วันที่ 4 เซอร์ไพร้สในเวนิส

20 มีนาคม 2568

ช่วงเช้ายังอยู่ปาโดว่า
เปิดประตูหลังห้องมาดูวิวโบสถ์เซนต์อันโตนิโอให้สาสมแก่ใจก่อนอันดับแรก



เมื่อคืนตอนจะนอนก็แอบคิดนะว่า คริสต์เค้าคงไม่ถือถ้าจะหันเท้าไปทางโบสถ์ทางพระทางเจ้าเนาะ 555 ว่าแล้วซูมให้เห็นรูปสลักนักบุญอันโตนิโอที่เห็นจากห้องให้ดูหน่อย ลักษณะเด่นที่ทำให้รู้ว่านี่คือนักบุญอันโตนิโอ คือ กิริยากำลังอุ้มเด็ก แล้วทรงผมแบบนักบวชโกนหัวตรงกลางกระหม่อม เหลือผมตรงรอบๆไว้เหมือนมงกุฎ 



อย่างที่เล่าไปบล็อกที่แล้ว ปาโดว่าก็เป็นเมืองมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับที่โบโลญญ่า จริงๆเกิดจากอาจารย์และนักศึกษาที่เบื่อหน่ายความอนุรักษ์นิยมของม.โบโลญญ่า เลยมาตั้งม.ปาโดว่าที่บุคลิกจะเปิดกว้างมากกว่า ปัจจุบันก็เป็นมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมากที่สุดแห่งนึงของอิตาลีด้วย 

ใกล้ๆโรงแรมที่พัก มีบ้านอดีตอาจารย์ชื่อดังที่เคยมาสอนที่ ม.ปาโดว่าด้วย
บ้านกาลิเลโอ กาลิเลอิ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ บ้านแบบทั่วๆไปเลย low-key ต้องตั้งใจมาหานะ 



มีป้ายยืนยันว่าดิชั้นไม่ได้โม้ เป็นบ้านพักอาจารย์กาลิเลโอจริงๆ



เป็นเมืองที่เดินสบายใจที่สุด ไม่มีคนเร่ร่อน ไม่มีคนขอตัง ไม่มียิปซี ไม่มีคนเมา
ไม่มีเด็กสก๊อย ตอนเช้าในเมืองเก่าเงียบสงบมาก สะอาดด้วย



คุณตาพาหมามาขี้ 555



ตั้งใจเดินมาสำรวจตลาดเช้าของเมืองที่ Piazza delle Erbe
ตึกสวยๆด้านหลัง Palazzo della Ragione ได้ UNESCO World Heritage ด้วย สร้างตั้งแต่ยุคกลาง ผ่านร้อนผ่านหนาว ถูกใช้มาในมากมายหลายจุดประสงค์ ปัจจุบันด้านบนเป็นมิวเซียม ส่วนชั้นล่างเป็นตลาดขายเนื้อ 





ร้านขายเนื้อที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารมรดกโลก



ตรงนี้เหมือนเป็นย่านตลาดทั้งเวิ้ง เพราะอีกฝั่งของ Palazzo della Ragione
ก็เป็นตลาดเช่นเดียวกัน Piazza della Frutta พอตลาดเช้าวาย ตอนบ่ายร้านอาหารคาเฟ่จะมาตั้งร้านแทน

คาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดของปาโดว่า Pedrocchi Cafe
ทางเข้าดูหรู ดูแพง แต่ราคาน่ารักมาก ประทับใจร้านนี้นะ



เปิดตั้งแต่ปี 1831 ร้านกว้างขวางมีหลายโซนให้นั่ง



แถมไม่ชาร์จค่า Coperto หรือค่าปูโต๊ะ ซึ่งปกติร้านกาแฟในอิตาลีถ้าเรานั่งดื่มที่โต๊ะจะเสียค่า coperto ประมาณ 2-3 ยูโร แล้วบรรยากาศร้านสวยดีงาม อากาศหนาวๆด้านในร้านคืออุ่นสบาย คนไม่เยอะด้วย สั่งขนมปังแซนวิชไส้ทูน่ากับกาแฟมิ้นต์(เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน) กะว่าน่าจะเสียซัก 10ยูโร คิดตังมาแค่ 5.5 ยูโรเองง่ะ



เอาจริง มุมนี้คือดูเป็น"เวนิสน้อย"กว่า Little Venice ที่เป็นมุมฮิตในโบโลญญ๋าอีก



ขอบคุณคำโปรยของเจ๊ป้อง ที่ทำให้ลองเปิดใจมาเที่ยวปาโดว่า
มันก็ไม่ขนาดสวยเหมือนสวรรค์อ่ะนะ แต่เป็นเมืองที่เดินเพลิน พักใจได้ดีเลย มั่นใจว่าเที่ยวสนุกกว่าเวนิสเมสเตรที่จองมาตอนแรกแน่ๆ




เมื่อวานมา Prato della Valle ตอนเย็นแล้ว วันนี้มาดูตอนเช้าบ้าง



มีรถมาเปิดท้ายขายของด้วย 



แวะซื้อแม็กเน็ตมาเก็บที่ระลึก ของปาโดว่าของแท้ต้องมีเซนต์อันโตนิโอนะ
จะเห็นมีแม็กเน็ตเวนิสมาปนๆ เพราะอยู่ห่างกันแค่ 50 โล



กลับโรงแรมมาเช็คเอ้าท์ แล้วขึ้นรถไฟไปเวนิสกันต่อเล้ยยย
ตื่นเต้นจัง จะได้เห็นเวนิสตัวเป็นๆซักที




ใช้เครดิตที่ได้จากวันที่โดนรถไฟสไตร์กจนต้องนั่งรถทัวร์ เปลี่ยนมาใช้จองรถไฟจากปาดัวไปเวนิสแทนนี่แหละ นั่งแค่ครึ่งชม.ถึงแล้ว

ภาพแรกของเวนิส จากหน้าสถานีรถไฟซานตาลูเชีย
แค่อินโทรเข้าเมืองก็ว้าวแล้ว

ตรงจุดนี้จะพลุกพล่านสับสนเล็กน้อย ด้วยสถานที่ใหม่ๆอาจจะมีคนเข้ามาเสนออะไรมากมาย เคล็ดลับที่อยากแชร์ของเรา คือถ้ายังงงๆไม่แน่ใจว่าต้องทำไงต่อ ให้ยืนนิ่งๆก่อน กวาดสายตาดูรอบๆ ค่อยๆมองเก็บข้อมูล เดี๋ยวหาทางไปต่อเจอเอง ซักพักก็หาเจอที่ซื้อตั๋ว เรากดซื้อตั๋วจากตู้ จากแพลนเที่ยวของเรา ใช้แบบเที่ยวเดียว 9.5 ยูโรก็พอ ที่เหลือใช้วิธีเดินเที่ยวในเวนิสเอา เราตัดสินใจไม่ไปเที่ยวเกาะบูราโน่ มูราโน่ เพราะไม่อยากให้โปรแกรมมันแน่นจนเกินไป



