ขอศรัทธาในความรักและเมตตาของพระแม่กวนอิม จงบังเกิดแก่ทุกท่านค่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 

ฤกษ์ไหว้ ตรุษจีน ปี54

ฤกษ์ยามมงคล  ในการไหว้เทพไฉ่ซิ้งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ปี54
สำหรับในปีเถาะ(辛卯) หรือปีกระต่าย 2554 ฤกษ์ยามมงคลที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งแห่งโชคลาภ ในการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภในปีนี้ จะอยู่ในช่วงยามที่สอง คือเช้ามืดของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 01.01-02.59 น. (ซึ่งยังคงเป็นคืนวันที่ 2 อยู่)


ในปีนี้เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ท่านจะเสด็จมาอำนวยโชคลาภทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่ประมาณ 225 -255 องศา (ซึ่งถ้าต้องการจุดแน่นอน ต้องวัดด้วยเข็มทิศทหารก็ใช้ได้) โดยตัวผู้ไหว้ต้องหันหน้า หรือตั้งโต๊ะไหว้ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เข้าหาองค์ไฉ่ซิ่งเอี้ยในทิศดังกล่าว


 การแต่งกาย  ในการไหว้เทพไฉ่ซิ่งเอี้ย
 สำหรับการแต่งกาย ชาวจีนนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงสดใส โดยเฉพาะในวันตรุษจีนและงานมงคลต่างๆ เช่น งานแต่งงาน เพราะชาวจีนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี เป็นสิริมงคล โดยเฉพาะในวันที่สำคัญๆ จะสังเกตว่าชาวจีนจะไม่ใช้พร่ำเพรื่อ หรือจะสะดวกแต่งกายด้วยสีสันที่ดูสดใสก็ได้ แต่ไม่ควรใช้สีขาวหรือดำ
//www.kaejiarjan.com/kaeji-huangjui/fengshui-goodluck/713-wealth.html






Free TextEditor




 

Create Date : 31 มกราคม 2554    
Last Update : 31 มกราคม 2554 7:15:02 น.
Counter : 224 Pageviews.  

meditation diary

อยากนั่งสมาธิให้นิ่งจริงๆ
แต่ด้วยข้ออ้างว่าไม่มีเวลาของตัวเอง
ทำให้ฝึกนั่งสมาธิไม่ได้ต่อเนื่อง
ทำให้เสียวันเวลาไปมากมาย

จริงๆแล้วเวลามีค่ะแต่เป็นกลางคืนดึกสงัด
เคยนั่งแต่ก็รู้สึกกลัวเลยทำให้ไม่ได้นั่งสมาธิ

วันก่อนจัดคอร์สฝึกนั่งสมาธิ พระอาจารย์ได้ชี้แนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้
ว่าถ้าเรารู้สึกกลัวก่อนนั่งสมาธิเมื่อเราหลับตาลงให้นึกภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่คลุมตัวเราไว้

ได้ผลค่ะความกลัวหายไป ความนิ่งเข้ามาเยือน
ทำให้เริ่มนั่งสมาธิได้ แม้จะยังไม่เห็นภาพใดๆ แม้จะมีเพียงแสงสว่างรางๆ
แต่เมื่อเราได้อยู่กับตัวเองให้สมองได้หยุดคิด
ความสงบที่เข้ามาอยู่กับเรา คุ้มค่าต่อการฝึกจริงๆค่ะ




 

Create Date : 29 มีนาคม 2552    
Last Update : 1 เมษายน 2552 12:28:55 น.
Counter : 127 Pageviews.  

สมาธิเบื้องต้น

การฝึกสมาธิเบื้องต้น
สมาธิคือการที่มีใจตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่ กล่าวในภาษาชาวบ้านก็คือ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
การทำสมาธิแบบนี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงนิพพาน หรือความสิ้นไปของอาสวะ แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีหากต้องการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูง หากแต่มีประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีก็ได้จากในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีจิตใจผ่องใส ประกอบกิจการงานได้ราบรื่นและคิดอะไรก็รวดเร็วทะลุปรุโปร่ง เพราะว่าระดับจิตใจได้ถูกฝึกมาให้มีความนิ่งดีแล้ว เมื่อมีความนิ่งเป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมมีพลังแรงกว่าใจที่ไม่มีสมาธิ ดังนี้เมื่อจะคิดทำอะไร ก็จะทำได้ดี และได้เร็วกว่าคนปกติ ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกสมาธิมาก่อน วิธีการทำสมาธิที่ได้ผลและเป็นที่นิยม ได้ถูกนำมากล่าวแนะนำไว้ในที่นี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนต่างๆ โดยท่านสามารถอ่านทีละหัวข้อตามลำดับดังต่อไปนี้
ขั้นลงมือฝึก

ก. การนั่ง การนั่งทำสมาธินั้นจะนั่งบนพื้น หรือ บนเก้าอี้ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกกับสถานที่นั้นๆ หรือ ความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับนักเรียนที่ฝึกในห้องเรียนก็ควรนั่งเก้าอี้ เพราะห้องเรียนอำนวย และการนั่งเก้าอี้ก็สะดวกกว่าการนั่งกับพื้นสำหรับผู้ฝึกใหม่ แต่อย่าพิงพนักเก้าอี้ เพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย
ถ้านั่งกับพื้น ผู้ชายนั่งขัดสมาธิ ผู้หญิงนั่งพับเพียบก็ได้ตามแต่ถนัด โดยให้นั่งเหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ คือ นั่งเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย นั่งตัวตรงเพื่อให้ลมหายใจเดินสะดวก กำหนดสติไว้ให้มั่นคง เพราะสติจำเป็นอย่างที่สุดในการทำสมาธิ ควบคุมใจไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในภายนอก พร้อมกับมีคำบริกรรมกำกับเพื่อให้ใจมีเครื่องยึด คือภาวนาว่า พุท เมื่อหายใจเข้า และภาวนาว่า โธ เมื่อหายใจออก หรือใครจะกำหนดลมหายใจโดยไม่มีคำบริกรรมก็ได้
การนั่งควรนั่งหลับตา เพื่อกันไม่ให้จิตฟุ้งซ่านออกไปทางตา แต่ถ้าผู้ใดนั่งหลับตา มักจะง่วง ก็ให้นั่งลืมตามองเฉพาะที่ปลายจมูกของตน จนไม่เห็นสิ่งอื่น จะเห็นหรือไม่เห็นอะไรก็ตาม ขอให้จ้องมองเท่านั้น พอชินเข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา ทำไปเรื่อยๆจนตาหลับไปเอง

