให้ข้ามีโอกาสได้พูดคุยกับนางบ้าง กีวี่จะได้ฟื้นความทรงจำเร็วขึ้น"

"ก็เจ้าเป็นคู่รักของข้านี่นะ ไม่ช่วยเจ้า แล้วข้าจะไปช่วยใคร" โตนุสเริ่มทวงสัญญากรายๆ

"ข้ารู้แล้วล่ะน่า เจ้าไม่ต้องมาย้ำเลย" กาเรนทำหน้างอ

"ข้าไม่ย้ำด้วยคำพูดก็ได้" โตนุสโน้มลงหอมแก้มหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"นี่ คนบ้า" กาเรนฟาดแขนชายหนุ่ม แล้วแอบยิ้มเขิน





เปกัสปล่อยร่างกีวี่ลงบนที่นอน หลังจากให้นางขี่หลังมาตลอดทาง ก่อนจะนอนหงายลงข้างๆ อย่างหมดเรี่ยวแรง

"แขนเจ้ามีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว" กีวี่กุมแขนชายหนุ่มไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง

"ข้าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยทำแผลใหม่" เปกัสขยับกุมมือหญิงสาวไว้ แล้วฝืนยิ้มให้ด้วยใบหน้าซีด

"งั้นข้าไปหาผ้ามาเช็ดเหงื่อให้เจ้านะ" กีวี่รู้สึกประหม่าจนลืมว่าขายังเจ็บอยู่

"ข้าว่าเจ้าอยู่เฉยๆ ดีกว่านะ" เปกัสเห็นท่าทางเจ็บปวดที่แสดงออกมาทางสีหน้าอีกฝ่าย

"ให้ข้าทำเถอะ" กีวี่เดินกระเผลกๆ ไปที่อ่างน้ำ

พอกลับมาถึงก็เห็นเปกัสหลับไปแล้ว ชายหนุ่มหายใจหอบเบาๆ และริมฝีปากซีดเซียวไร้สีเลือด ทำให้หญิงสาวชักใจเสีย กีวี่ซับเหงื่อที่หน้าผากออกให้ ถึงรู้ว่าเขามีไข้อยู่ด้วย ประกอบกับเลือดที่ค่อยๆ ซึมออกมาจนผ้าพันแผลเป็นสีแดงสด

"ทำไงดี" กีวี่รำพึงกับตัวเองด้วยอาการร้อนรน แล้วรีบตรงไปที่ประตู ภาวนาให้มีใครซักคนอยู่ในห้องข้างๆ

หญิงสาวเคาะประตูอย่างไม่รีรอ เมื่อมายืนหยุดอยู่หน้าห้องติดกัน หากแต่เคาะเท่าไรก็ไม่มีเสียงตอบรับ

"บ้าที่สุดเลย" กีวี่กระวนกระวายใจ หญิงสาวรีบเดินกระเผลกไปที่ห้องอีกฝั่ง หากแต่ยังไม่ทันเคาะ ประตูก็เปิดออกมาเสียก่อน ทำเอาสะดุ้งเฮือกจนลืมจุดประสงค์ของตนไปชั่วขณะ

"มีอะไรเหรอ?" เจ้าของห้องเอ่ยทักขึ้นมาก่อน

"ช่วยเปกัสด้วย เขาไม่สบาย แล้วเลือดที่แผลก็ไหลออกมามาก" กีวี่ตั้งสติได้ รีบบอกกล่าวเร็วรัว

"เจ้าเข้ามาก่อน" โตนุสหลีกทางให้ แล้วหันไปหากาเรนซึ่งกำลังเดินตามออกมา

"ดูแลเพื่อนเจ้าอยู่ในนี้"

"แต่ข้าอยากตามไปช่วย" กีวี่ว่า

"ไม่ได้ ข้าอาจต้องตามท่านแม่มาดูอาการ ถ้าพบเจ้าสองคนที่นี่ เรื่องจะไปกันใหญ่" โตนุสว่าแล้วรีบออกจากห้องไปทันที





"ท่านแม่ เปกัสเป็นอย่างไรบ้าง" โตนุสยืนอยู่ข้างเตียงขณะที่มีเรียทำแผลและตรวจดูอาการเปกัสเรียบร้อยแล้ว

"แผลคงจะติดเชื้อ แม่ให้คนต้มสมุนไพรไว้แล้ว ว่าแต่น้องเจ้าถูกกระต่ายที่ไหนทำร้ายมา" มีเรียหันไปถามลูกชาย

"หมูป่าต่างหากท่านแม่" โตนุสขำคำถามของมารดา

"แม่แค่ได้กลิ่นกระต่ายคลุ้งไปหมด"

"เปกัสคงออกไปจับกระต่ายเป็นอาหาร หรือไม่ก็แอบเลี้ยงไว้ซักตัว" โตนุสว่าหน้าตาเฉย

"เจ้ามีอะไรจะบอกแม่อีกไหม" มีเรียมองจับผิดลูกชาย

"ถ้าจะมี ก็คงต้องให้เปกัสบอกท่านแม่เอง ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น" โตนุสยิ้มกว้างจนตาหยี

"พวกเจ้าไม่ใช่ลูกเล็กๆ ของแม่อีกต่อไปแล้วสินะ" มีเรียถอนหายใจ เดินไปที่ประตูห้อง ก่อนจะหันกลับมาบอกลูกชาย

"เดี๋ยวแม่จะให้คนเอายาขึ้นมาให้ ส่วนอาหารเย็น รู้ใช่ไหมว่าเป็นอะไร"

"หมูป่าเนื้อเหนียวๆ เคี้ยวยาก ใช่ไหมท่านแม่"

มีเรียยิ้มให้ลูกชายแทนคำตอบ แล้วออกจากห้องไป



"นี่กีวี่ เจ้าต้องเชื่อที่ข้าพูดนะ ข้าจะโกหกเจ้าทำไม" กาเรนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนรักได้รับรู้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีสมาธิกับเรื่องที่ฟังเลยแม้แต่น้อย

"ข้าก็ไม่ได้ว่าเจ้าโกหกนี่นา แต่ตอนนี้ข้าทิ้งเปกัสไปไม่ได้ ที่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพราะช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้าเข้าใจใช่ไหม" กีวี่ว่าแล้วชำเลืองไปที่ประตูตลอด

"นี่เจ้าตกหลุมรักแล้วเหรอนี่" กาเรนมองอาการเพื่อนสาว แล้วถามออกไปตรงๆ

"เออ ข้าไม่รู้" กีวี่ตอบไม่ถูก เมื่ออยู่ดีๆ ก็เจอคำถามนี้เข้า

"ต้องใช่แน่ๆ" กาเรนจ้องหน้าเพื่อนตาไม่กระพริบ

"โธ่! กีวี่ ข้าไม่รู้จะยินดีกับเจ้าดีไหม"

"ทำไมล่ะ"

"เจ้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราสองคนมันก็แค่อาหารหมาป่าดีๆ นี่เอง พวกนั้นไม่มีวันเลิกบริโภคหนูกับกระต่ายไปตลอดชีวิตหรอก"

"แล้วไงล่ะ เปกัสคงไม่ลุกขึ้นมาจับข้ากินเป็นอาหาร"

"มันไม่ใช่เรื่องระหว่างเจ้าสองคน แต่มันเป็นเรื่องระหว่างเผ่าพันธุ์ เจ้าจะทนอยู่กับคนที่จับกระต่ายกินเป็นอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้อย่างไร ทั้งพ่อแม่เจ้าและเปกัส ก็คงไม่มีวันเห็นดีเห็นงามให้เจ้าทั้งสองได้ครอบคู่กัน"

"นั่นสินะ" กีวี่เริ่มคล้อยตาม

"ให้เปกัสหายดี แล้วเราค่อยไปจากที่นี่ได้ไหม" กีวี่ขอร้อง

"ตามใจเจ้าเถอะ แม้ข้าจะคิดว่ามันเป็นโอกาสดีแล้วที่จะหนี แต่เพื่อความสบายใจของเจ้า" กาเรนว่าอย่างเข้าใจ

"ขอบใจนะกาเรน" กีวี่กุมมือเพื่อนสาวไว้




"เปกัสไม่เป็นไรแล้วล่ะ แต่คงต้องพักฟื้นอีกซักระยะ" โตนุสว่าเมื่อกลับมาถึงห้องพัก หลังจากหายไปสองสามชั่วโมง

"ข้าขอ.." กีวี่ว่าร้อนรน กาเรนแอบมองเพื่อนแล้วส่ายหน้า

"ไปเถอะ เปกัสคงอาการทรุดหากตื่นมาพบว่าพยาบาลเป็นข้าไม่ใช่เจ้า" โตนุสว่าติดตลก กีวี่ยิ้มรับแล้วรีบเดินตรงไปที่ประตู

"อ้อ เอายาบนหัวเตียงให้น้องข้าดื่มด้วยนะ" โตนุสร้องเตือน

"งั้นให้ข้าไปด้วยนะกีวี่" กาเรนจะตามไป หากแต่ลำแขนโตนุสยึดรั้งรอบเอวไว้เสียก่อน

"เจ้าจะไปไหน อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว น้องข้าเดี้ยงขนาดนั้นคงทำอันตรายเพื่อนเจ้าไม่ได้หรอก"

"ปล่อยข้านะ ข้าจะตามไป" กาเรนใช้แรงอันน้อยนิดผลักชายหนุ่ม ดื้อดึงจะตามไปให้ได้

"หากไม่เชื่อฟัง ข้าเห็นจะต้องมัดเจ้าติดกับเก้าอี้นั่น" โตนุสพยักเพยิกไปที่เก้าอี้ไม้หน้าเตาผิง

"คิดหรือว่าข้าจะกลัว" กาเรนว่าท้าทาย

"อืม เพราะเจ้ามีปีกสินะ หากข้ามัด เจ้าคงกลายร่างแล้วบินหนีไป ขอบใจนะที่เตือนข้า" โตนุสยิ้ม

"เจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้านะ" กาเรนเงยหน้ามองคนที่กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาเรียวยาวเจ้าเล่ห์

"ข้าไม่ทำอะไรหรอก ก็แค่จะยืนกอด" โตนุสโอบรอบแขนกระชับมากขึ้น

"นั่งกอด..." ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนโซฟา ขณะที่อีกฝ่ายยังอยู่ในอ้อมแขน เรียกเสียงกรี๊ดตกใจได้ไม่เบา

"หรือ..อาจจะต้องนอนกอด" โตนุสกดร่างเล็กลงนอน แล้วทาบทับไม่ให้หลบหนี มองสบดวงตากลมโตตื่นตระหนกของหญิงสาวด้วยความขบขัน

"เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ" กาเรนตั้งสติได้แว้ดใส่ทันที

"เราเป็นคู่รักกันไม่ใช่เหรอ ข้าไม่เห็นว่ามันจะมากไปตรงไหน" โตนุสใช้มือข้างหนึ่งยันค้างไว้ ส่วนนิ้วมืออีกข้างเกี่ยวพันเส้นผมเป็นลอนคลื่นเล่นไปมา

"ปล่อยข้าเถอะนะ ข้าแค่อยากไปดูอาการเปกัสบ้าง" กาเรนเริ่มเล่นไม้อ่อน

"ข้าจะพาไป แต่ไม่ใช่ตอนนี้" โตนุสว่าอย่างรู้ทัน

"แล้วเจ้าจะทับร่างข้าอยู่อย่างนี้ทั้งวันหรือไงเล่า" กาเรนเริ่มหลุดอารมณ์ขุ่นออกมาอีก

"ข้าจะปล่อย หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ตามไปเป็นก้างขวางคอใคร"

"ข้าสัญญา" กาเรนว่าเสียงขัดใจ

"ถ้าผิดสัญญา เจ้าจะได้รู้ว่าคู่รักควรปฏิบัติต่อกันมากกว่าแค่กอด" โตนุสโน้มลงหอมแก้มกาเรนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับลุกปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ

"นี่!" กาเรนรีบลุกนั่ง ลูบแก้มตัวเองแล้วมองค้อนด้วยอารมณ์ขุ่นที่อีกฝ่ายฉวยโอกาสตามอำเภอใจเช่นนั้น




กีวี่รีบเดินมาที่เตียงทั้งที่ยังเจ็บข้อเท้าอยู่มาก แต่ใจนั้นนึกเป็นห่วงคนที่นอนหมดสติอยู่ยิ่งกว่า หญิงสาวสำรวจดูแผลที่ได้รับการปฐมพยาบาลเป็นอย่างดี มองดูใบหน้าขาวซีด ที่มีผ้าชื้นปิดทับไว้บนหน้าผาก แล้วถอนหายใจพลางนึกถามตัวเองว่าทำไมต้องห่วงใยชายแปลกหน้า ที่คุ้นเคยกันในระยะเวลาอันสั้นถึงเพียงนี้

กีวี่เอื้อมไปหยิบผ้าซึ่งดูดซับความร้อนไว้เต็มออกมาชุบน้ำ แล้วบรรจงวางลงที่เดิม

"เจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะ แผลแค่นี้เอง" กีวี่ปลอบใจตัวเอง นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียง ลูบไล้หลังมือชายหนุ่มแผ่วเบา

หญิงสาวนั่งอยู่เป็นเพื่อนอย่างนั้น จนกระทั่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย จึงไม่รับรู้ถึงการปรากฏตัวขึ้นของใครบางคน ซึ่งกำลังจ้องมองนางด้วยความสนเท่ห์ หากแต่ไม่คิดจะรบกวนการนอนของคนทั้งคู่ จึงจากไปอย่างเงียบๆ


จวนเจียนพลบค่ำ เปกัสจึงเริ่มรู้สึกตัวหลังจากได้พักเต็มอิ่มหลายชั่วโมง เขาขยับนิ้วมือที่เกาะกุมมือเล็กนุ่มนิ่ม และนั่นทำให้กีวี่ตื่นจากการหลับใหลไปด้วยเช่นกัน

"รู้สึกดีขึ้นไหม" กีวี่รีบถาม

"อืม เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้แท้ๆ" เปกัสกุมมือหญิงสาวขึ้นแตะที่ริมฝีปาก

"บ้า ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยซักนิด" กีวี่มองค้อนกลบเกลื่อนอาการเขิน

"แค่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยได้มากเกินพอแล้วล่ะ" เปกัสหยอดคำหวานทันที

"เจ้าชักจะเป็นคนป่วยที่พูดมากเกินไปแล้วล่ะ" กีวี่ดึงมือกลับ

"คงเพราะเจ้าทนฟังไม่ได้มากกว่า" เปกัสยิ้มขำ

"หิวหรือยัง" กีวี่มองไปเห็นถ้วยซุปและถาดผลไม้วางอยู่ คิดว่าโตนุสคงนำมาวางไว้ให้ตอนที่ทั้งสองกำลังหลับ

"มากทีเดียว ช่วยป้อนข้าหน่อยได้ไหม" เปกัสอ้อน

"มืออีกข้างเจ้ายังใช้ได้ไม่ใช่เหรอ" กีวี่แกล้งเกี่ยงงอน

"ข้าไม่มีแม้แต่แรงจะขยับตัว ช่วยพยุงข้านั่งก่อนได้ไหม" เปกัสทำน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที

ครั้นพอกีวี่จะช่วยให้เขาลุกนั่ง เปกัสกลับโอบรอบไหล่หญิงสาวคล้ายจะยึดไว้เป็นหลัก และทำให้ร่างเล็กนัันเสียหลักล้มลงกลางอกกว้าง เพราะรับน้ำหนักที่เขาส่งมาไม่ไหว

กีวี่พยายามจะขยับออก ถึงได้รู้ตัวว่าโดนหลอก เพราะถูกอีกฝ่ายฉุดไว้ไม่ให้ลุก

"ปล่อยข้านะ ถ้าเจ้าไม่อยากแผลฉีกอีกหน" หญิงสาวทำตาเขียว

"ข้าไม่สบายขนาดนี้ เจ้ายังคิดจะทำร้ายข้าได้ลงคออีกเหรอ" เปกัสตัดพ้อต่อว่า

"ขนาดไม่สบาย เจ้ายังพิษสงมากขนาดนี้" กีวี่ทุบอกชายหนุ่ม

"ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้" เปกัสยิ้มกว้าง แล้วคลายวงแขนออก ทั้งที่ไม่อยากทำเช่นนั้น แต่เรี่ยวแรงเขากำลังจะหมดลงแล้วจริงๆ

กีวี่ประคองชายหนุ่มให้ลุกนั่งอีกครั้ง ก่อนจะยกถ้วยซุปอุ่นๆ ตรงหน้าขึ้นมา

"หอมจัง ซุปอะไรเนี่ย" กีวี่ยื่นจมูกเข้าใกล้ชามอาหาร

"อยากรู้จริงๆ เหรอ" เปกัสว่า

"อืม"

"ซุปกระต่าย ของโปรดข้าเลยล่ะ" เปกัสว่าทีเล่นทีจริง แต่ใบหน้าหญิงสาวกลับเครียดขึ้นมาทันที

กีวี่แทบจะโยนถ้วยอาหารนั้นทิ้งด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน แต่ยังกลั้นใจวางกระแทกลงบนโต๊ะจนซุปเกือบกระฉอกออกจากถ้วย

"ข้าล้อเล่นน่ะ เจ้าคงไม่ได้โกรธจริงๆ หรอกใช่ไหม" เปกัสหน้าเสียไปเหมือนกัน เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว

"ถ้าเจ้าล้อเล่นแบบนี้อีก ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า" กีวี่ว่าน้ำตาซึม เริ่มตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนาง คงจะไม่มีทางไปไกลกว่านี้อีกแล้ว กาเรนพูดถูกทุกอย่าง

"ข้าขอโทษ" เปกัสเอื้อมไปกุมมือหญิงสาว

"ถ้าเจ้าหายดีแล้ว ข้าจะไปจากที่นี่ ไม่ว่าเรื่องที่เจ้าบอกข้าจะจริงหรือไม่ก็ตาม ข้าคงไม่อาจอยู่ร่วมกับเจ้าได้" กีวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"งั้นข้ายอมตาย ดีกว่ายอมหาย" เปกัสว่า

"หยุดพูดบ้าๆ นะ" กีวี่หันมาดุชายหนุ่ม

"ถ้าเจ้าเป็นห่วงข้า ก็ไม่ควรทิ้งข้าไป จริงไหม" เปกัสสีหน้าเครียดขึ้นมาบ้าง

"อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยนะ" กีวี่หันไปหาถ้วยอาหาร แล้วลงมือตักป้อนชายหนุ่มจนหมด





หลังมื้อค่ำ กานุสและเกเลมนั่งอยู่หน้ากองไฟ บนลานกว้างริมน้ำตก หญิงสาวเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่มองวิวแอ่งน้ำใสสะท้อนเงาจันทร์เสี้ยว เปล่งประกายเจิดจรัส และหมู่ดาวที่รายล้อมอยู่มากมาย เคล้าเสียงน้ำตกขาวโพลนด้วยละอองน้ำเป็นทางยาว

"ถ้าเจ้าเพลีย นอนก่อนก็ได้นะ" เกเลมหันมาบอกคนข้างๆ หลังจากทั้งสองหยุดสนทนากันไปได้ซักพัก

