Group Blog
 
All blogs
 

My Love ตอนที่ 8


ชมดาวนั่งคอยอยู่ด้วยใจจดจ่อ และดูเหมือนเมฆาจะหายไปนานมาก เสื้อผ้าที่ตากไว้ตรงหน้าต่างเริ่มแห้ง ทำให้ใจคนคอยเริ่มกระสับกระส่ายไปด้วย หญิงสาวตัดสินใจแต่งตัวแล้วลงไปรอข้างล่าง พลางคิดปลอบตัวเองว่าอีกเดี๋ยวเขาก็คงกลับ

หากแต่รอแล้วรอเล่าจนบ่ายคล้อยก็ยังไม่เห็นแม้เงา ท้องฟ้าจากที่เคยปลอดโปร่งร้อนระอุ กลับปกคลุมไปด้วยเมฆฝนพายุฤดูร้อน น้ำตาอุ่นๆ เริ่มไหลรินลงอาบแก้ม เมื่อตระหนักว่าเขาคงไม่ได้คิดจะยกบ้านหลังนี้ให้เธอหลังจากเลิกร้างกันไป แต่คงคิดจะขังเธออยู่ที่นี่ นับแต่วินาทีที่เขาจากไป

หน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย ส่วนประตูก็ล็อคไว้จากด้านนอก ชมดาวพยายามผลักหลายครั้ง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ หญิงสาวเริ่มหมดหวังเมื่อได้ยินเสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างแรง พร้อมกับเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าติดๆ กันหลายครั้ง 

"คนใจร้าย! ทำไมต้องทำกับฉันอย่างนี้!!" ร่างบางทรุดลงตรงหน้าประตู ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ที่เธอไว้ใจเขา แล้วก็ถูกลวงเป็นครั้งที่สองภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

หญิงสาวกลับไปนั่งบนเก้าอี้นอนทำจากไม้ ตั้งอยู่กลางเรือน ไม่รับรู้ว่าเวลาเคลื่อนผ่านไปนานเท่าไร รอบกายรายล้อมด้วยความมืดแผ่ขยายจนทุกอย่างอยู่ในเงาสลัว แต่ถึงตอนนี้เธอคงไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ความสิ้นหวังเข้าประดังในหัวใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้เลือดเย็นเช่นนี้ สิ่งที่เขาแสดงออกต่อเธอเมื่อตอนเช้า ก็คงไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาอย่างที่มีความหมายกับเธอ คิดพลางรู้สึกว่าตนเองยังอ่อนต่อโลกใบนี้มาก ราวถูกหักหลังจากคนที่เธอ...  เขาไม่มีค่าสำหรับคำนั้นหรอก คิดแล้วน้ำตาก็ร่วงลงมาอีก





หญิงสาวหันมองไปทางประตูเมื่อได้ยินเสียงแม่กุญแจกระทบกลอนเป็นระยะๆ ไม่รู้ว่าฝนหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หัวใจหดหู่เริ่มมีความหวังขึ้นมาทีละนิด ครั้นบานประตูเปิดออก เงาร่างชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับทำให้ชีพจรเต้นแรงด้วยความกลัวขึ้นมาจับใจ เพราะรู้แน่ว่าไม่ใช่คนที่เธอกำลังคอยด้วยความหวังริบหรี

แสงไฟฉายเริ่มส่องสว่างกวาดไปทั่ว ชมดาวหมอบร่างลงอัตโนมัติ ปิดปากตัวเองไว้สนิท เพราะเกรงอีกฝ่ายจะได้ยิน เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาทุกที แล้วก็เบี่ยงไปทางบันได หญิงสาวเหลือบมองไปที่ประตู คิดว่าถ้าร่างนั้นขึ้นชั้นบน เธอต้องรีบตรงไปยังทางออก มือเอื้อมไปกุมข้อเท้าที่ยังเจ็บอยู่ หากแต่ช่วงเวลาเช่นนี้คงต้องเอาชีวิตไว้ก่อน เพราะเธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ และคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่า คนใจร้ายอาจส่งเขามาฆ่าเธอ แล้วฝั่งไว้ที่นี่เสร็จสรรพ นาทีนี้เธอคงไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ 

แล้วจังหวะนั้นก็มาถึง หญิงสาวรีบเดินกะเผลกตรงไปที่ประตู สายตาพลางจับจ้องไปที่แสงไฟวูบวาบบริเวณชั้นบน เท้าจึงไปสะดุดธรณีย์เข้า เสียงหกล้มทำให้คนข้างบน รีบตรงกลับมาที่บันได แล้วก้าวเร็วๆ ตรงมาที่เธอทันที ชมดาวตกใจจนลุกไม่ขึ้น

"ภัส!" เสียงเรียกไม่คุ้นหูดังมาตามแสงไฟ ยิ่งทำให้เธอตื่นกลัวขาดสติ ความคิดเตลิดเปิดเปิงไปว่าเขาจะมาทำร้ายเธอท่าเดียว

"กรี๊ดดดดดด!! ไอ้บ้า...ไอ้บ้า!! ไปให้พ้นนะ" มือปัดป่ายตบตีชนิดสู้ตาย ทำเอาอีกฝ่ายผงะถอย

"ผมเอง! วีรัส" ชายหนุ่มตะโกนแข่งกับเสียงโวยวายขาดสติของหญิงสาว

"คุณวี.." ชมดาวหยุดชะงักเมื่อได้ยินชัดเจน หอบหายใจ เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วถอนหายใจแรงรู้สึกราวหัวใจจะวาย

"ไม่เป็นไรใช่ไหม?" วีรัสเข้าประคองร่างบางให้ลุกยืน

"คุณมาได้ยังไงคะ แล้วคุณเมฆล่ะ"

"เมฆประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล เขาให้ผมมารับคุณ"

"คุณเมฆ!... เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ"

"ก็สลบไปหลายชั่วโมง หัวแตก กระดูกขาร้าว..."

"รีบไปเถอะค่ะ" ชมดาวกะเผลกเร็วๆ ตรงไปรอที่รถ ชนิดลืมว่าเท้าเจ็บไปเลย



วีรัสพาชมดาวมาส่งถึงห้องพักพิเศษภายในโรงพยาบาล แล้วขอตัวไปจัดการเรื่องที่จะนำเมฆากลับไปรักษาต่อที่กรุงเทพในวันพรุ่งนี้

"เจ็บมากไหมคะ คุณเมฆ" หญิงสาวถามน้ำตาคลอ เมื่อเห็นใบหน้าซีดๆ มีผ้าพันรอบศีรษะและที่ขา นึกสงสารเขามากกว่าที่เห็นตัวเองนอนเจ็บอยู่ในห้องไอซียูเสียอีก

"แค่ร้าวน่ะ ไม่ถึงกับหักหรอก" เมฆายังยิ้มได้ แม้เสียงจะฟังอ่อนเพลียอยู่มาก

"ดีแล้วล่ะค่ะ" ชมดาวว่าแล้วน้ำตาร่วง

"ภัสคงคิดว่าถูกผมทิ้งอีกแล้วใช่ไหม" ฝ่ามือเรียวยาวเอื้อมมาแนบที่ข้างแก้ม หญิงสาวยิ้มพยักหน้า  ความคิดและอารมณ์ต่างๆ ในชั่วโมงก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปหมดสิ้น เมื่อเห็นเขาอยู่ตรงนี้ ...ในสภาพนี้

"ฉันคิดว่าคุณจะไม่กลับมา.. ในบ้านมันมืดแล้วก็น่ากลัวมาก" ชมดาวสารภาพ พลางกุมมือและลำแขนเขาไว้

"อีกหน่อยคุณจะอยู่บ้านนั้นคนเดียวได้ยังไง แค่นี้ก็กลัวแล้ว" เมฆาว่าล้อ

"ต่อไปฉันคงจะปรับตัวได้เองมั้งคะ" หญิงสาวว่าพลางเช็ดน้ำตาออก

"เท้าคุณเป็นไงบ้าง"

"ยังปวดอยู่เลยค่ะ"

"งั้นคุณไปอาบน้ำก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยให้พยาบาลช่วยดูให้ เสื้อผ้าคุณผมให้อนงค์ ช่วยจัดมาแล้ว" เมฆาชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่บนโซฟา

"ตายจริง! แล้วชมพู่ล่ะคะ?" ชมดาวนึกขึ้นมาได้

"ผมให้มดไปรับแล้วล่ะ คุณแม่คุณไปอยู่เป็นเพื่อนที่บ้านด้วย คุณควรจะโทรหาท่านสักหน่อยนะ ป่านนี้คงเป็นห่วงแย่แล้ว"

"เออ ก็ได้ค่ะ" หญิงสาวรับโทรศัพท์มาแล้วมองสงสัยว่าทำไมไม่มีปุ่มอะไรเลย แล้วเธอควรจะกดตรงไหน เบอร์อะไรก็ไม่รู้

"อย่าบอกนะ คุณลืมวิธีใช้โทรศัพท์อีก" เมฆาว่าอย่างรู้ทันแล้วหัวเราะจนเจ็บแผล

"ช่วยต่อให้หน่อยสิคะ" ชมดาวยิ้มเขินแล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้

"กดตรงนี้ก่อนนะ"....

"............"

"............"



หลังย้ายจากโรงพยาบาลที่อยุธยามาอยู่ที่กรุงเทพ ชมดาวถึงได้รู้ว่าเมฆาป๊อปขนาดไหน โดยเฉพาะกับบรรดาสาวๆ ที่ผลัดเวียนเปลี่ยนหน้ามาเยี่ยมกันไม่ได้ขาดสาย พวกเธอคงรู้ว่าเขากำลังจะเป็นโสดอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่นั่งเงียบ ทำเป็นไม่ใส่ใจ เพราะรู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปแสดงอาการหึงหวง แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่อีกหน่อยก็คงไม่ใช่ เขาควรมีโอกาสได้เลือกคนที่คิดว่าดีกว่า

เมฆารู้สึกว่าภัสสรเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งที่เคยแสดงอาการหึงหวงออกนอกหน้าจนทำให้เขารู้สึกอึดอัดทุกครั้ง มาคราวนี้เธอกลับไม่ส่ออาการใดๆ เลย และนั่นทำให้เขาอยากเป็นฝ่ายยั่วยุเธอเสียเอง

"พอคุณให้คนโทรไปบอก ฟ้าก็รีบบินมาจากเชียงใหม่เลยนะคะ" สีฟ้า ลูกสาวเจ้าพ่อธุรกิจค้าไม้ทางภาคเหนือ ว่าด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

"ใครครับที่โทรไป?" เมฆาถามสงสัย

"ปราง พี่เลี้ยงน้องชมพู่ไงคะ"

"อ้อครับ ผมลืมไป" ชายหนุ่มยิ้มตอบทั้งที่นึกด่าความสาระแน เยอะขึ้นทุกวันของแม่พี่เลี้ยงสาว

'นี่ขนาดให้คนส่งข่าวไปเลยเหรอ' ชมดาวแอบคิดว่าคนนี้คงมีภาษีดีกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้า ผิวพรรณ หรือชาติตระกูล แต่ดูๆ แล้วก็ยังสวยสู้ตนไม่ได้อยู่ดี

"คุณฟ้าไม่น่าลำบากเพราะผมเลยนะครับ อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว"

"สำหรับคุณแล้ว ไม่มีคำว่าลำบากหรอกค่ะ ต่อให้อยู่ไกลถึงเมืองนอก ก็ต้องมาให้ได้ค่ะ"

"ขนาดนั้นเลยเหรอครับ" เมฆาว่าแล้วหัวเราะ

"ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมฆกับฟ้า ก็ต้องอยู่คู่กันเสมอ จริงไหมคะ" หญิงสาวกระซิบแล้วยิ้มเขิน แม้กระนั้นคนที่นั่งอยู่ห่างๆ ก็ยังแอบได้ยินอีก

ชมดาวรู้สึกเลี่ยนขึ้นมาเสียเฉยๆ คิดว่าจะปลีกตัวออกไปเงียบๆ จะได้หวานกันให้น้ำตาลขึ้น เผื่อหมอจะให้อยู่ต่ออีกหลายวัน

"ภัส นั่นคุณจะไปไหน?" เมฆาตาไวใช่เล่น นึกว่าเขาไม่รู้ว่าเธอนั่งอยู่แถวนั้นเสียอีก

"ฉันจะไปเยี่ยมดาวค่ะ" หญิงสาวขอตัวไปเยี่ยมดูอาการตัวเองเสียดีกว่านั่งฟังเขาจีบกัน

'ไม่หึงไม่พอ นี่ภัสสรถึงกับไม่สนใจเขาเลยเหรอ' เมฆาคิดพลางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างมีสาเหตุ




ชมดาวนั่งมองร่างตนเองที่กำลังหลับใหล คิดว่าจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้เห็นตัวเองชัดเจนเช่นนี้ ใบหน้าแน่นิ่งเริ่มดูมีสีเลือดขึ้น คล้ายคนนอนหลับเสียมากกว่าจะเป็นคนป่วย ร่องรอยบาดแผลดูจางลง พลางนึกสงสัยว่าถ้าเธอคนนี้ฟื้นขึ้นมา... ในเมื่อตัวเธออยู่นี่ แล้วใครที่จะอยู่ในร่างนั้น 