ข. กำหนดลมหายใจ การกำหนดลมหายใจนั้นให้ทำตามลำดับดังนี้:-
1. ขั้นวิ่งตามลม คือเมื่อเราเริ่มกำหนดลมหายใจ ก็สูดลมหายใจเข้าให้แรงจนเต็มปอดประมาณ 3 ครั้ง เพื่อจะกำหนดการเข้า-ออกได้สะดวก ต่อจากนั้นก็ปล่อยลมหายใจเข้า-ออกตามสบาย อย่าบังคับลมหายใจ ปล่อยให้เข้า-ออกตามธรรมชาติ ทำใจให้สบาย เข้าก็ให้รู้ว่าเข้า ออกก็ให้รู้ว่าออก ยาวก็ให้รู้ว่ายาว สั้นก็ให้รู้ว่าสั้น ดึงไปดึงมาเหมือนคนเลื่อยไม้ อย่าเกร็งตัว หายใจเข้าพร้อมกับภาวนาว่า"พุธ" หายใจออกพร้อมกับภาวนาว่า"โธ" โดยส่งใจกำหนดวิ่งตามลมไปตามจุดกำหนดทั้ง 3 จุดคือ ปลายจมูก 1 ท่ามกลางอก 1 ที่ท้อง 1 ปลายจมูกเป็นต้นลมของลมหายใจเข้า กลางอกเป็นท่ามกลาง ท้องเป็นที่สุดของลมเข้า และเมื่อลมออก ท้องเป็นต้นลมของลมหายใจออก กลางอกเป็นท่ามกลาง ปลายจมูกเป็นที่สุดของลมหายใจออก หรือจะกำหนดเพียง 2 จุดก็ได้ คือ ปลายจมูกกับที่ท้อง แล้วติดตามลมไปจนสุดปลายทั้ง 2 คอยระวังใจ(สติ) ให้จับอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้นให้เหมือนคนไกวเปลเฝ้าดูเด็ก ต้องคอยจ้องตามเปลที่แกว่งไปไปสุดข้างทั้ง 2 แต่ละข้าง เพื่อคอยดูไม่ให้เด็กดิ้นหลุดตกลงมาจากเปล และเพื่อให้หลับในที่สุดโดยใช้เปล คือ ลมหายใจเป็นเครื่องกล่อม
เมื่อสามารถตามลมได้ตลอดเวลา จนจิตไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอกแล้ว ก็ชื่อว่าทำสำเร็จในขั้นที่หนึ่ง

2. ขั้นกำหนดอยู่ที่จุดแห่งหนึ่ง เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า-ออก โดยคอยตามลมไป จนจิตไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอกแล้ว ก็ให้เปลี่ยนมากำหนดจิตไว้เฉพาะจุดหนึ่ง ในจุดทั้ง 3 คือ ที่ปลายจมูก ท่ามกลางอก และที่ท้อง ตามที่จะกำหนดได้ถนัด ไม่ต้องวิ่งตามลมเหมือนขั้นแรก แต่ที่นิยมกันส่วนมากให้กำหนดอยู่ที่เฉพาะปลายจมูก อันเป็นทางเข้า-ออกของลม ซึ่งง่ายกว่าการกำหนดที่จุดอื่น คือคอยจับอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกเท่านั้น เหมือนกับนายโคบาล(คนเลี้ยงวัว)ที่ฉลาด เมื่อปล่อยวัวออกจากคอกแต่เช้าแล้ว ก็ไม่ต้องตามหลังมันอยู่ตลอดเวลา แต่ไปนั่งรออยู่ที่ท่าน้ำ หรือ แหล่งน้ำที่วัวจะต้องลงกินในเวลาเย็นทุกวัน แล้วก็จับต้อนเข้าคอกได้โดยสะดวก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเสียเวลาที่ต้องคอยตามหลังวัวอยู่ตลอดเวลา ผู้ฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน กำหนดอยู่ที่ปลายจมูกไม่ไปไหน คอยจับอยู่ที่จมูกเพียงแห่งเดียว เพราะเมื่อลมหายใจเข้าแล้ว ก็ต้องออกทางนี้แน่นอน ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยๆไป หรือผู้ใดเห็นว่าในขั้นตามลมนั้นตนชำนาญแล้วก็ข้ามมาขั้นสองนี้เลย
เมื่อกำหนดอยู่เฉพาะปลายจมูก ไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอกแล้ว ชื่อว่าสำเร็จในขั้นที่สอง ขั้นวิ่งตามลมในขั้นที่หนึ่งนั้นลมหายใจยังหยาบอยู่ แต่ในขั้นที่สองนี้ ลมหายใจจะละเอียดมาก จนบางครั้งไม่รู้ว่าลมกระทบส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเลย เหมือนกับไม่มีลมหายใจ อันแสดงว่าจิตเริ่มสงบมากแล้ว แต่ต้องพยายามกำหนดในขณะหายใจเข้า-ออกให้ได้ตลอดเวลา ก็จะเพิ่มความสงบสุขและพลังให้แก่จิตได้มากทีเดียว
ถ้าทำได้ดีถึงขั้นนี้ก็นับว่าได้สมาธิดีพอสมควร ส่วนขั้นสูงไปกว่านี้ ผู้สนใจศึกษาได้จากอาจารย์กรรมฐาน หรือหนังสือกรรมฐานทั่วไป