"ดีเหมือนกัน งั้นข้านอนก่อนล่ะ" กานุสเอนกายลงแล้ววางศีรษะไว้บนต้นขาหญิงสาว เกเลมก้มมองชายหนุ่มตาโต

"นี่เจ้าไม่คิดจะขออนุญาติข้าซักหน่อยเหรอ" เกเลมว่าเหน็บ

"ถ้าข้าทำเช่นนั้น แล้วเจ้าจะอนุญาติไหม" กานุสว่าทั้งที่ยังหลับตา ไม่ใส่ใจท่าทีของหญิงสาว

"ไม่!" เกเลมตอบทันควัน

"จริงไหม" กานุสลืมตาขึ้นยิ้มยักไหล่

"อะไรจริงของเจ้า นี่ขาข้านะ ไม่ใช่ท่อนไม้สาธารณะ"

"นอนบนพื้นหญ้านี่ก็แย่พออยู่แล้ว ถ้าข้าต้องหนุนก้อนหินนั่นอีก ข้าจะหลับได้ยังไง เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ค่อยแข็งแรง" กานุสอ้อนได้อีก

"งั้นรีบนอนเลย คุณหนูจิ้งจอก หากเจ้าอารอนมาได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ คงหัวเราะจนเขี้ยวหน้าหลุดเป็นแน่" เกเลมว่าประชด

"เจ้าคงไม่คาบเรื่องนี้ไปบอกมันใช่ไหม" กานุสว่าล้อ

"ถ้าเจ้าแพ้การประรอง ข้าจะบอกเจ้าอารอนทุกอย่าง" เกเลมล้อกลับบ้าง


"แม่เจ้าเคยร้องเพลงกล่อมเจ้าบ้างไหม" กานุสชวนเปลี่ยนเรื่อง

"ก็มีบ้าง ตอนข้ายังเด็ก"

"กล่อมข้าซักเพลงนะ"

"ขอข้านึกดูก่อน ข้าไม่ได้ยินมานานมากแล้ว"

เกเลมร้องเพลงออกไปเพลินๆ มองหน้าชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม กุมมือนางไว้ราวกับเป็นเด็กน้อย หากแต่ภายใต้ใบหน้าคมเข้มระคนทะเล้นนั้น หญิงสาวตระหนักแล้วว่ากานุสเข้มแข็งกว่าที่เห็นภายนอกมากมาย





"เจ้าช่างร้องได้กินใจนัก" กานุสเอื้อนเอ่ยทั้งที่ยังหลับตา

"หากเจ้าแอบรักข้าจริงๆ ก็บอกมาเถอะ" ชายหนุ่มว่าแล้วกลั้นหัวเราะ

"เฮ้อ...ข้านึกว่าจะมีแต่เจ้าอารอนที่บ้าหลงตัวเอง ที่แท้ก็ยังมีเจ้าอีกคน" เกเลมแสยะริมฝีปากใส่ แล้วหันเมินไปทางอื่น

"ลุกขึ้นได้แล้ว ข้าจะนอน" เกเลมผลักไหล่ชายหนุ่มออก

"รอข้าซักครู่นะ" กานุสลุกออกไปนำผ้าที่ตากไว้จนแห้งมาพับแล้ววางไว้บนหินก้อนพอเหมาะจะเป็นหมอน ส่วนอีกผืนปูไว้บนพื้น เกเลมนั่งมองตาม ในใจนึกชื่นชมความใส่ใจของชายหนุ่ม

"เอาล่ะ นอนได้แล้ว" กานุสว่าแล้วเอนตัวลงนอนหนุนผ้ารองหินนั้นซะเอง

"ข้านึกว่า..." เกเลมมองค้อน

"นึกว่าข้าจะให้เจ้านอนบนหมอนนี่น่ะเหรอ" กานุสยิ้มขำ

"ก็ใช่น่ะสิ" เกเลมถอนหายใจ ทำหน้าเซ็ง

"ข้าจะให้เจ้าหนุนแขนข้าต่างหาก" กานุสยกลำแขนตั้งฉาก เบ่งอวดมัดกล้าม

"นับว่าเจ้าก็ยังมีความดีอยู่บ้าง" เกเลมยิ้มออก ขยับลงนอนหันหลังให้ชายหนุ่ม

"ข้ามีดีกว่านั้นอีก" กานุสขยับตัวเข้าชิดแผ่นหลังหญิงสาว

"เจ้าจะทำอะไร ข้าขอเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิด" เกเลมว่าเสียงดุ

"ข้าแค่จะกล่อมเจ้าคืนซักเพลง" กานุสวางมือทั้งสองลงบนต้นแขนหญิงสาว แล้วกดปลายคางลงบนศีรษะปกคลุมไปด้วยผมยาวสลวย

"แล้วไป..." เกเลมแอบยิ้มกับลำแขนสีเข้มที่พาดผ่านปลายคาง ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย และหลับไปก่อนที่จะรู้ว่าเสียงเพลงนั้นสิ้นสุดลงที่ใด...















 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 22 มิถุนายน 2554 19:40:29 น.
Counter : 454 Pageviews.  

Wild Love ตอนที่ 3

"กานุส เป็นอย่างไรบ้าง" เสียงปลุกดังขึ้นเรียกสติชายหนุ่มซึ่งกำลังหลับไหล ร่างขี้เซายังไม่ยอมลืมตาเริ่มขยับไปมา แล้วความทรงจำต่างๆ ก็ค่อยๆ กลับคืนมา

"เกเลม" ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาทันที มองหญิงที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง

"นี่แม่เอง" นางเสือดาวยิ้มขำลูกชายซึ่งบัดนี้เรียกชื่อหญิงอื่นแทนตนเสียแล้ว

"ท่านแม่" กานุสขยี้ตาแล้วนอนบิดขี้เกียจต่อ

"ทำไมเจ้าถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้" มีเรียลูบศีรษะลูกชาย

"เรื่องมันยาวท่านแม่ ไว้มีเวลาข้าจะเล่าให้ฟัง แล้วท่านแม่รู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ที่นี่"

"เกเลมบอกแม่ว่าเจ้าไม่ค่อยสบาย"

"ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน"

"ที่โต๊ะอาหาร"

กานุสรีบลุกขึ้นด้วยท่อนบนเปลือยเปล่า ยังรู้สึกปวดยอกที่บริเวณแผล

"นั่นเจ้าไปโดนอะไรมา" มีเรียมองรอยช้ำเป็นเปื้อนใหญ่แล้วถามด้วยอาการร้อนรน

"ข้า..โดนเจ้าอารอนมันเล่นงานเมื่อคืนนี้"

"มันกล้าทำกับเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ" มีเรียตาลุกวาวด้วยความขุ่นเคือง





"ข้าไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องเป็นห่วง ท่านแม่ลงไปข้างล่างก่อน ข้าอาบน้ำแล้วจะรีบตามลงไป" กานุสว่าแล้วรีบตรงไปอ่างอาบน้ำทันที เพราะเกรงว่าเกเลมจะไปเก็บผลเชอร์รี่โดยปราศจากเขา

"ก็ดีเหมือนกัน แม่ก็มีธุระต้องไปจัดการ" มีเรียว่าแล้วรีบลงไปที่ห้องครัวเพื่อปรุงอาหารสูตรพิเศษให้เจ้าสิงห์หนุ่มได้ลิ้มลอง





กีวี่ลุกจากโซฟาที่ซุกตัวนอนมาทั้งคืน มองไปรอบห้องสว่างไสวจากแสงอรุณในยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางระเบียง หญิงสาวค่อยๆ ย่องผ่านแผ่นหินที่กั้นระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่น มองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง เดินไปถึงเตียงนอนว่างเปล่า จึงคิดว่าตนคงอยู่เพียงลำพัง

"ข้าตื่นนานแล้วล่ะ" เสียงเปกัสเอ่ยทักดังใกล้แค่เอื้อมทำให้หญิงสาวสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปมอง

"กรี๊ดดดดด เจ้าคนบ้า เจ้าคนลามก" กีวี่เบิ่งตาที่โตอยู่แล้วจนสุดเปลือกตา เมื่อเห็นชายไร้อาภรณ์ยืนอยู่ใกล้แค่ฟุตกว่า หยดน้ำเกาะพราวไปทั้งเส้นผมดำขลับ ใบหน้าขาว และลำตัว หญิงสาวเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว

"เห็นหน้าเจ้าแล้ว ข้าก็อยากบ้า อยากลามก ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก" เปกัสยิ้มขำ ตะลึงไปชั่วครู่กับใบหน้าสะสวย และแก้มสีชมพูเปล่งปลั่งของแม่กระต่ายน้อย

"ไปให้พ้นนะ" กีวี่ยืนปิดหน้าตะโกนไล่

"ข้าก็อยู่ในที่ของข้า เจ้าบุกรุกเข้ามาแล้วยังจะมาไล่ข้าอีก" เปกัสยืนกอดอก ไม่คิดจะปกปิดส่วนใด มองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า

"ข้าไปเองก็ได้" กีวี่มองชายหนุ่มหน้างอ แล้วกระแทกเท้าออกไป เปกัสได้แต่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหาเสื้อผ้ามาสวมใส่



"เจ้าจะไปไหน" กีวี่รีบลุกตามเปกัสไปทันทีที่เห็นเขาเดินตรงไปที่ประตู

"กินมื้อเช้า" เปกัสชะงักฝีเท้าแล้วหันหลังกลับ

"โอ้ย!!" หญิงสาวชนเข้ากับอกแข็งแรงจนเกือบหงายหลัง หากอ้อมแขนชายหนุ่มไม่ประคองไว้เสียก่อน

"เจ้ารออยู่ที่นี่ จนกว่าข้าจะกลับมา" เปกัสออกคำสั่ง

"รอเจ้ากลับมากินข้าเป็นอาหารว่างน่ะเหรอ" กีวี่ผลักอกชายหนุ่มออก

"หรือเจ้าอยากจะลงไปเป็นอาหารเช้าซะเลย" เปกัสแกล้งว่าขู่แล้วปิดประตูพร้อมเสียงหัวเราะ

กีวี่รีบล็อกประตูห้องหลังจากที่เปกัสผละไป หญิงสาววิ่งไปที่ระเบียง คิดว่าหากนางเอาผ้ามาผูกไว้กับราวระเบียง แล้วเอาชายอีกข้างมาผูกติดเอวไว้ เสร็จแล้วก็ค่อยๆ ไต่ไปตามเถาวัลย์ หากพลาดก็ยังมีผ้าดึงไว้ ไม่ให้ตกลงไปตาย คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงหันไปหาผ้าปูที่นอนแล้วจัดการกับมันทันที





"แม่ของพวกเจ้าไปไหนนะ" โอตุสนึกเอะใจที่ทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว ขาดแต่เพียงมีเรีย

"ท่านแม่มาพอดี" กานุสว่าเมื่อเห็นมีเรียเดินออกมา พร้อมถาดใส่ถ้วยอาหารสำหรับทุกคน

"นี่เป็นรังนกพันปี สูตรตระกูลข้าเอง วันนี้เห็นว่ามีแขกสำคัญ ก็เลยอยากให้ทุกคนได้ลิ้มรส" มีเรียว่าด้วยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินนำถ้วยไปวางให้ทุกคนด้วยตัวเอง

โอตุสและลูกชายทั้งสามมองหน้ากันประหลาดใจ เพราะไม่เคยได้ลิ้มลองอาหารที่ว่านี้แม้แต่ครั้งเดียว หากทว่าไม่มีใครเอ่ยทักท้วง

"เจ้าเป็นไงบ้างกานุส" เกเลมแอบกระซิบถามชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ

"ข้าแข็งแรงยิ่งกว่าแรดซะอีก เจ้าก็รู้" กานุสว่ายิ้มๆ เหลือบมองเจ้าคนหน้าทนที่นั่งตรงข้าม ซึ่งจ้องมองทั้งสองอย่างไม่วางตา


"เจ้าหลับสบายดีไหมอารอน" โอตุสเอ่ยถามแขกไปตามมารยาท

"เมื่อคืนข้าได้ออกกำลังก่อนนอน ก็เลยหลับสบายเป็นพิเศษ" อารอนว่าแล้วชำเลืองมองไปทางกานุสและเกเลมด้วยรอยยิ้มเยาะ มีเรียเฝ้าจับตาอยู่เงียบๆ เข้าใจได้ทันทีว่าเจ้าสิงห์หนุ่มหมายถึงอะไร

"รังนกนี่ต้องกินก่อนอาหารถึงจะเห็นผล สรรพคุณนั้นสุดยอดประหนึ่งได้กินผลเชอร์รี่สีทอง" พอพูดถึงจุดนี้ ทุกคนต่างหันมาสนใจอาหารสูตรพิเศษกันหมด มีเรียเริ่มกินเป็นคนแรก แล้วทุกๆ คนก็ทำตาม

"เอาล่ะ ถึงเวลาอาหารหลักเสียที" นางเสือดาวยิ้มด้วยสายตาเมื่อแอบเห็นว่าเจ้าอารอนกินจนแทบจะเลียถ้วย


"วันนี้ข้าอาสาจะพาเกเลมออกไปเที่ยวข้างนอก" กานุสบอกกล่าวโอตุสและมีเรีย ขณะที่มื้ออาหารกำลังจะเสร็จสิ้นลง

"ถ้าเจ้าทั้งสองตกลงกันแล้ว ก็ไปเถอะ" โอตุสเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เปิดทางเต็มที่

"ถ้าไม่รังเกียจ ขัาขอ..." อารอนแสดงเจตจำนง

"ข้ารังเกียจ" เกเลมหันไปมองหน้าอารอน

"เอาล่ะ อย่ามีเรื่องกันเลย ข้าจะให้โตนุสกับเปกัสนำเจ้าเที่ยวก็แล้วกัน" โอตุสหันไปบอกอารอน ส่วนคนที่ถูกเอ่ยชื่อแทบสำลักอาหาร หันมองหน้ากัน แล้วตอบเป็นเสียงประสาน

"ข้าไม่ว่าง!"

โอตุสหันมองหน้าลูกชายทั้งสองเป็นการปราม แล้วออกปากถาม

"พวกเจ้ามีธุระอะไรกัน"

"ข้านัดเพื่อนไว้แล้ว หากผิดนัด จะทำให้นางคอยเก้อ" โตนุสว่า

"ส่วนข้ารู้สึกปวดหัว อยากจะกลับขึ้นไปนอน" เปกัสรีบหาเหตุ

"ข้าก็ไม่อยากไปกับเจ้าสองคนนักหรอก" อารอนทำท่าเซ็ง

"เอาเป็นว่า ข้าไปคนเดียวก็ได้" สิงห์หนุ่มตัดบท เพราะมีแผนในใจเรียบร้อยแล้ว





โตนุสมาถึงริมบึงตามเวลานัดหมาย เห็นหญิงสาวนั่งอยู่บนขอนไม้ด้วยสีหน้าเศร้า

"ยังไม่พบเพื่อนเจ้าอีกเหรอ" โตนุสนั่งลงข้างๆ

"ข้าคงไม่มีหน้าไปพบพ่อแม่ของกีวี่ หากหานางไม่พบ เป็นเพราะข้าแท้ๆ ที่พานางไปที่นั่น" กาเรนกล่าวโทษตัวเอง

"เพื่อนเจ้ามาจากเผ่าพันธุ์ใด"

"กระต่าย"

ชายหนุ่มเชื่อโดยมิได้สงสัยอะไร แม้จะนึกแปลกใจอยู่บ้างที่นกอินทรีย์เป็นเพื่อนกับกระต่าย ทั้งนี้เพราะในบรรดาพี่น้องทั้งสามโตนุสมีพลังมากกว่าใครเพื่อน แต่กลับด้อยในเรื่องสัญชาตญาณการดมกลิ่นเพื่อแยกประเภทสัตว์

"นั่นน่ะอาหารโปรดเจ้าเปกัสน้องชายข้าเลยล่ะ" โตนุสพูดเป็นเชิงบอกกล่าว

"รีบพาข้ากลับไปที่ปราสาทของเจ้าได้ไหม" กาเรนเริ่มนั่งไม่ติด

"ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไปค้นให้ทั่ว" โตนุสว่าแล้วกลายร่างเป็นจิ้งจอก

"เออ ข้าว่าข้าเดินไปดีกว่า" กาเรนไม่อยากเปิดเผยตัวว่านางก็แค่หนูแฮมส์เตอร์ตัวเล็กๆ

"ไหนว่าเจ้ารีบ บินไปจะไม่ไวกว่าเหรอ"

"พักนี้ปีกข้ามีปัญหาน่ะ"

"งั้นข้าเดินเป็นเพื่อน"

โตนุสกลับร่างเป็นมนุษย์แล้วจูงมือหญิงสาวลัดเลาะกลับปราสาท





เปกัสกลับมาถึงห้องพักพร้อมแอปเปิ้ลในมือ แต่ปรากฏว่าเข้าห้องไม่ได้ จะเคาะเรียกก็เกรงจะมีคนได้ยิน ชายหนุ่มจึงจำต้องออกจากตัวอาคารเพื่อปีนเข้าทางระเบียง

เมื่อมาถึงกำแพงฝั่งห้องพักตน เปกัสแหงนมองขึ้นไปเห็นหญิงสาวในร่างกระต่ายกำลังป่ายปีนลงมาด้วยความยากลำบาก แล้วก็พลาดจนได้ ร่างเล็กที่ใช้ผ้าผูกเอวไว้ลื่นไถลสู่เบื้องล่างราวบันจี้จั้ม ทำให้ลำตัวและศีรษะกระแทกเข้ากับผนังหิน จนเปกัสเองก็ตกใจไม่น้อย รีบคว้ารับร่างเล็กนั้นไว้ในมือ หากแต่นางกระต่ายน้อยนั้นสลบไปเสียแล้ว


เปกัสรีบนำร่างไร้สตินั้นกลับขึ้นไปบนห้องพัก ตรวจดูว่าขาทั้งสี่ไม่มีส่วนใดหัก

"เจ้านี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ ข้าจะให้กินอาหาร แล้วจะพาไปส่งอยู่แล้ว" เปกัสว่าด้วยเสียงวุ่นวายใจ ไม่อยากให้นางกระต่ายน้อยเป็นอะไรไป

พลันได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น เปกัสรีบดึงผ้าห่มคลุมปิดร่างกีวี่ไว้ ก่อนจะเดินไปเปิด

"ขอโทษที่ต้องรบกวนเจ้านะเปกัส นี่เพื่อนข้ากาเรน นางกำลังตามหาเพื่อนที่ผลัดหลงกันตั้งแต่ในงานเลี้ยงเมื่อคืน เจ้าพอจะเห็นกระต่ายขนสีทองแถวนี้บ้างไหม" โตนุสถาม