เรือเมล์ที่เวนิสเรียกว่า Vaporetto มีหลายสาย เรานั่งสาย 4.1 ไปลงท่า Arsenale นั่งเป็นชั่วโมงเหมือนกัน สายนี้จะไม่ได้ผ่านแกรนด์คาแนล แต่จะอ้อมออกทางรอบนอก ตีวงไปจอดฝั่งเกาะลิโด้ก่อนจะวกเข้ามาท่า San Marco คนจะไม่แน่นเท่าสาย 1 สาย 2 ที่แล่นเข้าแกรนด์คาแนล อ่อ ก่อนขึ้นเรือ อย่าลืมวาลิเดตตั๋ว จะมีตู้ให้เสียบวาลิเดตก่อนจะลงเรือ สัมภาระเรามีแค่กระเป๋าไซส์แครี่ออนลากเข้าตรงที่นั่งข้างตัวได้เลย ไม่รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น

ขึ้นเรือที่ Arsenale เรียบร้อย เกียมเดินต่อไปโรงแรมกัน



ที่เวนิสจะแบ่งโซนในเกาะออกเป็น 6 ย่าน ที่พักที่เราจองมาอยู่ในเขต Castello ซึ่งไม่ค่อยเห็นรีวิวว่ามีคนไทยมาพักกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะหาที่พักกันไม่ไกลจากสถานีรถไฟ แต่เราชอบย่านคาสเตลโล่ที่เราไปพักมากเลย มันเงียบสงบ บรรยากาศน่ารัก ไม่จอแจ แล้วก็เดินแค่ 5 นาที ก็ถึงจัตุรัสซานมาร์โก้แล้ว 

ก่อนจะมาตื่นเต้นกับที่พักที่เวนิสที่จองมามาก 
Hotel la Residenza
เป็นบ้านของตระกูลเก่าแก่ของเวนิส ตระกูล Gritti ซึ่งคนในตระกูลนี้เคยได้รับตำแหน่งผู้ครองเวนิส หรือ Doge มาแล้วด้วย ดูในกูเกิ้ลรีวิวแล้วชอบโถงต้อนรับอู้ฟู่ของเค้า แล้วราคาก็ไม่ได้แรงมาก ( 90 ยูโร ถูกกว่าโฮสเทลที่มิลานอีก) เลยจองมานอนที่นี่ 2 คืน แต่จองแยกแต่ละคืนมาคนละบุคกิ้ง

เดินมาแค่ 150 เมตรจากท่าเรือตะกี้ก็ถึงแล้ว 



ห้องโถงต้อนรับอยู่ชั้น 2 เพดานสูง ลวดลายยุ่ยบั่บ ตกแต่งดูไฮโซเวนิสมากมาย
มาถึงบ่ายสอง ก็กะว่าได้เช็คอินเข้าห้องพอดี คิดในใจว่าทำไมชั้นช่างหาที่พักได้เก่ง ปั๊วะปังอะไรขนาดนี้น้าาาา



ทว่าพนักงานส่งหน้าเครียดกลับมาขณะหาบุคกิ้งให้เรา แล้วบอกว่าหาบุคกิ้งคืนแรกที่จองมาไม่เจอ Surprise!!! แต่คืนที่ 2 มีการจองขึ้นในระบบอยู่ แล้ววันนี้ห้องก็ถูกจองเต็มแล้วด้วย (เราจองผ่านเวบโรงแรมตรงด้วยนะ) นางเลยให้นั่งรอระหว่างหาทางแก้ปัญหา ด้วยการโทรหาโรงแรมแถวนั้นเพื่อหาที่นอนใหม่ให้เรา ตอนนั่งรอก็แอบคิดว่า หรือเค้าอาจจะจำเป็นเปิด"ห้องปิดตายห้องนั้น"ให้เรารึปล่าว ยิ่งเป็นบ้านเก่าบ้านแก่ซะด้วยสิ

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ดิชั้นก็เปลี่ยนมานั่งโซฟากะหมาเฟรนช์บูลด็อกตัวนี้แทน
เค้าหาที่พักใหม่ให้ ชื่อ A Tribute to Music หันหน้าออกทะเล ติดกับเวนิสลากูนเลย ทำเลดีกว่าที่เดิม แต่ความหรูหราไม่มี 55 เป็นแบบกันเองๆ B&B ไรงี้ห่างจากที่เก่า 100 เมตร ได้ราคาเท่ากับคืนแรกที่จองผ่านโรงแรมเดิม เพิ่มเติมมีอาหารเช้าให้ด้วย ก็โอเคแหละจุดนี้ ดีกว่าต้องไปนอน"ห้องนั้น"แหละ



ระหว่างรอทำห้อง ก็มาเล่นหมาคลายเครียด
พนักงานต้อนรับน่ารัก คุยเม้าท์ม่วนจอย นางเคยมาเชียงใหม่ด้วย
และนี้ ก็คือห้องพักแบบฉุกเฉิน แบบด้นสดหน้างานของเราในคืนนี้



จบเรื่องเซอร์ไพร้สบุคกิ้งที่พักหาย ก็กลับมาสู่โหมด Travel & Leisure ต่อ



เดินมาแป๊บเดียวก็มาอยู่หน้า Palazzo Ducale หรือ Doge Palace
เป็นที่ว่าราชการเมืองเวนิสในสมัยก่อน สถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ จะสังเกตว่าที่นี่จะได้รับอิทธิพลแบบแขกตุรกีมาปะปนด้วย เพราะทำการติดต่อค้าขายกับเมืองใหญ่สมัยนั้นอย่างคอนสแตนติโนเปิล



แพลนมาเที่ยวเวนิสมาแบบหลวมๆ มีจองสถานที่เข้ามาก่อนแค่ที่เดียว นอกนั้นดูอารมณ์หน้างานเอา สุดท้ายความขี้เกียจเข้าครอบงำ เลยไม่ได้เข้าซักที่ ทั้ง Basilica di San Marco และ Palazzo Ducale



ช่วงบ่ายๆแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นเดือนมีนาหน้าโลว์ ที่ Piazza San Marco ก็ยังมีคนมาเที่ยวคึกคักอยู่



ดูจากแมปส์กูเกิ้ล จากจัตุรัสซานมาร์โก้ไปยังจุดหมายถัดไป เดินแค่ 500 เมตร ใช้เวลา 8 นาที แต่เดินจริงใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง นอกจากแวะถ่ายรูปตลอดทางแล้ว สาเหตุหลัก คือ เดินหลงทางจ้า

ท่าเรือกอนโดล่า เรือเหมาแบบส่วนตัว ราคาแรงมาก 
ราคาปี 2025 คือ เริ่มที่ 30 นาทีแรก 90 ยูโร