หลัก 7 ประการที่จำเป็นในการเจริญอานาปานสติ
1. ต้องนั่งตัวตรง คือ อกยืด ไหล่ตรง และคอตรง
2.อย่านั่งตัวเกร็ง ให้คลายเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ โดยทำใจให้สบายและเบิกบาน เพราะการเกร็งตัวจะทำให้ปวดเมื่อย และมึนศีรษะได้ง่าย
3.จงให้สัญญาแก่ตัวเองว่า จะนั่งให้ได้ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จะไม่ส่งจิตออกนอกกาย หรือ เลิกปฏิบัติก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้ โดยมีใจเด็ดเดี่ยวในการบำเพ็ญ
4.จงตั้งจิตอธิษฐาน อ้างคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพื่อให้เกิดความสวัสดีในการบำเพ็ญ พร้อมกับกล่าวคำว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" ทุกครั้งที่เริ่มบำเพ็ญ เพื่อสร้างศรัทธาให้ใจมั่นคงหนักแน่น และเกิดการคุ้มครองในขณะนั่งสมาธิ
5.จงตัดความกังวลหรือความห่วงใยทุกประเภทให้หมดในขณะนั่งสมาธิ เพื่อป้องกันการใจลอย
6.อย่าบังคับลมหายใจให้สั้นหรือยาว ให้เข้า หรือ ออก เพราะจะทำให้มึนงงศีรษะได้ แต่ปล่อยลมหายใจไปตามธรรมชาติ โดยมีสติจับอยู่ที่ลมหายใจตลอดเวลา

7.อย่าส่งจิตออกนอกกายไปคิดถึงเรื่องในอดีต หรือเรื่องอนาคต แต่จะมีสติจับอยู่ที่ปัจจุบัน คือ ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพราะปัจจุบันสำคัญมากในการฝึกจิต

การฝึกมาธิเบื้องต้น

https://www.youtube.com/watch?v=ZsY0PXb-GSY

Meditation Song(เพลงนั่งสมาธิ)

//www.yidio.com/meditation-music/id/2704616890

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 1 (การเตรียมตัววิปัสสนากรรมฐาน)

https://www.youtube.com/watch?v=krD2u7wCPQk

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 2 (ตำแหน่งลิ้นปี่)

https://www.youtube.com/watch?v=B8xMg8IMhNA

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 3 (การยืนหนอ 5 ครั้ง)

https://www.youtube.com/watch?v=hCAB0-_Ffy4

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 4 (การเดินจงกรม)

https://www.youtube.com/watch?v=QqaZ6Q6bu88

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 5 (การกำหนดอิริยาบถนั่ง 1)

https://www.youtube.com/watch?v=sA8VTccix8A

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 6 (การกำหนดอิริยาบถนั่ง 2)

https://www.youtube.com/watch?v=6inYSTXjS_o

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 7 (ประโยชน์ของการฝึกวิปัสสนากรรม ฐาน 1)

https://www.youtube.com/watch?v=oDd5czanzyg

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 8 (ประโยชน์ของการฝึกวิปัสสนากรรม ฐาน 2)

https://www.youtube.com/watch?v=_OMeohCf7a4

สอนวิปัสสนากรรมฐานโดยหลวงพ่อจร ัญ ตอนที่ 9 (วิธีแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล)

https://www.youtube.com/watch?v=_B1Nu7Vb_rg

A video over meditation, how to meditate. //sunnyisfunny.co.nr

https://www.youtube.com/watch?v=e0rSmxsVHPE






 

Create Date : 26 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 13:51:13 น.
Counter : 197 Pageviews.  

การอุทิศบุญเพื่อให้ค้าขายร่ำรวย(สรุปมาให้อ่านง่ายๆและเสริมอีกนิดหน่อย)

จะว่าไป การได้ดี หรือตกยาก การค้าขายดีหรือซบเซา
ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกรรมในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
อีกส่วนหนึ่งได้รับเหตุปัจจัยกระทบจากสิ่งรอบข้าง
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากาการกระทำของสิ่งลี้ลับที่เรามองไม่เห็น

คนเราทุกคนมีเทวดาอย่างน้อย 2 องค์ เป็นเทวดาประจำตัว คอยติดตามรักษา เทวดานี่แหละ ที่ชอบช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จ

เพราะงั้นเมื่อเราทำบุญแล้ว ควรจะอุทิศบุญให้กับเทวดาประจำตัวเรา
ประจำร้านเรา

บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาตัวข้าและเทวดาประจำร้านค้าของข้า

เมื่ออุทิศบุญแล้วก็อธิษฐานจิตว่า "เทวดารับบุญแล้วโปรดช่วยเหลือกิจการค้าธุรกิจของเรา

ให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด ถ้าร่ำรวยขึ้นจะทำบุญให้ท่านยิ่งๆขึ้นไปอีก"

" เทวดาเมื่อได้รับบุญแล้ว โปรดเรียกลูกค้ามาอุดหนุนให้มากๆด้วย"


การอุทิศบุญ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องกรวดน้ำ ให้ใช้การคิด ต้องรีบคิดทันที

อย่าชักช้า เพราะแสงบุญที่เกิดขึ้นจะดำรงอยู่ไม่กี่วินาที

เวลาหย่อนก้อนข้าวลงในบาตร ให้คิดส่งบุญทันที คิดให้ชัดเจน

อย่าให้ลางเลือน

เมื่อให้ของใคร เมื่อของหลุดจากมือเราก็ให้คิดทันที อย่าช้า

แม้แต่การให้ของบิดา มารดาก็สามารถอุทิศบุญได้เช่นเดียวกัน




 

Create Date : 21 มีนาคม 2552    
Last Update : 22 มีนาคม 2552 16:32:57 น.
Counter : 194 Pageviews.  