หญิงสาวเอื้อมไปกุมมือผอมบาง บีบกระชับเบาๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการตอบสนอง มาคิดอีกที นี่อาจเป็นเพียงกายไร้วิญญาณ และอาจหลับอยู่เช่นนี้ไปตลอดกาล

"ถ้าคนไข้ได้ยินหรือได้สัมผัสอะไรที่คุ้นเคย อาจจะทำให้มีการตอบสนองเร็วขึ้นนะครับ" เสียงชายหนุ่มดังขึ้น ชมดาวจึงหันไปมอง

"สวัสดีค่ะ คุณหมอ" หญิงสาวเดาได้ทันทีจากการแต่งตัวของเขา

"ผมก้องเกียรติครับ ดูแลเรื่องกายภาพบำบัด ไม่ทราบคุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่า" หมอหนุ่มทักถามอย่างเป็นมิตร

"เปล่าค่ะ คือ.. ฉันเป็นคนทำให้เธอเป็นอย่างนี้"

"คุณคงรู้สึกผิด" หมอหนุ่มมองด้วยแววตาเห็นใจ

"ค่ะ"

"เวลาคนไข้นอนนานๆ จะเกิดแผลกดทับนะครับ เราต้องคอยช่วยเขาขยับ..." เขาอธิบายไปเรื่อยๆ ถึงวิธีทำกายภาพแบบง่ายๆ ซึ่งหญิงสาวก็รับฟังอย่างตั้งใจ พลางคิดว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจและอัธยาศัยดีทีเดียว




"สวัสดีครับ" เสียงทักดังมาพร้อมการปรากฏกายของหมอหนุ่ม การสนทนาระหว่างเมฆาและสีฟ้าจึงมีอันสะดุดลง และนั่นทำให้คนป่วยรู้สึกโล่งขึ้น เพราะอยากพักผ่อนเต็มที

"รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ"

"ปวดหัวนิดหน่อยครับ แล้วก็ยอกไปทั้งตัว"

"เดี๋ยวหมอจะให้ยาแก้ปวด วันนี้คงต้องนอนพักอีกสักวัน"

"แล้วเมื่อไหร่ผมจะลุกเดินได้ล่ะครับ"

"คงเป็นพรุ่งนี้ คุณจะได้ทำกายภาพ และฝึกเดินด้วยไม้ค้ำยัน"

"โทษนะครับ คุณคงเป็นภรรยา..." ก้องเกียรติหันไปมองหญิงสาวที่ยืนเกาะอยู่ที่ขอบเตียงอีกด้าน

"ไม่ใช่หรอกค่ะ" สีฟ้ายิ้มเขินพลางเหลือบไปมองคนไข้ ทำให้หมอหนุ่มนึกขำตัวเองที่ทึกทักผิดเป็นครั้งที่สองแล้ว  เป็นจังหวะเดียวกับที่ชมดาวเดินกลับเข้ามาในห้องพัก

"อ้าว หมอก้อง..." หญิงสาวเอ่ยทักชื่อเขาค้างไว้แค่นั้น เพราะจำไม่ได้ว่าก้องอะไร

"ผมกำลังจะอธิบายเรื่องกายภาพเบื้องต้น แต่เมื่อกี้คุณคงจำได้หมดแล้วมั้งครับ"

"พูดซ้ำอีกก็ได้ค่ะ ความจำฉันไม่ค่อยดี"

"โทษนะครับ ไม่ทราบคุณเป็นอะไรกับคนไข้" หมอหนุ่มนึกเดาว่าคงเป็นน้องสาว คิดว่าไม่น่าพลาด แต่ก็อีกจนได้

"นี่ภรรยาผม" เสียงเรียบตึงดังขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง

"งั้นคงต้องให้คุณภัสสรไปยืนอีกฝั่ง ผมจะได้อธิบายว่าต้องช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างไรบ้าง"

เมฆามองใบหน้ายิ้มแย้มของทั้งสอง พูดคุยกันราวเขาเป็นหุ่นยนตร์ประกอบกิจกรรมหรือการทดลองอะไรสักอย่างด้วยอารมณ์ขุ่นมัวหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

"พอได้แล้วมั้งครับคุณหมอ ผมเหนื่อยแล้ว อยากจะพักผ่อน" แล้วจู่ๆ เขาก็ทำตัวราวเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาเสียเฉยๆ เมื่อความอดทนสิ้นสุดลง



"เด็กนั่นเป็นไงบ้าง" เมฆาถามเมื่อได้อยู่กันตามลำพังอีกครั้ง

"ดาวน่ะเหรอคะ?" ชมดาวเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง

"เรียกกันซะสนิทสนมเลยนะ 'ดาว' ทีกับผัวล่ะเรียก 'คุณ' ตลอด" ชายหนุ่มเริ่มพาลไปเรื่อย

'ก็แน่ล่ะสิ' หญิงสาวคิดในใจ เพราะนั่นคือตัวเธอเอง จะไม่สนิทได้ยังไง แต่ก็ยังงงๆ กับท่าทีของเมฆาอยู่ไม่หาย ฟังดูเหมือนเขาหึงคนที่นอนหมดสติอยู่ หรือเขาจะเพี้ยนไปแล้ว

"ยังไม่รู้สึกตัวเลยค่ะ แต่แผลดีขึ้นเยอะแล้ว..ค่ะ เมฆขา" ชมดาวตั้งใจจะแกล้งชายหนุ่ม แล้วกลับปิดปากขำตัวเองที่พูดออกไปอย่างนั้น  แต่ดูเหมือนอารมณ์ขันของเมฆาจะหมดไปตั้งแต่ที่สีฟ้าจากไปแล้ว

"หมอนั่นรู้จักชื่อคุณด้วยเหรอ" จู่ๆ เขาก็ยิงคำถามที่คนฟังไม่ทันตั้งตัว

"ใครคะ?"

"ก็ไอ้หมอหน้าตี๋นั่นไง"

"เขาชื่อหมอก้องค่ะ เราเจอกันตอนที่ฉันไปเยี่ยมดาวไงคะ เมฆขา" ชมดาวยังไม่หยุดแกล้งเรียกขานเขาในแบบที่เธอต้องกลั่นยิ้มทุกที

"ผมหิวน้ำ"

หญิงสาวช่วยปรับพนักเตียงให้ตั้งขึ้นในท่าเอน ขยับขึ้นไปนั่งที่ขอบเตียง แล้วแก้วน้ำพร้อมหลอดก็มาจ่อให้ถึงที่ เขาดูดรวดเดียวจนน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว หายวับไปในเวลาอันรวดเร็ว ชมดาวมัวแต่ตะลึงสนใจน้ำในแก้วพลางคิดว่าเขาคงออดอ้อนสีฟ้าจนคอแห้งไม่มีแม้เวลาจิบน้ำ และกว่าจะรู้ตัวอีกทีทั้งคนทั้งแก้วเปล่าก็เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนเขาแล้ว

ริมฝีปากชุ่มชื้นประกบลงมาหนักหน่วง ไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวทักท้วง มือบางพยายามผลักอกเขาออกห่างอยู่สองสามครั้ง แล้วนิ่งสงบไปคล้ายถูกสยบด้วยแรงดึงดูดจากอีกฝ่าย

"นี่ สำหรับการที่ภัสทิ้งผม" เสียงกระซิบดังห่างริมฝีปากนับมิลลิเมตร ก่อนจูบที่สองจะประทับลงมาอ่อนโยนและดูดดื่มยิ่งขึ้น ราวทุกสิ่งรอบตัวหยุดการเคลื่อนไหวไปหมด เหลือเพียงความรู้สึกดื่มด่ำที่อยู่ตรงหน้า

"และนี่ สำหรับการที่คุณพูดคุยกับชายอื่น" สายตาที่มองสบกันใกล้ชิดบอกถึงความรู้สึกที่เพิ่งแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

"แล้วที่คุณคุยกับผู้หญิงอื่นไม่ซ้ำหน้านั่นล่ะ" รอยยิ้มผุดขึ้นในดวงตาคมเข้ม เมื่อเริ่มรู้ว่าหญิงสาวรู้สึกอย่างไร

"ภัสจะจูบผมคืนก็ได้นะ" เมฆาว่าล้อ

ชมดาวจ้องตอบด้วยท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วเลื่อนแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่ม ในมือยังถือแก้วเปล่าใบนั้นไว้ ทันทีที่ริมฝีปากทั้งสองสัมผัสกันอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดทางร่างกายชายหนุ่มก็อันตรธานหายไปสิ้น เพราะประสาททุกส่วนของร่างกายและจิตใจรับรู้เพียงสัมผัสละมุนละไมอ่อนหวานที่เกิดขึ้น 

"เป็นไงบ้างวะ เมฆ" เสียงวีรัสดังมาพร้อมตัว หากแต่การได้ยินของคนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์กลับช้ากว่านั้น ทั้งสองรีบผละออกจากกัน เมฆาทำหน้าราวกับจะกินเพื่อน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกขัดจังหวะ ส่วนชมดาวเขินจนหน้าร้อนเผ่า

"เออ คุยกันไปก่อนนะคะ" หญิงสาวตั้งท่าจะเลี่ยงออกไป

"ภัสอยู่นี่แหละ ผมไปเองดีกว่า" วีรัสรีบยกมือห้าม

"แกจะรีบไปไหนล่ะ เพิ่งมาไม่ใช่เหรอ" เมฆาถามประชด

"รีบไปหานรกมาประดับบ้านนะสิ ถามได้" วีรัสว่าแล้วจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ

"คุณวี พูดอะไรของเขาคะ"

"อย่าไปสนใจเลย ไอ้นั่นมันบ้าแล้วก็ขี้อิจฉาด้วย" เมฆาว่าแล้วหัวเราะขึ้นมาบ้าง เพราะรู้ดีว่าวีรัสหมายถึงอะไร

"งั้นคุณพักผ่อนก่อนนะคะ" ชมดาวว่าพลางช่วยปรับที่นอนให้ราบลง

"อ้าว! ยังเหลือผู้หญิงอีกตั้งสิบเอ็ดคนนะ ที่ผมคุยด้วย ภัสจะไม่จูบผมอีกสักหน่อยเหรอ" เมฆาประท้วง

"บ้า! ฉันหมดอารมณ์แล้วค่ะ เสียใจด้วยนะคะ เมฆขา.." ชมดาวว่าแล้วยิ้มขำ

"ถ้าขาหายเจ็บ ผมคงต้องเตะไอ้วีเป็นคนแรก" เมฆาว่าแล้วดึงฝ่ามือเล็กเข้ามาจูบ

"ผมไม่รับแขกนะ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้นอนเลย"

"ค่ะ"

"เมฆขาด้วย"

"เมฆขา"


















 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2555 13:42:26 น.
Counter : 479 Pageviews.  

My Love ตอนที่ 7


"ลูกหายโกรธคุณแล้ว คุณยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ" เมฆาทักถาม เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งเงียบไม่พูดไม่จา หลังจากที่ส่งชมพู่เข้าโรงเรียนไปแล้ว และได้อยู่กันตามลำพังในรถ

"ฉันรู้จากปรางว่าเรากำลังจะหย่ากัน" ชมดาวเอ่ยออกมาในที่สุด คิดว่าเธอควรจะมีเวลาตั้งรับสถานการณ์ อย่างน้อยๆ ถ้าคุยกันให้รู้เรื่อง เขาจะได้ไม่ต้องทำบ้าๆ อย่างเมื่อวานนี้อีก

"ปรางบอกคุณเหรอ?" เมฆาทำเสียงประหลาดใจ แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงประชด

"ผมนึกว่ามันเป็นเรื่องของเราสองคนเสียอีก"

"ก็ฉันบอกแล้วว่าจำไม่ได้"

"อ้อ ผมลืมไป" ชายหนุ่มทำท่าเออออ แล้วว่าต่อ

"นังปรางนี่ นอกจากจะสู่รู้ แล้วยังแสนรู้ขึ้นทุกวัน คุณว่าไหม?" 

"อย่านอกเรื่องค่ะ ฉันรู้ว่าคุณอยากหย่า"

"ผมเคยบอกคุณอย่างนั้นเหรอ?"

"เปล่า คุณบอกคุณวี"

"เรื่องนี้เราตกลงกันแล้วนี่"

"เราตกลงกันว่ายังไงคะ คุณช่วยทวนอีกทีได้ไหม?" ชมดาวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ผมจะแบ่งสินสมรสให้คุณครึ่งหนึ่ง ส่วนเรื่องชมพู่ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะคุณต้องการยึดลูกไว้คนเดียว แต่ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นแม่ที่ดีได้"

"แล้วถ้าฉันมีข้อเสนอใหม่ล่ะ"

"ข้อเสนออะไร?"

"ฉันขอบ้านสักหลัง ขอพบชมพู่อาทิตย์ละครั้ง แล้วก็ให้คุณช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลจนกว่าชมดาวจะหายเป็นปกติ ส่วนทรัพย์สินอื่น ฉันจะไม่แตะต้อง" 

"คุณล้อเล่นหรือเปล่า?" เมฆาไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

"ฉันพูดจริง แต่วันหย่าต้องให้ฉันเป็นคนกำหนด"

"ทำไม?"