ยอมรับว่าเป็นเมืองที่สวยมากๆ จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในลิสต์เมืองในฝันแต่แรกหรอกนะ ตอนแรกรู้สึกว่ามันแมสเกินไป เป็นเมืองที่ดูเป็นธีมปาร์ก แต่มาจริงๆ ดัชนีความว้าวรุนแรงอยู่นะ ที่หลงเพราะทางเดินส่วนใหญ่จะเป็นตรอกซอยเล็กๆแบบนี้ มีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตลอดเวลา ทำเอาหลงทิศหลงทางกันได้ง่ายๆ เปิดแมปส์ก็เอาไม่อยู่นะ แต่สนุกดี เหมือนเดินในเขาวงกต



มันเหมือนเจอเซอร์ไพร้สใหม่ในแทบทุกแยกที่เราเลือกเดิน แบบเลี้ยวมาโผล่มาเจอคลอง โผล่มาเจอลานเล็กๆน่ารัก หักมาอีกทีเอ้าเจอซอยตัน 555 (ใครว่าเวนิสไม่มีซอยตัน ชั้นเจอนะคะ ต้องเดินย้อนออกมา) ควรเผื่อเวลาในการเดินทาง เตือนแล้วนะ



คนจะเยอะแค่ตรงจัตุรัสซานมาร์โก้ สถานีท่าเรือหลักๆ สะพานริอัลโต้ 
ส่วนที่เหลือ เดินชิลมากๆ เลือกมุมถ่ายรูปได้สบาย จุดนี้อยากมีคนมาด้วย จะได้รูปถ่ายสวยๆ แต่มาคนเดียวก็เซลฟี่เองถูไถไปได้แหละ แหะๆ



มองจากไกลๆ ถัดจากท่าเรือ ก็จะเห็นสะพานริอัลโต้ ทอดข้ามแกรนด์คาแนลที่ตัดผ่ากลางเกาะเวนิส เป็นสะพานที่สวยที่สุดของเมือง เป็นจุดนักท่องเที่ยวหนาแน่น



โผล่มากลางย่านช้อปปิ้ง ใกล้ๆสะพานริอัลโต้ หาทางไปห้าง Fondaco dei Tedeschi ต่อ เริ่มจะตื่นเต้นละเนี่ย ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว ยังหลงทางอยู่เลย



ถ่ายรูปคู่กับนกน้องที่ยืนนิ่งไม่กลัวคนเลย จากบนสะพานริอัลโต 
ตึกด้านหลังนั้นแหละที่เรากำลังจะขึ้นไปชมวิวจากชั้นดาดฟ้า



และกิจกรรมเดียวที่จองมาล่วงหน้าในการมาเวนิสก็คือ การขึ้นรูฟท็อปชมวิวเวนิสที่ Fondaco dei Tedeschi เป็นจุดชมวิวที่เข้าได้ฟรี แต่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ช่วงที่เราไปคือ ระบบจะเปิดให้จองรอบเข้าก่อน 21 วันล่วงหน้า เราถึงขั้นมาร์กปฏิทินเตือนเอาไว้เลยว่าอย่าลืมเข้าเวบไปจองเชียวนะ เพราะรอบเย็นที่สามารถเห็นวิว sunset มันจะหมดไวม้ากกก และเราก็สามารถทำสำเร็จ ได้ขึ้นรอบสุดท้ายของวัน 17.45 น.

ภายในห้าง Foncado เล็กๆแต่สวยหรูอยู่นะ
ต้องขึ้นไปชั้นบนสุด



ตรงนี้เป็นจุดรอขึ้นดาดฟ้า จะมีเจ้าหน้าที่เช็คดู QR code ที่จองมาทุกคน 
ต้องจองก่อนมาเท่านั้น นี่เราถ่ายตอนหมดรอบเดินกลับลงมาแล้ว ที่เห็นยืนออๆอยู่นั้นเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้จอง และกำลังเว้าวอนเจ้าหน้าที่ขอขึ้น



วิวจากบนดาดฟ้า เป็น 15 นาที ที่เราจะจำไปจนตายเลย
สวยมากๆ สวยจับใจ พระอาทิตย์กำลังลับฟ้า นกบิน ลมเย็น ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์สร้างบรรยากาศ มองเห็นแกรนด์คาแนล สะพานริอัลโต้ บ้านเรือนตั้งริมน้ำเรียงราย การจราจรทางน้ำสุดคึกคัก มันคืออารยธรรมมนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆในช่วงเวลานึง ดีใจที่ได้มามากๆ 




จำกัดคนขึ้นแค่รอบละ 50 คน แบ่งกันชมวิวซึมซับบรรยากาศกันได้แบบไม่ต้องแก่งแย่ง



หันไปอีกทาง จะเห็นโบสถ์ซานมาร์โกและหอระฆังไกลๆ
ถ่ายมาเบลออีกตะหาก ^^"




ทุกคนอยู่ชมวิวตรงนี้ อ้อยอิ่งกันจนหมดเวลา 



เดินกลับโรงแรม ผ่านจัตุรัสซานมาร์โก้อีกครั้ง
ช่วงพลบค่ำ คนน้อยลงเยอะ




เวนิสเวลานี้ สวยมีเสน่ห์มาก
ทไวไลท์ ถ่ายรูปออกมาสีออกน้ำเงินๆม่วงๆ




Bridge of Sighs สะพานถอนหายใจ
แสงสุดท้ายของวันที่ฉายอ่อนๆลงตรงสะพานพอดี ก็ทำเราถอนหายใจเหมือนกัน แต่ด้วยความสบายอกสบายใจนะ 




อยากเชียร์ให้มานอนบนเกาะเวนิส ราคาที่พักไม่ได้แพงขนาดนั้น
ตอนเย็นๆแบบนี้ นางสวยจริงๆ แล้วเราจะได้ซึมซับบรรยากาศแบบไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบขึ้นเรือ หรือแย่งกันขึ้นรถไฟเพื่อกลับที่พักบนฝั่งไง




เดินมาถึงโรงแรมแล้ว ด้วยความอยู่ติดกับเวนิสลากูน ช่วงเย็นๆคนจะคึกคักนิดนึง มากินมื้อเย็น ซื้อของที่ระลึก ก่อนรอขึ้นเรือกลับ

บล็อกหน้ายังอยู่ที่เวนิสต่อค่ะ เดี๋ยวพาเดินชมเมืองกันตอนเช้าบ้างเนาะ





 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2568    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2568 20:45:14 น.
Counter : 424 Pageviews.  
Share to Facebook

วันที่ 3 เที่ยวอิตาลีเมืองรอง Bologna & Padova

19 มีนาคม 2568

La dotta, La Grassa, La Rossa เป็นอีกสมญานามหรือชื่อเล่นของโบโลญญ่า

La Dotta หมายถึง ผู้ฉลาดรอบรู้ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกตะวันตก คือ มหาวิทยาลัยโบโลญญ่า ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวในช่วงยุคกลางตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ส่วน la Grassa แปลว่าไขมัน บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ รวมของอร่อย เรียกว่าแคว้น Emilia-Romagna ที่ตั้งของเมืองนี้เป็นครัวของอิตาลีได้เลย ไหนจะมอร์ตตาเดลล่าเอย ลาซานญ่าเอย พาสต้าอัลรากูเอย และ la Rossa คือสีแดง นอกจากจะตรงตัวที่เห็นสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้โทนออกสีแดงส้มชมพู ที่นี่ยังเป็นฐานที่ตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลีในยุคสมัยนึงด้วย

โบโลน่าที่คุ้นหู ก็เพี้ยนมาจากชื่อเมืองโบโลญญ่านี่ล่ะ แต่คนที่นี่เค้าเรียกสิ่งนี้ว่า Mortadella เป็นแฮมที่ทำจากเนื้อหมูบดที่มีไขมันขาวๆแทรกอยู่ในเนื้อ



ประกาศความมั่นคงด้านอาหาร ตั้งแต่ไลน์อาหารเช้าของโรงแรม บอกไปรึยังว่าที่นี่เป็นที่พักราคาถูกที่สุดในทริป แต่อาหารอลังการกว่าทุกที่ มี cold cuts ชีส ไข่ ขนมปัง ของหวาน ผลไม้ ให้เลือกหยิบเพียบ ตามปกติอาหารเช้าแบบยุโรปมักจะไม่มีเนื้อสัตว์หรือมีก็นิดเดียว แต่ที่นี่คือจัดเต็มมากๆ



ที่ต้องหยิบมาแน่ๆก็คือ มอร์ตตาเดลล่านี่แหละ สำหรับคนไทยกินง่ายรสคุ้นกว่าพวกแฮมซาลามี่เยอะ 




ท้องอิ่มแล้ว ออกสำรวจเมืองกัน



ซักพักก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง Piazza Maggiore ประชากรที่เห็นส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว อย่างที่บอกเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ตึกนี้คือ Palazzo d'Accursio จากเคยเป็นวังกลายเป็นที่ว่าการของเมืองจนตอนนี้เป็นมิวเซียม อยู่ด้านตะวันตกของจัตุรัส




ถัดมาหน่อยทางทิศใต้ของจัตุรัส จะเป็นที่ตั้งของมหาวิหารของเมือง 
ฺBasilica di San Petronio ที่เห็นเหมือนยังสร้างไม่เสร็จก็คือยังไม่เสร็จตามแบบจริงๆ ตอนแรกที่นี่ก็กะจะสร้างให้สวยอลังการแบบโบสถ์เมืองอื่นเค้านั่นแหละ แต่พอคนใหญ่คนโตรู้เข้าก็สั่งระงับโปรเจ็ค ด้วยกลัวจะเกินหน้าเกินตา (เม้ากันมาว่าถ้าสร้างเสร็จจะใหญ่กว่า San Petro ที่วาติกัน) เลยอ้อมแอ้มดึงงบจากสร้างโบสถ์ไปสร้างอาคารมหาวิทยาลัยตรงที่ข้างๆนั่นแทนละกัน ส่วนเราตอนนี้ดูแค่ด้านนอกไปก่อน ส่วนด้านในเก็บไว้เข้าตอนเที่ยงอีกที



เจอรถไฟจิ๋ว San Luca Express จอดรอรับคนข้างโบสถ์พอดี ปลายทางที่โบสถ์ San Luca อยู่บนเขา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กม. ซึ่งถ้าใครฟิตๆและพอมีเวลา นอกจากนั่งรถไฟ ก็ยังสามารถเดินจากเมืองไปได้ เค้าทำทางไว้ให้อย่างดี



ทางที่ว่า จะเป็นทางเดินแบบมีหลังคาคลุมแบบนี้แหละ สร้างยาวจากเมืองไปถึงโบสถ์ (แค่อ่านมาเฉยๆแต่ไม่มีเวลาเดินไปเองนะ 555)
ทางเดินนี้เรียกว่า Portico ในเมืองโบโลญญ่าจะมีโดยทั่วไป เดินชิลไม่ต้องกลัวแดดฝน



มาถึง Palazzo dell'Archiginnasio อาคารมหาวิทยาลัยที่งบจากสร้างโบสถ์ย้ายมาตกเป็นของที่นี่
ก่อสร้างระหว่างปีค.ศ.1562-63 ด้วยไอเดียที่ตอนแรกคลาสเรียนแต่ละวิชากระจัดกระจายเรียนกันทั่วเมือง เลยสร้างที่นี่เพื่อรวบรวมทุกคลาสให้มาเรียนที่เดียวกัน จะว่าเป็นอาคารเรียนรวมแห่งม.โบโลญญ่าก็ได้นะ



ถูกใช้เป็นอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยจนถึงปี 1803 จากนั้นก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานไปเรื่อย จนตอนนี้ถูกใช้เป็นมิวเซียมและห้องสมุด ตามโถงทางเดินจะมีตรา โล่เกียรติคุณของทั้งอาจารย์และศิษย์เก่าแปะประกาศอยู่



ซึ่งเราจะมาชมห้องหนึ่งที่เคยใช้ในการเรียนการสอนของที่นี่
The Anatomical Theatre เห็นทางเข้าอยู่ลิบๆแล้ว
ไม่ต้องจองคิวในเนตก่อนก็ได้ มาซื้อหน้างาน แต่ที่นี่เค้าไม่รับเงินสดนะคะ จ่ายผ่านบัตรอย่างเดียวจ้า



จากชื่อก็คงพอเดาได้ แม่นแล้วค่ะ
เป็นห้องเรียนอนาโตมี่ เมื่อเกือบ 400 ปีก่อน ตกแต่งด้วยไม้ ข้อมูลว่ามีรูปสลักของหมอชื่อดังระดับตำนาน 12 คน รวมถึงนักกายวิภาคศาสตร์อีก 20 คนรายล้อม เราว่ามันเป็นอะไรที่โคตรเนิร์ดของการเรียนกายวิภาคและการแกะสลักไม้ตกแต่งเลยอ่ะ ไปสุดทั้งสองทาง บ้าไปแล้ว

เห็นจากรูปแล้ว การจัดวางห้องก็เหมือนเธียเตอร์จริงๆ มีสโลป โต๊ะอาจารย์ใหญ่อยู่ตรงกลาง ส่วนอาจารย์ผู้สอนนั่งอยู่ตรงแท่นด้านหน้าห้อง



เหนือโต๊ะอาจารย์ผู้สอน ยังมีรูปแกะสลักของชายเปลือยอีก 2 คน 
เปลือยที่ว่าคือ ไม่มีผิวหนัง อะไรมันจะเข้าธีมอนาโตมี่ยันงานอาร์ตในห้อง

แต่สิ่งที่เราไปเห็นมานั่น จะบอกว่าเป็นของที่บูรณะขึ้นมาใหม่ เพราะของดั้งเดิมโดนบอมบ์ไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว



ออกมาเดินดูเมืองกันต่อ ตึกรามในเมืองดูเก่าแก่มากอ่ะ
ถ่ายรูปออกมาจากจัตุรัส Mercanzia จะเห็นหอคอยสูงที่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์ของเมืองนี้ จริงๆมี 2 หอคอยคู่กัน Le Due Torri แต่มุมนี้เห็นหอเดียว



เดินมาถึงหน้าโบสถ์ Santo Stefano ตรงนี้มีเด็กมานั่งแฮงเอ้าท์กันมากมาย

แบบซ้อมเต้นคัฟเวอร์ เล่นดนตรี สูบบุหรี่กินดื่มหน้าคาเฟ่ บรรยากาศครื้นเครงมาก ไม่ได้สงบงามแบบในภาพที่เห็น 107





ต่อมาย่านตลาด และแหล่งรวมอาหาร Quadrilatero
จริงๆมีคนเดินพลุกพล่าน แต่ตรงที่คนเยอะก็ไม่ได้ยกกล้องมาถ่าย จะเป็นตรอกเล็กๆมีร้านวางแผงขายอาหารไม่ก็เป็นร้านอาหาร บาร์ตั้งโต๊ะหน้าร้าน



วินโดว์ช้อปปิ้งแบบป้าแม่บ้าน
ตอนแรกแพลนว่าจะมาหาอะไรกินแถวๆนี้ แต่ด้วยความที่ยังไม่ค่อยหิว เลยซื้อเป็นอาหารกล่องกะว่าพกไปกินระหว่างรอขึ้นรถทัวร์ไปเมืองปาโดว่าดีกว่า



ใกล้จะเที่ยงแล้ว เดินกลับมาดูโบสถ์ San Petronio
ที่ตั้งใจมาตอนเที่ยง เพราะที่โบสถ์นี้มีเส้นเมริเดียน ตีอยู่บนพื้นโบสถ์ 
พอตอนเที่ยงตรง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านรูที่เจาะจากเพดานโบสถ์จะตกลงบนเส้นพอดี อ่านมางี้นะ 555



Meridian line คือเส้นสมมติที่ลากจากขั้วโลกเหนือลงมาใต้ ประโยชน์ของเส้นเมริเดียนที่พอจะคุ้นเคยสำหรับนักเดินทาง ก็คือ ใช้แบ่งโซนเวลาที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่บนผิวโลก โดยใช้เส้น Prime Meridian Line ที่นับ 0 ที่เมืองกรีนนิช อังกฤษ หรือ Greenwich Mean Time; GMT นั่นเอง เวลาไทยก็ GMT+7

มาค่ะ กลับเข้าโบสถ์ก่อน 555 ซึ่งแสงอาทิตย์ที่ตกลงมาในแต่ละช่วงของปี ก็จะมีองศาที่แตกต่างกันไป ค่อยๆเคลื่อนจากเหนือสุดไปใต้สุด ขึ้นๆลงๆตกลงบนเส้นเมริเดียนไปแบบนี้จนกว่าโลกจะแตกหรือเปลี่ยนวงโคจรไปนู้นแหละ

เส้นเมริเดียนที่ว่า ตรงปลายเส้นเมริเดียนทั้งสองฝั่ง จะมีสัญลักษณ์ฝังอยู่ อย่างจุดนี้เป็นรูปปู ซึ่งก็แสดงถึง Cancer solstice หรือ summer solstice ซึ่งจะอยู่ราวๆ 20-21 มิถุนาของทุกปี เป็นวันที่ในซีกโลกเหนือ กลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี แน่นอนว่าที่ปลายเส้นอีกฝั่งก็ต้องเป็น winter solstice สัญลักษณ์เป็น Capricorn 



ก็มีคนมารอดูแสงตกกระทบเส้นเมริเดียนตอนเที่ยงแบบเราประมาณสิบกว่าคน
ปรากฎว่า พอเที่ยงตรง แสงสาดลงเส้นเมริเดียนที่พื้นโบสถ์เป็นประมาณนี้ 555

ความรู้สึก ก็ผิดหวังนะเอาจริง นึกว่าจะเป็นจุดเล็กๆคมๆลงตรงเส้นเป๊ะๆซะอีก
(ปล.เราไปก่อนวัน Equinox 1 วัน)




ช่วงเวลาที่น่ากลัวและน่าระแวงที่สุดของทริป 10 วัน คือช่วงเวลานี้

เราแวะซื้อพาสต้าซอสเนื้อ เมนูขึ้นชื่อของโบโลญญ่าใส่กล่อง กะว่าเอามากินระหว่างรอเวลาขึ้นรถบัส แต่แทนที่จะได้นั่งกินแบบชิลๆ กลับกลายเป็นว่าไม่ได้กินตามแผน เพราะสถานีรถบัสบรรยากาศน่ากลัวม๊ากกก

เต็มไปด้วยบุคคลท่าทางไม่น่าไว้ใจ โฮมเลส วัยรุ่นแก๊งสเตอร์ ผู้อพยพ แถมจุดนี้ยังสูบบุหรี่กันหนักมาก นอกจากไม่ได้กินอาหาร แม้แต่มือถือยังไม่กล้าหยิบออกมาจากกระเป๋า กลัวโดนฉก 555 แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้แบบปลอดภัย ไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น นี่พอได้ขึ้นรถทัวร์ เลยหยิบมือถือมาถ่ายรูปท่ารถไว้ซะหน่อย




นั่ง Flixbus ประมาณชม.กว่าก็มาถึงเมืองใหม่ที่ไม่คุ้นหูเราก่อนหน้านี้ซักเท่าไหร่
ปาโดว่า หรือ ปาดัว


เกิดจากการเปลี่ยนแผนแบบปุบปับ หลังดูไกลบ้าน ช่องคุณแดงฟาโรส EP121 ตอนน้องมาร์กกำลังหาเส้นเมริเดียนไลน์ในสวนลุมซอมบูร์ก ระหว่างนั้นเจ๊ป้อง พี่ต่อ และฟาโรสก็เม้ามอยถึงอิทธิฤทธิ์นักบุญคนนั้นคนนี้ จนมาถึงแซงอองตวนเดอปาดู เจ๊ป้องกล่าวถึงเมืองปาดู(ก็คือปาดัว)ว่า เมืองนี้มันสวยเหมือนสวรรค์เลยนะ แค่นั้นแหละ คืนนั้นเรากดยกเลิกโรงแรมเก่าที่เวนิซเมสเตร มาจองห้องในปาดัวแทนเลย โดนเจ๊ป้องป้ายยาด้วยประโยคเดียว อิทธิพลของสื่อมาก 5555