คำสอนการอุทิศบุญที่ได้ผล โดยพระอาจารย์เกษม อาจิณฺณสีโล

พระอาจารย์เกษม อาจิณฺณสีโล เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่หล้า


พระอริยะเจ้าแห่งวัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2529

ในฝ่ายธรรมยุติ หลังจากอุปสมบทไม่นานก็เกิดความประทับใจกับ

ประสบการณ์ทางจิตที่ได้รับจากการฝึกเล่นๆ จึงตั้งใจอยู่ปฏิบัติต่อ

ไปขออยู่กับหลวงตามหาบัว แต่ท่านได้แนะนำให้ไปอยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่หล้า

ที่ภูจ้อก้อ เมื่อไปก็ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่หล้า แต่อยู่วัดใกล้ๆ กับหลวงปู่หล้า

อยู่ประมาณสิบเดือน จึงได้กราบลาหลวงปู่หล้าออกมาหาที่บำเพ็ญภาวนาต่อ

ไป ท่านได้เพียรพยายามฝึกฝนตนเองอย่างอุกฤตรวมเป็นเวลาห้าปี

จึงรู้จักธรรมชาติพอเป็นที่สบายใจ ท่านมีประสบการณ์ทางจิตที่

โลดโพนพิสดาร แม้เดินจงกรมก็สามารถเดินเหยียบอากาศเอาผ้าไปพาดไว้

บนกิ่งไม้ 10 เมตรได้ ทั้งสามารถมองเห็นภูต ผี ปีศาจ เทวดา นาค ครุฑ

ยักษ์ อย่างแจ่มชัดแม้กระทั่งลืมตา มีญาณระลึกชาติย้อนหลังได้มากมาย

หลายชาติ เป็นพระสงฆ์ที่ใช้เวลาท่องเที่ยวไปในนรก สวรรค์ บ่อยที่สุด

คล้ายนิทานเรื่องพระมาลัยโปรดสัตว์โลก เป็นพระสงฆ์รูปเดียวและ

รูปแรกที่กล้าพูดกล้าเปิดเผยเรื่องราวลี้ลับ โดยไม่สนใจเสียงส่อเสียดจาก

ชาวโลก และเป็นพระที่ไม่สนใจในลาภ ยศ ชื่อเสียง เป็นพระสงฆ์ที่เทพยดา

ชั้นสูง-ต่ำ ตลอดจน ภูต ผี ปีศาจ ให้ความเคารพรักมาก

วัดของท่านจึงเป็นจุดที่ภูต ผี ปีศาจ เปรต ที่ตกทุกข์ได้ยากทั่วๆ ไป

พากันมุ่งไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือ และแต่ละวันพวกชาวบ้าน

มากหน้าหลายตาทั่วๆ ไปต่างดั้นด้นข้ามภูเขา ผ่านทางทุรกันดาร

ไปกราบท่าน เพื่อปรึกษาหาทางแก้ไขปัญหาชีวิตต่างๆ

แล้วนำคำสอนที่ท่านแนะนำไปปฏิบัติก็ประสบผลสำเร็จ

ตามที่ตนเองคาดหวังไว้ แต่ท่านไม่อยากดัง

ถ้ามีคนไปขอประวัติท่านไปลงหนังสือท่านจะไม่ยอมพูดด้วย

แต่ท่านจะมีเมตตาในการเทศน์การสอนทั้งวันทั้งคืน กลางวันก็อบรม

ประชาชนที่เดินทางมา กลางคืนก็ต้องต้อนรับแก้ไขปัญหาหมู่ชน

ในโลกทิพย์ ท่านจึงมีเวลาผักผ่อนในแต่ละวันน้อยจริงๆ

นอกนั้นหมดไปกับการต้อนรับผู้มาเยือน



ที่วัดของท่านมีแผ่นซีดีและหนังสือแจกจ่ายให้นำไปอ่านและฟัง

และท่านก็บอกว่า

“อ่านแล้วฟังแล้วให้นำไปปฏิบัติแล้วแจกจ่ายกันต่อ

ฟังแล้วเข้าใจแล้วไม่จำเป็นต้องมา เพราะคนพูดเหนื่อยแล้ว

นึกอยากทำบุญให้ทำที่ไหนก็ได้ ไม่ไปวัดก็ได้

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ทำบุญกับพ่อแม่

แล้วอุทิศบุญให้เทวดาและเหล่าสรรพสัตว์ในโลกทิพย์

ก็ได้ผลเท่ากับถวายทานในพระอรหันต์ วัดของอาตมามีพอกิน

พอใช้แล้ว ไม่ขาดแคลนอะไร จึงไม่มีความจำเป็นต้องหลั่งไหล

กันมาทำบุญที่นี่” ดังนี้




แนวการสอนของพระอาจารย์เกษมฯ

ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ทั้งในโลกนี้และในโลกทิพย์มีส่วนสัมพันธ์กัน

เข้าไปอยู่ในกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าโคดมทรงสั่งสอนในการ

เวียน ว่าย ตาย เกิด ไปๆ มาๆ ที่จะไม่เคยเป็นญาติ ไม่เคยเป็นเพื่อน

ไม่เคยเป็นเจ้ากรรม นายเวรกันไม่มี ชีวิตของทุกผู้ทุกคนจึงมีส่วนสัมพันธ์กัน

ไม่มากก็น้อย ทั้งส่วนดีมากและดีน้อย ทั้งส่วนเลวมาก เลวน้อย

ทั้งในส่วนที่ทำให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังมากและน้อย

ทั้งในส่วนที่รักและอุปการะมากและน้อย นี่เป็นกรณีหนึ่ง


การได้ดีตกยาก เจ็บไข้ได้ป่วยของมนุษย์และสัตว์ ส่วนหนึ่งเกิดจาก

ผลกรรมในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ อีกส่วนหนึ่งได้รับเหตุปัจจัยกระทบ

จากสิ่งรอบข้าง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของสิ่งลี้ลับที่เรา