"ฉันยังไม่พร้อม"

"ผมจะแน่ใจได้ยังไง คุณอาจจะพร้อมอีกสักสิบยี่สิบปีข้างหน้า"

"ไม่ต้องห่วงค่ะ อย่างมากก็แค่คดีความฉันสิ้นสุด หรืออาจจะเร็วกว่านั้น"

"ตกลง ผมหวังว่าคุณจะรักษาสัญญาที่เราพูดกันในวันนี้ด้วย"

เมื่อได้เคลียร์ทุกอย่างแล้วก็รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อยๆ เธอก็มีที่ไป หากต้องติดคุกติดตารางจริงๆ ก็คิดว่าจะคืนอิสระภาพให้เขาก่อนหน้านั้น เพราะเขาอาจจะมีใครใหม่อยู่แล้วก็เป็นได้ ถึงได้ดูร้อนลนเรื่องนี้นัก



"คุณจะพาฉันไปไหน?" ชมดาวมองซ้ายมองขวา แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องเส้นทาง แต่ก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้พาเธอกลับบ้าน ในใจพลางนึกกลัวว่าเมฆาจะทำอย่างเมื่อวานอีก ซึ่งเธอก็ไม่เข็ดเสียที ไม่มีอะไรติดตัวมาอีกเช่นเคย เพราะคิดว่ามาส่งชมพู่ที่โรงเรียนใกล้ๆ แค่นี้แล้วก็จะกลับ

"อยุธยา" ชายหนุ่มตอบสั้นๆ

"คุณคงไม่ได้ตั้งใจจะพาฉันไปไหว้พระเก้าวัดใช่ไหม" ชมดาวว่าพลางนึกหวาด เมื่อวานเขาอาจคิดว่าปล่อยเธอใกล้เกินไป

"หึ เดี๋ยวก็รู้" เมฆาหันมามองแล้วยิ้มขำ พอจะเดาได้ว่าหญิงสาวคิดอะไรอยู่ในใจ 

"ทำไมคุณไม่บอกก่อน"

"รู้แล้วคุณจะไปตื่นเต้นอะไรล่ะ" 

ชมดาวทำหน้าบึ้ง คิดว่ายังไงเสีย เขาก็คงไม่ยอมบอก จะลงรถตอนนี้ก็คงตายเปล่าอยู่ดี ที่ไหนก็ไม่รู้ มีแต่ต้นไม้กับถนนนับสิบเลน อย่างมากคงถูกเอามาปล่อยแบบเมื่อวาน จะดีกว่าก็ตรงที่เธอรู้จักเขามากขึ้น และจะไม่ยอมหลงกลเขาง่ายๆ อีกเป็นอันขาด 

สักพักเมฆาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งงาน ชมดาวนั่งฟังเงียบๆ พร้อมกับเฝ้ามองอากัปกิริยาเขาด้วยความสนใจ เพราะจนป่านนี้เธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาทำมาหากินอะไร รู้เพียงว่าเขาต้องมีฐานะดีมากๆ จากบ้านที่ดูจะเป็นคฤหาสน์สำหรับเธอ รถหรู ของใช้ การแต่งตัว ดูดีไปหมด คิ้วเข้มๆ กับดวงตาคม ริมฝีปากหยักสวย รูปร่างสูงใหญ่สมชาย ทำให้เขาดูเท่ห์และฉลาดมากๆ ในสายตาเธอ

"อยู่กันมาตั้งเจ็ดปี คุณคงไม่ค่อยได้มีโอกาสมองผมชัดๆ แบบนี้สินะ" พอวางโทรศัพท์ได้ เขาก็เหน็บเธอทันที

"ฉันแค่อยากมองให้ชัดๆ เจ็ดปีมานี้ ฉันคงไม่เคยเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ ไม่งั้นคงไม่ถูกคุณหลอกง่ายๆ"

"ตั้งแต่ความจำเสื่อม ดูเหมือนเขี้ยวคุณจะคมขึ้นเยอะเลยนะ"

"เขี้ยวอะไร?"

"กัดเงียบแต่เจ็บลึก" เมฆาว่าแล้วหัวเราะ

"นี่คุณหาว่าฉันเป็นหมาเหรอ?!"

"เปล๊า! ผมคิดว่าคุณเป็นแวมไพร์สาวเจ้าเสน่ห์ต่างหาก" ชายหนุ่มแก้ตัวทันควัน

"แล้วไปค่ะ" ชมดาวมองค้อนแล้วแอบยิ้ม แม้จะรู้ว่าเป็นการหลอกด่าดีๆ นี่เอง


"คุณทำอาชีพอะไร?"

"ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออก"

"แล้วพ่อแม่คุณล่ะคะ ท่านอยู่ที่ไหน"

"เสียชีวิตในอุบัติเครื่องบินเมื่อห้าปีก่อน"

"คุณคงคิดถึงท่านมากสินะ" ชมดาวพูดด้วยความเห็นใจ ที่แท้เขาก็เป็นกำพร้าเหมือนเธอ ผิดกันตรงที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นใคร

"ก็คิดถึงเป็นบางอารมณ์ พ่อแม่ผมรักกันมาก ผมไม่เคยเห็นท่านทะเลาะกันเหมือน... ช่างเถอะ"

"เหมือนคุณกับฉันเหรอ"

"อืม"

"งั้นเราเลิกทะเลาะกันดีไหม ไหนๆ เราก็จะเลิกกันแล้ว"

"หึ เวลาไม่โกรธคุณก็พูดได้ แต่พอเวลาโมโหนี่สิ"

"ฉันสัญญา ฉันจะไม่โมโห ฉันจะควบคุมตัวเอง"

"เช่นตอนทะเลาะตบตีกับคนอื่นกลางงานเลี้ยง หรือขับรถไล่ชนคนจนตกน้ำตกท่าด้วยหรือเปล่า"

"ฉันทำขนาดนั้นเลยเหรอ?"

"นั่นยังน้อย"

"อืม.. เอาเป็นว่าฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เราจะได้จากกันด้วยดี"

"คุณอย่าดีแตกซะก่อนก็แล้วกัน"

"ส่วนคุณก็ห้ามยั่วโมโหฉันก่อน ถึงจะฝึกมาดียังไง ความอดทนฉันก็มีขีดจำกัด"

"ครับผม" เมฆารับไปอย่างนั้น เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะทำได้

ชมดาวซักถามเขาไปเรื่อยๆ ทุกเรื่องที่อยากรู้ แล้วเขาก็เป็นฝ่ายตอบโดยไม่ตั้งคำถามกลับ คงเพราะคิดว่ารู้จักเธอดีในทุกแง่มุม ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่รู้อะไรเลย 


"คุณจะแวะเข้าห้องน้ำ หรือซื้อของกินไหม มีปั้มน้ำมันอยู่ข้างหน้า" เมฆาถามเมื่อรถแล่นออกจากมอร์เตอร์เวย์แล้ว

"ก็ได้ค่ะ" ชมดาวลังเลอยู่ชั่วครู่ เกรงว่าเขาจะมีแผนอะไรอยู่ในใจ

"คุณจะลงไปด้วยกันไหมคะ" หญิงสาวหันมาถามเมื่อรถจอดสนิทอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อภายในปั้ม

"ไม่ต้องกลัวผมทิ้งคุณไว้ที่นี่หรอกน่า ผมจะรออยู่บนรถ"

"ฉันไม่มีเงินติดตัวมาเลย"

"นึกว่าอะไรเสียอีก" เมฆาล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา และถูกแย่งไปจากมือทันที

"รออยู่นี่นะคะ" ชมดาวได้ของต้องประสงค์แล้วจึงยอมลงจากรถ ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งขำ คิดว่าเธอคงจะไม่ไว้ใจเขาไปอีกนาน



"บ้านที่จะยกให้คุณหลังจากเราหย่ากัน" ชายหนุ่มคิดว่าต้องได้ยินเสียงกรี๊ดแน่ ภัสสรไม่เคยชื่นชอบธรรมชาติ เธอดูจะหลงติดกับวัตถุและความศิวิไลในเมืองหลวงมากกว่าจะชอบอยู่ที่แบบนี้  เขาก็เพียงต้องการทำตามที่เธอเสนอ เพราะคิดว่าพอเอาเข้าจริง เธอก็คงวิ่งกลับไปอยู่กับพ่อแม่ แล้วก็ผิดคาด...

"ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมคะ" ชมดาวดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเรือนไม้สองชั้นมีบริเวณรั้วรอบขอบชิดแน่นหนา แถมมีศาลาท่าน้ำเหมือนในละครย้อนยุคที่เคยเห็น แม้จะดูรกร้างไปสักหน่อย แต่ถ้าได้เก็บกวาดคงน่าอยู่ทีเดียว

"บ้านคุณปู่ผม" เมฆามองไปรอบๆ บริเวณที่เคยมาวิ่งเล่นในวัยเด็ก สภาพเมื่อก่อนแตกต่างจากตอนนี้มาก

"ฉันชอบที่นี่ค่ะ ไม่คิดว่าคุณจะทำตามข้อตกลงได้รวดเร็วขนาดนี้"

"แน่ใจนะว่าคุณจะอยู่ได้"

"อยู่ได้สิคะ ฉันจะทำตรงโน้นเป็นแปลงผัก หาพวกไม้ดอกไม้ประดับมาลงเสียหน่อย ต้องน่าอยู่มากทีเดียว" หญิงสาววาดฝันไว้เสร็จสรรพ

"หึๆ พื้นที่เป็นไร่นะคุณ ไม่ได้ปลูกลงกระถาง"

"ฉันทำได้ค่ะ ฉันเคยทำ"

"แบบงานการกุศล พรวนดินสองทีก็เสร็จแล้วน่ะเหรอ" เมฆาหัวเราะ

"ฉันจะขอให้นายมดกับอนงค์มาช่วยค่ะ ตกลงตามนี้นะคะ" ชมดาวเริ่มเตรียมการไว้ในใจ เมื่อเธอเซ็นใบหย่าเมื่อไหร่ เธอก็พร้อมจะมาอยู่ที่นี่

"ผมจะโอนที่แปลงนี้ให้คุณ เมื่อเรื่องของเราเรียบร้อยแล้ว"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันแค่ขออาศัย แต่อนาคตฉันหวังว่าคุณจะยกกรรมสิทธิ์ที่นี่ให้ชมพู่ เพราะต่อไปคุณอาจจะแต่งงานใหม่ แล้ว..."

"ผมสัญญา"

"ขอบคุณค่ะ"

"ไปดูข้างในบ้านกันดีกว่า" เมฆาชวนแล้วจูงมือหญิงสาวเดินนำ และนั่นทำให้ใจคนที่เดินเยื้องไปข้างหลังรู้สึกอบอุ่นจนร้อนเรื่อขึ้นมาได้ถึงใบหน้า



บ้านรูปทรงสี่เหลี่ยมกะทัดรัด มีระเบียงเล็กๆ เข้าสู่ตัวบ้านชั้นล่างซึ่งเป็นส่วนของห้องรับแขก และมีครัวอยู่ด้านหลัง ชั้นบนมีสองห้องนอน ข้าวของภายในทุกอย่างถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี มีผ้าคลุมกันฝุ่นปกปิดมิดชิด ส่วนพื้นไม้โบราณยังคงสัมผัสได้ถึงความเรียบลื่นภายใต้ฝุ่นละอองที่โรยตัวลงปกคลุมทุกหนแห่ง 

"ยังสภาพดีอยู่เลยนะคะ" ชมดาวมองด้วยความพอใจ คิดว่าพื้นที่เท่านี้เธอคงดูแลคนเดียวได้สบายๆ

"ถึงจะปิดตายไว้ แต่ผมก็ให้คนดูแลเป็นอย่างดี ตอนเด็กๆ ผมชอบมาอยู่กับปู่ที่นี่" เมฆาว่าแล้วนั่งลงหน้าเปียโนขนาดย่อมตั้งอยู่ติดฝาใกล้หน้าต่างซึ่งมีม่านปิดไว้สนิท เขาจรดนิ้วเรียวยาวลงบนคีย์ คล้ายกำลังรื้อความทรงจำ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวนิ้วไปอย่างคล่องแคล่ว ขับเสียงใสกังวานราวร่ายมนต์สะกดให้หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ เขาโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้ม แล้วพยักหน้าเชื้อเชิญให้เธอเล่นร่วมกับเขา ซึ่งเธอคนนั้นคงเคยทำเช่นนั้น แต่เธอคนนี้อย่าว่าแต่เล่นเลย ไม่เคยสัมผัสมันด้วยซ้ำ

"ทำไมล่ะ?" เมฆาพยักหน้าเป็นการเชิญชวนอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้า

"นี่เพลงโปรดคุณไม่ใช่เหรอ?"

