ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำงานในแวดวงการศึกษา
Group Blog
 
All Blogs
 
(2) รู้น่า ว่าแรงบันดาลใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะเอามันมาจากไหน

อย่างที่ได้จั่วหัวไปตอนแรกนะครับ


ว่าแรงบันดาลใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันจะสำคัญแค่ไหนก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลนะครับว่าคิดเห็นกันอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว แรงบันดาลใจถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะว่า ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจแล้ว ก็แทบจะลืมเรื่อง "เริ่มลงมือทำ" ไปได้เลย


ผมขอเล่าแบบเอาจากประสบการณ์ตรงเลยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่ต้องออกเป็นแนววิชากงวิชาการมากมาย เดี๋ยวจะเบื่อซะเปล่าๆ แต่เตรียมรับมือกับความเป็นวิชาการไว้หน่อยก็ดี เพราะ บทต่อๆอาจมีเรื่องวิชาการๆบนๆมาบ้างครับ


สำหรับผมแล้ว การที่ผมจะเริ่มฝึกษาภาอังกฤษนั้น มันเริ่มจากจุดนี้ครับ คือ ตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเรียนปี 3 กำลังจะขึ้นปี 4 ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมพอดี แม่ผมเค้าก็ถามผมว่า "อยากไปอังกฤษมั๊ย ถ้าจะไปก็ให้ยืมเงินไป ไปทำงานที่นั่น แล้วก็เอาเงินกลับมาคืนแม่" เพื่อนแม่เค้ามีสามีที่ทำงานอยู่ที่อังกฤษ ถ้าเกิดจะไปก็ไปทำงานกับเค้านั้นแหละครับ ผมใช้เวลาคิดอยู่สองถึงสามวัน ก็บอกว่า "ไป" จะด้วยความที่อยากเห็นโลกหรืออะไรก็ไม่ทราบ แต่ "ฉันอยากไป"


หลังจากที่บอกกับแม่ว่า "ไป" แล้ว ความกลัวก็เกิดขึ้นครับ กลัวนั้นกลัวนี้ กลัวคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง แต่ที่กลัวที่สุดเลยคือ กลัวสั่งอาหารไม่เป็นแล้วอดตาย (มานึกตอนหลังนี้ก็นึกได้ว่า แล้วจะกลัวอดทำไมฟร่ะ ในเมื่องานที่จะไปทำก็ไปทำงานร้านอาหารที่ลุงทำอยู่ 5555) หลังจากที่ความกลัวเข้าครอบงำเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นธรรมดาครับว่าต้องระงับความกลัวด้วยการเรียกความมั่นใจให้ได้ (ลองสังเกตุตัวท่านเองนะครับว่า ถ้าเรากลัวอะไรแล้ว ความกลัวนั้นมันเริ่มมาจากความไม่มั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์) ในเมื่อเราไม่มั่นใจว่าเราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เราก็ต้องหาวิธีฝึกฝนจนทำให้เรามั่นใจให้ได้ (เอาไว้ในตอนถัดไปแล้วกันนะครับเพื่อพูดถึงวิธีการฝึกที่ผมได้ทำ บทนี้เอาแค่เรื่องแรงบันดาลใจก่อน) นั่นคือแรงบันดาลใจครั้งที่ 1



แรงบันดาลใจครั้งที่สอง


แรงบันดาลใจที่สองนี้ไม่ต่างกับแรงบันดาลใจอันแรกเลยครับ ต่างกันแค่ประเทศที่จะไปเท่านั้นเอง


ครั้งแรกไปอังกฤษ แค่ครั้งที่สองนี้ไปอเมริกา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า UK กับ US ต่างกันที่สำเนียงและ grammar ทั้งๆที่อธิบายถึงเหตุการที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันแท้ๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์ใช้ tense ต่างกันซะได้ สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นผมมีแนวความคิดว่า "ในเมื่อ UK กับ US เค้ามีภาษาที่แต่งต่างกัน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าต่างกันแค่ไหน" ตอนนั้นผมเลยคิดซะว่า "เอาว่ะ ล้างไพ่กันใหม่หมด อย่าไปคิดว่าความรู้ความรู้ที่ได้จากการฝึกในฝั่ง UK จะเอามาใช้กับ US ได้"


แรงบันดาลใจครั้งที่สาม


ถ้าได้อ่านแรงบันดาลใจครั้งที่สามนี้แล้วก็ขอความกรุณาอย่าหัวเราะเยาะกันเลยนะครับถึงแม้ว่ามันจะน่าขำและไรสาระก็ตาม 5555