มองไม่เห็น เช่น เทวดาช่วยเหลือ เทวดาให้โทษ ผีให้โทษ

เจ้ากรรมนายเวรที่เคียดแค้น ชิงชังให้โทษ


คนเราทุกคนจะมีเทวดาอย่างน้อย 2 องค์ เป็นเทวดาประจำตัว

คอยติดตามรักษา เทวดานี่แหล่ะที่ชอบช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จ

หรือช่วยปกป้องคุ้มครองให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่น่าหวาดเสียวได้

อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งบางทีเราก็ยกให้เป็นคุณงามความดีของวัตถุมงคลที่

แขวนคอก็มี เด็กน้อยบางคนไม่มีวัตถุมงคลแขวนคอเลย

แต่ตกบ้านตกเรือนด้วยความซุกซน แต่ไม่ได้รับอันตรายเพราะเหมือน

มีใครมาอุ้มไว้ก่อนตกพื้น บุคคลบางคนไม่มีวัตถุมงคลติดตัวเลย

แต่สามารถหลุดพ้นจากอุบัติเหตุและการดักทำร้ายของศัตรูมาได้

อย่างปาฏิหาริย์ นั่นคือการปกป้องรักษาจากเทวดาประจำตัวเขาและ

หรือญาติในโลกทิพย์ของเขา


พวกเราชาวพุทธแต่ละคนล้วนเคยทำบุญให้ทานมาแล้วทั้งสิ้น

ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน ถ้าจะนับบุญก็คงจะใหญ่เท่าภูเขาเลากา

หรือเท่าก้อนโลก แต่ไม่รู้จักใช้บุญของตนเองให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน

ชาติ จึงต้องรอให้ตายแล้วจึงจะได้ไปใช้บุญในสรวงสวรรค์

คนทำบุญจึงชอบบ่นว่าทำแต่บุญไม่เห็นได้ดีสักที ที่เป็นเช่นนี้เพราะ

เขาไม่เคยให้บุญแต่เทวดาที่รักษาตัวเอง ไม่เคยให้เจ้ากรรมนายเวร

ที่ตามจ้องกันอยู่ ไม่เคยให้เทวดาและญาติทิพย์ที่อาศัยอยู่ในเขตบ้าน

เขตเรือน ไม่เคยให้เทวดาที่รักษาเจ้านายของตัว เทวดาเหล่านั้นบางองค์

อาจมีบุญน้อย มีฤทธิ์น้อย จึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเราได้มาก

แต่ถ้าเขาได้รับบุญจากเราบ่อยๆ เขาอาจจะกลายเป็นเทวดาที่มีฤทธิ์

มีอำนาจ สามารถช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จได้ดังใจหมาย

“บางคนอ้างว่าทำบุญทุกครั้งก็กรวดน้ำให้เทวดา และเจ้ากรรมนายเวร

ทุกครั้ง ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง” โปรดเข้าใจว่าท่านให้ไม่เป็น

เขาจึงไม่ได้รับ เช่น ให้ไม่เจาะจง หรือแสงบุญหมดแล้ว

จึงมากรวดน้ำให้เขา เขาก็ไม่ได้รับ

(กลับไปหาอ่านเรื่องพลังบุญตอนขอถามชาวพุทธ)



การให้ทานแก่บุคคลย่อมมีผลบุญแตกต่างกัน


ให้ในพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานย่อมเกิดผลมากกว่า

ให้พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว

ให้ในพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ

ย่อมมีผลมากกว่าให้ในพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ในสถานภาพปกติ

ให้ในพระพุทธเจ้า ย่อมมีผลมากกว่าให้ในพระอรหันต์

ให้ในพระอรหันต์ ย่อมมีผลเหนือกว่าให้พระอนาคามี

ให้ในพระอนาคามี ย่อมมีผลมากกว่าให้ในพระสกทาคามี

ให้ในพระสกทาคามี ย่อมมีผลมากกว่าให้แก่พระโสดาบัน

ให้ในพระโสดาบัน ย่อมมีผลมากกว่าให้แก่ผู้ทรงฌาน

ให้ในผู้ทรงฌาน ย่อมเหนือกว่าให้ในพระผู้ประพฤติศีลตามปกติ

ให้ในผู้มีศีล ย่อมมากกว่าให้ผู้ไม่มีศีล

ให้ในคน ย่อมมากกว่าให้ในสัตว์

ให้ในสัตว์ผู้โพธิสัตว์ ย่อมมีผลมากกว่าให้ในสัตว์ธรรมดา

ให้ในสัตว์ผู้มีคุณ ย่อมเกิดผลมากกว่าให้แก่สัตว์ที่ไม่มีคุณ

และแม้แต่ให้อาหารแก่พวกมด ปลวก ก็ยังเกิดบุญกุศล

ดังนั้น ชื่อว่าการให้ย่อมเกิด บุญกุศลทั้งสิ้น แต่มากน้อยต่างกัน

นี่คือความแตกต่างของนาบุญ ถ้ารู้จักเลือกให้เลือกเถิด

ถ้าเลือกไม่ได้ก็ให้ถวายในสงฆ์รวมก็มีอานิสงส์มาก


เมื่อตั้งใจรักษาศีล ก็ย่อมเกิดบุญกุศลขึ้น ทุกครั้งที่ระลึกถึงศีลตัวเอง

รักษาดีแล้วไม่ด่างพร้อย ก็อธิษฐานส่งบุญได้ว่า

“บุญที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลนี้ขอมอบแก่… (จะให้ใครก็คิดอุทิศเลย)”



ก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง ให้เริ่มคิดดังนี้ “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ จงดลบันดาลบุญที่ข้าพเจ้ากำลังจะภาวนานี้