"ถ้าเห็น ข้าคงกินไปแล้ว" เปกัสแกล้งว่าเสียงเรียบเฉย แต่พอเห็นกาเรนทำสีหน้าไม่ดี

"ข้าล้อเล่นน่ะ เพื่อนเจ้าชื่ออะไรล่ะ ข้าจะได้ช่วยดูให้อีกแรง" เปกัสว่า

"นางชื่อกีวี่ ถ้าเจ้าเจอนางต้องรีบบอกข้านะ ข้าเป็นห่วงนางมาก" กาเรนเอ่ยด้วยแววตาอ้อนวอน

"ข้ารู้แล้ว" เปกัสไม่รู้จะพูดยังไง หากนางกระต่ายน้อยตาย เรื่องนี้คงต้องเป็นความลับตลอดกาล

"งั้นเราไม่รบกวนเจ้าแล้ว ปวดหัวไม่ใช่เหรอ ข้าจะพากาเรนไปหาที่อื่นต่อ" โตนุสว่า

เปกัสปิดประตูห้องลงล็อกไว้ดังเดิม แล้วรีบวิ่งกลับไปดูกีวี่บนเตียง





กานุสและเกเลมออกไปพบซิลเวียที่ชายป่า พอถึงที่หมายก็เห็นนางแพนด้ากำลังนั่งกินใบไผ่รออยู่แล้ว พร้อมห่อผ้าใบโต

"นี่เจ้ากะจะย้ายถิ่นฐานถาวรเลยหรือซิลเวีย" กานุสว่าล้อ

"ชูสส! พวกเจ้าพาใครมาด้วย" ซิลเวียกระซิบถาม เกเลมและกานุสมองไปรอบๆ

"เจ้าอารอนมันตามมา" กานุสจำกลิ่นมันได้ทันที

"ข้าว่าเจ้าเสียชาติเกิดในตระกูลเจ้าป่า หากเจ้าเป็นแมวข้าจะไม่นึกสมเพชถึงเพียงนี้" เกเลมพูดเสียงดัง หมายจะให้อารอนได้ยินชัดเจน แล้วก็ได้ผล เจ้าสิงห์หนุ่มกระโจนออกจากที่ซ่อนทันที

"ข้าก็นึกสมเพชเจ้าไม่น้อยเช่นกัน ที่มัวมาคบอยู่กับเจ้าพวกตระกูลขี้ขลาดอ่อนแอ แทนที่จะมาร่วมมือกับข้า ยึดครองป่าแห่งนี้" อารอนคำรามใส่

"ขี้ขลาดอ่อนแองั้นรึ หากเจ้าสู้กับกานุสตัวต่อตัว ข้ายังไม่แน่ใจว่าเจ้าจะชนะ แต่ถ้าพูดถึงความขี้โอ่หน้าทน ข้าว่าเจ้ากินขาด" เกเลมตอบโต้ฉับพลัน จนจิ้งจอกหนุ่มและแพนด้าสาวแอบมองหน้ากันแล้วหัวเราะ






"ถ้าเจ้ายังไม่แน่ใจว่าข้าจะเอาชนะเจ้าหมาป่าอ่อนแอนั่นได้ ข้าจะแสดงให้เจ้าดูเสียตอนนี้เลยดีไหม" อารอนมองตรงไปที่กานุส ทำเอาจิ้งจอกหนุ่มใจตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมาทันที

"ยังไม่ใช่ตอนนี้ อีกสามเดือนข้างหน้า ในสนามประรอง" เกเลมเดินเข้ามาขวาง กานุสลอบถอนหายใจเฮือก

"ถ้าเจ้าต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนั้น ข้าคงต้องขอเดิมพัน" อารอนยิ้มอย่างได้ที

"ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ แต่หากเจ้าแพ้ ข้าขอเพียงอย่างเดียว อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีกตลอดกาล" เกเลมว่าด้วยความมั่นใจ

"ข้าก็ขอเพียงอย่างเดียวเช่นกัน หากข้าชนะ เจ้าต้องยอมเป็นคุณนายที่สาม และสวามิภักดิ์ต่อข้าไปตลอดชีวิต" อารอนยิ้มท้าทาย

"ตกลง หมดธุระของเจ้าแล้วใช่ไหม" เกเลมออกปากไล่

"ใช่!" อารอนกระแทกเสียงแล้วเดินหันหลัง ตามมาด้วยเสียงผายลมดังลั่น เพราะอาหารสูตรพิเศษเริ่มทำงาน

"อึ๋ยยย!" นางแพนด้าหมดอร่อยกับใบไผ่ทันที เกเลมและกานุสรีบก้าวถอยหลังเอาขาหนัาปิดจมูก

"ข้าว่ารีบไปจากที่นี่กันเถอะ ก่อนจมูกข้าจะพิการ" กานุสว่าแล้ววิ่งนำออกไปก่อน ตามด้วยเกเลม

"รอข้าด้วย" ซิลเวียรีบคว้าห่อผ้า แล้ววิ่งตามไปทันที




"เอาล่ะ ข้าส่งเจ้าทั้งสองได้แค่นี้" ซิลเวียเอ่ย หลังจากที่ทั้งสามมาถึงกลางป่า

"ข้านึกว่าเจ้าจะไปด้วยกัน" เกเลมว่า

"หุ่นเพียวงามอย่างข้า ขึ้นไปถึงยอดเขาไม่ไหวหรอก" นางแพนด้าว่าพลางกลายร่างเป็นมนุษย์ แล้วเปิดห่อผ้าที่เตรียมมาออก

"ข้าเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับพวกเจ้าไว้ให้แล้ว" ซิลเวียเอาห่อผ้าห่อแรกผูกใส่หลังกานุส

"เจ้าเตรียมอะไรมามากมาย พวกข้าจะขึ้นไปเก็บผลเชอร์รี่แล้วก็กลับ" กานุสว่า

"เชื่อข้าเถอะน่า ข้าทำนายได้แม่นยำไม่แพ้ตาเฒ่าลีเมอร์เลยทีเดียว" ซิลเวียว่า พลางผูกผ้าอีกห่อไว้ที่ตัวเกเลม

"แล้วพวกข้าจะเก็บผลเชอร์รี่ลงมาได้ไหม" เกเลมถามเล่นๆ

"ถ้าไม่สำเร็จ ข้าคงไม่มาเสียเวลากับพวกเจ้า แต่ว่าอุปกสรรคที่ต้องเผชิญก็มิใช่น้อย จำไว้ให้ดี เมื่อเจอต้นมันแล้ว จงเก็บผลมาให้หมด เพราะเจ้าจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง" ซิลเวียมองหน้าทั้งสองจริงจังแล้วว่าต่อ

"อีกเจ็ดวัน ข้าจะกลับมาคอยเจ้าทั้งสองที่นี่"

"เจ็ดวัน!! พวกข้าไม่ได้เตรียมตัวมาเดินทางนานขนาดนั้น" กานุสว่า

"ข้าถึงต้องเตรียมให้ไงล่ะ" ซิลเวียว่า

"เจ้าหมายความว่าไง" เกเลมชักสงสัยขึ้นมาเหมือนกัน

"พวกเจ้าจะเจอสิ่งที่ไม่คาดฝัน แต่มันจะทำให้พวกเจ้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากเจ้าคิดจะต่อกรกับเจ้าอารอน นี่เป็นโอกาสแล้ว" ซิลเวียมองสบตาทั้งสอง

"ข้าจะไป" กานุสว่าด้วยเสียงหนักแน่น

"ข้าจะไปกับเจ้าด้วย" เกเลมยิ้มสบตา

"เอาล่ะ นี่คือแผนที่" ซิลเวียอธิบายเส้นทางคร่าวๆ ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทาง





เปกัสนั่งเอนกายใช้หมอนหนุนหลังอยู่บนเตียง ลูบหลังกระต่ายน้อยที่ยังนอนสลบอยู่บนอกอย่างเบามือ

"เมื่อไหร่เจ้าจะฟื้นเสียที ข้ารอนานแล้วนะ ตอนนี้ข้าชักจะหิวแล้ว ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไร ข้าจะกินเจ้าซะเลยดีไหม" เปกัสพูดหยอกล้อแล้วยิ้มขำอยู่คนเดียว

"ถ้าเจ้าตาย ข้าคงเสียดายแย่ ใบหน้าเจ้างามกว่าหญิงใดที่ข้าเคยพบเห็นมาเลยทีเดียว" เปกัสยังคงจำหน้าตากระต่ายสาวกลายร่างได้ชัดเจน

"แล้วนี่ข้าจะบอกเพื่อนเจ้าว่าอย่างไร นางคงเสียใจมากถ้าจะไม่ได้พบเจ้าอีก" เปกัสถอนหายใจ

แต่แล้วชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าร่างเล็กใต้ฝ่ามือนั้นมีการเคลื่อนไหว ขณะที่เปลือกตายังปิดสนิท กีวี่ขยับศีรษะแล้วร้องกรี๊ดออกมา เมื่อรู้สึกตัวราวหล่นจากที่สูงในความฝัน ร่างกระต่ายกลับกลายเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าตื่นกลัว ยังคงงุนงงและสับสน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด

"เจ้าฟื้นแล้ว" เปกัสยิ้มดีใจ มองหญิงสาวที่นอนคร่อมอยู่บนร่าง

กีวี่มองตอบชายหนุ่มงงๆ หญิงสาวมีรอยถลอกที่ปลายจมูก ข้างแก้ม และแผลที่แขนขาอีกหลายแห่ง

"เจ้าเป็นใคร" กีวี่ใช้ฝ่ามือยันอกชายหนุ่มแล้วลุกนั่ง ด้วยความรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว

"ทำไมต้องทำหน้าไม่รู้จักข้าอย่างนั้นด้วย" เปกัสขยับลุกนั่ง โอบรอบเอวหญิงสาวไว้กระชับ จนปลายจมูกโด่งแทบสัมผัสกัน

กีวี่ดันไหล่ชายหนุ่มไว้ หันมองไปรอบห้องที่ไม่คุ้นตา แล้วหันกลับมามองหน้าเปกัส

"แล้วข้าเป็นใคร" ดวงตาหญิงสาวเต็มไปด้วยคำถาม

"นี่เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ" เปกัสเลิกคิ้วมองหญิงที่อยู่ตรงหน้า

กีวี่สูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วส่ายหน้า ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า






"งั้นเดี๋ยวข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังเองนะว่า เจ้าเป็นใครมาจากไหน" เปกัสยิ้มกริ่ม เริ่มมีแผนการดีๆ ผุดขึ้นในใจ

"เจ้านอนพักก่อน ข้าจะไปหาอาหารกับยา" เปกัสประคองหญิงสาวให้นอนลง แล้วห่มผ้าให้ กีวี่ดึงชายผ้าขึ้นปิดถึงคอ สายตายังมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว





"เจ้าจะทำยังไงต่อไป" โตนุสเอ่ยถามกาเรน เมื่อทั้งสองค้นหาจนทั่วแล้วก็ยังไม่พบกีวี่

"ให้ข้าอยู่ที่นี่ด้วยคนนะ กีวี่หายไปแบบนี้ ข้าไม่กล้ากลับไปสู้หน้าพ่อแม่นาง รวมทั้งพ่อแม่ข้าด้วย" กาเรนว่า เพราะทั้งสองครอบครัวสนิทกันมาก และนางกับกีวี่ก็รักกันดุจพี่น้อง

"เจ้าแน่ใจเหรอ" โตนุสถามสงสัย แม้อีกใจจะลิงโลดกับคำขอนั้น

"ข้าจะช่วยทำความสะอาดห้อง แล้วก็จะไม่ออกไปเพล่นพล่านข้างนอก ข้าสัญญา"

"ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก พ่อข้าคงยินดี ที่ได้ต้อนรับลูกสาวพญาอินทรีย์" โตนุสยิ้มกว้าง

"เออ คือข้ายังไม่อยากให้ใครรู้ ข้าขอแอบอยู่ในห้องนี้ก่อน เจ้าอย่าเพิ่งบอกใครได้ไหม ข้ายังไม่พร้อม" กาเรนรีบหาข้ออ้าง ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรโกหก แต่เมื่อได้เริ่มไปแล้วก็คงต้องสานต่อไป

"เอางั้นก็ได้ นี่ก็บ่ายแล้ว เจ้าหิวหรือยัง วันนี้ท่านแม่เตรียมเนื้อหนูนาสดๆ ไว้แล้ว ข้าจะจัดมาให้เจ้าซักชุด" โตนุสว่า

"เนื้อหนูนา!!" กาเรนทำตาโต

"ใช่ หวานอย่าบอกใคร" โตนุสทำท่าน้ำลายสอ

"เออ ช่วงนี้ท้องไส้ข้าไม่ค่อยดี ข้าจะกินแต่ผักผลไม้ มันย่อยง่ายดี"

"รอข้าอยู่นี่ ข้าจะไปหามาให้"









"ข้าชักแน่ใจแล้วว่าซิลเวียไม่ได้พูดเล่น ยอดเขาที่เห็นอยู่แค่เอื้อม แต่เรากลับไปไม่ถึงเสียที" เกเลมว่า

"เราคงต้องหาที่พักแล้วล่ะ" กานุสมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เริ่มปกคลุมไปด้วยเมฆดำ และพายุฝนกำลังจะมา

"ตรงนั้นมีถ้ำ" เกเลมวิ่งนำไปยังจุดหมายที่เห็นอยู่ไม่ไกล

"หวังว่าจะไม่มีเจ้าถิ่นอยู่นะ" กานุสว่าแล้วออกวิ่งตามไป





ทั้งสองเข้าไปในถ้ำแล้วต้องประหลาดใจ เมื่อภายในนั้นดูกว้างขวาง สว่างไสวไปด้วยผนังหินสีส้มเนื้อเนียนละเอียด

"ข้าไม่เคยเห็นถ้ำที่ใดสวยเท่านี้มาก่อนเลย" กานุสเอ่ยชม ขณะที่เดินลัดเลาะลึกเข้าไปตามทางเดิน ที่ดูสลับซับซ้อน

"ข้าว่ามันแปลกๆ นะ" เกเลมมองไปรอบๆ โดยหารู้ไม่ว่า เส้นทางที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง และเคลื่อนย้ายองศาราวกับค่ายกล ตั้งแต่ตนย่างผ่าน





"ทำไมอากาศในนี้มันเย็นขึ้นเรื่อยๆ นะ" กานุสเริ่มขนลุกและรู้สึกคัดจมูกขึ้นมาทันที

"หรือว่าเราจะกลับออกไป ข้าจะไปเก็บฟื้น" เกเลมเสนอ

"เดินให้สุดทางก่อนดีกว่า ข้าอยากรู้ว่าทางเดินนี่จะนำเราไปที่ไหน" กานุสว่า

แล้วทั้งสองก็เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนมาสุดทาง

"นี่มันอะไรกัน ข้าไม่อยากจะเชื่อ" กานุสอุทานออกมา

"การเดินทางครั้งนี้ ดูจะไม่แย่อย่างที่คิด" เกเลมยิ้มมองห้องพักสวยงามพร้อมเตาไฟที่จะให้ความอบอุ่น และห้องอาบน้ำ





"เจ้าจองโรงแรมหรูนี่ไหวใช่ไหม" กานุสว่าล้อแล้วกลายร่าง กระโดดขึ้นไปบนที่นอนทันที แล้วต้องอุทานออกมาอีกครั้ง

"โอ๊ย!!" ที่นอนที่ดูนุ่มกลับแข็งกระด้างราวแผ่นหิน

"เป็นอะไรไป" เกเลมเดินเข้ามาดู

"ที่นอนทำไมแข็งอย่างนี้" กานุสใช้มือลูบสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่สัมผัสได้ซึ่งตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง

"สงสัยนี่จะเป็นเพียงภาพลวงตา" เกเลมว่า

"แล้วที่เราเห็นทั้งหมด ตั้งแต่เดินเข้ามาล่ะ" กานุสสงสัย

"ข้าว่าที่นี่ชักไม่ปลอดภัยแล้วล่ะ เราออกไปก่อนดีกว่า" เกเลมว่า

"ดีเหมือนกัน" กานุสลุกออกจากเตียง แล้วทั้งสองก็กลับออกไปยังทางที่ตนผ่านเข้ามา







เปกัสทายาแผลถลอกตามใบหน้าและแขนขาให้หญิงสาว แล้วป้อนซุปข้าวโพดอุ่นๆ ให้

"จะบอกได้หรือยังว่าข้าเป็นใคร" กีวี่มองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง

"เจ้าก็เป็นเมียข้า" เปกัสว่าหน้าตาเฉย ทำเอาหญิงสาวเกือบสำลักอาหาร

"เจ้าล้อเล่นใช่ไหม" กีวี่ขยับตัวใบหน้าเรื่อขึ้น

"ถ้าไม่จริง ข้าจะมานั่งดูแลเจ้าทำไม ข้าคงกินเจ้าลงท้องไปแล้วล่ะ" เปกัสทำเสียงจริงจัง

"ข้าแค่ไม่รู้สึก ว่าข้ามี..สามี" กีวีเอ่ยด้วยความรู้สึกกระดากปาก

"อันที่จริงแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงเมียลับๆ ของข้า ในบ้านข้ายังไม่มีใครรู้หรอกว่าเจ้าอยู่ที่นี่" เปกัสยังสาธยายต่อ

"อะไรนะ!" กีวี่ทำตาโตมองหน้าชายหนุ่ม ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

"เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ข้าเจอเจ้าในป่า ตอนที่เจ้ากำลังจะถูกหมูป่าจับกินเป็นอาหาร แล้วข้าก็ช่วยชีวิตเจ้าไว้"

"แล้วครอบครัวข้าล่ะ"

"เจ้าเป็นกระต่ายกำพร้าเร่รอน ข้าก็เลยพาเจ้ามาอยู่ที่นี่ อยู่ไปอยู่มาเราก็รักกัน แล้วเจ้าก็ตกเป็นของข้า แต่ครอบครัวข้ายังไม่มีใครรู้เรื่องเจ้า เพราะพ่อข้าคงไม่ยินดีแน่ หากจะมีลูกสะใภ้เป็นเผ่าพันธุ์ที่เราจับกินเป็นอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน" เปกัสยังคงปั้นน้ำได้เป็นฉากๆ

"แล้วทำไมข้าจำอะไรไม่ได้ แล้วบาดแผลนี่" กีวี่ฟังเรื่องแล้วยิ่งรู้สึกสับสน ไม่อยากจะเชื่อเลยแม้แต่น้อย

"เจ้าพลัดตกจากระเบียงนั่น ดีที่ข้าอยู่ข้างล่างแล้วรับตัวเจ้าไว้ทัน สงสัยศีรษะเจ้าจะกระแทกกับผนังตอนตกลงไป เจ้าก็เลยจำอะไรไม่ได้" เปกัสว่าด้วยเสียงเรียบเฉยไร้พิรุธ

"เจ้านอนพักอีกซักหน่อยนะ" เปกัสวางถ้วยซุปว่างเปล่าลง โน้มลงหอมที่หน้าผากหญิงสาว แล้วขยับห่มผ้าให้

กีวี่แอบเขินในอาการใส่ใจของชายหนุ่ม รีบหันหน้าไปทางอื่นแล้วหลับตาลง แต่แล้ว...



