อยากให้คนไทยกลับไปใช้ปิ่นโตไปกินมื้อกลางวันกันอีก เหมือนสมัยอดีต
หลังจากที่ได้ทำอาหารกลางวันและอาหารว่าง
ให้กับสมาชิกในครอบครัวไปทานที่ทำงาน ที่โรงเรียน และเวลาไปเที่ยว
ชัดเจนที่สุดคือ ความอิ่ม อร่อยและประหยัดเงินได้เยอะมากๆ
อาหารต่อมื้อต่อหัวที่แคนาดา มีราคาแพงมาก ถ้าจะเอาสารอาหารครบและอร่อยด้วย
ตกเป็นราคาต่อหัวประมาณ 10-15 เหรียญรวมเครื่องดื่ม. (ราคาตามศูนย์อาหารทั่วๆไป)
ตกเป็นเงินบาทไทยเอา 30 คูณเข้าไปแบบง่ายๆ
สมาชิกที่บ้านมีทั้งหมดหกคน หากกินอาหารกลางวันด้วยการซื้อกิน ก็ประมาณ 80$ (2,400 บาท)
ไม่รวมชากาแฟตบท้ายนะคะ กาแฟก็บวกเพิ่มไปอีกแก้วละแปดสิบบาท

เวลาใครชวนไปทานอาหารเย็นที่บ้าน หรือจะเป็นปิกนิคบาร์บีคิว ถือว่าให้เกียรติมาก(เลยไม่ค่อยปฏิเสธอ่ะ)

เวลานี้ได้ข่าวมาว่าที่ไทยเองราคาอาหารนอกบ้านแพงขึ้นๆ
กินข้าวข้างทางราคา 30 บาทไม่มีแล้ว
เมื่อสองสามปีก่อน ร้านหน้าปากซอยบ้าน ยังกินกระเพราไก่ไข่ดาวในราคา 40 บาทพิเศษได้
แต่น้องบอกมาว่า ไม่มีอีกแล้ว
ถ้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือระดับปริญญาตรี 15,000 บาท
ก็คงอยู่ยากเหมือนกัน ถ้ามื้อกลางวันต้องซื้อข้าวกิน โดยเฉพาะผู้ชายกินข้าวจานเดียวไม่น่าจะอิ่มได้

สมัยเราทำงาน มื้อกลางวันเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน ประมาณหนึ่ง
ไปกินข้าวกับคนนู้นได้ กับคนนี้ไม่ได้ คนนี้เขม่นกับคนนั้น กลุ่มนี้เขม่นกับคนนั้น สารพัดเรื่องราวระหว่างมื้อเที่ยง ไปกินข้าวกับบางกลุ่มก็ทำเอาแทบหมดตัว เพราะกลุ่มกินเก่งก็จะเสาะแสวงหาร้านอร่อย(แต่แพง) หรือไม่แพงแต่สั่งมาเยอะประมาณโต๊ะจีน ( เพราะหารค่าอาหารเท่ากัน)
เคยไปทำงานอยู่ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ เอาหล่ะค่ะโดนรับน้องใหม่

ถูกแย่งตัวไปเป็นพวกพ้องด้วยมื้อกลางวัน ทำงานอยู่กรุงเทพฯ เหาะไปกินข้าวถึงอยุธยาก็เคยมาแล้ว
หารออกมาเกือบสามร้อยต่อมื้อ( ไม่มีสุราปะปนนะคะ) กินกับกลุ่มนี้ด้วยความเกรงใจเพราะเป็นเด็กใหม่
เงินหมดน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบแปดกิโล พวกเจ๊ๆมักจะไซโคเราเสมอเรื่องผ่านโปร ทำเอาเราฝ่อไปสี่เดือน