จงสำเร็จแก่ผู้ต้องการบุญนี้ ผู้ใดคิดอยากได้ขอให้บุญภาวนาที่

กำลังจะทำนี้เป็นของท่านตามปรารถนา” หรือเราจะให้ใครก็ได้

ให้อธิษฐานเอาเอง แล้วก็เริ่มภาวนาได้เลย หลังจากเลิกภาวนาแล้ว

ก็ให้อุทิศบุญนี้ไปอีกครั้งหนึ่ง


หมายเหตุ บุญที่ภาวนานี้กำลังแรง พวกภูต ผี ชั้นต่ำมักรับไม่ค่อยได้

จึงต้องเปิดจ่ายไว้ก่อนทำ เขาจะได้รับตามความสามารถของเขาเอง

ถ้าภาวนาแล้วจึงให้ก็เปรียบเหมือนเราเปิดน้ำจากท่อดับเพลิงแล้วให้เขา

เอาภาชนะมารอง เขาจะรับไม่ได้เนื่องจากฐานจิตของเขาไม่แข็งแรงพอ

ถ้าเราอธิษฐานเปิดไว้ก่อนก็เหมือนเปิดก๊อกน้ำออกค่อยๆ

ใครมีภาชนะน้อยก็เอามารอง แต่สำหรับเทวดาบุญหนักศักดิ์ใหญ่

ท่านสามารถรับบุญใหญ่หลังภาวนาได้ เปรียบเหมือนท่านมีโอ่ง

มีถังขนาดใหญ่สำหรับรองรับน้ำที่พุ่งจากท่อดับเพลิงนั่นเอง




การทำคุณงามความดีทุกครั้ง เช่น การได้ช่วยเหลือคน การได้ทำประโยชน์

ส่วนรวม ย่อมก่อให้เกิดปิติดีใจ นั่นแหล่ะคือบุญ

ให้รีบส่งบุญถึงผู้ที่เราต้องการให้บุญทันที




เคล็ดลับการเบิกบุญเก่ามาใช้

ส่งบุญเก่าที่ทำไว้แล้ว บุญที่เราทำไว้มีมากมายที่สะสมอยู่ในสรวงสวรรค์

ทั้งที่ทำไว้ในอดีตชาติหรือชาตินี้ เราสามารถเบิกบุญนั้นมาแจกจ่าย

อุทิศให้แก่ผู้ที่อยู่ในโลกวิญญาณได้ เหมือนเรามีเงินเก็บไว้ในธนาคาร

เราก็อาศัยบัตรเอทีเอ็ม กดเงินออกมาใช้ การเบิกบุญนั้นต้องอาศัยอำนาจ

พระรัตนตรัย คือให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ จงบันดาลให้บุญของข้าพเจ้า ถึงแก่.....” จะให้ใครก็คิดเอาเอง

การเบิกบุญแจกจ่ายนี้สามารถให้ได้ทุกเวลาเมื่อระลึกขึ้นได้

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม อุจจาระ ปัสสาวะ

ก็สามารถอธิษฐานส่งบุญได้



วิธีที่จะให้เทพที่เป็นหมอมาทำการรักษาตัวเรา



ให้ตั้งจิตก่อนที่จะนอนหลับดังนี้

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้เหล่าเทพเทวา

ที่เป็นญาติข้าฯ จงได้ยินเสียงข้าฯ ในเวลานี้ด้วยเถิด

ขอให้ท่านทั้งหลายจงไปนำเทพที่เป็นหมอมาทำการตรวจรักษาข้า

ในเวลาที่ข้าหลับด้วย ข้าจะเปิดโอกาสไว้ ข้าฯ มี

อาการ .................................(ปวดหัวหรือเป็น อะไรก็บอกไปตามนั้น)

เมื่ออาการดีขึ้นข้าฯ จะทำบุญให้แก่พวกท่านยิ่งๆ ขึ้นไป” ดังนี้



แล้วต่อไปให้คิดดังนี้อีกว่า

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลร่างกายข้าฯ

ให้เปิดโอกาสแก่เหล่าเทพที่เป็นหมอให้เข้าตรวจร่างกายข้าฯ

ในเวลาที่ข้าหลับได้ด้วยเถิด” ดังนี้


แล้วให้คิดจ่ายบุญดังนี้ว่า

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าฯ

จงไหลรวมมาสู่ข้า ในเวลานี้ แล้วขอให้บุญนี้จงอยู่กับข้าฯ

แล้วหากผู้ใดไปนำหมอเทพมา และหมอเทพใดที่มา

ทำการตรวจรักษาข้าฯ ขอบุญนี้จงเป็นของท่านผู้นั้น” ดังนี้



หมายเหตุ แล้วอย่าลืมเอาบุญให้ญาติทิพย์ของตน

และเหล่าเทพที่มาทำการรักษาบ่อยๆ ด้วย

ยาก็ให้กินด้วย หากเป็นยาสมุนไพร ก็ให้เอาบุญให้แก่เหล่าเทพที่รักษา

ต้นยาที่เอามากินนั้นด้วย แล้วก็เอาบุญให้ผู้ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย

ตรงนั้นๆ ด้วย

อนึ่ง วิธีนี้สามารถสลับสับเปลี่ยน – ซิกแซกตามแต่ใครจะคิดเอา

แต่อย่าให้หนีจากหลักนี้ เช่น ขอเชิญเอา นาค มาทำการรักษา ฯลฯ

ก็ได้เช่นกัน




***แล้วที่พิมพ์คำว่า “ข้าฯ” นั้น จะว่าข้าพเจ้าแบบเต็มๆ ก็ได้ ***



การอุทิศบุญให้ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์มี 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ



กลุ่มที่เขาเป็นญาติของเราตั้งแต่ อดีตชาติและปัจจุบันชาติ

ที่ตายไปแล้วไปเกิด เป็นอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ มี ผี ปีศาจ เปรต ปอบ

ยมทูต ยมบาล เงือก นาค กินรา ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์

ยักษ์ เทวดา มาร พรหม


กลุ่มที่คอยติดตามดูแลรักษาไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหนๆ

มี ผี ปีศาจ ยมทูต(เป็นบางครั้ง) เงือก นาค กินรา ครุฑ

คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร พรหม


กลุ่มนายเวรหรือกลุ่มที่คอยเล่นงานเรา เพราะมีความเคียดแค้นต่อเรามี

ผี ปีศาจ เปรต นาค ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร ฯลฯ

แม้พวกที่มาคอยสิงคอยทรงก็ถือว่ามันเป็นนายเวรด้วยเช่นกัน

กลุ่มนี้จะทำให้เราไม่สบายทำอะไรก็ติดขัดไปหมด มีกิจการก็ซบเซา

ยิ่งคนที่ฆ่าสัตว์มาก ยิ่งมีเวรมาก (หลวงพ่อท่านว่าอย่างฆ่าไก่ไปตัวหนึ่ง

ไรที่อยู่กับไก่ เป็นหมื่นๆ ตัวก็ตายไปด้วย ผีไก่ผีไรมันก็แค้นเรา

เราต้องส่งบุญให้มันเมื่อมันได้แล้วมันเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้น

มันก็หายแค้นเรา)


กลุ่มเชื้อโรคเชื้อจุลินทรีย์ กลุ่มนี้บางพวกก็เป็นนายเวร บางพวก

ก็เป็นผู้ดูแลรักษาอาศัยอยู่ตามระบบต่างๆ ของร่างกาย

ถ้าเราอุทิศบุญให้เขา เขาก็จะเปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้น

ไม่กลับมาเกิดในร่างกายของเราอีก บางพวกเขาจะรับบุญได้ทันที

แต่บางพวกก็ต้องตายก่อนจึงจะรับบุญได้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะ

เขามีมากมายหลายล้านย่อมมีตัวตาย ตัวเกิดอยู่เนืองๆ

เมื่อเราอุทิศบุญไปให้เขา เขาก็จะรับได้ทันที



การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปดังนี้



การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปให้ญาติในโลกทิพย์

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าฯ

ให้ถึงแก่ ปอบ เปรต ผี ปีศาจ เทวดา มาร พรหม ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์

เงือก นาค ครุฑ อสูร กินราที่เป็นญาติข้า จงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้เถิด”

(กลุ่มญาติ พอเราส่งบุญให้ ได้บุญก็จะดูแลปกป้องรักษาให้เราปลอดภัย

จากเจ้ากรรมนายเวรที่จะมาถึงตัวเรา และก็จะดูแลบ้านกิจการค้าขาย

ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป “หลวงพ่อท่านว่าเหมือนเรามียามแล้วให้เงินเดือน

กินได้กินอิ่มก็ดูแลบ้านเราดี ไม่จ่ายเงินเดือนให้และกินก็ไม่อิ่ม

จะเอาแรงที่ไหนมาปกป้องบ้านเรา”)



การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปให้เจ้ากรรมนายเวร “


ขออำนาจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้า

ให้นายเวรข้าที่เดินทางมาถึงและกำลังก่อกวนข้าอยู่ในเวลานี้

เมื่อรับบุญแล้วจงเป็นสุขเถิด ข้าขออภัยในความผิดที่ข้า

เคยทำกับพวกท่านไว้ เรามาสร้างบุญร่วมกันมามีความสุขไปด้วยกันเถิด”

ดังนี้



การเบิกบุญที่ทำไว้โอนออกไปให้นายเวรฆ่า

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้แปรสภาพ

เป็นร่างกายข้าไปให้นายเวรที่จะเข้ามาทำร้ายข้า ให้เขาได้แก้แค้นร่างกาย

ที่เกิดจากบุญที่ข้าฯ ส่งไปให้นั้นเถิด” (หลวงพ่อบอกว่า “บุญที่เราโอนให้

จะเนรมิตเป็นตัวเราไปให้เจ้ากรรมนายเวรฆ่า” คือเป็นกรณีที่

เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม เขาต้องการจะล้างแค้นเราอย่างเดียว

เขาก็จะได้ฆ่าตัวปลอมที่เราแปรสภาพบุญส่งไป

ใครเจอเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิตก็ลองเอาไปปฏิบัติพิสูจน์ดูมันไม่ยากอะไร

เงินก็ไม่เสีย เหมือนมีคนเอาผลไม้ให้เราชิมบอกว่าหวาน

เราไม่ชิมจะรู้ได้อย่างไรว่าหวาน)




การเบิกบุญแก้ไขโรคได้โดยเจาะจงให้เฉพาะจุด ดังนี้

“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญ

ข้าให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ใน........................

จงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้ แล้วออกจากร่างกายของข้าไปเถิด”


หมายเหตุ (ตรงที่เว้น............................ไว้นั้นให้ระบุส่วนของร่างกาย

ที่กำลังเกิดการเจ็บป่วยหรือมีเชื้อโรคก่อกวนอยู่

เช่น ป่วยเป็นโรคตับอักเสบ ก็ให้บอกว่าให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรค

ที่ก่อกวนอยู่ในตับของข้าฯ นี้) หรือหากเป็นโรคจมูกอักเสบก็ให้บอกว่า

“ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ในจมูกของข้านี้” หรือ

หากเป็นโรคเอดส์ก็ให้บอกว่า “ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่กัดกินหรือ

ทำลายเม็ดเลือดขาวของข้าที่ทำให้ข้าเป็นโรคเอดส์อยู่นี้”

หรือโรคมะเร็งก็ให้บอกว่า “ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ทำให้ข้า

เป็นมะเร็งอยู่ตรง....(บอกตรงที่เป็น) นี้” หรือโรคใดก็ตาม

ให้ทำตามวิธีแบบนี้ เป็นต้น


(อนุโมทนาแก่ผู้พิมพ์ด้วยค่ะ ไปเจอแล้วก็อปมาให้ทุกๆท่านได้อ่านกัน ที่มา //www.geocities.com/metharung/l-kasame.htm)

ช่วยเผยแผ่ธรรมะของหลวงพ่อเกษมฯ โดยนายเมธา.
*** ขออานิสงส์ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ช่วยหลวงพ่อเกษม อาจิณฺณสีโล เผยแผ่การอุทิศบุญ, การโอนบุญ ผ่านทางเวบเมตตาโฮมเพจนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่งปัน-อุทิศผลบุญกุศลนี้ให้กับบิดา-มารดาของข้าพเจ้า, ให้กับญาติพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า, ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า, ให้กับเทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า และให้กับนายแพทย์เชษฐ ศิวะสมบูรณ์ ***