"เปกัส น้องรัก" เสียงโตนุสดังมาจากทางประตู ทว่าเจ้าตัวบุกรุกเข้ามาแล้ว

"รีบกลายร่างเป็นกระต่ายเร็วเข้า" เปกัสบอกกีวี่ด้วยเสียงกระซิบ

"ข้าไม่รู้ว่าทำยังไง" หญิงสาวตอบด้วยท่าทีตื่นตระหนก

เปกัสรีบแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่ม ดึงขึ้นมาปิดถึงคอ แล้วกอดหญิงสาวไว้แนบอก

"นี่เจ้ายังไม่หายอีกเหรอ" โตนุสเดินมาถึงที่นอน มองน้องชายและชามอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ

"อืม มาหาข้ามีธุระอะไรหรือเปล่า" เปกัสทำเสียงอ่อนเพลียสุดๆ

"มี แต่เจ้าคงไม่มีอารมณ์จะรับฟังข้าตอนนี้" โตนุสว่าพลางแตะที่หน้าผากน้องชาย

"เจ้าเป็นโรคเดียวกับกานุสหรือเปล่า ทำไมเหงื่อผุดเต็มหน้าผากเหมือนกันเลย"

"สงสัยข้าจะติดจากกานุสมา พี่รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะติดข้าอีกคน" เปกัสรีบไล่พี่ชายทางอ้อม

"งั้นข้าไปล่ะ พักผ่อนให้มากๆ นะ" โตนุสว่าแล้วกลับออกไป

เปกัสรีบถลกผ้าห่มออก หากแต่ยังกอดหญิงสาวไว้ไม่ยอมปล่อย

"ข้าว่าพี่เจ้าออกไปนานแล้วนะ" กีวี่เอ่ยท้วง

"แล้วผัวเมียนอนกอดกัน มันผิดตรงไหน" เปกัสว่าอ้อน กระชับอ้อมแขนขึ้น

"ข้า..ร้อนแล้วก็อึดอัดด้วย" กีวี่ดันอกชายหนุ่มออก

"งั้นเจ้าไปอาบน้ำ ข้าจะลงไปกินมื้อเย็น" เปกัสยอมคลายอ้อมแขนออก ยันตัวขึ้นมองใบหน้าหญิงสาว

"แล้วข้าจะเอาผลไม้มาฝาก" ชายหนุ่มโน้มลงหอมแก้ม ก่อนจะลุกออกไป

กีวี่ถอนหายใจโล่งอก รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ก่อนจะค่อยๆ ขยับลุกขึ้น เดินไปที่อ่างหิน





กานุสและเกเลมเดินวนอยู่หลายรอบก็ยังไม่พบทางออก แม้จะทำสัญลักษณ์ไว้บนแผ่นหิน ทุกสิ่งกลับเลือนลางหายไปหมด

"ข้าไม่ไหวแล้ว พักที่นี่เถอะนะ นี่คงใกล้มืดแล้ว" กานุสเอ่ยเมื่อทั้งสองวนกลับยังห้องพักอีกครั้ง

"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลองกันใหม่" เกเลมว่าแล้วเดินสำรวจไปทั่วห้องนั้นอีกครั้ง

"ข้าว่ามันลวงตาเราก็ดีเหมือนกันนะ ทำให้เราได้เห็นของสวยๆ งามๆ" กานุสว่าพลางแกะห่อผ้าออก

"แต่ข้าชอบอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่า" เกเลมส่งเสียงออกมาจากห้องอาบน้ำ

"โชคดีนะที่เรามีน้ำอาบ" หญิงสาวว่าแล้วนั่งลงตรงขอบเตียงคลายผ้าที่ผูกติดหลังออก

"อากาศเย็นขนาดนี้ เจ้ายังคิดจะอาบน้ำอีกเหรอ" กานุสเริ่มจามคัดจมูกขึ้นมาอีก

"ถ้าเจ้าไม่อาบก็ไปนอนบนพรมโน่น" เกเลมชี้ลงไปที่พรมสีแดงตรงปลายเตียง

"เรื่องอะไรล่ะ นอนใกล้เจ้าคงรู้สึกอุ่นกว่าเตาผิงที่บ้านข้าซะอีก" กานุสว่าแล้วคว้าเสื้อผ้า เข้าห้องอาบน้ำไปทันที

"เจ้ากานุส หาว่าข้าไขมันเยอะใช่ไหม" เกเลมเพิ่งนึกได้ หลังจากที่คู่กรณีหายตัวไปแล้ว

"ข้าว่าเจ้าหุ่นบึกบึนต่างหาก" กานุสโผล่หัวออกมาตอบ

"นี่แนะ บึกบึน" เกเลมขว้างก้อนสบู่ที่เจอในห่อผ้าใส่

"ขอบใจนะ ข้ากำลังต้องการพอดี" กานุสรับไว้ทันท้วงที แล้วหายกลับเข้าไปอีกครั้ง



กานุสอาบน้ำไปครวญเพลงไป ทำให้คนที่นั่งฟังอยู่ข้างนอกรู้สึกเพลินไปด้วย เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสฟังเพลงมนุษย์ โดยเฉพาะที่ออกมาจากปากหมาป่าเช่นนี้


"เราต่างก็รู้ดี เธอเองก็มีใคร และฉันก็มีของฉัน และฉันรู้ว่าผิด

ถ้าคิดจะชอบกัน แต่ยากเหลือเกินกับการจะห้ามใจ...ฮู..ฮู..

เธออาจจะเหมือนไฟ ฉันเหมือนกับน้ำมัน ทิ้งไว้ใกล้กันก็ติดไฟ

เผาผลาญทุกอย่าง เผาผลาญทั้งจิตใจ ฉันคิดว่าเราอย่าใกล้กันเลย..."



"เจ้าร้องเพลงมนุษย์ได้เริ่ดมากจริงๆ" เกเลมนั่งเหยียดขาอยู่บนที่นอนเอ่ยชมชายหนุ่ม เมื่อเขาเดินออกมา

"ถ้าเจ้าเลิกทำตัวเหม็น ข้าจะสอนให้เอาไหม" กานุสได้ทีขี่แพะไล่

"เจ้าต่างหากที่คิดจะทำตัวเหม็น ไม่ใช่ข้า" เกเลมคว้าเสื้อผ้าฟาดหลังชายหนุ่มซึ่งกระโดดหลบทัน ก่อนจะตรงไปที่ประตูห้องอาบน้ำ










มื้อค่ำที่วูฟริน บรรยาดูเงียบเหงาเพราะมีเพียงโอตุส มีเรีย ลูกชายทั้งสอง และอารอน มาร่วมโต๊ะ

"เจ้าหายป่วยแล้วเหรอเปกัส เมื่อกี้ข้ายังเห็นเจ้า..." โตนุสเอ่ยทัก

"เหงื่อออกแล้วข้าก็รู้สึกดีขึ้นมาเลย" เปกัสว่าด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

"นี่กานุสกับเกเลมยังไม่กลับมาอีกเหรอ" มีเรียถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

"คงมีความสุขกันมากล่ะสิท่า" อารอนว่าประชด ด้วยใบหน้าซีดเซียว จากฤทธิ์ยาที่ทำให้ถ่ายท้องมาทั้งวัน

"หากลูกข้าทำให้เกเลมมีความสุขได้ ข้าก็ดีใจ" โอตุสว่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างปิดไม่มิด คิดว่าที่ตาเฒ่าลีเมอร์ทายทักไว้กำลังจะเป็นจริง

"เจ้าไม่สบายหรือเปล่าอารอน ทำไมหน้าตาซีดๆ" มีเรียแกล้งถามด้วยใบหน้าห่วงใย แต่ภายในใจนั้นนึกสะใจสุดๆ

"ข้าคงยังไม่ชินกับอาหารการกินที่นี่" อารอนว่าหงุดหงิด

"..เฮ้อ..แล้วจะอยู่ทำไม กลับไปกินที่บ้านสิ" โตนุสว่าขึ้นลอยๆ

"เจ้าไม่ต้องมาไล่ข้า พรุ่งนี้ข้าก็จะกลับอยู่แล้ว แต่ก่อนไป ข้ามีเรื่องน่าตื่นเต้นจะบอก" อารอนกระหยิ่มยิ้มย่อง ทำให้ทุกคนหันมาสนใจสิ่งที่เขาจะพูด

"อีกสามเดือนข้างหน้า ข้านัดประรองกับเจ้ากานุส โดยมีเกเลมเป็นเดิมพัน นางจะได้เลิกบ่ายเบียงข้าซะที" สิงห์หนุ่มหัวเราะสะใจ

สมาชิกครอบครัวจิ้งจอกต่างแสดงสีหน้ากังวลกันไปหมด เพราะไม่คิดว่ากานุสจะต่อกรกับอารอนได้ นอกจากจะเป็นเหยื่อซะเปล่าๆ มีเพียงมีเรียเท่านั้นที่แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าลูกชายตนต้องเอาชนะเจ้าสิงห์ผยองนี่ได้

"ความจริง ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ เกเลมควรมีสิทธิ์เลือก" โอตุสแสดงความคิดเห็น

"นี่แหละ ทางที่นางเลือก นางเป็นคนเสนอข้าเอง" อารอนว่า ทำเอาโอตุสและลูกชายทั้งสองตาค้าง

"กรรม นี่นางตั้งใจจะให้น้องเราไปอยู่ในท้องเจ้าอารอนหรือนี่" เปกัสแอบกระซิบกับโตนุส

"ข้าหวังว่าท่านจะช่วยประกาศข่าวนี้ออกไปให้ทั่ว" อารอนลุกขึ้นโยนผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะ แล้วจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ


"ไปกันใหญ่แล้ว กานุสจะสู้กับเจ้าอารอนได้ยังไง" โอตุสถอนหายใจ

"แม้ไม่มีการประรอง เจ้าอารอนก็ต้องยกทัพมาถล่มเราอยู่แล้ว จากคำทำนายของเฒ่าลีเมอร์ มันคงไม่ปล่อยเราไว้แน่ หากสู้กันในสนามประรอง แม้เราจะดูด้อยกว่ามาก แต่ท่านคิดไหมว่า ถ้ากานุสเกิดชนะขึ้นมา ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สรรพสัตว์ทั้งป่าอาลาบามัสจะได้รู้ถึงศักยภาพของเรา" มีเรียออกความเห็น

"มันก็จริง แต่ท่านแม่ เจ้ากานุสป่วยกระเสาะกระแสะอย่างนั้น อย่าว่าแต่สามเดือนเลย ให้ฝึกอีกสามปี ยังไม่รู้จะสู้แรงเจ้าอารอนได้หรือไม่" โตนุสว่า

"นั่นน่ะสิ ข้ากลัวว่าเราจะส่งน้องไปตายซะเปล่าๆ" เปกัสว่า

"แต่แม่ว่า เกเลมคงไม่รับเดิมพันนี้ หากนางไม่มั่นใจ เพราะถ้ากานุสแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของนางด้วยเช่นกัน" มีเรียตั้งข้อสังเกต

"ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล ไว้รอสองคนนั้นกลับมา ค่อยถามไถ่กันอีกทีก็แล้วกัน" โอตุสรู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อยจากคำพูดของภรรยา



"งั้นข้าขอตัวก่อนนะท่านพ่อท่านแม่" โตนุสเอื้อมหยิบผลไม้ในถาดตรงหน้า เพราะเกรงว่าคนคอยจะหิ้วท้องรอนาน

"ข้าไปด้วย" เปกัสว่าแล้วก็แข่งกันหยิบ

"เจ้าสองคนอิ่มแล้วเหรอ" โอตุสมองลูกชาย ซึ่งมีท่าทางแปลกๆ

"แม่เพิ่งรู้ว่าเจ้าสองคนชอบกินผลไม้" มีเรียเห็นลูกๆ แล้วยิ้มขำ เพราะปกติแล้วผลไม้พวกนั้นก็แค่ของประดับโต๊ะ ไม่มีใครคิดจะหยิบแตะด้วยซ้ำ

"ได้ยินว่ากินผลไม้แล้วจะช่วยให้ย่อยได้ดีขึ้น ข้าก็เลยอยากลอง" โตนุสรีบหาข้ออ้าง

"ข้าก็ได้ยินมาอย่างนั้นเหมือนกัน" เปกัสเสริม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกกลับห้องพักของตน

"เดี๋ยวนี้ลูกเราชักจะแปลกๆ นะ เจ้าว่าไหม" โอตุสหันมาพูดกับภรรยา ซึ่งตอนนี้เหลือนั่งกันอยู่เพียงลำพัง

"ก็ลูกเราโตกันหมดแล้วนี่ ก็ต้องมีโลกส่วนตัวกันเป็นธรรมดา" มีเรียว่ายิ้มๆ





โตนุสกลับถึงห้องพัก ในขณะที่ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา บรรยากาศชื้นเย็นและกลิ่นไอฝน ทำให้คนที่นั่งหันหลังให้เตาผิงเหม่อมองออกไปทางระเบียง เริ่มคิดถึงบ้านที่จากมาเพียงชั่วข้ามวัน

"คิดถึงข้าอยู่ใช่ไหม" โตนุสว่าล้อ แล้วว่างผลแอปเปิ้ลไว้บนโต๊ะตรงหน้าหญิงสาวซึ่งกำลังนั่งเกยคางไว้บนลำแขนขาวนวล

"ใครว่าล่ะ" กาเรนยืดตัวขึ้นมองชายหนุ่มค่อยๆ หยิบผลไม้หลายอย่างออกจากชายเสื้อ

"ข้าไม่รู้เจ้าชอบแบบไหน ก็เลยเอามาหมดทุกอย่าง" โตนุสว่าแล้วยิ้มกว้าง

"ข้าชอบผลไม้ทุกชนิดเลยล่ะ" กาเรนว่าพลางหยิบผลองุ่นใส่ปาก

"แปลกดีนะ" โตนุสลองกินดูบ้าง ชายหนุ่มทำหน้าพะอืดพะอม ก่อนจะกลืนลงไปอย่างยากลำบาก

กาเรนหัวเราะขำท่าทางราวกับกินยาพิษเข้าไป

"เจ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ"

"ข้าแค่อยากลองดู"


"เมื่อกี้เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่" โตนุสชวนคุย

"ก็คิดถึงคนรักข้าสิ" กาเรนนึกสนุกขึ้นมาจึงพูดออกไปเช่นนั้น

"เจ้ามีคนรักแล้วเหรอ" ชายหนุ่มทำหน้าผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย

"ใช่ นี่ไงรูปคนรักข้า" หญิงสาวหยิบกระดาษซึ่งเป็นภาพวาดแผ่นเล็กๆ ออกมาจากสายคาดเอว แล้วคลี่ให้ชายหนุ่มดู

"เจ้าคงรักเขามากสินะ ถึงได้พกรูปติดตัวตลอดเวลา" โตนุสว่า

"อืม รู้อย่างนี้แล้ว เจ้ายังจะให้ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ไหม" กาเรนมองหน้าชายหนุ่ม

"ข้าถือคติรักแท้แพัใกล้ชิด เจ้าอยู่ต่อไปเถอะนะ" โตนุสว่าแล้วหัวเราะ

"ข้าเคยได้ยินแต่ รักแพ้แม้ใกล้ชิด" กาเรนยิ้มขำ





กีวี่จัดแจงเอาหมอนกับผ้าห่มมานอนที่โซฟา ขณะที่เปกัสกำลังอาบน้ำ แม้ชายหนุ่มจะยืนยันว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน แต่หญิงสาวก็ยังไม่วายรู้สึกตะขิดตะขวางใจที่จะนอนร่วมเตียงด้วยอยู่ดี

หญิงสาวซุกตัวพยายามข่มตาให้หลับ ก่อนที่เปกัสจะออกมา เพราะรู้ว่าเขาต้องทำให้รู้สึกอึดอัดใจอีกเป็นแน่ ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและบรรยากาศเป็นใจเช่นนี้ และแล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า กีวี่ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดู

เปกัสยิ้มขำ รู้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้หลับ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ช้อนอุ้มร่างบางขึ้นพร้อมผ้าห่ม

"นี่เจ้าจะทำอะไร" กีวี่รีบลืมตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความตื่นตระหนก

"ข้าไม่ชอบนอนที่โซฟา มันแคบเกินไปสำหรับเราสองคน" เปกัสว่าหน้าตาเฉย

"เจ้าก็ไปนอนที่เตียงสิ ข้าจะนอนตรงนี้" กีวี่เริ่มดิ้นและดันอกชายหนุ่ม

"ค่ำคืนหนาวเย็นเช่นนี้ เจ้าอย่าใจร้ายกับข้าเลยนะกีวี่" ชายหนุ่มว่าอ้อน

"นั่นชื่อข้าเหรอ" กีวี่หยุดชะงักไปชั่วคราว

"ก็ใช่น่ะสิ ถ้าข้าเป็นคนอื่นที่เจ้าไม่คุ้นเคย ข้าจะรู้จักชื่อเจ้าได้ยังไง" เปกัสหว่านล้อมเสร็จสรรพก่อนวางหญิงสาวลงบนที่นอน

"แต่ข้าไม่รู้สึกว่าเราคุ้นเคยกันแม้แต่น้อย"

"อีกหน่อยเจ้าก็คุ้นไปเองแหละ"

เปกัสนอนลงแนบข้างแล้วกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง

"เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ"

"หึ หึ ครั้งเดียวไม่เคย"

ชายหนุ่มลูบไล้ต้นแขนและแผ่นหลังบอบบาง ทั้งคู่มองสบตากันในความมืดสลัวของห้องนอน ซึ่งมีเพียงแสงจากสายฟ้าผ่านเข้ามาทางระเบียงไร้สิ่งปิดกั้น เปกัสเคลื่อนริมฝีปากเข้าใกล้หมายจะสัมผัสริมฝีปากบางสวยตรงหน้า... แต่แล้ว!! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นโครมใหญ่ จนหญิงสาวสะดุ้งตกใจ

"ทำไมเจ้าต้องกลายร่างตอนนี้ด้วย!" เปกัสนอนคว่ำใช้กำปั้นทุบหมอนด้วยอาการเซ็ง เพราะรู้ว่ากีวี่ไม่รู้วิธีทำให้ตนเองกลับเป็นมนุษย์

"ทีนี้นอนได้แล้วใช่ไหม" กีวี่มุดออกมาจากผ้าห่ม

"นอนก็นอน" เปกัสว่าแล้วกลายร่างตนเองเป็นจิ้งจอก นอนอิงแอบอยู่กับกระต่ายน้อย





"นี่ต้นแขนหรือขาหน้าเจ้ากันแน่" กานุสนอนกอดเกเลมแผ่นหลังแนบชิดแผ่นอก ว่างมือแขนข้างที่นางนอนหนุนบนต้นแขนหญิงสาว

"ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้แท้ๆ ยังจะมาเหน็บแนมข้าอีก" เกเลมใช้ศอกกระทุ้งอกคนที่นอนอยู่ข้างหลัง

"โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ" กานุสร้องออกมาทันที

"โทษที ลืมไปว่าข้าแรงเยอะ" เกเลมแอบยิ้มสะใจ


"เรื่องเมื่อเช้าที่เจ้ารับปากกับเจ้าอารอน..." กานุสว่าด้วยน้ำเสียงกังวล

"เจ้ากลัวตายเหรอ"

"ข้าตายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเจ้าต้องอยู่ร่วมกับมันไปตลอดชีวิต เจ้าจะทนได้เหรอ"

"อืม ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าอารอนจะอายุยืนขนาดไหน ถ้ามันเกิดตายตามเจ้าไป ข้าก็เป็นอิสระ จริงไหม" เกเลมแกล้งกระเซ้า

"นี่เจ้ามีแผนจะเอาตัวรอดตั้งแต่ต้นแล้วใช่ไหม" กานุสรัดอ้อมแขนแน่นขึ้น

"ข้าล้อเล่นน่า เจ้าไม่มีทางแพ้มันอยู่แล้ว" เกเลมหัวเราะ

"อะไรทำให้เจ้ามั่นใจในตัวข้านัก" กานุสว่าทั้งที่ไม่รู้สึกมั่นใจในตัวเองแม้แต่น้อย

"ข้ามั่นใจในผลเชอร์รี่สีทองต่างหาก"

"แล้วถ้าเราออกจากที่นี่ไม่ได้ล่ะ"

"เจ้านี่ เจ้าปัญหาจริงๆ สอนข้าร้องเพลงดีกว่า" เกเลมเปลี่ยนเรื่อง รู้ว่ากานุสคงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง

"งั้นร้องตามข้านะ" กานุสเริ่มร้องนำ


สิ่งที่ฉันหวัง สิ่งที่ฉันคอย อาจดูเหมือนเลือนลอย เกือบจะฝันไป

มองหาคนๆ หนึ่ง ที่ไม่รู้เป็น และไม่รู้เมื่อไหร่จะพบคนผู้นั้น

ส่วนชีวิตฉัน บอกเลยว่ามี หนึ่งคนที่แสนดี ...