"เออ ฉันจำไม่ได้ ว่ามันเล่นยังไง" ชมดาวจำต้องแก้ตัวน้ำใสๆ 

"งั้นมานี่" เขาให้หญิงสาวเลื่อนมานั่งตรงกลางพลางขยับไปนั่งซ้อนที่ด้านหลัง เกยคางไว้บนไหล่บอบบาง แล้วกุมมือเรียวเล็กให้ขยับตามไปทีละคีย์ ไล่โน้ตไปช้าๆ จนเริ่มชิน เสียงดนตรีผิดๆ เพี้ยนๆ ฟังไม่รื่นหู สร้างบรรยากาศเพลิดเพลินและเสียงหัวเราะให้เรือนร้างที่เงียบเหงามานานกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

"ไม่เล่นแล้วเหรอคะ" ชมดาวเอียงหน้าขึ้นถามคนข้างหลัง เมื่อเขาขยับออกแล้วเลื่อนมือมาโอบกอดที่เอวแทน  แววตาและรอยยิ้มสดใสของภรรยาสาวย้ำเตือนถึงภาพในอดีต แล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็ซัดกลับเข้ามาราวระลอกคลื่น เมฆาขยับมือข้างหนึ่งล็อคเข้าที่ลำคอขาวนวลด้วยอารมณ์เผลอไผล แล้วโน้มลงจูบริมฝีปากบางระเรื่อแผ่วเบา หญิงสาวหลับตาลง รู้ว่าไม่อาจปฏิเสธเขาได้ ตั้งแต่วินาทีที่เห็นสายตาสะกดวิญญาณคู่นั้น

นิ้วเรียวเล็กทั้งสิบเกาะกุมลำแขนที่พาดผ่านบริเวณหน้าอกขึ้นมา สั่นสะท้านไปกับสัมผัสอ่อนโยนค้นหา หญิงสาวค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นลูบไล้ที่ข้างแก้มเขียวขรึมด้วยไรหนวดเมื่ออารมณ์เริ่มเตลิดไปกับมนต์เสน่ห์แห่งจุมพิตและฝ่ามือใหญ่ที่เริ่มเคลื่อนไหวบนลำคอแผ่วเบา แล้วค่อยๆ ลูบไล้ต่ำลงเรื่อยๆ จนกระชับเข้าที่ทรวงอก เมื่อจุมพิตเพิ่มความดูดดื่มยิ่งขึ้น จากอารมณ์ที่ไม่อาจเก็บกักไว้ภายใน

"ออกไปสูดอากาศข้างนอกกันดีกว่านะคะ" ชมดาวถอนริมฝีปากออก พูดหายใจหอบ พลางจับมือซนของอีกฝ่ายกดลงบนตักตัวเอง

เมฆายิ้มแล้วกอดหญิงสาวกระชับเข้าอีกครั้ง กดปลายจมูกและริมฝีปากลงบนแก้มแดงเรื่อหนักหน่วง ตระหนักถึงอารมณ์ชั่ววูบของตน และคิดว่าที่นี่คงไม่เหมาะ 





"รอด้วยสิ ภัส" ชายหนุ่มก้าวเร็วๆ ตามไปที่ศาลาท่าน้ำ เมื่อชมดาววิ่งออกไปยืนรับลมที่นั่น หญิงสาวสูดหายใจแรงจนรู้สึกหัวใจเริ่มเต้นช้าลง

"เป็นอะไรไป" เมฆาโอบกอดจากด้านหลังแล้วกระซิบถาม นึกประหลาดใจอาการเขินจนออกนอกหน้าของอีกฝ่าย

"อายชาวบ้านเขานะคะ" ชมดาวมองเรือนักท่องเที่ยวลำใหญ่ที่กำลังแล่นผ่าน  พยายามจะคลายอ้อมแขนแข็งแรงออก


"คุณเคยชอบให้ผมทำแบบนี้ในที่สาธารณะจะตายไป" เมฆาว่าล้อแล้วหอมแก้มไปฟอดใหญ่

"นั่นมันก่อนที่ฉันจะความจำเสื่อมค่ะ" หญิงสาวหันมาดันอกเขาไว้ ไม่สามารถนำพาตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอด

"งั้นเรามาฟื้นความจำกันหน่อย ดีไหม" เมฆายิ้มเจ้าเล่ห์ กระชับอ้อมแขนเข้าแล้วโน้มลงซุกไซร้ที่ซอกคอ

"ปล่อยฉันค่ะ คุณเมฆ" แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งก้าวถอยเขาก็ยิ่งรุกตาม จนทั้งคู่มาหยุดอยู่ใกล้ขอบศาลาโดยไม่รู้ตัว

"บอกให้ปล่อย!" ชมดาวเริ่มโมโห ผลักชายหนุ่มอย่างแรง เขาจำต้องปล่อยมือ ส่วนตัวเธอกลับหงายหลังร่วงลงน้ำไป  เมฆาตกใจไม่น้อยเพราะคว้าไว้ไม่ทัน แต่แล้วเขากลับหัวเราะจนตัวงอ เมื่อเห็นภรรยาสาวโผล่ขึ้นมาจากน้ำด้วยใบหน้าบึ้งตึง

ชายหนุ่มช่วยฉุดมือขณะปีนบันไดท่าน้ำจนกลับขึ้นมาบนศาลาได้ แล้วปล่อยมือบางออก พอเธอขยับเข้าใกล้เขากลับเป็นฝ่ายถอย เพราะกลัวจะเปียกไปด้วย หญิงสาวได้ที เดินรุกเข้าไปเรื่อยๆ

"จะหนีไปไหน คุณเมฆ" ชมดาวออกวิ่งไล่ตามเขาไป จนสะดุดกอหญ้าล้มแทบหน้าทิ่ม

"โอ้ย!" เสียงอุทานทำให้เมฆาต้องหันกลับมามอง มือเรียวเล็กกุมข้อเท้าด้วยความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าเป็นวันอะไร ทำไมถึงได้เจอแต่เรื่องร้ายๆ

"ซุ่มซ่ามจริงๆ เมียใครเนี่ย" ชายหนุ่มว่าล้อ แล้วนั่งลงช่วยดูอาการ แต่กลับถูกฟาดเพี้ยะเข้าที่แขน

"ถ้าตีผมอีก จะแกล้งทำหลุดมือซะให้เข็ด" เขาอุ้มร่างเปียกปอนขึ้นจนตัวลอย แล้วพากลับเข้าบ้าน


"คุณถอดเสื้อผ้าออกก่อนดีกว่า" เมฆาว่าหลังจากดูข้อเท้าที่เริ่มบวมช้ำ

"นี่!" ชมดาวทำหน้าบึ้ง คิดว่าเวลาอย่างนี้ เขายังจะมีอารมณ์มา...

"ตัวเปียกๆ แบบนี้ เดี๋ยวจะไม่สบาย ผมจะพาขึ้นไปข้างบน คงมีผ้าพอให้คุณใช้ห่มได้" หลังจากอธิบายเสร็จสรรพ หญิงสาวจึงยอมตามนั้น

เมฆาถลกผ้าคลุมเตียงออก แล้วพยุงให้นั่งลง

"คุณออกไปก่อนได้ไหม ฉันจะได้..."

"อะไรภัส! คุณทำยังกับผมไม่เคยเห็น"

ชมดาวอ้ำอึ้ง จะบอกเขาได้อย่างไรว่า อะไรที่เขาเคยเห็นน่ะ ตอนนี้มันเปลี่ยนมือไปแล้ว และเธอก็ไม่ชินที่จะให้เขาเห็น

"แค่ยืนหันหลังก็ได้ ฉันถอดเองได้จริงๆ"

"ตามใจ" เมฆาถอนหายใจ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าภรรยาเขาเกิดจะมาเขินอายอะไรตอนนี้  สายตาเขามองเพลินไปยังต้นมะม่วงที่เคยปลูกเองกับมือ มาบัดนี้ สูงใหญ่เท่าตัวบ้านทีเดียว ชิงช้าไม้ที่เคยนั่งแกว่งไกวหันออกสู่วิวแม่น้ำ เก่าจนสนิมเกาะโซ่เหล็กและโครง ลีลาวดีลำต้นใหญ่ที่เคยปีนเล่น ก็ยังออกดอกสวยงาม ท่ามกลางต้นหญ้าแห้งๆ ในฤดูร้อนเช่นนี้

หลังจากผ่านไปเกือบห้านาที หันกลับมาหญิงสาวก็ยังคงยักแย่ยักยันกับกางเกงยีนส์ขาลีบเล็กแนบตัว ที่เพิ่งดึงลงมาถึงใต้สะโพก พร้อมกับร้องอุทานเบาๆ เมื่อพยายามดึงมันออกจากเท้าด้วยความยากลำบาก

"พอได้แล้ว" เมฆาเดินเข้ามาใกล้แล้วจับหัวกางเกงดึงลงมาจึงถึงเข่า

"คนบ้า!" ชมดาวรีบดึงผ้าห่มมาปิดต้นขา ขณะที่อีกฝ่ายยกปลายเท้าเธอขึ้น เพื่อรูดกางเกงออกไป

"เสื้อ" ชายหนุ่มยื่นมือมาตรงหน้า  หญิงสาวมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วถอดยื่นให้ เขาตากไว้ที่ขอบหน้าต่างเรียบร้อยก็หันกลับมาอีก

"อีกสองชิ้น"

"นี่! ไม่ต้องแล้วค่ะ ฉันทำเองได้" ชมดาวว่าหน้าเรื่อ

"งั้นเดี๋ยวผมจะออกไปซื้อยากับอาหาร คุณรออยู่นี่นะ"

"คุณจะทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียวเหรอคะ?"

"เดี๋ยวผมจะล็อคประตูข้างล่างไว้ ไม่มีอะไรหรอกน่า ผมไปแป๊บเดียวก็กลับ"

"รีบกลับมานะคะ" ชมดาวรู้สึกกลัว แต่ก็จำต้องให้เขาไป






















 

Create Date : 28 เมษายน 2555    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2555 18:27:18 น.
Counter : 580 Pageviews.  

My Love ตอนที่ 6



ชมดาวนั่งกอดเข่าอยู่ในที่กักขังภายในสถานีตำรวจ หลังจากเธอให้แท็กซี่ขับรถพาวนอยู่หลายชั่วโมงก็ยังหาบ้านไม่พบ จนคนขับในวัยชราถอดใจ ต้องพาเธอมาส่งโรงพักแทน เพราะเธอไม่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร

หญิงสาวทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังถือแผนที่ที่ชายหนุ่มเขียนให้ไว้ในมือ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องกลั่นแกล้งเธอเช่นนี้  เขาคงเกลียดเธอจริงๆ และอยากให้เธอออกจากชีวิตเขาไป ด้วยวิธีการที่น่าเกลียดที่สุด ราวกับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของปล่อยทิ้งเมื่อไม่ต้องการ

เมฆามาถึงสถานีตำรวจตอนหัวค่ำหลังจากรับแจ้งว่าภรรยาถูกกักตัวอยู่ที่นี่ พร้อมกับจ่ายค่าเสียหายให้คนขับแท็กซี

"ภรรยาคุณมีปัญหาเรื่องความจำ ออกมาข้างนอกคนเดียวมันอันตรายนะครับ" นายตำรวจกล่าว

"คราวหน้าผมจะระวังให้มากขึ้นครับ" เมฆาว่า



"ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มารับ" ชมดาวว่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อขึ้นนั่งบนรถ ในมือกำกระดาษต้นเหตุไว้แน่น

"นี่โทรศัพท์คุณอยู่ไหน ผมโทรไปตั้งหลายครั้งก็ติดต่อไม่ได้" เมฆาเริ่มเปิดฉาก เพราะเขากระวนกระวายตามหาเธออยู่หลายชั่วโมงทีเดียว ก่อนจะได้รับแจ้งจากตำรวจ

"ไม่รู้ค่ะ" หญิงสาวเมินมองออกนอกหน้าต่าง พยายามเก็บกดอารมณ์ไว้

"ทีหลังจำทางไม่ได้ ก็โทรหาผม หรือไม่ก็ไอ้มด มันจะได้มารับ"

"ค่ะ"

"นี่คุณจะไม่พูดอะไรเลยเหรอ?"

"ไม่ค่ะ" ทั้งสองนั่งเงียบไม่พูดอะไรกันอีก จนรถแล่นเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้าน

"ชมพู่นั่งร้องไห้ รอคุณไปรับ จนคุณครูต้องโทรมาตามที่บ้าน คุณเป็นแม่ประสาอะไรเนี่ย ผมไม่เข้าใจจริงๆ" เมฆายังไม่หยุดกล่าวโทษ และครั้งนี้ความอดทนของหญิงสาวสิ้นสุดลงทันที

"แล้วสามีอย่างคุณล่ะ ทำอะไร!" ชมดาวขว้างกระดาษที่กำไว้ในฝ่ามือมาตลอดทางใส่เขา

"ถ้าแท็กซี่ที่ฉันนั่งไป ไม่ใช่ลุงใจดีที่พาฉันไปส่งโรงพัก รู้ไหมจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน?" หญิงสาวว่าน้ำตาร่วง

"ภัส" เมฆาคว้าข้อมือเล็กไว้

"ถึงคุณเกลียดฉัน ก็ไม่ต้องใช้วิธีนี้ก็ได้!" ชมดาวกระชากมือกลับ แล้วลงจากรถวิ่งเข้าบ้านไปทันที

เมฆาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดู แล้วถอนหายใจ ตกลงต้นเหตุมาจากเขาหรือนี่




ชมดาววิ่งขึ้นมาถึงชั้นบน รีบเช็ดน้ำตาออก ปรับสีหน้าก่อนจะเคาะประตูแล้วเข้าไปในห้องลูกสาวตัวน้อย เด็กหญิงหันมามองแล้วนอนเฉย ยังโกรธที่ถูกปล่อยให้รออยู่ที่โรงเรียนจนถึงคนสุดท้าย แถมโดนพี่เลี้ยงสาวตัวแสบเป่าหู เติมฟื้นเข้าไปอีก

เด็กหญิงจัดตุ๊กตาวางจนเต็มที่นอนล้อมรอบตัวเองไว้เป็นเชิงสัญลักษณ์

"คืนนี้ชมพู่อยากนอนคนเดียวค่ะ" เสียงใสๆ ส่อแววบึ้งตึงเอ่ยขึ้น ขณะที่พี่เลี้ยงแอบยิ้มได้ใจ

"แม่ขอโทษนะ ที่ไปรับหนูไม่ได้" ชมดาวนั่งลงที่ข้างเตียง

"ไม่เป็นไรค่ะ ชมพู่ชินแล้ว" เด็กหญิงเอาหน้ามุดตุ๊กตา

"เอาไว้พรุ่งนี้..."