*** ขออานิสงส์ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ช่วยหลวงพ่อเกษม อาจิณฺณสีโล เผยแผ่การอุทิศบุญ, การโอนบุญ ผ่านทางบล็อคนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่งปัน-อุทิศผลบุญกุศลนี้ให้กับเทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า,เทวดาประจำเรือนของข้าพเจ้า,เทวดาประจำร้านของข้าพเจ้า,พระพรหม,พ่อปู่รุกขเทวดา,เทวดาประจำตัวบิดา-มารดาของข้าพเจ้า, ให้กับเทวดาประจำตัวญาติพี่น้องเพื่อนพ้องคนสนิททั้งหลายของข้าพเจ้า, ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า, ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของบิดา-มารดาของข้าพเจ้า,ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของญาติพี่น้องเพื่อนพ้องคนสนิทของข้าพเจ้า,พระพิฆเนษ,พ่อปู่ฤษี,พ่อปู่ชีวก,เสด็จพ่อปิยะ,เสด็จพ่อพระศิวะ,เสด็จแม่อุมาเทวี,เสด็จพ่อพระนารายณ์,เทพ,พรหม,ยม,ยักษ์,ครุฑ,กุมาร,พระมัญชูศรีโพธิสัต,พระแม่ลักษมีและให้กับพระแม่กวนอิม***




 

Create Date : 21 มีนาคม 2552    
Last Update : 22 มีนาคม 2552 16:37:03 น.
Counter : 347 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
khun naam
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน

ดิฉัน นับถือพระแม่กวนอิมมากที่สุด

การนับถือในสมัยเด็กๆของดิฉัน แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเหตุผลหรือสาเหตุ รู้แต่รักพระแม่กวนอิมเพราะท่านดูใจดี รักพระแม่ลักษมีเพราะท่านชอบสีชมพูมากๆเหมือนเรา

แต่ตอนนี้ดิฉันรักเพราะรู้สึกได้ถึงความเมตตาที่ท่านมี ให้กับทุกๆสิ่ง

จากพระประวัติที่ท่านได้ตั้งปณิธานไว้ว่า "จะไม่เสด็จไปไหนจนกว่าทุกๆสรรพชีวิตในโลกจะพ้นทุกข์"

พระแม่ลักษมีก้อเป็นเทพอีกองค์ที่ดิฉันนับถือ
ถ้าพูดถึงเทพสององค์นี้อยากจะใช้คำว่ารักท่าน
มากๆๆๆๆๆๆๆ ศรัทธามั่นคงมากๆ

พระพรหมก้อรักค่ะและก้อเชื่อด้วยว่าท่านก้อเมตตาเรา

แต่ถามว่าเคยได้รับอิทธิฤทธิ์ เคยมีประสบการปาฏิหารย์อะไรเกิดขึ้นกับดิฉันหรือเปล่า

ตอบว่าไม่เคยค่ะ แต่รู้สึกได้ถึงการดลใจ
บางครั้ง บางอย่างไม่มีเหตุผลแต่ทำไมเราจึงเลือกทำในสิ่งที่ควรจะทำได้ถูกเสมอ

หลายคนที่ประสบปัญหานั่นนี่ แต่ทำไมเราถึงได้มีชีวิตที่ดีอยู่

หลายครั้งที่เห็นคนที่ปากบอกว่านั่งสมาธิสำเร็จมาจากที่นั่น ที่นี่ มีองค์นั้นองค์นี้
แต่พูดจาโกหกจนน่าสงสาร โหวกเหวก โวยวาย เสียงดังไม่น่าเคารพ ถือโกรธมีอาฆาตพยาบาท
ไม่รู้จักการอโหสิกรรมที่แท้จริง ช่างน่าสงสารกว่าคนทั่วๆไปซะอีก
ทั้งหมดนี้เพราะถือดีว่าตนมีองค์เทพ

แต่ในจินตนาการของดิฉัน เทพทุกๆองค์น่าจะเป็นเทพที่ใจดี ลูกทำผิกก้อตักเตือน ลูกทำถูกก้อโมทนาอะไรแบบนี้

กลับทำให้ดิฉันรู้สึกว่าบางครั้งการที่ไม่พบเห็นปาฏิหารย์มากมายนั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับดิฉันมากกว่า

ความนับถือของดิฉัน ไม่คยเกิดเพราะมีใครมาทักว่ามีองค์ เห็นใครในตัวเรา แต่ศรัทธาของดิฉันเกิดจากใจล้วนๆ และ

เกิดจากความเชื่อที่ว่า คนคิดดี ทำดี ต้องได้รับความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ต้องได้ดีค่ะ

ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่นับถือศาสนาพุทธ

ดังนั้น ย่อมมีความปราถนาดีต่อคนอื่นๆ

เมื่อเรารู้สึกถึงสิ่งดีๆที่ได้รับจากความเมตตาของสิ่งศักดิ์สิทธ์ก็ย่อมอยากให้ผู้อื่นได้รับสิ่งนั้นเช่นกัน
และมีความเชื่อว่า การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง

เพื่อนๆที่สนใจสามารถ ร่วมบุญสมทบทุนในการจัดพิมพ์หนังสือธรรมมะได้ค่ะ

หรือหากต้องการรับหนังสือธรรมมะ กรุณาเมลชื่อ ที่อยู่ของท่านมาให้ดิฉันเพื่อขอรับสื่อธรรมมะเช่นกันค่ะ

ขอสงวนสิทธ์ในการจัดส่งตามความสะดวก(และกำลังทรัพย์นะคะ)

ขอให้บุญรักษาทุกๆท่านค่ะ


คุณน้ำ
Friends' blogs
[Add khun naam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.