"เจ้าฝึกเพลงพวกนี้มาจากไหน" เกเลมถามสงสัย

"ข้าแอบเข้าไปเที่ยวถิ่นมนุษย์กับพี่ข้ามาสองสามครั้ง พวกมนุษย์ชอบร้องรำทำเพลง มีที่ๆ เจ้าจะนั่งฟังเพลงได้เกือบทั้งคืน" กานุสว่า

"พาข้าไปหน่อยได้ไหม" เกเลมหันมาว่าด้วยเสียงตื่นเต้น

"ถ้าเรารอดกลับบ้านได้ ข้าจะพาเจ้าไป ที่นั่นมีแสงสีของเล่นมากมายที่เจ้าไม่เคยเห็นในป่า พวกมนุษย์ไม่ล่าสัตว์เอง แต่ใช้วิธีซื้อ" กานุสอธิบาย

"ซื้อเหรอ คืออะไร"

"ก็ใช้เงินแลกของที่เจ้าอยากได้"

"แล้วข้าจะไปหาสิ่งนั้นมาจากไหน"

"พวกมนุษย์บูชาแร่สีทอง กับหินแวววาว ข้ารู้ว่าจะหาได้จากที่ไหน เพียงเราเอาไปแลก ก็จะได้เงินมากมายพอที่จะเที่ยวให้สนุก"

"ข้าชักตื่นเต้นแล้วสิ"

"แต่จะไปถึงที่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ พอเข้าเขตมนุษย์เราต้องกลายร่าง แล้วก็ต้องเดินอีกไกล กว่าจะถึงที่ๆ ข้าว่า"

"เรื่องนั้นข้าไม่กลัวหรอก ข้าใฝ่ฝันเสมอว่าจะได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ แต่ข้าไม่เคยมีโอกาสได้ไปไกลเกินกว่าเขตป่าแห่งนี้"

"เอาเป็นว่าเจ้าพาข้ากลับบ้านให้ได้ แล้วข้าจะพาเจ้าไปเที่ยว"

"ตกลง ข้าจะดูแลเจ้ายิ่งกว่าลูกในไส้ซะอีก" เกเลมขยับเข้าโอบเอวคนตรงหน้า เพื่อให้ร่างกายส่งผ่านความอบอุ่นได้ดียิ่งขึ้น

"งั้นข้านอนล่ะนะ ท่านแม่" กานุสยิ้มขำแล้วกระชับอ้อมแขนเข้าหาร่างอุบอุ่นของหญิงสาว
















 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 30 มกราคม 2555 18:44:19 น.
Counter : 527 Pageviews.  

Wild Love ตอนที่ 2

เกเลมตอบรับการมาเยือนวูฟริน และเดินทางมาถึงหลังจากนั้นสามวัน หญิงสาวก้าวลงจากรถม้าหน้าปราสาทสร้างด้วยหินตกผลึกสีขาวราวเกล็ดหิมะระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาห้อมล้อมไปด้วยหน้าผา และขุนเขาอุดมไปด้วยพันธ์ไม้หลากชนิด ตัวอาคารเรียงรายสลับซับซ้อนดูสว่างไสวแตกต่างจากปราสาทเวสวูดของนางโดยสิ้นเชิง





รอบปราสาทมีเหล่าสุนัขจิ้งจอกเดินลาดตระเวนทำหน้าที่ป้องกันภัยเป็นจำนวนมาก เหล่าคนรับใช้ที่เป็นมนุษย์ออกมาต้อนรับ ช่วยขนสัมภาระ และนำพาหญิงสาวไปพบกับประมุขของสถานที่แห่งนี้

โอตุส มีเรีย โตนุส และเปกัส ต่างรอต้อนรับผู้มาเยือนคนสำคัญภายในห้องรับแขก เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ และเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกชายทั้งสองได้สานสัมพันกับหญิงที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในป่าอาลาบามัส

"ท่านลุง ท่านป้า" เกเลมย่อตัวทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม

"ยินดีต้อนรับเกเลม หวังว่าเจ้าจะพำนักอยู่กับเราอย่างมีความสุข คิดเสียว่าเป็นบ้านของเจ้าก็แล้วกัน" โอตุสกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร

"ขอบคุณท่านลุง ท่านป้า ข้าคงต้องขอรบกวนซักพักใหญ่" หญิงสาวพูดจาฉะฉาน แม้มิได้มีกิริยาหญิง แต่ก็มิได้ดูก้าวร้าว มีเรียแอบยิ้มพอใจ คิดว่าหากตนมีลูกสาวก็ปราถนาให้เป็นเช่นนี้

"อยู่กับเรานานๆ นะเกเลม บางทีข้าก็อยากจะมีลูกสาวกับเขาบ้าง อยู่แต่กับจิ้งจอกหนุ่ม ข้าก็ชักจะเบื่อเต็มที" นางเสือดาวแกล้งว่าเหน็บสามีและลูกชาย เกเลมยิ้มขำรู้สึกถูกชะตากับมีเรียขึ้นมาทันที

"งั้นท่านป้ากับข้าคงมีเรื่องสนทนาประสาหญิงอีกเยอะ" เกเลมรับมุขแล้วตอบกลับอย่างสนิทสนม

"นี่ลูกชายข้า โตนุส เปกัส" โอตุสแนะนำลูกชายทั้งสอง เกเลมพยักหน้ายิ้มเยือนให้จิ้งจอกหนุ่มหน้าตาดีทั้งสอง แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มตอบแบบฝืนๆ พิกลเมื่อมองสบดวงตาคมดุของหญิงสาว

"เผอิญกานุสลูกชายอีกคนของข้า ไม่ค่อยสบายก็เลยไม่ได้มาต้อนรับเจ้าด้วย" มีเรียว่า

"ข้าจะอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ คงมีโอกาสได้พบกันอีกมาก" เกเลมว่า

"เจ้ามาไกล คงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ไปพักผ่อนก่อนเถอะนะ พรุ่งนี้ข้าจะให้โตนุสกับเปกัสพาเจ้าเที่ยวชมให้ทั่ว ส่วนคืนนี้ข้าได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าไว้แล้ว เจ้าจะได้รู้จักกับเพื่อนบ้านของเราอีกหลายเผ่าพันธุ์" โอตุสเสนอแนะ ก่อนจะให้คนรับใช้นำหญิงสาวไปยังห้องพัก

เกเลมรู้สึกทึ่งกับการออกแบบปราสาทของชาวจิ้งจอกไม่น้อย เพราะเส้นทางที่นำนางไปยังห้องพักนั้นวกวน ด้วยบันไดหลายชั้น และทางแยกหลายหน นางต้องใช้สติในการจดจำอย่างมาก มิฉะนั้นอาจต้องเดินหลงทั้งวันเป็นแน่

หญิงรับใช้จากไปหลังจากที่นำเกเลมมาถึงห้องพัก หญิงสาวเดินสำรวจไปทั่วห้องกว้างขวาง ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นส่วนของห้องนั่งเล่นที่มีเตาไฟให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว ปูพื้นด้วยพรมสีขาวขนหนาแน่น โต๊ะทำงาน และโซฟาสีแดงนุ่มสบายสำหรับน้่งอ่านหนังสือ อีกส่วนถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงหินมีเตียงนอนหลังใหญ่ยกสูงโอบล้อมไปด้วยหมอนสีขาวใบโตนับสิบ ด้านซ้ายของที่นอนเป็นอ่างหินซึ่งมีน้ำอุ่นไหลรินตลอดเวลา และซึมหายไปในปริมาณที่ไม่ทำให้น้ำล้น ขวามือเป็นหน้าต่างและระเบียงแคบๆ ยาวตลอดแนวจากห้องนอนไปถึงห้องนั่งเล่น

เกเลมมองสำรวจบริเวณระเบียงซึ่งมีเถาวัลย์และล่องหินจากพื้นเบื้องล่างนับสิบเมตรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไร้อาคารอื่นมาขวางกั้น แล้วมองสูงขึ้นไปอีกเพียงชั้นเดียวก็ถึงยอดตึก เพื่อคาดคะเนดูทางเลือกในการเข้าออกจากห้องพัก และคิดว่าน่าจะเป็นเส้นทางที่สะดวกกว่าบันไดวกวนในตัวอาคาร

หญิงสาวกลายร่างเป็นนางเสือแล้วทะยานลงสู่เบื้องล่าง โดยไม่ลืมทิ้งสัญลักษณ์ไว้ ก่อนออกไปสำรวจพื้นที่รอบๆ การได้มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้เกเลมมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นพิเศษ และคิดว่าอย่างไรเสียนางก็จะกลับมาทันงานเลี้ยงมื้อค่ำอย่างแน่นอน




เกเลมวิ่งลัดเลาะขึ้นไปตามป่าเขาสูงชัน จวนเจียนจะถึงยอดเขา สายตาพลันสะดุดเข้ากับผลไม้หายาก

"เชอร์รี่สีทอง" หญิงสาวหยิบผลไม้สองสามเมล็ดที่ตกอยู่ขึ้นมาดู แล้วหันมองไปรอบๆ คิดว่าต้นมันต้องอยู่ที่ไหนซักแห่งในระแวกนี้ ในขณะที่ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที





"ข้าจะกลับมาใหม่" เกเลมเอ่ยกับตัวเอง แล้วรีบวิ่งกลับลงไปเพราะงานเลี้ยงคงจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า และนางไม่อยากทำตัวเสียมารยาท

เมื่อกลับมาถึงจุดที่นางจะต้องปีนกลับขึ้นไปห้องพัก เกเลมสังเกตสัญลักษณ์ที่นางทำไว้เพียงแว๊บเดียว แล้วเริ่มปีนไปจนถึงระเบียงชั้นที่นางจากมาทันที พลางนึกประหลาดใจที่เห็นแสงไฟภายในห้อง เมื่อมาถึงระเบียง

หญิงสาวในร่างเสือดำ ค่อยย่องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ ด้วยเริ่มมั่นใจจากกลิ่นที่สัมผัสได้ ว่าต้องมีจิ้งจอกซักตัวอยู่ในห้องตน และก็เป็นดังคาด ในขณะที่อีกฝ่ายก็เริ่มไหวตัวแล้วเช่นกันว่ามิได้อยู่ลำพังในห้อง

"ท่าน.." จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยยังไม่ทันจบคำ ร่างนางเสือดำก็กระโดดขึ้นคร่อมบนที่นอน พร้อมเสียงคำรามเขย่าประสาท

"แม่..ช่วยข้าด้วย" กานุสร้องเสียงหลงเพราะตั้งตัวไม่ติด หลังจากเพิ่งตื่นนอน และพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน

"เจ้าจะร้องทำไม บุกรุกห้องข้า แล้วยังจะมาร้องให้ใครช่วย" เกเลมกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วเอามือปิดปากชายหนุ่มไว้

"เข้ามาในห้องข้าทำไม ถ้าไม่พูดข้าจะขย่ำคอเจ้าซะ" เกเลมขู่ด้วยสายตาลุกวาว

"อืม..อืม" กานุสชี้ที่มือเกเลม นางจึงนึกขึ้นมาได้ปล่อยมือออก

"จะเป็นห้องเจ้าได้ยังไง ข้านอนอยู่นี่ทั้งวัน"

"ข้าไม่เคยทำสัญลักษณ์พลาด ข้ามั่นใจว่านี่ห้องข้า"

"ห้องข้าต่างหาก" กานุสยืนกราน

"ห้องข้า" เกเลมโต้กลับด้วยความมั่นใจ







"กานุส กานุส น้องรัก" พลันเสียงโตนุสและเปกัส ดังประสานกันมาจากทางประตู และกำลังจะเดินผ่านแผ่นหินเข้ามาในส่วนของห้องนอน เกเลมจ้องมองใบหน้าชายหนุ่มที่อยู่ใต้ร่างนางด้วยเริ่มรู้สึกน่าจะมีอะไรผิดพลาดจริงๆ

"เป็นไงบ้างน้องรัก รู้สึกดีขึ้นหรือยัง" โตนุสเอ่ยทักทาย แล้วนั่งลงตรงขอบเตียง

"ข้า..ดีขึ้นแล้วล่ะ" กานุสพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ

"ทำไมเหงื่อผุดเต็มหน้าผากเลยกานุส" เปกัสใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากน้องชาย

"ก็เล่นกอดหมอน แล้วห่มผ้าไว้ขนาดนี้จะไม่มีเหงื่อได้ไง" โตนุสว่าพลางจะช่วยดึงผ้าห่มออกให้

"ข้าหนาว.. ท่านแม่บอกว่าเหงื่อออกแล้วจะหายเร็ว" กานุสรีบยื้อชายผ้าไว้

"แล้วคืนนี้เจ้าจะลงไปงานเลี้ยงแม่เสือดุไหวไหม เจ้าอยากเห็นนางมากไม่ใช่เหรอ" โตนุสว่าล้อน้องชาย ซึ่งตอนนี้หน้าเริ่มซีดขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าแม่เสือที่ว่านั้นจะหมดความอดทนเมื่อใด

"นั่นน่ะสิ เสียดายเมื่อบ่ายเจ้าไม่ได้เห็นสายตาที่นางมองพวกข้า ถ้านางกินพวกข้าได้ คงกลืนไปแล้ว" เปกัสว่าเสริมแล้วหัวเราะ ขณะที่กานุสเริ่มกระสับกระส่าย กับการเคลื่อนไหวเงียบๆ ของคนที่ถูกนินทาอยู่ใต้ผ้าห่มในขณะนี้

"เดี๋ยวข้าอาบน้ำแล้วจะลงไป พวกพี่ก็ไปอาบน้ำกันเสียสิ งานใกล้เริ่มแล้วไม่ใช่เหรอ" กานุสพยายามไล่พี่ชายทางอ้อม

"อาบเสียบ้างก็ดีนะ ข้าว่าห้องเจ้ามีกลิ่นสาบๆ แปลกๆ" โตนุสทำท่าสูดกลิ่นถี่ๆ

"ท่านแม่เพิ่งปรุงยาตัวใหม่มาให้ข้าลองน่ะ" กานุสรีบออกตัว

"เหรอ งั้นข้าสองคนไปล่ะ ถ้าเจ้าไหวก็ลงไปส่องเสือด้วยกันนะ" โตนุสว่าล้อแล้วประสานเสียงหัวเราะกับเปกัสออกจากห้องไป




เกเลมกระโจนออกจากผ้าห่มทันทีหลังจากที่จิ้งจอกหนุ่มทั้งสองจากไป หญิงสาวออกไปสำรวจที่ห้องนั่งเล่น พบว่าพรมที่ใช้ปูเป็นสีเทา ส่วนโซฟาก็เป็นสีฟ้า จึงรู้ว่านางเข้าผิดห้องจริงๆ

"เจ้าคงไม่โกรธโตนุส กับ เปกัส ใช่ไหม" กานุสลุกนั่ง ขณะที่เห็นหญิงสาวเดินกลับมา

"โกรธเหรอ ข้าคงตะปบหน้าจืดๆ ของเจ้าสองคนนั่นไปแล้ว ถ้าไม่นึกเกรงใจท่านลุงท่านป้า"

"พี่ข้าก็แค่พูดไปอย่างที่คิด" กานุสว่าเสียงอ่อย

"งั้นพี่เจ้าจะได้รู้ ว่าข้าคิดอะไร" เกเลมว่าด้วยสายตาวาว

"ตกลงเจ้าเข้าห้องผิดใช่ไหม" กานุสรีบเปลี่ยนเรื่อง

"ก็ใช่ แต่ข้าทำสัญลักษณ์ไว้แล้ว" เกเลมยังไม่อยากจะเชื่อในความผิดพลาดของตน

"เจ้าทำสัญลักษณ์ไว้ที่ใด"

"ต้นไม้ข้างล่าง"

"ก็ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะเข้าผิดห้อง"

"ทำไม"

"ปราสาทส่วนนี้จะหมุนเคลื่อนที่หนึ่งรอบในหนึ่งวันพอดี เพราะฉะนั้นตำแหน่งห้องของเจ้าก็จะเปลี่ยนองศาไป"

"ไม่มีใครบอกข้าเรื่องนี้"

"คงไม่มีใครคิดว่าเจ้าจะเข้าออกทางระเบียง แล้วถ้าเจ้าไม่รีบออกไปข้างนอกเสียก่อน ก็คงสังเกตได้เองว่าวิวจากระเบียงห้องเจ้ามันเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา"

"เอาเป็นว่าข้าผิดเอง ส่วนนี่ค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าไว้" เกเลมล้วงหยิบผลเชอร์รี่สีทองที่เก็บได้ให้ชายหนุ่ม

กานุสมองผลไม้ใกล้เน่าในมืองงๆ ไม่แน่ใจว่าควรจะทำเช่นไรกับมันดี

"เจ้าจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะแข็งแรงยิ่งกว่าแรดซะอีก" เกเลมนั่งลงที่ขอบเตียง

กานุสมองสบตาหญิงสาว ลังเลว่านางคิดจะฆ่าเขาก่อนจะไปจัดการกับพี่ชาย หรือว่านางหวังดีจริงๆ

"ไม่เชื่อใช่ไหม ข้าจะกินให้ดู" เกเลมหยิบผลเชอร์รี่เข้าปาก

"เจ้าคงไม่คิดจะฆ่าคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกใช่ไหม" กานุสว่า