"ชมพู่ง่วงนอนแล้ว พี่ปรางปิดไฟให้ด้วยค่ะ"

"งั้นฝันดีนะลูก" ชมดาวขบริมฝีปากกลั้นน้ำตา จูบหน้าผากเล็กแผ่วเบาแล้วออกจากห้องไป



หญิงสาวนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาในมุมนั่งเล่นหน้าห้องนอน รู้สึกอ่อนเพลียทั้งกายและใจ ราวโลกกว้างใหญ่แต่กลับไม่มีที่สำหรับเธอ เบื่อหน่ายกับชีวิตที่ไม่เป็นที่ต้องการของใคร นี่คงเป็นคำสาปที่ฝั่งลึกลงไปถึงในวิญญาณที่จะตามติดเธอไปทุกหนทุกแห่ง ขณะที่ความคิดกำลังล่องลอยอยู่นั้น..

"ทานอาหารเสียหน่อยนะคะ คุณภัส" ป้าแจ่มยกถาดอาหารขึ้นมาวางบนโต๊ะตรงหน้า

"ขอบคุณค่ะป้า" ชมดาวขยับเข้าหาอาหารกลิ่นหอมฉุยทันที เพราะเธอยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า

"คุณเมฆให้ป้ายกมาค่ะ" หญิงสาววางช้อนลงกระทบจานเมื่อได้ยินอย่างนั้น แม้จะหิวจนตาลายก็ตั้งใจจะไม่แตะอาหารพวกนี้ ป้าแจ่มสะดุ้งเพราะคิดว่านายสาวจะคว่ำถาดเสียแล้ว จึงรีบพูดต่อเร็วๆ ว่า

"เธอห่วงคุณภัสนะคะ ตอนรู้ว่าคุณภัสยังไม่กลับ เธอเที่ยวโทรศัพท์หาคนโน้นคนนี้ จนทนไม่ไหวเลยขับรถออกไปหาเองเลยค่ะ"

ชมดาวยังไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เพราะการกระทำเขามันสวนทางกัน เขาทำมาเป็นห่วง ทั้งที่เป็นคนหลอกให้เธอหลงทาง

"ป้ามีกุญแจห้องนั้นหรือเปล่าจ้ะ" ชมดาวชี้ไปที่ห้องนอน ติดกับห้องชมพู่

"กุญแจก็อยู่กับคุณภัสไงคะ คุณสั่งเองว่าไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง" ป้าแจ่มทำหน้างง

"เออ ฉันทำหล่นหายน่ะ"

"ลองถามคุณเมฆดูสิคะ เธออาจมีสำรองเก็บไว้"

"ไม่เป็นไรจ้ะ ป้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ"

"ค่ะ คุณภัสทานอาหารซะนะคะ คุณยิ่งเป็นโรคกระเพาะอยู่ด้วย ประเดี๋ยวจะปวดท้อง" ป้าแจ่มว่าแล้วลุกเดินต้วมเตี้ยมลงไปข้างล่าง

ชมดาวมองอาหารแล้วลูบท้องตัวเอง ชักจะเริ่มมีอาการตามที่ป้าแจ่มบอกขึ้นมาทันที

"เรื่องอะไรจะต้องทรมานตัวเอง" ว่าแล้วก็จัดการอาหารรสชาติดีตรงหน้าเสียเกือบหมด



เมฆาเผลอหลับอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกจนถึงเที่ยงคืน และรู้สึกตัวเมื่อมีมือมาลูบไล้ตรงแผ่นอกรบกวนการนอน ชายหนุ่มขยี้ตาจนเห็นใบหน้าขาว พอกด้วยแป้งเด็กเป็นจ้ำๆ

"ทำบ้าอะไรของแก" ชายหนุ่มลุกนั่งสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่อาการมึนงง

"ปรางเป็นห่วงคุณเมฆนี่คะ ก็เลยมานั่งเฝ้า"

"ชมพู่หลับแล้วเหรอ"

"ค่ะ"

"แกมาก็ดีแล้ว"

"จะให้ปรางรับใช้อะไรเหรอคะ" หญิงสาวยิ้มหน้าระรื่นวางมือไว้บนเข่านายหนุ่ม

"ฉันจะได้ขึ้นไปนอน ปิดประตูบ้านให้เรียบร้อยด้วย" เมฆาสั่งเสร็จก็ผละขึ้นชั้นบนไป

"โธ่เอ๊ย!" ปรางทำหน้าบึ้ง



เมฆาอาบน้ำจนรู้สึกสดชื่นขึ้น ก่อนจะเดินมาที่เตียง แล้วก็ต้องยิ้มประหลาดใจเมื่อเห็นใครบางคนนอนหลับปุ๋ยอยู่ก่อนแล้ว เขานึกว่าเธอยังโกรธเขาอยู่เสียอีก

ชายหนุ่มขยับลงนอน สัมผัสริมฝีปากบางแผ่วเบาเหมือนเช่นคืนที่ผ่านมา หากแต่ภาพจุมพิตดูดดื่มบนโต๊ะอาหารกลับแทรกเข้ามาทำให้อารมณ์เขาเตลิดไปไกล จูบอำลาในค่ำคืนนี้จึงกลายกลับเป็นเพียงการทักทายเริ่มต้น

ชมดาวค่อยๆ ตื่นจากหลับใหลเมื่อริมฝีปากอีกฝ่ายเรืยกร้องการตอบสนอง และกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็จูบตอบเขาไปโดยไม่รู้ตัว

"ปล่อยนะ!" หญิงสาวผลักอกคนตรงหน้าทันควัน เมื่อเริ่มได้สติ แล้วรีบลุกออกไปยืนข้างเตียง

"คุณมาหาผมเองนะ"

"ก็เพราะคุณทำให้ชมพู่โกรธฉัน"

"ห้องคุณก็มีนะภัส"

"เอากุญแจมาสิ" ชมดาวยื่นมือไปตรงหน้า แต่อีกฝ่ายกลับคว้าแล้วดึงเธอจนล้มลงบนที่นอนอีกครั้ง

"คุณคงจำไม่ได้อีกล่ะสิ ว่าเก็บกุญแจไว้ที่ไหน เสียใจนะ ผมก็ไม่มีเหมือนกัน" เมฆากดตัวและข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้ใต้ร่าง

"งั้นก็ปล่อย! ฉันจะออกไปนอนข้างนอก"

"ก็ได้ แต่ต้องรอให้ผมเสร็จธุระกับคุณก่อนนะ" ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์

"คุณจะทำอะไร!" ชมดาวถามด้วยความตระหนก

"อืม.. เก็บเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ที่คุณยืมผมไปเมื่อวันก่อนดีไหม"

"ฉันบอกแล้วไง ว่าจะคืนให้"

"ผมก็บอกแล้วไงว่าไม่รับเป็นเงิน"

"นี่คุณเห็นฉันเป็นอะไร?"

"คุณก็เป็นเมียผม ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้หย่ากัน"

เมฆาซุกไซร้ไปที่ซอกคอ และเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออีกฝ่ายขัดขืน ชมดาวบิดข้อมือที่ถูกยึดไว้จนเจ็บไปหมด นึกถึงการถูกข่มขืน และคิดว่าตนกำลังจะตกอยู่ในสภาพนั้น

"เอาเลย ร่างนี้มันไม่ใช่ของฉัน ชีวิตก็ไม่ใช่!" หญิงสาวระเบิดเสียงออกมา ร้องไห้จนร่างสั่นสะท้าน

"ภัส" เมฆาขยับขึ้นสบตา ไม่เข้าใจคำพูดเธอสักเท่าไหร่ หากแต่น้ำเสียงและแววตาเจ็บช้ำนั้น ทำให้อารมณ์ก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปหมดสิ้น

"ผมขอโทษ" ชายหนุ่มขยับลง ดึงรั้งร่างบอบบางเข้ามากอดปลอบ ชมดาวทุบปลั่กเข้าที่อกแข็งแรงสองสามครั้งเพื่อระบายอารมณ์โกรธ และถูกกอดแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออกเป็นการโต้ตอบ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ลูบไล้แผ่นหลังเบามือ จนเสียงสะอื้นค่อยจางหายไป

"พรุ่งนี้ไปส่งลูกที่โรงเรียนด้วยกันนะ" เมฆาจูบที่หน้าผาก แล้วกอดกระชับร่างบางเข้าอีกครั้ง โดยปราศจากคำตอบรับแต่ก็ไร้การปฏิเสธ...




"คุณหนูตื่นได้แล้วค่ะ" ปรางมาปลุกชมพู่แต่เช้า

"ชมพู่ง่วงนอน" เด็กหญิงว่างัวเงีย

"ไปปลุกคุณพ่อกันค่ะ จะได้ไปโรงเรียนนะคะคนดี" พี่เลี้ยงสาวมาแผนใหม่

"ปลุกทำไมคะ" ชมพู่ถามงงๆ

"หรือคุณหนูไม่อยากให้คุณพ่อไปส่งที่โรงเรียน"

"อืม.. ก็ได้" ว่าแล้วก็ลุกออกจากที่นอนด้วยอาการอิดออด เดินตรงไปเปิดประตูห้องตรงข้าม โดยมีพี่เลี้ยงสาวตามไปติดๆ


ภาพที่เห็นทำให้ปรางหุบยิ้มไปทันที หนุ่มสาวนอนกอดกันแนบชิด ไม่เหมือนคนที่จะเลิกร้างกันเลยสักนิด ในใจแอบอิจฉาจนพูดไม่ออก จะกรี๊ดก็ใช่ที่

"คุณพ่อขา ไปส่งชมพู่ที่โรงเรียนค่ะ" เด็กหญิงพูดลากเสียงแล้วปีนขึ้นไปมุดนอนตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่

"ทำไมลูกพ่อตื่นเช้าจัง" เมฆาว่าทั้งที่ยังหลับตาอยู่ กดจมูกลงบนศีรษะเล็ก ส่วนชมดาวลืมตาขึ้นมาเห็นแก้มยุ้ยๆ นอนหลับตาอยู่ใกล้ จึงหอมแก้มไปฟอดใหญ่

"ตื่นได้แล้วคุณ" เมฆาเอื้อมมือไปยีผมภรรยาสาวเป็นการหยอกล้อ

"ลูกปลุกคุณต่างหาก" ชมดาวหยิกแขนเข้าให้

"ทำร้ายผมเหรอ" ชายหนุ่มโอบหญิงสาวเข้าหา จนลูกสาวตัวน้อยที่อยู่ตรงกลางร้องโอ๊ย ตะเกียดตะกายขึ้นไปนอนคร่อมบนร่างของคนทั้งสอง ก่อนจะถูกพ่อและแม่รุมจี้เอวเล็ก หัวเราะคิกคักดิ้นไปมาจนตกลงมานอนอยู่ตรงกลางอีกครั้ง ทั้งสามประสานเสียงหัวเราะกัน โดยมิได้รับรู้เลยว่าพี่เลี้ยงสาวยืนอยู่ในบริเวณนั้น

"ลุกกันให้หมดนั่นแหละ!" ปรางร้องตะโกนอย่างเหลืออด ทุกสายตาจึงไปรวมกันอยู่ที่เธอ และนั่นทำให้เริ่มได้สติ

"เออ คุณหนูจะไปโรงเรียนสายค่ะ" ว่าแล้วก็วิ่งออกจากห้องไปทันที

"พี่ปรางเป็นอะไรไปคะ" ชมพู่ถามงงๆ

"ของขึ้นมั้ง" เมฆาว่าแล้วหัวเราะ

"แปลว่าอะไรคะ" เด็กหญิงหันมาถามแม่

"คุณพ่อล้อเล่นน่ะ ไปอาบน้ำกันดีกว่านะ" ชมดาวลุกออกจากที่นอนพร้อมลูกสาว แล้วแอบหันไปหยิกขาคนที่ยังนอนอยู่ ฐานใช้คำพูดไม่ดีต่อหน้าเด็ก และถูกเล่นงานคืนทันควันเมื่อเขาแอบตีก้นเธอบ้าง  หญิงสาวหันกลับมามองค้อนคาดโทษก่อนจะพาชมพู่ไปอาบน้ำแต่งตัว





















 

Create Date : 25 เมษายน 2555    
Last Update : 28 เมษายน 2555 15:36:16 น.
Counter : 471 Pageviews.  