ในที่สุดผ่านโปรแล้ว แล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เริ่มถอยฉาก หนีมาตั้งหลัก เริ่มงานเยอะ(ทำฟอร์ม)เก็บงานมาทำช่วงพักกลางวัน
บ้างก็นัดคนมาคุยเนื่องงานมื้อกลางวันแทน พี่เห็นกันจะๆทุกๆวัน
ขาเริ่มขาด มหันตภัยเริ่มคืบคลานเข้ามาเราเหมือนกัน
เริ่มโดนนินทาว่าร้ายใส่ร้ายสารพัด
จริงๆพี่พวกนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่กินกันเก่งเกิ๊น ค่อนข้างน้ำหนักมากกันทั้งกลุ่ม(มีอยู่สามสาว)
ตอนเย็นเราก็เริ่มไปเล่นเทนนิสกับหน่วยงานที่ทำอยู่ ลงแข่งกีฬาภายในด้วยซ่ะเลย
ตอนมื้อกลางวันก็ห่อข้าวไปทานเอง เน้นอาหารสุขภาพไม่อ้วน
กว่าจะกลับมาหนักเท่าเดิมใช้เวลาถึงหกเดือน เพราะงานจะนั่งเป็นหลัก

การห่อข้าวไปทานมื้อกลางวันที่ทำงาน
ไม่พ้นโดนนินทาค่ะ ตอนแรกเราก็รีบออกตัวว่า อยากทานอาหารสุขภาพเพราะแถวที่ทำงานไม่ค่อยมี
แต่หลังๆไม่เน้นสุขภาพมากนัก เริ่มมีหมูเห็ดเป็ดไก่แทรกเข้ามา
แต่คนเริ่มชินกับอาหารกล่องเราเลยไม่ถามอะไรมากนัก
เราชอบการห่อข้าวไปกินที่ทำงานมากๆเลยค่ะ เพราะสามารถควบคุมปริมาณอาหารและความอยาก
ได้เยอะ ช่วยเรื่องการจัดระเบียบชีวิตและเวลาได้ดีมากๆ

ที่แคนาดา. สามีชอบกลับมาบ้าน
ถือกระเป๋ากล่องข้าวมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
บอกว่าเพื่อนร่วมงานเห็นอาหาร(แซนด์วิช) ใส่ไส้สารพัด
ขนม(snack) สลัดผลไม้หรือซุป และเครื่องดื่ม ชมเค้ากันใหญ่ว่าเมียดี
สามีปลื้มใจเอามากๆ. ลูกๆหลานๆก็กลับมาบ้านแล้วบอกว่าอร่อย
แบ่งให้เพื่อนทานด้วย เด็กๆชอบเวลาเอาอาหารไทยไปทานที่โรงเรียน
โดยเฉพาะพวกแกงกะทิใส่ไก่ บอกว่า เพื่อนบอกว่าน่ากิน ขอมาชิมอยู่เรื่อย

อาหารกลางวันที่แคนาดา ก็ไม่จำเป็นต้องห่อไปกินทั้งหมด
ในโรงเรียนประถม จะมี lunch ที่มีคนทำมาขายแต่ต้องสั่งรายอาทิตย์ล่วงหน้า
ราคาประมาณ 5 $ ซึ่งจะเป็นแซนด์วิขหนึ่งชิ้น แอปเปิ้ลหรือสแน็คห่อเล็ก(อาจจะเป็นคุ๊กกี้หนึ่งชิ้น) พร้อมน้ำผลไม้หนึ่งกล่องเล็ก
ในโรงเรียนมัธยม จะมีเคาน์เตอร์เล็กๆมีอาหารขาย พวกพิซซ่าหรือแซนด์วิช (2 อย่าง) ราคา 5$ ไม่รวมน้ำ
ส่วนมาก เด็กๆจะไม่ได้ค่าขนมไปโรงเรียนหากอยากจะได้. พ่อแม่มักจะให้ทำงานแลกเงิน ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เช่น รับจ้างตัดหญ้า เป็นพี่เลี้ยงเด็ก หรือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นครั้งๆไป