"กินเข้าไปเถอะน่า" เกเลมยุแล้วดันมือชายหนุ่มให้เอาผลไม้เข้าปาก แต่ด้วยรสเปรี้ยวของผลเชอร์รี่ ทำให้กานุสอยากจะคายมันออกมาทันที

"กลืนลงไปเดี๋ยวนี้" หญิงสาวออกคำสั่งแล้วเอามือปิดปากเขาไว้

"เอาล่ะ พรุ่งนี้เจ้าก็จะออกไปวิ่งได้แล้ว ไม่ต้องนอนซมอย่างนี้อีก ข้าคิดว่าต้นมันคงจะอยู่บนยอดเขา พรุ่งนี้ข้าจะไปหาให้พบ"

"ถ้าข้าไม่ตายซะก่อน พรุ่งนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า" กานุสว่าขณะที่ยังทำหน้าขยาดกับรสชาติเปรี้ยวจนเข็ดฟัน

"ข้าไปล่ะ" เกเลมว่าแล้วกลายร่างเป็นนางเสือกระโจนหายวับไปทางระเบียง








"เจ้าจะเข้าไปข้างในจริงๆ เหรอกาเรน" กระต่ายสาวขนปุยสีทองละล้าละลัง ใจหนึ่งก็อยากรู้อยากเห็น อีกใจก็นึกหวั่นกลัว เมื่อมาถึงปราสาทเกล็ดหิมะที่ทั้งสองใฝ่ฝันมานานว่าจะมีโอกาสเข้าไปชมความงามซักครั้ง

"โอกาสอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะกีวี่ เจ้าไม่อยากรู้เหรอ ว่าข้างในมีอะไรบ้าง" หนูน้อยหูตาซุกซนว่ายุ ในใจนึกถึงเพียงความสนุกที่รออยู่เบื้องหน้า

"แต่เราไม่ได้รับเชิญนี่" กีวี่ว่าเสียงอ่อย

"เข้าไปข้างใน ทุกคนก็ดูเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด ใครจะสนว่าเจ้าเป็นใคร มาเถอะน่า ตามข้ามา" กาเรนในร่างหนูแฮมส์เตอร์สีขาวปนทองเริ่มไต่เถาวัลย์นำเพื่อนกระต่ายมุ่งสู่ระเบียงห้องเปิดโล่งไร้แสงไฟ

"เจ้าแน่ใจนะว่าพวกจิ้งจอกจะไม่กินเราซะก่อน" กีวี่ยังอดหวั่นหวาดไม่ได้

"อย่าปอดไปหน่อยเลยน่า แล้วก็หยุดชวนข้าคุยด้วย เราต้องเงียบให้มากที่สุด" กาเรนหันกลับมากระซิบ กีวี่จึงจำต้องไต่ตามขึ้นไปเงียบๆ

เมื่อมาถึงจุดหมายกาเรนขึ้นไปนั่งอยู่ที่ขอบระเบียงรอเพื่อน ซึ่งปีนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

"เร็วเข้ากีวี่" หญิงสาวแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้วยื่นมือออกรับเพื่อน

"กระต่ายอย่างข้า เคยปีนต้นไม้ที่ไหนล่ะ" กีวี่หันมองลงไปเบื้องล่างแล้วหน้ามืดด้วยความหวาดเสียวขึ้นมาทันที ขาทั้งสี่ที่เกาะเกี่ยวเถาวัลย์ก็พลันหมดแรงไปด้วย

"กีวี่เกาะไว้ อย่ามองข้างล่าง" กาเรนร้องบอก ด้วยความตื่นตระหนกที่เห็นเพื่อน รูดไถลลงไปตามลำต้น จนไปหยุดชะงักอยู่อีกชั้น และไม่ทันสังเกตว่าระเบียงห้องที่ตนเกาะอยู่นั้น มีแสงไฟสว่างจ้าขึ้น




"ข้าก็พอจะรู้ตัวว่ามีเสน่ห์ แต่ไม่เคยคิดว่าจะรุนแรงถึงเพียงนี้" โตนุสยิ้มกริ่ม รวบกอดเอวหญิงที่นั่งอยู่ตรงระเบียงห้องตน

"ปล่อยข้านะ" กาเรนสะดุ้งหันมองคนที่อยู่ข้างหลัง ขณะที่กีวี่มองขึ้นไปด้วยสายตาร้อนรน แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเพื่อนยังไง เพราะตัวเองยังเอาตัวไม่รอด

"โอ้แม่เจ้า สวยซะด้วย หากข้าปล่อยคงเสียน้ำใจเจ้าแย่ อุตส่าห์ปีนขึ้นมาหาข้าถึงนี่" โตนุสยิ้มกว้าง

"อย่ามาพูดเหลวไหลกับข้านะ เจ้าเป็นใครข้ายังไม่รู้เลย ข้าแค่จะมาร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ต่างหาก" กาเรนหันมองเผชิญหน้าแล้วยันไหล่ชายหนุ่ม

"มาร่วมงานเลี้ยง ก็เข้าทางประตูสิคุณผู้หญิง เจ้ามาโผล่ที่ระเบียงห้องข้า แล้วจะให้ข้าคิดยังไง"

"ข้า..เป็นนกอินทรีย์ ข้าบินมาไกล ก็แค่หยุดพักที่ระเบียงนี่ หายเหนื่อยแล้วข้าก็จงลงไปเข้าทางประตู ไม่เห็นแปลก"

"นกอินทรีย์เหรอ... งั้นถ้าข้าผลักเจ้าลงไปจากระเบียงนี่ เจ้าก็คงไม่เป็นไรสินะ เพราะเจ้ามีปีก..จริงไหม" โตนุสยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้จะไม่รู้ว่าร่างที่แท้จริงของหญิงตรงหน้าคืออะไร แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่านางเป็นอย่างที่อ้าง

"แน่จริงก็ผลักเลยสิ ข้าจะได้รู้ว่าคนในปราสาทนี้ ต้อนรับแขกเช่นนี้" กาเรนพูดท้าทาย ทำใจดีสู้จิ้งจอก

"เตรียมปีกของเจ้าไว้ได้เลย" โตนุสคล้ายอ้อมแขนออกขยับมือมาเกาะกุมที่เอวเล็ก แล้วดันร่างบางออกหมายจะแกล้งหญิงสาว กาเรนกรีดร้องตกใจ ก่อนจะโผเข้ากอดคอชายหนุ่มไว้แน่น ส่วนกีวี่ที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็ใจหายใจคว่ำไม่แพ้กัน

"โทษที เจ้าคงเป็นนกที่กลัวความสูง" โตนุสหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะอุ้มหญิงสาวเข้าไปในห้อง

"บ้าที่สุดเลย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ" กาเรนทุบไหล่ชายหนุ่ม แล้วดิ้นจนหลุดจากการเกาะกุม

"เจ้าบอกว่าจะมางานเลี้ยงใช่ไหม ข้ากำลังจะลงไปพอดี" โตนุสยื่นแขนให้หญิงสาวเกาะ

"คือข้า..." กาเรนหันไปทางระเบียง

"ถ้าเจ้าปฏิเสธ ข้าจะเริ่มสงสัย ว่าเจ้ามีจุดประสงค์อื่นในการมาครั้งนี้" โตนุสมองด้วยสายตาจับผิด

"ข้าจะลงไปงานเลี้ยงกับเจ้าก็ได้" กาเรนพูดด้วยเสียงตะโกน เพื่อให้เพื่อนรักได้ยิน เพราะขณะนี้นางไม่มีทางเลือกแล้ว

"เฮ้อ.. หน้าตาก็สวย เวลาพูดทำไมต้องตะโกนซะขนาดนั้น หูข้าจะมีปัญหาก็เพราะเจ้านี่แหละ" โตนุสถอนหายใจแล้วส่ายหน้า

"โทษที ข้านึกว่าพูดอยู่กลางอากาศ" กาเรนว่าแล้วรีบเดินนำไปที่ประตู

"เจ้ารู้เหรอ ว่าไปทางไหน" โตนุสดึงข้อศอกหญิงสาว เมื่อทั้งสองอยู่ที่ทางเดินด้วยกัน

"ข้าเพิ่งมาครั้งแรก" กาเรนหันมาว่าเก้อๆ

"นั่นน่ะสิ" โตนุสว่าแล้วเอื้อมกุมมือหญิงสาว

"นี่" กาเรนตั้งท่าจะประท้วง

"หรืออยากจะหลงทาง นี่วังจิ้งจอกนะแม่สาวน้อย ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ค่ายกลในนี้ ยิ่งกว่าเกาะดอกท้อซะอีก" โตนุสเริ่มขู่แล้วแอบยิ้มขำ เมื่อรับรู้ได้ว่า มือเรียวเล็กนั้นเลิกต่อต้านไปแล้ว คิดว่าหญิงสาวคงเชื่อสนิท





กีวี่นั่งสั่นกลัวอยู่เพียงลำพัง เมื่อรู้ว่าไม่มีเพื่อนนำทางอีกต่อไป จะกลับลงไปทางเดิมก็สูงจนตาลาย นางกระต่ายน้อยตัดสินใจปีนต่อไปให้ถึงระเบียง เพื่อหาทางลงไปพบกาเรนในงานเลี้ยงให้ได้

กีวี่เดินหันหน้าหันหลังในความมืดสลัวภายในห้อง ที่แสงไฟค่อยๆ อ่อนกำลังลงเมื่อเจ้าของห้องจากไป จนเกือบกลายเป็นมืดสนิทในที่สุด กระต่ายขนปุยค่อยขยับตัวไปบนพื้นพรมหนานุ่มภายในห้องรับแขก ครั้นพอสายตาเริ่มคุ้นกับความมืด แสงไฟภายในห้องกลับสว่างโล่จนแสบตาอีกครั้ง พร้อมเสียงที่ทำให้นางยิ่งตื่นตระหนกขึ้นไปอีก

"โตนุส..โตนุส จะไปก็ไม่เห็นชวนกันบ้าง" เสียงเปกัสบ่นงึมงำ ก่อนที่สายตาจะไปประสานเข้ากับเหยื่อตัวน้อยที่อยู่บนพื้นพรม

กีวี่หันซ้ายแลขวาไม่รู้จะหลบไปทางใด พอตัดสินใจได้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะเปกัสกระโดดเข้าตะครุบตัวไว้ในฝ่ามือเรียบร้อย

"ไม่เจอโตนุส เจอเจ้าก็ยังดี" เปกัสมองกระต่ายตัวสั่นงันงกในมือ แล้วเดินกลับห้องตัวเอง

"รออยู่นี่นะเจ้ากระต่ายน้อย พรุ่งนี้ข้าจะกินเจ้าเป็นอาหารว่างหลังมื้อเช้า" เปกัสใช้เชือกมัดเท้าทั้งสี่ของกีวี่ แล้วโยนร่างปุกปุยไว้บนที่นอน ก่อนจะลงไปร่วมงานเลี้ยงข้างล่าง





เกเลมออกมาจากห้องพัก เดินลงบันไดมาจนถึงทางแยกพอดี ตั้งท่าจะเดินไปทางซ้าย แต่มีเสียงทักขึ้นเสียก่อน

"ข้าว่าเจ้าต้องไปทางขวา" กานุสเดินลงบันไดตามมา จนถึงจุดที่หญิงสาวยืนอยู่

"เจ้าทำให้ข้าเสียความมั่นใจเป็นครั้งที่สองแล้วนะ" เกเลมหันมามองหน้าชายหนุ่ม

"เจ้าจะเชื่อข้าไหมล่ะ" ทั้งสองมองสบตากันชั่วขณะ

"เชื่อ" เกเลมว่า

"งั้นเจ้าก็โดนหลอก" กานุสยิ้มขำ

"ข้าเริ่มจะเชื่อท่านพ่อแล้วล่ะ ว่าพวกจิ้งจอกร้ายกว่าที่คิดไว้ ครั้งนี้ข้าจะอภัยให้ ถ้าเจ้าหลอกข้าอีก ระวังคอเจ้าไว้ให้ดี" เกเลมแกล้งขู่ด้วยสายตาวาว

"ข้าก็แค่ล้อเล่น ไปกันเถอะ ทุกคนคงกำลังรอเจ้าอยู่" กานุสยิ้มเยือนไม่สนใจคำขู่แล้วยื่นแขนให้หญิงสาวเกาะเดินลงไปด้วยกัน

"เจ้ารู้สึกดีขึ้นมากใช่ไหม หลังจากกินเชอร์รี่สีทองนั่นเข้าไป" เกเลมมองท่าทางกระปรี้กระเปร่าของชายหนุ่ม

"มันเป็นผลไม้วิเศษจริงๆ เหรอ ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน"

"ถ้าเจ้ากินเข้าไปบ่อยๆ อย่าว่าแต่แรดเลย แม้แต่เจ้าอารอนก็ยังต้องยอมสยบให้"

"เหมือนที่เจ้างับคอมันใช่ไหม"

"เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ"

"พี่ข้าอยู่ในสนามประรองวันนั้นด้วย โตนุสกับเปกัสถึงได้กลัวเจ้านักหนา"

"แล้วเจ้าไม่กลัวข้าบ้างหรือไง"

"ดูท่าทาง เจ้าคงไม่ลุกขึ้นมางับคอข้าอย่างไม่มีสาเหตุ สัญชาตญาณบอกข้าว่า เราคงเป็นเพื่อนกันได้"

"ข้าก็คิดว่าต้องมีเพื่อนจิ้งจอกดีๆ ซักตัว เมื่อต้องอยู่ในดงจิ้งจอกเช่นนี้"

"พรุ่งนี้หลังอาหารเช้า เราออกไปหาต้นเชอร์รี่กันดีกว่า เจ้าบอกว่ามันอยู่บนเขาแถวนี้ใช่ไหม"

"อืม แต่เจ้าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาด มันจะเป็นความลับของเราสองคน"

"ตกลง"




"ข้าขอตัวไปหาโตนุส กับ เปกัสทางโน่น เจ้าจะไปด้วยกันไหม" กานุสบอกหญิงสาว เมื่อมาถึงห้องโถง

"ไม่ล่ะ แต่ห้ามบอกพี่ชายเจ้า เรื่องที่ข้ามุดอยู่ใต้ผ้าห่ม"

"สัญญา" กานุสยิ้มขำก่อนเดินผละไป ขณะที่เกเลมแยกไปทักทายโอตุสและมีเรีย



และเมื่อทุกสิ่งดูจะพร้อมสรรพแล้ว โอตุสพร้อมทั้งครอบครัวและเกเลมจึงมารวมตัวกันอยู่ที่เชิงบันไดครึ่งวงกลม เพื่อกล่าวแนะนำและทักทายแขกนับร้อยที่มาร่วมงาน ขั้นตอนต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี จนกระทั่ง

"งานสำคัญเช่นนี้ถึงไม่เชิญ ข้าก็คงต้องเสียมารยาทมาร่วม" เสียงดังกังวานแสดงอำนาจ ดึงความสนใจของแขกเกลื่อไปที่ประตูทางเข้าเป็นจุดเดียวกัน

เสียงฮือฮาดังขึ้นระงม เมื่อทุกคนมองไปที่สิงห์หนุ่มซึ่งเดินวางมาดแหวกผู้คนตรงมาที่เชิงบันได เกเลมลอบถอนหายใจรู้สึกเซ็งกับงานเลี้ยงที่ดูท่าว่าจะสนุก

"ข้าเดินทางมาไกล นอกจากงานเลี้ยงแล้ว ข้าคงต้องรบกวนเรื่องที่พัก" อารอนมองตรงไปที่โอตุสเชิงบังคับ

"ข้ายินดี แต่เกรงว่าที่พักในคืนนี้จะเต็มเสียแล้ว" โอตุสบ่ายเบียงเพราะรู้ว่าอารอนจะเป็นอุปสรรคที่เกินต้านทาน

"ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องรอนแรมกลับไป แต่ไม่รู้ว่าท่านพ่อข้าจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้" อารอนเริ่มข่มขู่

"ข้าไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าบาดแผลที่ใบหน้าเจ้าทำไมหายเร็วนัก" เกเลมมองหน้าอารอนแล้วว่าประชด

"นี่เจ้า!" อารอนมองหญิงสาวด้วยสายตาแค้นเคือง

"ท่านลุง ข้ายินดีจะสละห้องพักให้ ถ้ามันจะทำให้แขกมิได้รับเชิญบางคนสบายใจขึ้น" เกเลมหันไปบอกโอตุส เพราะไม่อยากให้เรื่องลุกลาม

"ถ้าทำเช่นนั้นเห็นจะไม่เหมาะ" โอตุสยังลังเล

"ถ้าท่านลุงเห็นข้าเป็นลูกหลาน ก็ขออย่าได้ปฏิเสธ" เกเลมว่าด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ รู้ว่าห้องพักยังพอมี แต่ถ้ากลับคำตอนนี้เจ้าสิงห์เจ้าเล่ห์คงหาทางเล่นงานได้อีก

"ถ้าเช่นนั้น ก็ตามใจเจ้าเถอะ" โอตุสจำต้องตัดบท



"ข้าคงไม่ได้พลาดอะไรไปใช่ไหมโอตุส" เสียงชายแก่อารมณ์ดีดังขึ้นทางประตูอีกระลอก

"ตาเฒ่าลีเมอร์ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว" โอตุสร้องทักด้วยความยินดี ต้อนรับแขกอาวุโสแห่งผืนป่า ผู้มีศาสตร์แห่งการทำนายทายทักที่แม่นยำที่สุด





"นี่เป็นภาระกิจสุดท้ายของข้าแล้ว ข้าไม่มาไม่ได้หรอก" ลีเมอร์ชราตาโต สีเทาขาว เดินถือไม้เท้า กวัดแกว่งหางยาวสีขาวสลับดำ มาที่เชิงบันได

"วันนี้ข้ามีคำทำนายชุดสุดท้าย ที่จะมาประกาศให้พวกเจ้าได้รับรู้ จะเชื่อก็ดี ไม่เชื่อก็ได้ แต่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้น และไม่มีใครฝืนพรหมลิขิตนี้ไปได้" สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างนิ่งเงียบกันหมด รอฟังว่าคำทำนายนั้นคืออะไร

"อีกไม่เกินสามร้อยราตรี ดวงอาทิตย์จะแผดเผ่าพื้นป่าแห่งนี้ให้ย่อยยับไปกึ่งหนึ่ง พระจันทร์สองดวงจะรวมตัวกัน เปล่งรัศมีท้าทายดวงสุริยะ และจะนำความร่มเย็นกลับคืนมา อาณาจักรจิ้งจอกแห่งนี้จะรุ่งโรจน์เกรียงไกรที่สุดในเหล่าสรรพสัตว์ และเมื่อถึงเวลานั้นต้นเชอร์รี่จะผลิดอกออกผลในโลกใหม่"

เสียงไม่ได้ศัพท์ดังอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง เมื่อต่างคนต่างตีปริศนาในคำพยากรณ์ไปคนละทิศละทาง แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในคำพูดนั้นคืออาณาจักรจิ้งจอกจะยิ่งใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์อื่น

"แล้วเผ่าพันธุ์ของข้าล่ะ" อารอนกระชากเสียงถามลีเมอร์ชราอย่างไม่เกรงใจ

"ข้าได้พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว" ลีเมอร์มองหน้าชายหนุ่มนิ่ง