ตอนผมเรียนอยู่ปี 1 ผมมีแฟนกะเค้าอยู่คนนึง เค้าเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษนะครับ ศัพท์คำไหนที่ผมไม่รู้เนี้ยผมก็จะถามเค้า (จริงๆแล้วก็ถามเกือบทุกคำนั้นแหละ) เค้าพูดภาษาอังกฤษสำเนียง American ได้ดีเสียด้วย (เค้าเคยเขียน note อันนึงซึ่งๆให้ผมเป็นภาษาอังกฤษ ผมเองก็อ่านไม่ค่อยออกก็เลยให้เค้าแปลให้ฟัง "หมดกัน ความ Romantic") พอมาตอนหลังก็เลิกกัน ผมเองก็รู้สึกว่าที่เค้าเลิกกับเราไปนั้นเป็นเพราะว่าเราอยู่ในฐานะที่มีความรู้ที่ด้อยกว่าเค้า ผมก็เลยคิดว่า "ถ้างั้นเราก็ต้องทำให้ตัวเราเองอยู่ในฐานะที่มีความรู้สูงกว่าเค้าให้ได้" นี้ก็เป็นที่มาของแรงบันดาลใจอีกอันนึง


จากที่ผมได้เล่ามาทั้งหมด คงเห็นได้ว่าแรงบันดาลใจของผมนั้นมาจาก ความกลัว (ความไม่มั่นใจ), ความรู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าคนอื่น แต่ผมโชคดีตรงที่ว่า สันชาติญาณหรือเหตุการณ์เบื่องหน้าของผมเองไม่ได้ทำให้ผมหยุดอยู่ตรงนั้น แต่ว่ามันผลักให้ผมเดินหน้าต่อไปจนทำให้ความสามารถทางด้านภาษาของผมพัฒนามาได้ในระดับที่หลายๆคนเรียกว่า "ดี" ถึงขนาดที่ว่าฝรั่งก็ยังออกปากชม (อย่าหากว่าผมยกหางตัวเองเลยนะครับ แต่ที่ว่าอย่างนี้เพราะว่าอยากให้ท่านๆเห็นกันว่าวิธีที่ผมใช้มันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ) แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกหน่อยนึงก็จะเห็นว่าก่อนที่ผมจะมีความกลัว (ความไม่มั่นใจ), ความรู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าคนอื่นนั้น "ผมได้รับโอกาส" ก่อน โอกาสที่แม่จะให้ไปต่างประเทศ โอกาสที่ได้ตัดสินใจไปต่างประเทศ โอกาสที่โดนแฟนเก่าบอกเลิก ดังนั้นแล้วถ้าจะบอกว่า "โอกาสสำคัญกว่าแรงบันดาลใจ" ก็คงไม่เป็นการกล่าวเกินไปนัก


สักเกือบสิบปีมาแล้วนะครับ มันมีความคิดนึงแวบเข้ามาในหัวผมเกี่ยวกับเรื่องของโอกาส ความคิดนั้นก็คือ "ทำอะไรมันต้องมีโอกาส แต่ถ้าโอกาสไม่มาหาเรา เราก็ต้องไปหาโอกาสเอาเอง" ซึ่งยิ่งผมไตร่ตรองคิดพิจารณาเท่าไร ผมก็เห็นว่าสิ่งที่ผมได้ว่าไปนั้นมันเป็นเรื่องจริง" บางท่านอาจจะคิดว่า "แล้วเมื่อไรฉันจะมีโอกาสเหมือนผู้เขียนล่ะให้ทำไง" โอกาสที่จะทำให้ท่านผู้อ่านเริ่มฝึกภาษาอังกฤษนั้นมันมีอยู่มากมายครับ เช่น "อุ๊ยตอนนี้ฉันทำงานอยู่ บ.ฝรั่ง ถ้าไม่ฝึกเดี๋ยวจะไม่ก้าวหน้า", "เดี๋ยวฉันกะว่าจะไปสมัครงาน บ.ฝรั่ง" ต่างๆนานาอีกมากมายหลายอย่าง แต่ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่า "โอกาสแบบนั้นไม่เกิดกับฉันหรอก" ผมก็จะบอกว่า "นี้ไงครับ ผมหยิบยื่นโอกาส และ แนวทาง ให้ท่านแล้ว" แล้วท่านล่ะ พร้อมรับโอกาสนี้หรือยัง???






Free TextEditor


Create Date : 26 กันยายน 2554
Last Update : 26 กันยายน 2554 0:54:37 น. 2 comments
Counter : 614 Pageviews.

 
เข้ามาอ่านเพราะำำกำลังคิดเรื่องนี้อยู่พอดีค่ะ
ขอบคุณนะคะ...อ่าส์...ได้แรงบันดาลใจในการอัพบล็อกแระ..ว้าววว


โดย: โจนบ้ากับป้าแก่ๆ วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:2:12:26 น.  

 
ขอบคุณครับ ขอไปหาแรงบันดาลใจต่อครับอิอิ


โดย: devilmanb วันที่: 26 กันยายน 2554 เวลา:10:00:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Ja-Learn-Suk-Sa-Wat-Dee
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add Ja-Learn-Suk-Sa-Wat-Dee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.