เดินทางเข้าเมืองลำบากอยู่ ด้วยความที่ข้อมูลในเนตไม่เยอะ ไม่ใช่เมืองฮิตของนักท่องเที่ยวซักเท่าไหร่ แต่เป็นอีกเมืองของการศึกษา มีมหาวิทยาลัยปาโดว่าที่แยกตัวมาจากม.โบโลญญ่าเพราะต้องการอิสระทางวิชาการมากขึ้น คือที่โบโลญญ่าจะหัวอนุรักษ์นิยมกว่า กาลิเลโอเคยมาเป็นอาจารย์สอนเลขที่นี่ด้วย ยิ่งจากสถานีรถบัส คืออยู่ชานเมือง ต้องเดินเท้ามาครึ่งกิโล แล้วมาขึ้นรถเมล์ต่อเข้าเมืองอีกที ชอบใจตอนที่ไปถามน้องสาวที่ยืนรอรถเมล์ป้ายเดียวกันว่าต้องขึ้นสายไหน แล้วน้องชวนคุยกลับมาว่า เรามาเรียนหนังสือที่นี่เหรอ 128 อิอิ

ในที่สุดก็มาถึงที่พักของเราคืนนี้ Hotel Casa del Pellegrino




ทำเลโรงแรมเลิศมาก อยู่ติดกับ Basilica di Sant'Antonio แลนด์มาร์กของเมือง 



ตั้งแต่เคยเข้าโบสถ์ในยุโรปมา ดูคริสตศาสนิกชน นักแสวงบุญที่มาโบสถ์นี้ เค้าดูตั้งใจมา ดูมีศรัทธาเพื่อมาสักการะนักบุญอันโตนิโอกันจริงๆ บรรยากาศมีความเคร่งขรึมเป็นพิเศษอ่ะ ส่วนตัว เราว่าดูเคร่งสำรวมยิ่งกว่า St Peter วาติกันอีกนะ อาจจะเป็นเพราะตรงนั้นทัวริสตี้กว่าด้วยแหละ



สำหรับสายมูเค้าจะมาขอพรกับนักบุญอันโตนิโอ เกี่ยวกับสุขภาพให้หายป่วย ขอให้หาเจอของที่เคยทำหายไป มีคนพาญาติผู้ใหญ่นั่งวีลแชร์มาไหว้รูปจำลองของนักบุญเยอะเลยแหละ ที่แปลกคือมีคนหน้าตาเหมือนเรา (หน้าไทยๆ) มาที่โบสถ์นี้เยอะเหมือนกันนะ เราเดาว่าน่าจะเป็นคนฟิลิปปินส์สายบุญที่มาทัวร์โบสถ์ที่มีชื่อเสียงด้านคริสตคุณ(เหมือนพุทธคุณ)

ตรงกลางที่สว่างๆนั้น เป็น chapel ที่เป็นหลุมศพฝังร่างของนักบุญอันโตนิโอ เรามาตอนเย็นมากๆ แต่ก็ยังมีคนต่อแถวรอเข้าไปสักกาะระแบบเงียบๆ ไม่กล้าถ่ายรูปใกล้ๆเลยอ่ะ



แสงเย็นสาดเข้าด้านหน้าโบสถ์ สวยและสงบมาก เมืองนี้



เดินมาอีกนิดก็ถึง จัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทั้งเมืองนี้และประเทศอิตาลีด้วย
Prato della Valle



ด้วยพื้นที่รูปไข่ กว้าง 89,000 ตร.ม. (เทียบกับสนามหลวง 114,000 ตร.ม.)
มีคลองน้ำล้อมรอบ มีรูปประติมากรรมคนดังของอิตาลีตั้งอยู่รายรอบ



บรรยากาศดีมากๆ ตอนเย็นที่เราไป มีคนทุกเพศทุกวัยมานั่งเล่น ทำกิจกรรม พาสัตว์เลี้ยงออกมาเที่ยว เป็นพื้นที่สาธารณะที่ดีเลยแหละ ชอบมาก ตกหลุมรักปาโดว่าแล้วล่ะ



ห้องพักของเราคืนนี้ จองห้องแบบเห็นวิวเมืองเอาไว้



แล้วดูวิวจากหลังห้อง เห็นโบสถ์ซานอันโตนิโอแบบเต็มตา



โรงแรมตรงปก ไม่จกตา ถูกใจอิชั้นที่สุด



ได้เวลาแกะอาหารที่สมควรจะกินเป็นมื้อเที่ยง มากินเป็นมื้อเย็นแทน

ถึงแม้ระหว่างวันจะเจอความอิหยังวะนิดหน่อยที่สถานีรถบัส แต่ตอนเย็นที่ปาโดว่าก็ดีกว่าที่คิดไว้มากๆ
​​​​​​​กินให้อิ่ม อาบน้ำนอนให้สบาย พรุ่งนี้ไปเที่ยวต่อค่ะ




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2568    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2568 14:52:49 น.
Counter : 385 Pageviews.  
Share to Facebook

วันที่ 2 นอนโบโลญญ่า แล้วแว่บมาหาบรูเนลเลสกี้ที่ฟลอเรนซ์

18 มีนาคม 2568

ตอนแรกสองจิตสองใจ ว่าวันนี้จะเลือกวันเดย์ทริปไปที่ราเวนน่า เมืองที่ยังไม่เคยไป เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตกในช่วงเวลาหนึ่ง หรือจะไปฟลอเรนซ์ เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตที่เคยมาแล้วดี สุดท้ายก็เลือกเมืองคุ้นเคยที่ฟลอเรนซ์ก็แล้วกัน



เริ่มจากมิลาน เราเดินจากโฮสเทลแค่ 5 นาที ก็มาถึงสถานี Milano Centrale
เช้าตรู่ฟ้ายังไม่สว่างดี สถานีก็โล่งๆเดินสบาย ที่มิลานทุกอย่างดูใหญ่โต บึกบึนไปหมด แค่สถานีรถไฟก็ยังขนาดนี้ โอ่อ่าอลังการ สมกับเป็นหัวเมืองใหญ่ของประเทศ



ประโยชน์ของการเจ็ตแล็ก คือการตื่นแต่เช้ามืด อย่างวันนี้ ตื่นมาตั้งแต่ตีสอง มานั่งกินไก่ทอดที่เหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน เติมพลังก่อนออกเดินทางเรียบร้อย 



คิดถึงลูกๆที่บ้าน ส่องดูแอคเซสซอรี่น้องหมา ราคาแรงกว่าเสื้อผ้าคนอี๊ก สายจูงราคาเป็นพัน ลูกๆใส่ของช้อปปี้จีนไปก่อนนะคะ แม่ไม่มีเงินซื้อเมดอินอีตาลีให้



เที่ยวรถไฟรอบเช้า หกโมงกว่าๆ คนโล่ง เดินทางไปโบโลญญ่ากันเล้ยย



คืนนี้นอนที่โบโลญญ่า แวะเอากระเป๋ามาฝากที่โรงแรมก่อน
พักที่ Albergo Centrale Bologna



มีเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนจะถึงรอบรถไฟที่จองไปฟลอเรนซ์ เลยเดินเที่ยวโบโลญญ่าก่อนหนึ่งกรุบ เริ่มจาก La Piccola Venezia เวนิสน้อย ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับโรงแรม ถ้าไม่ตั้งใจดูคือจะเดินผ่าน หาไม่เจอได้ง่ายๆเลยนะ เป็นช่องหน้าต่างเล็กๆข้างถนนที่มองออกไปจะเจอคลองส่งน้ำโบราณของเมือง