"เอาล่ะทุกท่าน ขอให้ไปสนุกกันตามอัธยาศัยเถอะนะ" โอตุสรีบเข้าเคลียร์สถานการณ์

"มาตาเฒ่าลีเมอร์ ไม่ได้เจอกันเสียนาน มาดื่มกับข้าทางนี้ดีกว่า"

ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป หาอาหารเครื่องดื่ม ขณะที่ดนตรีเริ่มบรรเลงทำให้บรรยากาศครื้นเครง หากแต่อารอนยังเก็บความสงสัยไว้ในใจ และคิดว่าต้องได้คำตอบก่อนราตรีนี้จะสิ้นสุดลง




"แล้วลูกชายของข้ากับเกเลม.." โอตุสกระซิบถามลีเมอร์ด้วยความสงสัยใคร่รู้

"หนึ่งในนั้น" ลีเมอร์ยิ้มตอบแล้วจิบสุราสบายอารมณ์

"ท่านบอกได้ไหมว่าใคร โตนุส หรือเปกัส"

"ในราตรีนี้ เพียงคนเดียวที่ได้เต้นรำกับนาง เท่านี้ใช่ไหมที่เจ้าอยากจะรู้" ลีเมอร์ลูบหนวดยาว

"ใช่" โอตุสหันไปมองเกเลม และลูกชายทั้งสามที่ยังอยู่กันคนละมุมห้อง

"งั้นข้าก็คงหมดหน้าที่แล้ว" ลีเมอร์เอ่ยเหมือนจะร่ำลา

"เดี๋ยว ท่านบอกว่าเป็นภาระกิจสุดท้าย หมายความว่าอย่างไร" โอตุสเพิ่งนึกเอะใจในคำพูดของตาเฒ่า

"มันถึงเวลาแล้ว แต่คำทำนายจะไม่ดับสูญไปกับตัวข้า ข้ารู้ว่ามีผู้สืบทอดอยู่ในสถานที่แห่งนี้" ลีเมอร์วางถ้วยเหล้าลง

"เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องส่ง" ลีเมอร์บอกโอตุสและมีเรีย ก่อนจะค่อยๆ เดินทอดน่องออกจากงานเลี้ยงไป




โอตุสรีบสั่งให้ลูกๆ ทั้งสามมาพบ แล้วกระซิบมอบภาระกิจด่วนให้ไปปฏิบัติ

"ข้าต้องทำภาระกิจนี้ด้วยเหรอท่านพ่อ" กานุสนึกสงสัย เพราะไม่เคยเห็นโอตุสมีทีท่าใส่ใจในตัวเขา

"ถ้าพี่เจ้าคนใดคนหนึ่งทำสำเร็จ ก็คงไม่ต้องถึงมือเจ้า" โอตุสยังคงมั่นใจในฝีมือลูกทั้งสอง

"เอาล่ะ อนาคตของอาณาจักรเรา ฝากไว้ในมือพวกเจ้าแล้ว"

ทั้งสามเดินผละไปปรึกษากัน ทั้งที่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของบิดา ว่าทำไมการเต้นรำกับเกเลม ถึงเป็นเรื่องสำคัญและจริงจังขนาดนั้น

"พี่เริ่มก่อน ถ้าสำเร็จจะได้ไม่ต้องถึงมือพวกข้า" เปกัสว่า

"งั้นข้าขอไม้สุดท้าย เพราะท่านพ่ออยากให้พี่สองคนลองก่อน" กานุสออกความเห็น

"เฮ้อ..สรุปว่าข้าเป็นพี่ใหญ่ ไม่มีทางเลือก" โตนุสรำพึงกับตัวเอง แล้วมองหาเป้าหมายทันที แต่สายตากลับไปสะดุดลงที่หญิงผิวขาวนวล ที่เขารู้จัก แต่ยังไม่ทันได้ถามชื่อ หากแต่ภาระกิจระดับชาติต้องมาก่อน เขาจึงต้องมองหาเป้าหมายหลักต่อไป




"เกเลม" โตนุสยืนอยู่ด้านหลังหญิงสาวซึ่งกำลังเลือกอาหารและเครื่องดื่ม

"มีอะไร" หญิงสาวหันมองหน้าด้วยแววตาคมดุ

"เออ..เต้นรำกับข้าหน่อยได้ไหม" โตนุสว่าด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ และทำให้อีกฝ่ายจับได้ว่า มิได้มีใจอยากจะขอนางจริงๆ

"ข้ากำลังหิวจนตาลาย และอาจจะกินคู่เต้นลงไปได้ทั้งตัว" เกเลมว่าขู่ด้วยแววตาจริงจัง

"ถ้าเจ้าอิ่มแล้ว..." ชายหนุ่มพยายามจะยื้อต่อ แต่พอเห็นแววตานิ่งๆ ที่มองตอบ

"งั้นเจ้ากินให้อิ่มเถอะนะ ข้าไม่กวนแล้ว" โตนุสเกาหน้าผาก แล้วเดินผละไปทันที รู้สึกสูญเสียความมีเสน่ห์ที่ตนมั่นใจนักหนาไปจนหมดสิ้น

โอตุสแอบมองท่าทีลูกชายด้วยความผิดหวัง

"ใจเย็นๆ น่า ท่านก็รู้ว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว" มีเรียเห็นท่าทีสามีแล้วยิ้มขำ

"ข้ารู้ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ เกิดคนที่นางเต้นรำด้วยคืนนี้ไม่ใช่ลูกเรา" โอตุสยังนั่งไม่ติด




"มองหาข้าอยู่หรือเปล่า" โตนุสยิ้มสดชื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง เมื่อเอ่ยทักกาเรน ซึ่งกำลังมองหาใครบางคนอย่างเอาจริงเอาจังด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ

"ข้ากำลังมองหาเพื่อน" กาเรนว่า

"ผู้หญิง หรือผู้ชาย ให้ข้าช่วยไหม" ชายหนุ่มรีบเสนอตัว

"ผู้หญิง ตัวเล็กกว่าข้านิดหน่อย ตาโตๆ ผิวขาวๆ สวมชุดกระโปรงสีชมพู" กาเรนว่าพลางมองหาไปเรื่อยๆ

"นี่เจ้าบรรยายลักษณะตัวเองอยู่หรือเปล่า" โตนุสกลั้นหัวเราะ

"ข้ากับเพื่อนชอบแต่งตัวคล้ายๆ กัน" หญิงสาวหันมาบอก

"เจ้าชื่ออะไร"

"ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับชื่อข้า"

"ถ้าข้าเจอเพื่อนเจ้า แล้วข้าจะบอกนางยังไงล่ะ"

"กาเรน เพื่อนข้าชื่อ กีวี่"

"ข้าโตนุส เต้นรำกับข้าซักเพลงนะ เจ้าอาจจะเจอเพื่อนเจ้าในนั้นก็ได้" ชายหนุ่มหว่านล้อม

"เจ้าต้องช่วยข้าหาจริงๆ นะ" กาเรนคิดว่าเกาะติดเขาไว้ก็ดี เผื่อจะต้องกลับไปดูที่ระเบียงนั่นอีกที หากว่าไม่พบกีวี่ในงานคืนนี้





"ข้าว่า ไม่ใช่นางไม่อยากจะเต้นรำหรอก แต่นางคงทำอะไรประสาหนุ่มสาวไม่เป็น" เปกัสเอ่ยกับน้องชายหลังจากหน้าหงายกลับมาอีกคน

"งั้นข้าคงไม่ต้องลองแล้วมั้ง" กานุสยิ้มขำ

"เจ้าจะขัดคำสั่งท่านพ่อก็ตามใจ" เปกัสยักไหล่

"เห็นทีจะยาก" กานุสมองสบสายตาโอตุสที่มองมายังตน หลังจากที่พี่ชายทั้งสองพลาดภาระกิจสำคัญไปแล้วทั้งคู่

"โชคดีนะน้องรัก" เปกัสตบไหล่น้องชาย ยิ้มยั่วแล้วเดินผละไปหาเครื่องดื่ม ก่อนจะกลับขึ้นห้องพักไป




"ผลสาลี่นั่นก็อร่อยนะ ข้าลองมาแล้ว" เสียงทักทายดังขึ้นอีกครั้งขณะที่เกเลมยังง่วนอยู่ที่โต๊ะอาหาร

"ข้าไม่ค่อยนิยมกินผักผลไม้เท่าไหร่" เกเลมหันมาเอ่ยกับหญิงร่างท้วม หากแต่มีใบหน้าสวยงามที่ยืนอยู่ข้างๆ

"วิตามินในผลไม้จะทำให้ผิวเจ้าสวย" ซิลเวียว่าพลางหยิบผลแอปเปิ้ลขึ้นมากัด

"เหมือนเจ้ากับข้าใช่ไหม" เกเลมว่าล้อ เพราะสีผิวของทั้งสองมิได้แตกต่างกันเลย

"ข้าซิลเวีย มีโอกาสได้พบเจ้าเสียที" หญิงสาวแนะนำตัว

"เจ้าจะบอกเอง หรือจะให้ข้าทายว่าเจ้ามาจากเผ่าพันธุ์ใด" เกเลมชวนคุยอย่างเป็นมิตร

"ลองดูก็ได้ ความจริงข้าก็มีความสามารถด้านการพิสูจน์มนุษย์ร่างแปลงอยู่เหมือนกัน" ซิลเวียว่าแล้วเดินนำไปหาที่นั่ง

"คุยอะไรกันสาวๆ ให้ข้าร่วมวงด้วยได้ไหม" กานุสเดินเข้ามาทักทาย

"ข้ากำลังจะทายว่าซิลเวียเป็นตัวอะไร" เกเลมหันไปบอก

"ให้ข้าเล่นด้วยนะ" กานุสมองหญิงทั้งสอง

"เอาสิ นี่กานุสลูกชายท่านโอตุส แล้วนี่ซิลเวีย" เกเลมแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

"ข้ามีข้อแม้นิดหน่อย หากข้าชนะเจ้าต้องเต้นรำกับข้า หากข้าแพ้ก็แล้วแต่เจ้า ตกลงไหม" กานุสหันไปบอกเกเลม

"หากเจ้าแพ้ต้องยกห้องของเจ้าให้ข้าคืนนี้" เกเลมยื่นข้อเสนอ

"แล้วถ้าเจ้าสองคนไม่มีใครทายถูกล่ะ" ซิลเวียถามแทรกขึ้นมา

"เจ้าอยากได้อะไร" กานุสถาม

"ผลเชอร์รี่สีทองซักสี่ห้าเมล็ด" ซิลเวียยิ้มยักคิ้ว

กานุสและเกเลมหันมองหน้ากันด้วยความสนเท่ห์

"ข้ารู้ด้วยว่าต้นมันอยู่ที่ใด เพียงแต่ไม่มีปัญญาจะขึ้นไปเก็บเท่านั้น"

"ตกลง แม้ข้าสองคนจะชนะ แต่หากเจ้าบอกตำแหน่งของต้นไม้วิเศษนั่นได้ ข้าจะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ" เกเลมว่า


เกเลมและกานุสมองดูลักษณะ และกลิ่นสัมผัสที่รับได้ เพื่อทายตัวตนที่แท้จริงของซิลเวีย เกเลมใช้เวลาเพียงไม่นานก็ยิ้มกริ่มออกมา เมื่อเริ่มแน่ใจว่าคำตอบคืออะไร ส่วนกานุสก็มั่นใจไม่แพ้กันว่าจมูกของเขายังทำงานได้ดี

"เอาล่ะ ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วพวกเจ้าต้องตอบพร้อมกัน" ซิลเวียมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"หนึ่ง..สอง..สาม"

"แพนด้า" หนุ่มสาวตอบประสานเสียงกันแล้วหัวเราะ

"สมแล้วที่เจ้าทั้งสองจะเป็นมิตรแท้ตลอดกาล ส่วนศัตรูถาวรของพวกเจ้าเดินมาโน่นแล้ว ข้าเห็นต้องขอตัว พรุ่งนี้จะรอเจ้าสองคนที่ชายป่าหลังอาหารเช้า" ซิลเวียว่ายิ้มๆ แล้วเดินผละไป






โอตุสแอบลุ้นจนตัวโก่งเมื่อเห็นอารอนเดินเข้าไปหาเกเลมและกานุส แม้มิได้ยินเสียงสนทนา แต่ความหวังก็เริ่มริบหรี่ลงทุกขณะ เมื่อสิงห์หนุ่มเข้าไปยืนกั้นกลางบดบังลูกชายตนจนมิด แล้วเอื้อนเอ่ยบางอย่างกับหญิงสาว จิ้งจอกเฒ่าหันหลังให้ทันที ขณะที่เกเลมเริ่มเคลื่อนไหวมือขึ้นไปบนไหล่อารอนคล้ายตอบรับ

"ตาเฒ่าลีเมอร์คงแก่จนเพี้ยนไปแล้วจริงๆ" จิ้งจอกผู้พ่อบ่นพึมพำกับตัวเอง ส่วนมีเรียยังคงจับจ้องหนุ่มสาวทั้งสามเงียบๆ ด้วยเชื่อมั่นในรางสังหรณ์ภายในใจอย่างลับๆ แล้วรอยยิ้มก็ระบายขึ้นบนใบหน้านางเสือดาวด้วยความยินดี



เกเลมเลื่อนฝ่ามือขึ้นบนไหล่อารอนแล้วผลักชายหนุ่มออก

"เสียใจด้วยนะ คนที่ข้าอยากจะเต้นรำด้วยในราตรีนี้ มิใช่เจ้า" เกเลมมองอารอนด้วยสายตาเยาะเย้ยสะใจ แล้วคล้องแขนกานุสผละไป



"โอตุส หันกลับมาดูให้เต็มตาท่านสิ" มีเรียเรียกสามีขณะสายตายังจับจ้องอยู่ที่ลูกรัก และหญิงที่มีหน้าตาผิวพรรณกลมกลืนกันราวเทพประทานความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งคู่ ทำให้ดูโดดเด่นท่ามกลางคู่เต้นทั้งหลาย

"เป็นไปได้ยังไง" โอตุสยิ้มกว้างด้วยความยินดีปนประหลาดใจ แล้วเริ่มวางแผนใหม่ทั้งหมด



"เจ้ายอมเต้นรำกับข้า งั้นคืนนี้ข้าคงต้องยอมสละที่นอนให้เจ้าแล้วล่ะ" กานุสว่า

"ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น อันที่จริงข้าก็ไม่ได้ห่วงเรื่องที่นอนหรอกนะ แต่ข้าหมั่นไส้เจ้าบ้านั้นเต็นทน ถ้าให้ข้าสู้กับมันเลย ข้าคงไม่อึดอัดเช่นนี้"

"เจ้าเลยคิดจะยั่วให้มันอกแตกตายงั้นสิ" กานุสว่าล้อ

"อืม หากว่าเจ้าจะร่วมมือด้วย" เกเลมขยับเข้าโอบรอบคอชายหนุ่มแล้วเกยคางไว้บนไหล่ ส่งยิ้มยั่วโทสะอารอนซึ่งกำลังยืนจ้องอยู่ด้วยความแค้นเคืองระคนอับอาย

"เจ้าคงไม่คิดจะลวนลามข้าหรอกนะ" กานุสพูดเขินๆ เพราะไม่เคยใกล้ชิดหญิงใดมาก่อน

"พูดซะข้าเสียหาย ข้าแค่รู้สึกเหมือนได้กอดน้องชายเท่านั้นแหละ"

"เจ้าอยากรู้ไหมว่าข้ารู้สึกยังไง"

"ถ้าเจ้าอยากบอก"

"ข้ารู้สึกเหมือนได้กอดแม่"

"หึ หึ สามี ข้ายังหายากเลย" เกเลมว่าติดอารมณ์ขัน





เปกัสกลับมาถึงห้องพร้อมไวน์กับผลพีชใบโต ลืมไปเสียสนิทว่ามัดกระต่ายโยนไว้บนที่นอน ชายหนุ่มวางผลไม้ไว้บนโต๊ะ แล้วถือขวดไวน์ไปนั่งเล่นที่ขอบระเบียง ชมดวงจันทร์เสี้ยวสว่างบนท้องฟ้าปลอดโปร่งในยามค่ำคืน ก่อนจะครวญเพลงออกมาอย่างสบายอารมณ์





นางกระต่ายน้อยซึ่งถูกมัดไว้แน่นหนานับชั่วโมง เริ่มหมดความอดทนกับความปวดเมื่อย และกลิ่นผลไม้ยั่วยวน นึกว่าจะได้มากินอาหารเลิศรส และชื่นชมความงดงามของปราสาท กลับต้องถูกจับและอยู่ในสภาพหิวโซ และคงต้องเป็นอาหารของเจ้าคนใจร้ายนั่นในวันพรุ่งนี้

"เจ้าคนใจร้าย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ" กีวี่ตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงครวญเพลงของเปกัส

ชายหนุ่มหยุดร้องเพลงชั่วคราว ไม่แน่ใจว่าได้ยินเสียงอะไร

"ข้าจะกลับบ้าน" หญิงสาวในร่างกระต่ายยังคงตะโกนด้วยเสียงแหลมเล็ก

เปกัสเดินกลับเข้ามาในห้อง มองไปจนทั่วบริเวณ แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เจ้าขนปุยสีทอง ที่ดิ้นขลุกขลักอยู่บนที่นอน

"เจ้านี่เอง ข้าเกือบลืมไปแล้ว" ชายหนุ่มกระโดดทิ้งตัวนอนคว่ำลงบนที่นอน

"พูดได้ด้วยเหรอ ไหนพูดกับข้าซิ" เปกัสยื่นหน้าเข้าไปใกล้

"ปล่อยข้า ข้าจะกลับบ้าน" กีวี่สะกดความกลัวแล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ข้าเพิ่งเคยเห็นกระต่ายพูดได้ เสียงเพราะซะด้วย" เปกัสหัวเราะชอบใจ

"ไหนเจ้าหัวเราะให้ข้าฟังหน่อยซิ"

"เจ้าคนบ้า มัดข้าไว้ ยังจะให้ข้าหัวเราะอีก"

"งั้นข้าจะทำให้เจ้าหัวเราะเอง" เปกัสนึกสนุก คล้ายเชือกที่ผูกขาหน้าทั้งสองออก

"เจ้าจะทำอะไร" กีวี่ชักใจคอไม่ดี

"ก็ทำให้เจ้าหัวเราะไงล่ะ" เปกัสแยกขาหน้าของเจ้ากระต่ายออก แล้วใช้ปลายนิ้วทั้งห้าจักจี้ไปทั่วบริเวณท้อง

"เจ้าคนบ้า เจ้าคนลามก หยุดเดี๋ยวนี้นะ" กีวี่ด่าไป หัวเราะไปด้วยอาการจักจี้ ส่วนเปกัสยิ่งขำหนักเมื่อเห็นกระต่ายหัวเราะได้