My Love ตอนที่ 5

"คุณไปไหนมา?" เมฆาเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้ม เอ่ยถามประหลาดใจ เพราะปกติภัสสรไม่เคยตื่นเช้าเลยสักวัน

"ไปส่งชมพู่ที่โรงเรียนค่ะ" หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์กระชับตัว นั่งลงที่โต๊ะอาหาร 

"หวังว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายนะ" ชายหนุ่มยิ้มเยาะเหยียดริมฝีปากหน่อยๆ ไม่คิดว่าภัสสรจะทิ้งนิสัยนอนดึกตื่นสายได้ฉับพลัน คงแค่ตั้งใจจะทำตัวดีให้พ้นคดีไปก่อนเป็นแน่

"ใครว่าล่ะคะ ฉันบอกนายมดแล้วว่า ต่อไปฉันจะไปรับไปส่งลูกเอง โรงเรียนอยู่ใกล้แค่นี้เอง ฉันนึกว่าไกลเสียอีก" ชมดาวบอกความตั้งใจ

"คุณพูดเหมือนไม่เคยรู้ว่าลูกเรียนที่ไหน"

"เอ่อ สมองฉันคงกระทบกระเทือนมั้งคะ"

"ผมขอให้คุณลืมได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน" 

"ฉันจะพยายามค่ะ" หญิงสาวประชดกลับตัดบทเสียงั้น


"ฉันไม่ดื่มกาแฟ" ชมดาวหันไปยิ้มบอกอนงค์

"รับเป็นน้ำผลไม้ดีไหมคะ" สาวใช้ทำหน้างง เพราะนายสาวเคยโปรดกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ วันไหนไม่ได้รับจะหงุดหงิดไปทั้งวันเลยทีเดียว

"ดีเหมือนกัน" หญิงสาวว่าแล้วเริ่มลงมือกับข้าวต้มเครื่องหอมฉุยตรงหน้า

"ผมคงต้องเริ่มทำความรู้จักภรรยาใหม่เสียแล้วมั้ง นอกจากเรื่องนิสัย อาหารการกินแล้ว อย่างอื่นก็อาจจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง" เมฆาว่าเหน็บระคนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"คุณหมายถึงอะไรคะ?" ชมดาวถามไม่ใส่ใจ พลางเติมเครื่องปรุงลงในชามข้าว

"ก็เรื่องบนเตียงไงล่ะ" ชายหนุ่มพูดในระดับเสียงที่ได้ยินกันถ้วนทั่วทั้งนายทั้งบ่าว

"นี่คุณ!!" หญิงสาวโกรธและอายจนลืมสนิทว่าตนเองเป็นใคร คว้าแผ่นขนมปังปิ้งที่วางอยู่ในจานตรงหน้า ขว้างใส่ด้วยใบหน้าแดงกล่ำ ทำเอาคนรับใช้ใจหายใจคว่ำเกรงจะเปิดศึกสตาร์วอร์กันแต่เช้า

"นี่ไง! หัดลืมนิสัยอย่างนี้เสียบ้างนะ" เมฆาหยิบขนมปังที่ลอยมากระทบอกแล้วร่วงลงไปที่ตัก ตบลงบนโต๊ะเสียงดังปัง มองด้วยสายตาลุกวาว จนชมดาวกลัวเสียเอง ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายยั่วโมโหเธอก่อนแท้ๆ

"ก็คุณพูดแบบนั้นทำไม?" ชมดาวมองสบดวงตาเขาด้วยความหวาดหวั่น

"ผมไม่พูดก็ได้!" เมฆาว่าแล้วหันไปทางสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่ใกล้บาร์เครื่องดื่มภายในห้องรับประทานอาหาร

"ออกไปให้หมดทุกคน!"

"คุณเมฆคะ ใจเย็นๆ นะคะ" ป้าแจ่มละล่ำละลักบอก

"ฉันบอกว่าออกไปให้หมด!" แล้วสาวใหญ่สาวน้อยก็วิ่งกรูกันไปที่ประตูแทบไม่ทัน

"เธอจะไปไหน!?" เมฆาหันกลับมาที่ต้นเหตุ

"ก็.. คุณสั่งให้ไปให้หมด แล้ว..ฉันจะอยู่ทำไม" ชมดาวแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ภายในใจเต้นระทึก คาดเดาไม่ถูกว่าต้องเจอกับอะไร

"พูดอย่างนี้ คิดหรือว่าจะรอด" ชายหนุ่มรุกเข้าหา ส่วนอีกฝ่ายก็ถอยกรู

"นี่! คุณคงไม่คิดจะฆ่าฉันเพราะขนมปังแผ่นเดียวหรอกใช่ไหม?"

"กล้องข้าวน้อยยังฆ่าแม่ได้ นับประสาอะไรกับขนมปังแผ่นเดียวจะฆ่าเมียไม่ได้"

"คุณมันบ้าไปแล้ว! กรี๊ดดดด!!~"

แล้วเสียงกรีดร้อง และข้าวของหล่นโครมครามจากการต่อสู้ก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ


"ไอ้มด! แกเข้าไปห้ามหน่อยสิว่ะ" ป้าแจ่มว่าด้วยอาการร้อนลน

"ป้าเป็นผู้ใหญ่ ป้าก็เข้าไปเองสิ คุณเมฆต้องเกรงใจป้าบ้างแหละ" ชายหนุ่มดันหลังหญิงสูงวัย

"แกไม่เห็น เมื่อกี้คุณเมฆตวาดข้าอยู่แหมบๆ"

"จะเกี่ยงกันทำไม~ ปล่อยให้คุณภัสถูกสั่งสอนเสียบ้างแหละดี(สม)" ปรางเฝ้าดูเหตุการณ์ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากคนอื่น ติดจะสบายอารมณ์เสียด้วยซ้ำ


"ปล่อยฉันไปเถอะนะคุณเมฆ ทะเลาะกันแบบนี้คุณไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง" ชมดาวอ้อนวอนอยู่ใต้ร่าง ที่กดทับเธออยู่บนโต๊ะ ซึ่งอาหารเช้ายังว่างอยู่เรียบร้อยดีอีกฝั่ง ส่วนแจกันดอกไม้ใบใหญ่ล้มนอนกลิ้งจนน้ำที่อยู่ภายในไหลรินออกมาจนเกือบหมด

"คุณเองไม่ใช่เหรอ ที่ไม่อยากให้ผมพูดเรื่องบนเตียง" เมฆายันตัวด้วยข้อศอกใช้ปลายนิ้วเกลี่ยพวงแก้มเรื่อ พูดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยกวนโทสะจนเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวเขาไปแล้ว

"งั้นเรามาพูดเรื่องบนโต๊ะกันดีกว่า" สายตาล้อเลียนมองใบหน้าตื่นตะลึงราวเด็กสาวที่ไม่เคยต้องมือชาย และเสื้อยืดเข้ารูปสีขาวเปียกน้ำจากแจกัน ช่างดูยั่วยวนจนเมฆานึกประหลาดใจตัวเองที่ยังหลงเหลือความรู้สึกเช่นนี้กับภรรยาที่กำลังจะแยกทางกัน


"เสียงเงียบไปแล้วป้า" อนงค์ว่าหลังจากพายุสงบไปพักใหญ่

"นั่นสิ ไม่รู้เป็นยังไงมั้ง เราเข้าไปดูกันดีไหมว่ะ ไปกันหมดนี่แหละ" ป้าแจ่มชวน

"แล้วถ้าถูกไล่ออกกันหมดนี่ล่ะป้า" มดง่ามลังเล

"ไม่ต้องดูหรอก หาเบอร์รถพยาบาลไว้ก็พอ" ปรางยืนตะไบเล็บว่าหน้าตาเฉย

"มารับเอ็ง หลังโดนข้ากระทืบใช่ไหม นังปราง" ป้าแจ่มจัดหนักให้ทันที ทำเอาพี่เลี้ยงสาวค้อนกลับทันควันเช่นกัน

เพล้ง!! เสียงแจกันหล่นแตกกระจายลงบนพื้น เรียกความสนใจเหล่าคนรับใช้ได้อีก ต่างคนต่างหันมองตามเสียง  คิดว่าพายุคงยังไม่สงบดีและไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปเพราะเกรงจะเจอลูกหลง


"มาทำอะไรกันตรงนี้" เสียงเอ่ยทักดังขึ้นข้างหลัง แล้วสายตาไทยมุงก็หันตามทันที

"คุณวี!" ป้าแจ่มร้องราวเห็นเทวดามาโปรด

"ทำอะไรกันครับ ป้าแจ่ม" ชายหนุ่มถามสงสัย

"คุณเมฆกับคุณภัสทะเลาะกันค่ะ ห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไป คุณวีช่วยเข้าไปดูหน่อยได้ไหมคะ ป้ากลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ" ป้าแจ่มว่าเร็วรัว

"ทะเลาะกันเหรอ?"

"ค่ะ เพิ่งเงียบไปเมื่อกี้นี่เอง"

"เขาอยู่ที่ไหนกันล่ะ?"

"ห้องทานข้าวค่ะ"

"งั้นเดี๋ยวผมเข้าไปดูเอง" วีรัสไม่เคยเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง เพียงได้ข่าวว่าทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยๆ อันที่จริงเขาก็ไม่อยากยุ่งเรื่องผัวเมีย เพียงแต่มีความคืบหน้าเรื่องคดีที่จะมาบอกกล่าวทั้งสอง

ชายหนุ่มกวาดตามองเก้าอี้ล้มระเนระนาด เศษแจกันกระเบื้องแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พลางคิดว่าทั้งสองคงทะเลาะกันรุนแรงจริงๆ แต่พอเหลือบไปเห็นร่างที่กำลังนอนกอดจูบกันบนโต๊ะอาหารเท่านั้น ก็ถึงกับ...

"โอ้ว! แม่เจ้า" เสียงอุทานหลุดออกมาทันที เพราะไม่คิดว่าฉากเลิฟซีนดูดดื่มที่เคยเห็นเพียงในภาพยนตร์จะปรากฏสดๆ ต่อสายตา 

ชมดาวสะดุ้งโหยงหลุดออกจากมนต์สะกดแห่งจุมพิตอ่อนโยนที่กำลังทวีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ ราวตนกำลังลักลอบทำความผิดแล้วถูกจับได้  ส่วนเมฆากลับรู้สึกต่างกัน เมื่อต้องหยุดบทรักสุดเคลิบเคลิ้มลงกะทันหันจากเสียงแขกไม่ได้รับเชิญ

"คือ..ฉันไปรอที่ห้องรับแขกดีกว่า" วีรัสออกอาการเขินอยู่ไม่น้อย และเมื่อเห็นสายตาขุ่นเคืองของเพื่อนหนุ่ม จึงรู้ว่าตนเข้ามาผิดจังหวะเอามากๆ แต่จะโทษตนได้อย่างไร อุตส่าห์หวังดีจะเข้ามาห้ามทัพ ที่ไหนได้ กลายเป็นมาช่วยห้ามทับซะงั้น

"แล้วแกจะรออะไรอีก" เมฆาถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

"เออว่ะ" วีรัสหัวเราะเก้อๆ แล้วรีบผละไป


"เพราะคุณคนเดียว" ชมดาวมองค้อนชายหนุ่มที่ยังไม่ยอมขยับไปไหนด้วยใบหน้าเรื่อ

"ผมไม่ได้จูบโต๊ะนะภัส จะเป็นเพราะผมคนเดียวได้ยังไง"

"บ้า!"

"บ้าเหรอ" เมฆาซุกไซร้เข้าที่ซอกคอ แล้วหอมแก้มสุกปลั่งราวผลพีชอีกฟอดใหญ่

"เพื่อนคุณรออยู่นะคะ" ...



"ฉันให้เวลาแกสิบนาที" เมฆาเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขกด้วยอารมณ์ดีขึ้น

"นั่นควรเป็นคำพูดของฉัน" วีรัสว่าอย่างเหลืออด เพราะเขานั่งรอมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว กว่าอีกฝ่ายจะยุรยาตรลงมาจากโต๊ะอาหารได้

"แกอยากมาผิดเวลาเองนี่หว่า" เมฆาว่าแล้วยิ้มขำ

"ฉันก็เพิ่งรู้ว่านรกของแกเวลาอยู่กับภัสมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ฉันชักอยากตกนรกบ้างแล้วว่ะ" วีรัสหัวเราะร่วนจนเกือบลืมจุดประสงค์การมาในครั้งนี้

"ไอ้บ้า! มีธุระอะไรก็รีบว่ามา" เมฆาขว้างหมอนอิงใส่กลบเกลื่อนอาการเขิน

"แล้วนี่ ภัสไปไหน" วีรัสชะเง้อมองหา

"ตกลงแกมีธุระกับใครกันแน่"

"ก็ทั้งสองคนนั่นแหละ คืองี้ตำรวจติดต่อญาติผู้เสียหายได้แล้ว ชื่อคุณโสภา พิตนภางค์ เป็นผู้ดูแลสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า"

"เขาเป็นแม่ลูกกันเหรอ"

"เปล่า คนที่ถูกชนเป็นเด็กในอุปการะของศูนย์"

"เวรกรรม! ภัสจะรู้ไหมเนี่ยว่าทำอะไรลงไป"

"ยังไงก็ต้องไปเจรจากับเขาก่อน พวกเรื่องค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชย หรืออาจต้องมีเงินบริจาคให้สถานสงเคราะห์ด้วย คิดว่าทางนั้นคงพอใจระดับหนึ่ง"

"ก็หวังว่าอย่างนั้น แกก็รู้ว่าเงินไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง"

"แกก็เตือนภัสให้รักษากิริยาหน่อยละกัน ถ้าทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจจะลำบาก"

"อืม แล้วนี่แกกินอะไรมาหรือยัง"

"แค่ที่เห็นบนโต๊ะนั่น ฉันก็อิ่มแล้วล่ะว่ะ" วีรัสว่าล้อและได้รับหมอนอิงที่ขว้างไปอีกใบแทนคำตอบ ก่อนเมฆาจะผละขึ้นไปบนห้องเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกชื้นของตนบ้าง