ตอนนี้คลองน้ำแห้งอีกตะหาก เป็นจุดท่องเที่ยวแบบห้าบาทสิบบาท ไม่มาก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรนะ



กินมื้อเช้ารอบสองกัน เข้าบาร์กาแฟ Terzi เป็นหนึ่งในร้านดังของเมือง
บรรยากาศโอลด์สกูล บาริสต้าใส่เชิ้ตผูกผ้ากันเปื้อน แต่งตัวเนี้ยบ 
ราคาน่ารักด้วย หมดนี้ 3.80 ยูโรเอง คาปูชิโน่และครัวซอง



สัญลักษณ์นึงของโบโลญญ่า คือ เป็นเมืองแห่งหอคอย เมื่อก่อนมีเยอะมาก ด้วยความนิยมที่คนรวยๆมีเงินก็จะสร้างหอคอยประจำตระกูล เหมือนคนไทยสร้างวัดอ่ะ ส่วนตอนนี้ถล่มลงเกือบหมดแล้ว แล้วก็เป็นเมืองแห่งการศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโบโลญญ่าซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรป ดังนั้นบรรยากาศเมืองก็จะสดใสวัยรุ่น มีวัยรุ่นจับกลุ่มนั่งคุย ทำกิจกรรมตามมุมต่างๆ



จัตุรัสกลางเมือง Piazza Maggiore



น้ำพุเทพเนปจูน ช่วงที่ไปเค้าปิดปรับปรุง น้ำพุไม่เปิด 



เมืองไม่ใหญ่มาก นี่แค่เดินรอเวลาขึ้นรถไฟ เก็บที่เที่ยวจะครบแล้ว ที่เหลือไว้เที่ยวโบโลญญ่าต่อพรุ่งนี้
 
ย้อนกลับไปตอนที่กำลังนั่งรอเครื่องออกจากเชียงใหม่ไปกทม. นั่งเล่นมือถือ แล้วเห็นโพสต์ว่ารถไฟอิตาลีมีสไตรก์หยุดวิ่งช่วงเรามาเที่ยวพอดี เลยแวะมาเจรจาเรื่องตั๋วที่ออฟฟิศอิตาโล่ที่โบโลญญ่า ชอบตรงที่พนักงานใจเย็นมาก สื่อสารดี เค้าแจงทางเลือกให้ สุดท้ายก็แก้ไขได้ ด้วยการยกเลิกตั๋ววันที่มีสไตรก์ เปลี่ยนเป็นเราจองรถบัสแทน แล้วเอาเครดิตที่ได้เปลี่ยนเป็นตั๋วใหม่ไปอีกเมืองในอีกวัน



นั่งรถไฟจากโบโลญญ่าแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงฟลอเรนซ์

รอบนี้ แค่ชะแว่บมาเดินเที่ยวเล่น ชมเมือง ไม่เข้ามิวเซียมใดๆ ตั้งใจกลับมาสวัสดีคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ ที่เป็นเหมือนไอดอลในใจเราเสมอมา 

ด้านหน้าโบสถ์ประจำเมือง Santa Maria del Fiore



มื้อเที่ยงอยากกิน Florentine steak มาก แต่มาคนเดียว แล้วอิสเต็กนี้ขนาดขั้นต่ำหนึ่งเสิร์ฟใช้เนื้อหนัก 1 กก. ขึ้นไป เป็นอาหารที่ต้องอาศัยทีมเวิร์คในการกิน ก็ไม่รู้ชาตินี้จะมีวาสนาได้กินมั้ย นี่ก็เลยสั่งเนื้อตุ๋นมาถูไถก่อน อย่างน้อยก็ได้กินเนื้อแหละนะ ขนาดจานแค่นี้ยังกินไม่หมดเล้ยยย



หลังคาโบสถ์โดมแดง สัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์
ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันอีกนะ



มาสวัสดีคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ สถาปนิกผู้สร้างมาสเตอร์พีซ บรูเนลเลสกี้โดม
คุณพ่อนั่งมองโดมอยู่ตรงหน้าออฟฟิศขายตั๋ว




ไม่ได้แพลนอะไรจริงๆ เลยเดินไป Piazzale Michelangelo ดีกว่า เดิมๆ



ข้ามแม่น้ำอาร์โน
เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้า เพิ่งมีน้ำป่าไหลหลากที่ฟลอเรนซ์ แต่วันนี้ทุกอย่างปกติแล้ว



เดินขึ้นดอย ค่อยๆไต่ไป



เป็นวันที่อากาศหนาวมาก บ่ายต้นๆแดดแรงขนาดนี้ แต่อากาศ 8 องศา ลมแรงอีกตะหาก ดูทรงผมดิชั้นได้



ในที่สุดก็มีคนเสนอตัวถ่ายรูปให้ เย้ๆ มีรูปที่หน้าไม่ใหญ่เต็มจอแล้ว



Piazzale Michelangelo มีรูปปั้นเดวิดจำลองอยู่เป็นสัญลักษณ์
เออ จะว่าไป ทำไมเราไม่นึกอยากจะเข้ามิวเซียม Accademia ไปดูเดวิดของจริงนะ อาจจะเพราะของจำลองมีให้ดูในเมืองตั้งหลายที่มั้ง หน้า Palazzo Vecchio ก็มี



เดินกลับผ่านสวนกุหลาบเหมือนเคย Giardino delle Rose ไม่เข้าใจว่าที่นี่ทำไมไม่ฮิตในหมู่นักท่องเที่ยว
เป็นสวนสาธารณะที่เข้าฟรี เห็นวิวฟลอเรนซ์ แล้วตอนที่ไปมีดอกหญ้าดอกเล็กดอกน้อยบานเต็มไปหมด มีคนนอนเล่น อ่านหนังสือ เดินชมสวน บรรยากาศดีสุดอ่ะ



ข้ามสะพานเวคคิโอ สะพานเก่าแก่คู่เมือง เป็นสะพานที่รอดพ้นจากระเบิดช่วงสงครามโลก สองฝั่งบนสะพานมีร้านขายเครื่องประดับอยู่ ชั้นบนเป็นทางเดิน Vasari corridor ทางเดินลับที่ไม่ลับแล้ว 55 ใครอ่าน Inferno นิยายแดน บราวน์ น่าจะรู้จักดี



จุดคนเยอะๆ จะเห็นตำรวจคอยดูแลอยู่
เราว่าอิตาลีเค้าก็ให้ความสำคัญกับปัญหาโจรลักเล็กขโมยน้อยในเมืองอยู่นะ



Vasari corridor เชื่อมระหว่าง Palazzo Pitti กับ Palazzo Vecchio 
จากสะพาน จะเห็นแนวทางเดินทะลุผ่านเข้า Uffizi ไปแล้ว