"ฮือ ฮือ ท่านพ่อท่านแม่ช่วยข้าด้วย ข้าหิว ข้าไม่น่ามาที่นี่เลย" กีวี่เริ่มร้องไห้เมื่อเปกัสหยุดแกล้ง พอเห็นกระต่ายร้องไห้ได้ ชายหนุ่มกลับยิ้มไม่ออก รู้สึกว่าคงจะเล่นหนักมือไปหน่อย

"เอานี่ กินซะ" เปกัสคล้ายเชือกที่มัดขาออกแล้วอุ้มกระต่ายไปที่โต๊ะซึ่งมีผลไม้วางอยู่

กีวี่กินผลพีชจนเหลือแต่เมล็ด รู้สึกอิ่มจนพุงกาง ก่อนจะหันไปบอกคนที่นั่งมองอยู่

"พาข้าไปส่งที่ประตูหน่อยได้ไหม ข้าจะกลับบ้าน"

"แล้วเจ้าเข้ามาได้ยังไง"

"ข้าปีนขึ้นมาทางระเบียง"

"ฮ่าๆๆ ข้าเพิ่งรู้ว่ากระต่ายปีนกำแพงได้ด้วย"

"มีอะไรน่าขำ"

"เอาเป็นว่าถ้าเจ้ามีปัญญาก็ไปเองละกัน ข้าไม่ได้พาเจ้ามา ก็ไม่คิดจะพาเจ้ากลับ นี่ก็มืดแล้ว ถ้าเจ้าออกไปตอนนี้ ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลย ว่าเจ้าไม่มีทางถึงบ้าน"

เปกัสว่าแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนที่นอนอีกครั้ง กีวี่เห็นจริงอย่างที่เขาพูด เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่สัตว์ใหญ่หากิน หากตนออกไปตอนนี้คงไม่มีโอกาสรอด

หญิงสาวกระโดดลงจากโต๊ะแล้ววิ่งไปอยู่ในส่วนของห้องรับแขก กลายร่างเป็นมนุษย์แล้วเอนตัวลงนอนบนโซฟายาวหน้าเตาไฟ ใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร แล้วตอนนี้กาเรนอยู่ที่ไหน กีวี่คิดวนเวียนจนผล็อยหลับไปในที่สุด





"ข้าจะมีโอกาสได้พบเจ้าอีกไหม" โตนุสพากาเรนกลับมาที่ๆ พบนาง

"ถ้าข้าหาเพื่อนไม่พบ ข้าต้องกลับมาอีกแน่" กาเรนมองสบตาชายหนุ่ม คิดว่าเขาเป็นคนดีทีเดียว

"งั้นข้าจะภาวนาให้เจ้าหาไม่พบ" โตนุสยิ้มกว้าง

"นี่" กาเรนทุบอกคนตรงหน้า ที่เขาพูดเช่นนี้ ในขณะที่นางกำลังรู้สึกหวั่นหวาดว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับเพื่อนรัก

"ข้าล้อเล่นน่า ข้าแค่อยากจะพบเจ้าอีก" โตนุสรวบเอวเล็กไว้ในอ้อมแขน และนั่นทำให้กาเรนชักไม่แน่ใจเรื่องที่คิดว่าเขาเป็นคนดี

"พรุ่งนี้เจ้าไปพบข้าที่ริมบึงได้ไหม หากว่าข้าหาเพื่อนไม่พบ ข้าคิดว่านางอาจจะยังติดอยู่ที่นี่ ข้าคงต้องขอให้เจ้าช่วยพากลับมา"

"หลังอาหารเช้า ข้าจะไปรอเจ้าที่นั่น"

"ข้าต้องไปแล้ว"

"ไม่คิดจะขอบคุณข้าล่วงหน้าซักหน่อยเหรอ"

"หลับตาก่อน"

กาเรนกลายร่างเป็นหนูแฮมส์เตอร์ตัวจิ๋วแล้วกระโดดเกาะเถาวัลย์หายไปในความมืด ขณะที่โตนุสเฝ้ามองไปยังอากาศ คิดว่านางคงบินไปแล้ว

"อย่าลืมสัญญาพรุ่งนี้" โตนุสร้องบอก รู้ว่านางคงได้ยิน หากแต่ไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใดแล้วในตอนนี้





เมื่อถึงเวลางานเลี้ยงเลิกรา แขกเกลื่อต่างถยอยกันกล่าวอำลาเจ้าเรือน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับถิ่นพำนักของตน

"เจ้าบอกว่าจะสละห้องพักให้ข้า ช่วยนำทางข้าไปหน่อยได้ไหม" อารอนยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เกเลม

"ไปด้วยกันนะกานุส เพราะข้าต้องไปนอนห้องเจ้าคืนนี้" เกเลมแกล้งพูดและส่งสายตาเป็นนัย และนั่นไม่เพียงแต่อารอน แม้กระทั่งโอตุสและมีเรียก็ถึงกับฉงนไปด้วย ไม่คิดว่าลูกชายจะทำงานสัมฤทธิ์ผลรวดเร็วถึงเพียงนี้

"นี่เจ้าสองคน" โอตุสดึงแขนกานุสไว้ แล้วกระซิบถาม

"ไม่มีอะไรหรอกท่านพ่อ ก็แค่นางยอมเต้นรำกับข้า ข้าก็ยกห้องพักให้นาง" ชายหนุ่มยิ้มขำแล้วเดินตามเกเลมและอารอนไป


"เอาล่ะ ถึงแล้ว หวังว่าเจ้าคงนอนหลับ" เกเลมว่าเมื่อทั้งสามมาหยุดอยู่หน้าห้อง

"ข้าหลับสบายทุกคืนอยู่แล้ว เสียดายแต่ไม่มีเจ้านอนแนบข้าง" อารอนลวนลามด้วยสายตาและคำพูด

"ไม่รู้ว่ารอจนดินกลบหน้า เจ้าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่" เกเลมตอบกลับนิ่มๆ จนกานุสแอบยิ้มสะใจ ที่นางเอาคืนได้ทันควัน

"ไปกันเถอะเกเลม อย่ารบกวนแขกของเราเลย" กานุสว่าผสมโรง แล้วจูงมือหญิงสาวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตที่มองตามอย่างไม่ลดละ

"อย่าหวังเลยว่าจะได้ครองสุขกัน ข้าจะรอวันที่เจ้ามาสยบแทบฝ่าเท้าข้า" อารอนพูดกระแทกเสียง ก่อนจะปิดประตูลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

เกเลมหันกลับ พยายามข่มโทสะกับปฏิกิริยาไร้มารยาทของสิงห์หนุ่มบ้าอำนาจ พลางบีบมือกานุสไว้แน่นอย่างลืมตัว

"ช่างมันเถอะเกเลม ดึกแล้ว เจ้าเอาเรื่องกับคนพาล คนอื่นก็จะพาลไม่ได้นอนไปด้วย" กานุสเตือนสติ

"ก็เพราะห่วงคนอื่นน่ะสิ ไม่งั้นข้าฆ่ามันไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว" เกเลมว่าด้วยดวงตาลุกวาว

"แค่เจ้าคิด นิ้วข้าก็จะหักแล้ว" กานุสร้องประท้วง เกเลมจึงรีบปล่อยมือออก

"ข้าขอโทษ ข้าลืมตัวไปหน่อย"

"ข้าชักไม่แน่ใจ ว่าอยู่ใกล้เจ้า หรือเจ้าอารอน จะอันตรายน้อยกว่ากัน" กานุสว่าแล้วหัวเราะ

"แล้วเจ้าจะได้รู้" เกเลมยิ้มขำ




"ข้าขอเข้าไปเก็บของใช้ส่วนตัวก่อนได้ไหม" กานุสว่าเมื่อทั้งสองเดินมาถึงหน้าห้องพัก

"เจ้าจะนอนที่นี่เลยก็ได้ ไม่มีใครทำอะไรข้าได้หรอก หากข้าไม่ยอม" เกเลมพูดออกไปตรงๆ มิได้เขินอายหรือมีมารยาหญิงเลยแม้แต่น้อย

"คือ ข้าห่วงความปลอดภัยตัวเองมากกว่า" กานุสว่าแล้วกลั้นหัวเราะ

"อืม ข้าก็ลืมนึกถึงข้อนั้นไป" เกเลมรับมุข

"เจ้าพักให้สบายเถอะ ข้าคงไปนอนห้องโตนุสหรือเปกัส"

"ก็แล้วแต่เจ้า ยังไงข้าก็ต้องขอบคุณน้ำใจ ที่เจ้าสละห้องให้ข้า"

"นั่น! เจ้าอารอน" เกเลมรีบวิ่งไปที่ระเบียง เมื่อสายตาจับไปเห็นศัตรูซึ่งเพิ่งแยกจากกัน กระโดดลงทางระเบียงห้อง และสังหรณ์ว่ามันต้องมีแผนการร้ายอะไรเป็นแน่

"ข้าจะตามมันไป" เกเลมกลายร่างเป็นนางเสือแล้วกระโจนออกไปทันที

"รอข้าด้วย" กานุสในร่างหมาป่าทะยานตามไป ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทันหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้ แต่จิตใจกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย



"มันมาทำอะไรที่นี่" กานุสกระซิบถาม เมื่อตามมาทันและหมอบอยู่ข้างๆ เกเลม หน้ากระท่อมเล็กๆ แห่งหนึ่ง

แล้วทั้งสองก็พอจะเดาเรื่องได้ เมื่อเห็นร่างเจ้าของบ้านเดินออกมา ตาเฒ่าลีเมอร์นั่นเอง

"มาแล้วเหรอ" ชายชรามิได้แสดงท่าทีตกใจซักนิด ที่เห็นร่างใหญ่ยักษ์ของเจ้าสิงโต

"เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องมา หากเจ้ายังไม่ไขข้อสงสัยของข้า" อารอนเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทางข่มขู่

"เฮ้อ..เวรกรรม ข้าพูดกระจ่างหมดแล้ว มีเพียงพวกเบาปัญญาเท่านั้นที่จะไม่เข้าใจ" ตาเฒ่าลูบหนวดแล้วส่วยหน้าไปมา

"ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ เจ้าหมายถึงภัยพิบัติจะทำลายป่านี้ แล้วดวงจันทร์สองดวงน่ะมันมีที่ไหน เจ้าหลอกได้แต่เด็กอมมือเท่านั้นแหละ"

"แล้วที่เจ้าตามข้ามาถึงนี่ มิใช่เชื่อในคำทำนายหรอกรึ"

"ข้าเพียงต้องการรู้ว่า เผ่าพันธุ์ของข้าจะเป็นอย่างไร ใยเจ้าต้องยกยอเหล่าจิ้งจอกอ่อนแอพวกนั้น"

"นั่นมันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเจ้า ความเป็นจริงอาจขัดแย้งกัน"

"ถ้าเจ้ายังคิดจะเล่นลิ้นต่อไป บอกได้เลยว่าความอดทนของข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว"

"เผ่าพันธุ์ของเจ้าจะต้องพบกับความย่อยยับอัปราชัย ด้วยน้ำมือของเจ้าผู้ซึ่งจะนำพาความอัปยศมาสู่วงศ์ตระกูลอย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน"

เมื่อสิ้นสุดคำทำนาย ความอดทนของอารอนก็ถึงขีดสุดแล้วเช่นกัน สิงห์หนุ่มตรงเข้าตะปบลีเมอร์ด้วยอุ้งเท้า ในขณะที่เกเลมทะยานออกมาจากที่ซุ่มตรงเข้ากระแทกลำตัวอารอนจนกระเด็น เกเลมหันไปหาลีเมอร์โดยไม่ทันระวังตัว อารอนกระโจนเข้าใส่ หากแต่กานุสกระโดดเข้ากัดที่ลำคอสิงห์หนุ่ม จนมันกลิ้งลงพื้นก่อนถึงตัวเกเลม สิงห์หนุ่มตะปบเท้าเข้าที่ลำตัวจิ้งจอกจนกระเด็นออกไป

นางเสือสาวบันดาลโทสะจ้องมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงเป็นประกาย คำรามด้วยเสียงดังก้องไปทั่วป่าอันมืดมิด อารอนเดินถอยหลัง รู้สึกกลัวขึ้นมา มันหันหลังแล้ววิ่งจากไปทันที เกเลมตั้งท่าจะไล่ล่ามัน แต่กานุสเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

"ดูอาการลีเมอร์ก่อนเถอะ ตามมันไปก็ไม่มีประโยชน์" กานุสว่าด้วยอาการจุกไปทั่วช่องท้อง

"เจ้าเป็นยังไงบ้าง" เกเลมกลายร่างแล้วตรงเข้าประคองชายหนุ่ม

"ข้าไม่เป็นอะไร ไปดูลีเมอร์เถอะ" กานุสว่าพลางเอามือกุมท้องไว้

"เจ้าทั้งสองต้องดูแลกันและกันให้ดี มีแต่เจ้าสองคนเท่านั้น ที่จะนำสันติสุขกลับมาสู่ป่าแห่งนี้ เจ้าสิงโตนั่นจะไม่หยุดแค่นี้แน่ เจ้าต้องร่วมมือกัน เอาชนะมันให้ได้"

และนั่นคือคำบอกกล่าวสุดท้ายของเฒ่าพยากรณ์ลีเมอร์ก่อนจะสิ้นลมไปในที่สุด



ทั้งสองช่วยกันขุดหลุมฝั่งลีเมอร์ แล้วมุ่งหน้ากลับปราสาท กานุสเริ่มอ่อนแรงด้วยอาการบาดเจ็บหลังจากเดินมาได้เพียงครึ่งทาง

"ขึ้นมาเกาะบนหลังข้าเถอะ เจ้าเดินไม่ไหวแล้วข้ารู้" เกเลมหันมองจิ้งจอกหนุ่มที่เดินจนลิ้นห้อย

"เจ้าจะแบกข้าไหวเหรอ"

"เจ้าคงไม่รู้ว่าพูดอยู่กับใคร"

เกเลมหมอบลงเพื่อให้กานุสขึ้นไปนอนเกาะอยู่บนหลัง แล้วออกวิ่งไปอย่างสบายๆ จนมาถึงปราสาท

"เจ้าปีนขึ้นไปไหวไหม" เกเลมหันมาถามเมื่อทั้งสองมาถึงกำแพงที่จะใช้ไต่กลับไปทางระเบียง

"ไหว ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว" กานุสว่า



"ข้าจะดูแผลให้" เกเลมบอกชายหนุ่มซึ่งนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างหมดสภาพทันทีที่ขึ้นมาถึงห้องพัก

"เจ้าจะทำอะไรก็ทำเถอะ ข้าไม่ไหวแล้ว" กานุสพูดไปหอบไป

"ดูเจ้าสิ แค่นี้ก็เหนื่อยจนลิ้นห้อย เจ้าควรจะออกกำลังกายบ้างนะ"

"ปกติข้าก็ป่วยอาทิตย์ละสามวัน คืนนี้ข้าออกกำลังกายมากที่สุดในชีวิตแล้ว เจ้ารู้ไหม"

"งั้นเจ้าคงไปเก็บผลเชอร์รี่ไม่ไหวแล้วล่ะ นอนรออยู่ที่บ้านดีกว่านะ ข้าจะไปกับซิลเวียเอง" เกเลมวางอ่างน้ำลง แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามใบหน้าและลำคอชายหนุ่ม

"ข้าอยากไปด้วยจริงๆ พรุ่งนี้ข้าก็หายแล้ว" กานุสพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

"ให้ข้าดูแผลเจ้าก่อนดีกว่า" เกเลมปลดกระดุมเสื้อชายหนุ่มออก พบรอยแดงช้ำซึ่งเริ่มจะเป็นสีเขียวบริเวณเอวไปถึงแผ่นหลัง หญิงสาวลองใช้นิ้วกดดูเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือน

"โอ๊ยย!!" กานุสร้องออกมาทันที

"โทษที สีผิวเจ้ามันอำพรางน่ะ ข้าก็เลยไม่แน่ใจว่าเจ้าเจ็บตรงไหนบ้าง" เกเลมแกล้งว่าล้อแล้วหัวเราะ

"อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน" กานุสมองตาเขียว

"ที่นี่มีน้ำมันสำหรับนวดไหม" เกเลมมองไปรอบๆ ห้อง

"อยู่ในตู้ใบนั้น" กานุสชี้นิ้วไปที่ตู้ติดผนัง เกเลมเดินตรงไปเปิดออกดู

"นี่เจ้าเอาไว้ใช้เอง หรือเอาไว้ขาย ทำไมมันมากมายขนาดนี้" เกเลมพูดไปกลั้นหัวเราะไป

"ห้องข้ามียาทุกชนิด อีกหน่อยถ้าข้าแข็งแรง ข้าจะเปิดร้านขาย" กานุสว่าแล้วหัวเราะขึ้นมาบ้าง แล้วต้องรีบยกมือขึ้นกุมท้อง เพราะยิ่งหัวเราะก็ยิ่งเจ็บแผล

เกเลมเลือกหยิบน้ำมันสำหรับนวดแก้อาการฟกช้ำ และเหล้าไวน์ที่วางอยู่บนโต๊ะมา

"เจ้าจะดื่มฉลองที่ข้าบาดเจ็บใช่ไหม" กานุสแกล้งแหย่

"จะให้เจ้าดื่มต่างหาก ไม่งั้นคืนนี้เจ้านอนไม่หลับแน่" เกเลมใช่ฟันดึงจุกออก แล้วประคองชายหนุ่มขึ้น ริมไวน์จากขวดใส่ปาก

"ข้าไม่ไหวแล้ว" กานุสดันปากขวดออก

"เจ้านี่คออ่อนชะมัด" เกเลมวางขวดไว้ที่พื้น ก่อนจะเริ่มนวดน้ำมันระเหยที่มีกลิ่นหอม และออกฤทธิ์แสบร้อนให้

"สบายจังเลย" กานุสพลิกตัวนอนคว่ำกอดหมอน ด้วยจังหวะนวดสบายตัว และฤทฺธิ์ไวน์ ทำให้ชายหนุ่มเคลิ้มหลับไป

เกเลมกอดอกพิงพนักเตียงนั่งเหยียดขาในท่าสบาย เฝ้าชายหนุ่มอยู่อย่างนั้น เพราะคิดว่าเจ้าอารอนอาจย้อนกลับมาในค่ำคืนนี้ ขณะที่กำลังนั่งใช้ความคิดเกี่ยวกับคำทำนายและคำพูดสุดท้ายของชายชราเพลินๆ

"ท่านแม่..." กานุสละเมอแล้วพลิกกายกลับมา วางศีรษะไว้บนตักหญิงสาว

"รู้สึกเจ้าจะอยากยัดเยียดบทนี้ให้ข้าจริงนะ" เกเลมยิ้มขำพูดกับคนที่ยังหลับอยู่ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายให้ แล้วลูบผมชายหนุ่มเล่น ก่อนจะเริ่มจมอยู่กับความคิดของตนต่อไป
















 

Create Date : 25 เมษายน 2554    
Last Update : 30 มกราคม 2555 18:24:52 น.
Counter : 583 Pageviews.  

1  2  

Kim-Ha
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จิ้นกระจาย ^^


Smileymissmynovel@gmail.com






Friends' blogs
[Add Kim-Ha's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.