โสภามองสภาพเด็กสาวที่เลี้ยงดูและเห็นกันมาตั้งแต่แบเบาะด้วยความเวทนาสงสารจนน้ำตาร่วงไม่ขาดสาย ไม่คิดว่าชมดาวจะต้องมาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้

"เจ็บไหมลูก ดาวได้ยินแม่ไหม" มือหยาบกร้านสีเข้มกุมมือเรียวบางไม่ไหวติง ร่างกายบอบช้ำนั้น ดูจะไม่รับรู้แม้แต่น้อย

"แม่จ๋า.." เสียงเอ่ยทักแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง ภายในห้องไอซียู ทำให้หญิงสูงวัยต้องหันมามอง หากแต่เจ้าของร่างกับไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อย

ชมดาวได้แต่ยืนน้ำตาคลอ เมื่อเห็นหญิงที่ตนรักนับถือเหมือนมารดาเศร้าโศกเสียใจ แต่เธอจะบอกได้อย่างไรว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร และยืนอยู่ตรงนี้

"เออ ผมเมฆาครับ แล้วนี่ภรรยาผม ที่ขับรถชนน้องเขา" ชายหนุ่มแนะนำตัว เมื่อเห็นทั้งสองเอาแต่จ้องหน้ากัน

"คุณเองเหรอที่ทำให้ดาวเป็นอย่างนี้" สายตาโสภาที่จ้องมองมาที่หญิงสาวมีแววโกรธเคืองฉายชัด

"หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องเป็นแบบนี้" ชมดาวคุกเข่าลงกราบลงบนตักคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง มองสบดวงตาดุด้วยแววตาสำนึกผิด แล้วน้ำตาก็ร่วงลงอาบแก้ม

"ฉันเองก็ไม่อยากอาฆาตมาดร้ายคุณหรอกนะ คงเป็นเวรเป็นกรรมของดาวมัน ไม่คิดว่าชีวิตมันจะอับโชคขนาดนี้ ดิ้นรนขวานขวายจนได้ดี กำลังจะได้งานดีๆ ทำ ก็ต้องมามีสภาพแบบนี้" โสภาพรรณนาทั้งน้ำตา ทำให้คนที่คุกเข่าอยู่ร้องไห้ตามจนร่างสั่นสะท้าน

เมฆามองภรรยาด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าภัสสรจะแสดงความอ่อนไหวออกมาในลักษณะนี้ แต่ก็พลอยทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจไปด้วย และเชื่อว่าภรรยาตนคงรู้สึกผิดจริงๆ  เขาก้มลงประคองร่างบางขึ้นยืนแล้วกอดเธอไว้ในอ้อมแขน

"ทางเราเสียใจจริงๆ นะครับกับเรื่องที่เกิดขึ้น และยินดีจะรับผิดชอบเต็มที่ คุณป้าต้องการอะไรขอให้บอกนะครับ" เมฆาว่า

"ฉันไม่ต้องการอะไรหรอกคุณ แค่ขอให้ดาวฟื้นกลับมาเป็นปกติ ฉันก็พอใจแล้ว" โสภาว่าพลางลูบหน้าผากซีดแผ่วเบา

"ผมจะให้คุณหมอช่วยดูแลเป็นอย่างดีไปตลอด และยินดีจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยครับ" ชมดาวขยับออกมองหน้าเมฆาด้วยความซาบซึ้ง ตอนนี้เขาดูเป็นเทพบุตรสำหรับเธอเลยทีเดียว

"ถ้าคุณรับปากอย่างนี้ ฉันก็คงต้องพอใจ และหวังว่าพวกคุณจะจดจำอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทเรียน เพราะดาวอาจไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็ได้" โสภาสะอื้นหนักอีกครั้ง ก่อนจะบอกต่อว่า

"ฉันขออยู่กับลูกตามลำพังได้ไหม" ...


"ถ้าเป็นการแสดง ต้องถือว่าภัสตีบทแตกกระจุยเลยว่ะ" วีรัสว่าเมื่อยืนอยู่ตามลำพังกับเมฆา ขณะรอชำระค่ารักษาพยาบาล และชมดาวขอตัวไปเข้าห้องน้ำได้สักพักแล้ว

"นั่นสิ ฉันก็รู้สึกว่าภัสเปลี่ยนไปมาก หลังเกิดอุบัติเหตุ" เมฆาว่าด้วยความกังขา

"เรื่องหย่า แกจะลองคิดดูอีกทีไหม ฉันดูก็รู้ว่าแกยังรักภัสอยู่"

"ฉันไม่ได้หย่าเพราะเกลียด เพียงแต่คิดว่ามันคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยๆ ก็ยังมีภาพความทรงจำดีๆ เหลือต่อกันบ้าง"

"สรุปว่ายังไงแกก็จะหย่าให้ได้ใช่ไหม"

"อืม"

คำถามนั้นทำให้คนที่เดินมาข้างหลังและได้ยินเข้าโดยบังเอิญถึงกับอึ้ง และพอได้ยินคำตอบก็ชาไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น เธอกับเขาก็แค่คนเพิ่งพบกัน พลางนึกโกรธตัวเองที่เผลอคิดไปว่าเขาเป็นครอบครัว ทั้งที่สถานการณ์นี้เธอเป็นได้เพียงคนฉวยโอกาสเท่านั้น

ชมดาวก้าวไปนั่งที่เก้าอี้ว่างเงียบๆ ขณะที่ทั้งสองยังคุยกันต่อ ท่ามกลางเสียงประกาศอื้ออึง หญิงสาวรู้สึกสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าถ้าไม่อยู่กับครอบครัวนี้ แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน เธอไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับร่างที่อาศัยอยู่นี้ ส่วนคนที่เธอพอจะรู้จักอยู่บ้าง ก็คงเห็นเธอเป็นคนแปลกหน้า


"ไปกันเถอะภัส เรียบร้อยแล้ว" เมฆาเดินมาบอก ขณะหญิงสาวกำลังนั่งเหม่ออยู่กับความคิดของตัวเอง

"เออ ค่ะ" ชมดาวลุกยืน

"งั้นฉันแยกตรงนี้เลยนะ มีนัดที่สำนักงานต่ออีก" วีรัสว่า

"ขอบคุณนะคะ คุณวี" ชมดาวหันไปยกมือไหว้

"ครับ" วีรัสรับไหว้พลางทำหน้าประหลาดใจใส่เมฆา เพราะไม่เคยเห็นภัสสรมารยาทดีกับเขาขนาดนี้

"ขอบใจมาก ไว้เจอกัน" เมฆาตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นการลา


"หิวหรือยังภัส" ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อรถเคลื่อนออกจากลานจอดในช่วงใกล้เที่ยง

"ไม่ค่ะ" ชมดาวตอบแล้วนั่งเงียบ

"คุณยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ"

"เดี๋ยวกลับไปกินที่บ้านก็ได้ค่ะ"

"ไม่ทันแล้วล่ะ ผมมีประชุมตอนบ่ายโมง" เมฆาเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ

"ให้ฉันกลับเองดีกว่านะคะ เดี๋ยวตอนเย็นต้องไปรับลูก สัญญากับแกไว้แล้ว"

"เอางั้นก็ได้"

"เออ คุณช่วยเขียนแผนที่ให้หน่อยได้ไหมคะ"

"แผนที่?"

"คือ..ฉันจำทางกลับบ้านไม่ได้" ชมดาวว่าเสียงอ่อย เพราะเธอไม่คุ้นกับระแวกนี้ แถมยังเป็นคนมีปัญหาเรื่องการจดจำเส้นทาง

"ได้สิ" เมฆานึกสนุกอยากรู้ว่าเธอจำไม่ได้จริงๆ หรือว่าแกล้งเล่นบทสมองเสื่อมอีก เขาจอดรถลงข้างทาง หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนแผนที่มั่วๆ แล้วยื่นให้

"ขอบคุณค่ะ แล้วเจอกันที่บ้านนะคะ" ชมดาวรับแผนที่แล้วลงจากรถไป ยืนรอจนเขาขับไปลับตา จึงนึกขึ้นมาได้ว่า..

"ตายจริง!" เธอรีบจนลืมหยิบกระเป๋าถือออกมาด้วย และตอนนี้ก็ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท หญิงสาวเพ่งมองแผนที่ในมือ คิดว่าถ้าแท็กซี่ไปส่งถึงบ้าน ก็คงไม่มีปัญหา


















 

Create Date : 21 เมษายน 2555    
Last Update : 25 เมษายน 2555 19:09:17 น.
Counter : 491 Pageviews.  

My Love ตอนที่ 4


"ชมพู่อยากไปสวนสนุกค่ะ คุณพ่อ" เสียงใสๆ เอ่ยขึ้นบนโต๊ะอาหารเช้า

"ไว้เป็นอาทิตย์หน้าได้ไหมลูก อาทิตย์นี้พ่อนัดน้าวีไว้แล้ว"

"ให้น้าวีไปด้วยก็ได้ค่ะ"

"ไม่ได้หรอกลูก น้าวีต้องทำธุระด้วย"

"ธุระอีกแล้ว..." เด็กหญิงทำหน้าผิดหวัง

ชมดาวคิดว่าจะไม่เข้าไปยุ่งแล้วเชียว แต่ก็อดไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าไร้เดียงสาหม่นหมองขึ้นมาทันตา พลางคิดว่าเขาช่างเป็นพ่อที่ประเสริฐจริงๆ ห่วงแต่ความสุขของตัวเอง

"ฉันจะพาลูกไปเองค่ะ" ชมดาวเสนอตัว เพราะคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของเธอด้วย

"เย้!" สีหน้าและน้ำเสียงของเด็กน้อยเปลี่ยนไปทันที

"งั้นรีบทานข้าวนะคะ" เมฆาแอบมองหญิงสาวยิ้มๆ คิดไม่ถึงว่าภัสสรจะมีโมเม้นนี้กับเขาด้วย



"คุณเมฆคะ คือว่าฉัน..." ชมดาวอ่ำอึ้งหลังจากเด็กหญิงขึ้นไปแต่งตัวกับพี่เลี้ยง ส่วนทั้งสองก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

"ขอคุยอะไรเป็นการส่วนตัวหน่อยได้ไหมคะ"

"ที่นี่ยังส่วนตัวไม่พออีกเหรอ?" เมฆาส่งสายตายียวน สื่อความหมายที่ทำให้คนฟังหน้าเรื่อขึ้นได้

"นี่คุณอย่ามาคิดบ้าๆ นะ" หญิงสาวเหลือบมองไปทางคนรับใช้ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล

"ผมคิดอะไร?" ชายหนุ่มยิ้มกวน

"ฉันไม่พูดด้วยแล้ว!" ชมดาวตั้งใจจะเดินหนี ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะพาชมพู่ไปเที่ยวได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท

"เดี๋ยวสิ ภัส! ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย" เมฆาคว้าแขนไว้ แล้วอุ้มเธอขึ้นจนตัวลอย ท่ามกลางสายตารอลุ้นว่าฉากนี้จะจบลงอย่างไร

"นี่ปล่อยนะ! คุณจะทำอะไร" ชมดาวทุบอกเขาแล้วถามเสียงเบา เพราะรู้ว่ากำลังเป็นเป้าสายตา

"ก็จะพาไปหาที่ส่วนตัว คุยกันน่ะสิ ถามได้" ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจอาการเขินของภรรยา

"ปล่อยค่ะ ฉันเดินเองได้"

"ถ้าคุณเดินเอง ผมจะไม่รับฟังธุระของคุณ" เท่านั้นเอง หญิงสาวก็ต้องยอมสงบศึก เพราะหากไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเขา เธอคงต้องทำให้ลูกผิดหวังซ้ำอีกเป็นแน่


"ว่าธุระของคุณมาได้แล้ว" เมฆานั่งลงบนเก้าอี้หมุนในห้องทำงาน เมื่อทั้งสองอยู่กันตามลำพัง

"คือ..ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยค่ะ" ชมดาวเอ่ยด้วยความกระดาก

"นี่มันเพิ่งต้นเดือนนะภัส เงินในบัญชีคุณหมดแล้วเหรอ?"

"ปละ..เปล่าค่ะ.. คือฉันยังไม่ได้ไปกด" ชมดาวตอบเลี่ยงๆ เพราะเธอจะไปถอนเงินนั้นออกมาได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่รู้อะไรสักอย่าง

"แล้วบัตรเครดิตล่ะ คุณรูดเต็มวงเงินแล้วเหรอ?"