แต่อย่างว่าค่ะ ครอบครัวแคนาเดี่ยนเองแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันไป ครอบครัวคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนเอเชียหรืออาหรับหรืออินเดียที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในแคนาดา ค่อนข้างสปอย์ลูกๆกัน ด้วยสิ่งของราคาแพงเหมือนเด็กไทยลูกคนมีฐานะดีๆ เรามักจะเห็นเด็กฝรั่งแต่งตัวธรรมดาๆเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กเอเชียแคนาเดี่ยน

สามีเป็นฝรั่งที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมประมาณหนึ่ง
จริตเราเลยค่อนข้างตรงกันในหลายๆเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องความประหยัด และระเบียบวินัยในบ้าน
ก็โชคดีไป ไม่ต้องมาโต้เถียงกันมาก

วกกลับมาเรื่องปิ่นโตค่ะ
ตอนปีแรกเด็กๆมาเรียนแคนาดา ปรับตัวค่อนข้างยาก
เวลาไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่ยอมทานข้าวก่นออกไปข้างนอก
ทั้งๆที่เราสั่งไว้แล้วว่าจะไม่ซื้ออะไรให้ทานนะ
น้ำก็ไม่พก อาจจะอาย ตอนช่วงมาแรกๆแม่กับยายเค้ามาด้วย
เอะอะอะไร ก็ซื้อกินๆ แต่เราเป็นคนรูดบัตรจ่าย
หลังๆ เราขับรถไปหย่อนไว้ แล้วไปรับกลับ.
คุณยายเจอค่ากินข้าวฟาร์ตฟู๊ดทุกวันๆละกว่าร้อยเหรียญ
บ่อยๆเข้าเริ่มนิ่งขึ้น แถมเด็กๆกินแบบอยู่เมืองไทย
ข้าว ขนม เครื่องดื่ม. แถมกินดื่มไม่หมด ไม่ห่อกลับด้วย(คงอาย)
ถึงแม้ว่าบางครั้งกินจากบ้านไปแล้ว พอไปเจออาหารนอกบ้านก็ขอกินอีก
นึกว่ามันถูกแบบเมืองไทย เจอน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มกระป๋องละ 2.50 $( มีหนาว)
น้ำผลไม้คั้นสด ก็ประมาณแก้วละ 120 บาท ชานมไข่มุกก็ตก 150 บาท แก้วเท่าที่เมืองไทย


เวลาเด็กๆไปกับเรา เราต้องสวมบทคุณน้าใจร้าย ไม่ซื้อให้กินไม่ซื้อให้ดื่ม
ปล่อยให้หิวท้องกิ่ว สี่ห้าหน เลิกเลยค่ะ. ถ้าไม่มียายไปด้วย
ตอนแรกเด็กๆบอกว่าไม่เป็นไรหนูออกตังค์เอง(มาแนวประชด)
เราก็เลยบอก โอเค ดีเลยบอกแล้วไงว่ามีกฎว่าอย่างไร
อย่ามางี่เง่า งอแง ไม่งั้นส่งกลับเมืองไทย ถ้าอยู่ยากแบบนี้
โดนเราแข็งใจไปบ่อยๆๆๆๆๆ

แต่อีตาพ่อเนี่ยชอบแอบไปซื้อแม็คโดแนลไม่ก็พิซซ่ากินกับลูก ยังไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงดี

สามปีผ่านไปเข้าสู่ปีที่สี่ เรายังคงเส้นคงวา

ไปเดินป่า ห่อแซนด์วิชพกสแน็คเตรียมน้ำดื่มไปเสมอ ไม่เป็นไร ไม่กินก็ช่าง
ทนหิวไม่ไหวหรอกค่ะ เดินป่ากันทีสองสามชั่วโมง ยังไงก็กิน
ไปสวน park กันก็เตรียมไป ไปไหนๆก็เตรียมอาหารไป ครบครัวใหญ่นะคะ ตั้งหกคน

ในที่สุด สาวๆเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เวลาเค้าจะไปเที่ยวไหน ไม่ต้องบอกเรื่องกินไปก่อนหนึ่งมื้อ
กินกันเองเรียบร้อย. ล้างจานคว่ำจาน
แถมเตรียมห่อขนม ของว่างหรือข้าวเตรียมไปกินเอง
อาจจะเปลืองมากหน่อยเวลาไปซื้อของเข้าบ้าน เพราะต้องซื้อทีเยอะๆ
ทั้งกับข้าว ข้าว ขนมปัง ขนม น้ำผลไม้
แต่ถ้าเทียบกับทานอาหารนอกบ้านแล้วคุ้มกว่าเยอะ อร่อยกว่ากันด้วย
พัฒนาการด้านการทำอาหารก็ดีขึ้น ขนมปัง คุ๊กกี้ พิซซ่า ฯล ทำเอง
จริงๆก็ไปเรียนมาเยอะหลายหลักสูตรก่อนแต่งงานค่ะ

ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานอาหารนอกบ้านกัน
เรามีการเลี้ยงฉลองกันปีละหกครั้งตามวันเกิดของแต่ละคน
คนนั้นมีสิทธิเลือกร้านที่อยากไปทานได้ แต่ละปีเด็กๆก็จะมองหาร้าน
ที่ตัวเองอยากไปทาน ซึ่งค่อนข้างจะราคาแพงหรูนิดหนึ่ง ก็โอเคค่ะ ยอมได้
ตกมื้อละสามร้อยเหรียญ อย่าลืมคูณด้วยหกนะคะ ตกไปทีปีละ 1,800$ ก็เกือบหกหมื่นต่อปีกินข้าวนอกบ้าน
ยังไม่รวมมื้อเล็กมื้อน้อยแถมๆตลอดปีอีกนะคะ

อยากห่อปิ่นโตไปกินที่ร้านจริงๆๆๆๆๆถ้าทำได้










Create Date : 29 เมษายน 2556
Last Update : 29 เมษายน 2556 6:21:48 น.
Counter : 2320 Pageviews.

3 comments
  
เราเอากล่องข้าวไปทานที่ทำงานค่ะ
ไม่ใช่ว่าจะประหยัด แต่เพราะแถวนั้นหาของอร่อยยากมาก
อีกอย่างคือออกไปตอนเที่ยงมันร้อน คนเยอะค่ะ
เราทำเองสะอาด อร่อยถูกใจ กินอิ่มด้วย
ตอนหลัง ๆ ก็เลยหุงข้าวกินที่ office ซะเลย
แต่ละคนก็หิ้วกับข้าวมาคนละอย่างสองอย่าง มากินด้วยกันค่ะ
โดย: เนินน้ำ วันที่: 29 เมษายน 2556 เวลา:9:28:49 น.
  
ดีจังค่ะ อิ่มอร่อย
ได้ความสุข ความสามัคคีในหมู่คณะ
แถมตังค์เหลือเยอะ
จำได้ว่าตอนเด็กอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่สองคน
ตอนเที่ยงต้องไปกินข้าวด้วยกันเพราะเอาปิ่นโตมากินด้วยกัน
ทั้งที่อยากไปกินกับเพื่อนมากกว่า
คิดถึงปิ่นโตที่แม่ผูกมาให้กินตอนเด็กๆแล้ว
คิดถึงแม่สุดใจเลยค่ะ
โดย: แพน IP: 108.172.61.35 วันที่: 29 เมษายน 2556 เวลา:10:44:31 น.
  
ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ทำกับข้าวเองประหยัดกว่าเยอะเลย
เดี๋ยวนี้ที่ไทย ข้างทาง 30 บาทก็กินได้ค่ะ แต่ราดข้าวอย่างเดียว
ที่สำคัญไม่อิ่มด้วย
โดย: เด็กน้อยตัวแสบ วันที่: 10 พฤษภาคม 2556 เวลา:15:19:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Ugly bacon
Location :
British Columbia  Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Thai Housewife with Canadian husband and a daughter. We live in a small town near Vancouver.