"ฉันแค่คิดว่า.. สวนสนุกคงไม่รับบัตรเครดิตมั้งคะ"

"คุณต้องการเท่าไหร่ ผมไม่มีเงินสดมากนักหรอกนะ" เมฆาว่าเพราะรู้นิสัยใช้เงินราวกับหว่านของภรรยาดี

"สักห้าพัน แล้วฉันจะใช้คืนให้นะคะ" หญิงสาวคิดว่าจะหาซื้อเสื้อผ้าในแบบที่เธอชอบสักสองสามชุด เพราะที่สวมอยู่นี้มีแต่ชุดหรู แต่ไม่ทะมัดทะแมงเอาเสียเลย

"ห้าพัน!" เสียงอุทานทำให้เธอต้องตัดความต้องการส่วนตัวออกไปทันที

"สามพันก็พอค่ะ"

"ทำไมคุณไม่ขับรถชนคน เสียตั้งแต่ห้าปีก่อนนะ" เมฆาว่าพลางหยิบซองเงินสดในลิ้นชักยื่นให้

"ขอบคุณค่ะ"

"ให้มดง่ามมันขับรถให้ละกัน ผมไม่อยากให้คุณขับเอง"

"งั้นฉันไปเลยนะคะ"

"เดี๋ยว"

ชมดาวหยุดรอจนชายหนุ่มลุกออกจากเก้าอี้ และเดินมาถึงตัว

"เงินนั่นผมไม่รับคืน แต่ขอแลกเป็นอย่างอื่น" เขากระซิบเข้าที่ข้างหู ก่อนจะเดินผละไป ปล่อยให้หญิงสาวยืนนิ่งคิดตะเลิดเปิดเปิงจนใบหน้าร้อนผ่าว พอตั้งสติได้จึงรีบเปิดซองออกดู

"สองหมื่น!" ชมดาวอุทาน นี่เป็นเงินจำนวนมากที่สุดในชีวิตที่เธอเคยมีเลยทีเดียว




การมาเที่ยวสวนสนุกในวันนี้ ไม่เพียงแต่ชมพู่เท่านั้น แม้แต่ชมดาวเองก็รู้สึกสนุกตื่นเต้นไปด้วย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้มาเที่ยวสวนสนุกใหญ่โตขนาดนี้ แม่ลูกจึงเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นนานาชนิดที่พอจะนั่งด้วยกันได้ ชมการแสดงบ้าง ซื้อขนมและเครื่องดื่มทานกันบ้าง จนมาถึงซุ้มโยนบอล ซึ่งเป็นหนึ่งในเกมแลกตุ๊กตา

"ชมพู่ลองเกมนี้ดูไหมลูก" ชมดาวถามขณะทั้งสองกำลังเดินทานไอศครีมโคนมาด้วยกัน

"เล่นยังไงคะ" ชมพู่มองหลุมเป็นแผงเต็มไปหมด

"โยนลูกบอลให้ลงหลุมสีแดงค่ะ แล้วหนูก็จะได้ตุ๊กตา" ชมดาวอธิบายเมื่อยืนดูได้สักพัก

"ชมพู่อยากเล่นค่ะ" เด็กหญิงทำตาโต

ครั้นพอได้ลูกบอลมา มือน้อยๆ ก็ขว้างออกไปสะเปะสะปะไม่ได้เล็งอะไรเลย ลูกบอลกลิ้งกระดอนไปชนขอบไม้ด้านใน แล้วกลิ้งกลับออกมาผ่านหลุมตื้นๆ ที่เรียงรายกันอยู่แล้วไปลงหลุมสีแดงเสียงั้น หนูน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ส่วนแม่นั้นอดขำไม่ได้ เพราะต้องเรียกว่ายิ่งกว่าฟลุคเสียอีก

หลังจากหอบหิ้วหมีพูห์ตัวโต ไปเล่นต่ออีกหลายเกม ก็ได้เวลาออกจากสวนสนุกในช่วงบ่ายจัด ทั้งสองแวะไปทานข้าวที่ห้าง และซื้อเสื้อยืดกางเกงยืนส์อีกสองสามชุดตามที่ตั้งใจไว้ แล้วจึงกลับมาถึงบ้านช่วงหัวค่ำพอดี

"ขอบคุณมากนะนายมด เดี๋ยวฉันถือเข้าไปเอง" ชมดาวรับของจากมือคนขับ แล้วหันไปบอกลูกสาว

"ขอบคุณลุงมดก่อนค่ะ ชมพู่"

"ขอบคุณค่ะ" เด็กหญิงยิ้มหวาน

"ครับ อย่าลืมเอาตุ๊กตาไปอวดคุณพ่อนะครับคุณหนู" มดง่ามยิ้มรับแล้วเอารถไปเก็บ พลางคิดว่าต้องรีบไปแจ้งให้คนในครัวรู้ว่าคุณผู้หญิงเปลี๊ยนไป๋ครั้งมโหฬาร และเขาอยากให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป บ้านนี้จะได้สงบสุขเสียที




เมฆากลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และได้ยินเสียงหัวเราะเล็ดรอดออกมาจากห้องนอนลูกสาว ชายหนุ่มเดินไปหยุดยืนฟังใกล้ๆ อดยิ้มไปกับเสียงแจ่วๆ ที่ได้ยินไม่ได้ ก่อนจะผละกลับห้องตนเพื่ออาบน้ำผลัดเสื้อผ้า

ครั้นพอชำระร่างกายจากเหงื่อที่ไปออกรอบมาทั้งวัน แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอน กลับรู้สึกว่าเตียงกว้างเกินไป และห้องนอนก็เงียบเหงาเกินไป เมื่อรู้สึกดังนั้น สมองก็สั่งการให้กายลุกขึ้นทันที เพื่อไปหาที่ๆ อบอุ่นและครึกครื้นกว่านี้

"คุณพ่อ" ชมพู่ลุกจากที่นอน วิ่งมาหาที่ประตู เพราะอยากจะอวดสมาชิกใหม่บนหัวนอน

"เที่ยวสนุกไหมคะ วันนี้" เมฆาอุ้มเด็กหญิงขึ้นในอ้อมแขน แล้วเดินกลับมาที่เตียง ทำเอาคนที่นอนเล่านิทานอยู่ก่อนรีบขยับลุกนั่ง

"สนุกที่สุดในโลกค่ะ ชมพู่โยนบอลได้พี่พูห์ด้วยค่ะ" เด็กหญิงรีบอุ้มตุ๊กตามาโชว์เมื่อถูกปล่อยลงบนที่นอน

"เก่งจังเลยลูกพ่อ" เมฆานั่งลงบนขอบเตียงอีกด้าน หอมแก้มชมพู่ฟอดใหญ่ แล้วหันไปถามชมดาว

"แล้วนี่คุณกับลูกทำอะไรกันอยู่"

"ฉันกำลังอ่านนิทานให้ลูกฟังค่ะ"

"ให้พ่อฟังด้วยคนได้ไหมคะ" เมฆาหันกลับมาพูดกับลูก

"ต้องนอนฟังนะคะ ถึงจะสนุก" ชมพู่ว่าพลางขยับให้พ่อลงนอนข้างๆ

"เออ ให้คุณพ่อเล่าดีไหมคะ แม่ชักจะเหนื่อยแล้วล่ะ" หญิงสาวว่าอึกอัก รู้สึกไม่เป็นตัวเอง เมื่อเขาอยู่ใกล้ๆ

"อ้าว" เมฆาหันมองหน้าหญิงสาว

"ก็ฉันอ่านไปตั้งหลายเรื่องแล้วนี่คะ ตาคุณบ้าง" ชมดาวยื่นหนังสือให้ ชมพู่มองทั้งสองกลับไปกลับมา ตกลงว่าใครจะอ่าน

"เอาหนังสือไว้ก่อนละกัน เรามาเล่นเกมกันดีกว่า" เมฆารับหนังสือมาวางไว้บนหัวนอน

"เย้! ชมพู่อยากเล่นเกมค่ะ"

"งั้นมาเริ่มกันเลย" เมฆาหักนิ้ว แล้วสะบัดมือไปมา

"เกมอะไรคะ" ชมพู่ยิ้มตาโต ถามด้วยความสนใจ

"จักจี้เด็กไง" ว่าแล้วมือก็จี้เข้าที่เอวเล็ก แล้วกดจมูกลงบนพุงน้อยๆ เสียงหัวเราะคิกคักสลับกับเสียงกรี๊ดดังไปทั่วห้อง ชมดาวเห็นพ่อลูกหยอกเย้ากัน แล้วอดยิ้มขำไม่ได้ 

"เอาล่ะถึงคิวเจ้าตัวโตบ้าง" เมฆาทำท่าแยกเขี้ยว ขยับเขาหาหญิงสาว

"ไม่เอานะ ฉันไม่เล่น" คนที่ถูกคร่อมร่างไว้และกดข้อมือลงบนที่นอนร้องเสียงหลง

"ไม่เล่นไม่ได้ ใช่ไหมชมพู่" ชายหนุ่มหาแนวร่วมทันที

"เดี๋ยวชมพู่ช่วยค่ะ คุณแม่" เด็กหญิงปีนขี้นไปขี่หลังพ่อ แล้วใช้นิ้วเล็กๆ จี้เข้าที่เอวแข็งแรง ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้ร่างใหญ่นั้นสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แถมต้องรีบเกาะไว้แน่นเมื่อแผ่นหลังกว้างเริ่มขยับไปมา

"มาดูดเลือดซะดีๆ" เมฆายิ้มเจ้าเล่ห์ ซุกไซ้ปลายจมูกลงไปที่ซอกคอ แล้วเคลื่อนปลายนิ้วไปจี้ที่เอวหญิงสาว  ชมดาวขยับขลุกขลักพร้อมเสียงหัวเราะ ประสานกันทั้งพ่อแม่ลูก ดังลงไปถึงชั้นล่าง


"แม่เจ้าโว้ย! ข้าไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วว่ะ" ป้าแจ่ม แม่ครัวเก่าแก่อยู่มาตั้งแต่สมัยเมฆายังเด็ก เอ่ยด้วยความรู้สึกดีใจ

"เชอะ! ดีได้ไม่เท่าไหร่หรอกป้า เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก คอยดู" ปรางว่าด้วยน้ำเสียงตาร้อน

"นังนี่! ปากเสีย คุณภัสร้ายยังไงข้าก็ยังรับได้ แต่ถ้าแกขึ้นมาเป็นคุณผู้หญิงของบ้าน กู~นี่แหละ จะลาออกคนแรกเลย" ป้าแจ่มประกาศต่อหน้าคนรับใช้ทุกคนที่อยู่ในบ้าน

"ลาออกแล้วป้าจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ บ้านคุณภัสเหรอ?" ปรางยังไม่ยอมแพ้

"เฮอะ! ข้าไม่ต้องย้ายก้นไปไหนหรอก แกนั่นแหละต้องถูกเฉดหัวออกจากบ้านนี้สักวัน ข้าเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย ข้ารู้นะว่าคุณเมฆใกล้หมดความอดทนกับแกแล้ว  เมียน่ะหายากนะโว้ย แต่พี่เลี้ยงเด็กอย่างแก หาที่ไหนก็หาได้"

"ฮึ! ป้าก็คอยดูก็แล้วกัน ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป" ปรางกระแทกเท้าออกไปทันที

"นั่งนี่มันเหลือเกินจริงๆ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา" ป้าแจ่มยังไม่หายติดใจ

"ช่างมันเถอะป้า ปล่อยให้มันบ้าไปคนเดียว" อนงค์ว่า แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับที่พักด้วยความสบายใจ


"โอ้ย ชมพู่เหนื่อย" เด็กหญิงหัวเราะจนหอบ

"นอนได้แล้วนะคะ พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า" เมฆาลุกจากที่นอนพลางดึงผ้าห่มขึ้น คลุมให้ทั้งแม่และลูก เขาจูบหน้าผากเล็ก แล้วมองเลยไปที่คนข้างหลัง ซึ่งมองตอบเขินๆ

"ขยับหน่อยสิคุณ" ชายหนุ่มเดินไปปิดไฟ แล้วกลับมาที่เตียง

"นี่คุณจะนอนที่นี่เหรอคะ" ชมดาวตกใจ เมื่อเขาขยับลงมานอนข้างๆ

"พ่อนอนที่นี่ได้ไหมชมพู่" ชายหนุ่มเลี่ยงไปถามลูกแทน

"ได้ค่ะ" เสียงอนุญาติดังขึ้นทันควัน ชมดาวจึงไม่รู้จะประท้วงยังไง

แล้วเสียงครวญเพลงก็ดังมาในอากาศ ...กอดหน่อยได้ไหม ด้วยคำว่าคิดถึง อยากฟังอีกสักครั้งหนึ่ง ให้ใจได้อุ่นใจ...อยากกอดเธอไว้ ให้เหมือนกอดแรกของเรา... ชมดาวแอบยิ้มกับความหมายของเพลง ขณะที่ลำแขนคนข้างหลังเคลื่อนมาเกาะกุมที่เอวเข้าพอดี ส่วนลูกสาวตัวน้อยพอเคลิ้มใกล้หลับ ก็ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดเธอ

"ภัส" เสียงเรียกแผ่วเบาดังอยู่ปลายหู

"คะ?" เพียงเอียงหน้าไปเล็กน้อย คำตอบก็มารออยู่บนริมฝีปาก ไม่ต้องเปล่งเสียง และไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ สัมผัสอ่อนโยนนั้นซาบซึ้งกินใจ จนทำให้หัวใจเต้นแรงได้อย่างน่าอัศจรรย์

"กู๊ดไนท์"

"กู๊ดไนท์ค่ะ" ชมดาวหันกลับ ยิ้มกับตัวเอง ไม่เคยรู้สึกอบอุ่นเท่านี้มาก่อนในชีวิต แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาที่ขโมยมา ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าของที่แท้จริงอยู่ ณ แห่งใดบนโลกนี้

























 

Create Date : 05 เมษายน 2555    
Last Update : 7 เมษายน 2555 16:32:41 น.
Counter : 563 Pageviews.  

1  2  3  4  

Kim-Ha
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จิ้นกระจาย ^^


Smileymissmynovel@gmail.com






Friends' blogs
[Add Kim-Ha's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.