เหมือนจะเที่ยวเบาๆ แต่เดินไม่เบานะ 25000 ก้าว แถมเดินขึ้นเขาอีก
จะเดินกลับไปสถานีรถไฟแล้ว ขอถ่ายสะพานเวคคิโอ อีกรูปซิ



มาถึงโบโลญญ่าตอนเย็น ห้องนอนของเราวันนี้อบอุ่นดีมาก อากาศข้างนอก -1 องศา แต่ในห้องใส่เสื้อยืดนอนได้ชิลๆ แถมขอเล่าว่าตอนจ่ายตังค่าที่พัก เราขอเค้าจ่ายเป็นเงินสด เพราะตั้งแต่มาจ่ายผ่านบัตรทุกอย่างเลยอยากระบายเงินสดบ้าง แต่พอจะจ่ายเงินที่ติดตัวไม่พอ เราบอกว่าขอไปจกเงินที่ซอนไว้ออกมาให้เพิ่ม คุณลุงเจ้าของบอกไม่ต้องๆ เอาแค่นี้ก็ได้ ลดราคาเฉยเลย ชอบคนอิตาลีตรงนี้ จริตคนไทย คุยง่าย ใจดี



ส่วนมื้อเย็นวันนี้ กินบะหมี่ถ้วยที่พกไปจากไทย เข้าห้องนอนอุ่นๆไม่อยากออกไปไหนแล้วค่า




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2568    
Last Update : 21 มิถุนายน 2568 21:10:51 น.
Counter : 465 Pageviews.  
Share to Facebook

วันแรก เริ่มทริปที่มิลาน

ห่างหายไปจากการเดินทางนานมาก ไม่ได้ออกนอกประเทศมาเกือบ 2 ปี เป็นช่วงอยู่แต่บ้าน ขนาดทริปเที่ยวต่างจังหวัดก็ยังไม่มี 55 ทริปนี้ก็เลยขอไปไกลๆหน่อย เป็นทริปที่ไปเที่ยวคนเดียวอีกเช่นเคย คราวนี้ไป 2 ประเทศ อิตาลีและฝรั่งเศส

ความตั้งใจแรกคือจะไปแค่ปารีสเมืองเดียว แต่ด้วยความที่วีซ่าเชงเก้นฝรั่งเศสต้องไปขอที่กทม.เท่านั้น เลยเพิ่มอิตาลีไปด้วย จะได้ขอวีซ่าของอิตาลีที่เชียงใหม่ได้ เอาเงินที่ต้องเสียค่าเดินทางไปขอวีซ่าที่กทม.มาเพิ่มงบเที่ยวเราดีกว่า ไปๆมาๆเลยได้เที่ยวอิตาลีเยอะกว่าฝรั่งเศสไปซะงั้น



สัมภาระมีเท่านี้ กระเป๋าลาก 20 นิ้วคู่ใจ ใบนี้ใช้มาตลอดตั้งแต่อิตาลีรอบก่อน ญี่ปุ่นอีก ถึกทนมาก ยังใช้ได้ดีไม่มีสะมะกึ๊กสะมะกั๊ก แต่รอบนี้เพิ่มความท้าทายไปอีกขั้นเพราะเราไปตอนกลางมีนาอากาศยังหนาวอยู่ (ต่ำสุด -1
C) แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ตาม ต้องยัดเสื้อกันหนาวไปด้วย แต่ก็นั่นแหละ พกไปแค่นี้ ขากลับมีกระเป๋าพับไว้ขยายเพิ่มพื้นที่อีกใบ มีทฤษฎีที่คิดเองว่า ถ้าไปเที่ยว ยิ่งเป็นผู้หญิงไปคนเดียว อย่าทำตัวน่าสงสารน่าช่วยเหลือ ถ้าเราคล่องตัว โอกาสที่มิจฉาชีพจะเข้าหาก็จะน้อยลงด้วย นอกจากนี้กระเป๋าใบขนาดนี้มันสามารถลากติดตัวไปได้ทุกที เรือ รถไฟ รถเมล์ จัดยัดใต้ที่นั่งได้หมด



เริ่มเดินทาง 16 มีนาคม 2568 บินจากเชียงใหม่ลงสุวรรณภูมืก่อน 1 ตุ๊บ เนื่องจากไม่ได้ซื้อตั๋วเป็น connecting flight แต่แรก เลยเผื่อเวลาเกิดดีเลย์ รอต่อเครื่องนานตั้ง 6 ชั่วโมง เรียกว่ารอจนเบื่อ แต่ข้อดีก็ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก 



มารอที่อาคาร satellite ปีนี้ไม่ถ่ายแล้วค่ะ กวนเกษียรสมุทร
อัพเดต 2025 ถ่ายช้างชนช้าง ^^
รู้สึกว่าอาคารใหม่ มีร้านอาหารของฝากเยอะขึ้นกว่าเดิม ขนาดเกตไกลๆก็มีร้านอาหารมีของขาย



บินตรงกับการบินไทย คนเต็มลำ ไฟล์ทนี้คนไทยน้อยมากๆๆ 



หลังจากนั่งปวดหลังตาตื่นมา 11 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบิน Milan Malpensa 
ตม.อิตาลีที่มิลานก็อารมณ์เดียวกับโรม ไม่สนไม่แคร์ไม่ถามไถ่อะไร ปั๊มตราอย่างเดียว ใครกังวลว่าตม.จะถามเยอะ แนะนำให้บินมาลงอิตาลีจ้า

ขณะกำลังกดซื้อตั๋วรถไฟ Malpensa Express เข้าเมือง มิลานก็ต้อนรับเราด้วยการมีลุงคนนึง ส่งเสียงบรื้อวววใส่ เราก็แค่มองหัวจรดเท้ากลับไป แก่จนปูนนี้ละยังคิดไม่ได้เนาะ นี่ก็ทำเป็นเก่งแต่ในใจก็คิด ขนาดว่ายังไม่ก้าวขาออกสนามบินนะเนี่ย มิลานมันร้ายค่ะคุณ

ก่อนขึ้นรถไฟอย่าลืม validate ตั๋ว บนรถมีเจ้าหน้าที่ตรวจด้วย เราขึ้นสถานีต้นทางยังมีที่นั่ง แต่พอผ่านไป 3-4 สถานี ที่นั่งเต็ม ตรงทางเดินคนก็ยืนเบียดมากๆ อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงเช้า คนคงเข้าเมืองมาทำงานกัน ลงสุดสายที่สถานีรถไฟกลาง Milano Centrale ที่คนก็แน่นสุดๆเหมือนกัน



เราจองโฮสเทล Ostello Bello Grande อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ห่างแค่ 100 เมตร ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่สามารถฝากกระเป๋าไว้ก่อนได้ ขอเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตานิดนึงแล้วก็เที่ยวต่อแบบเบลอๆอึนๆ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้นอนมา 30 ชม.แล้ว 

นั่งรถไฟใต้ดินที่นี่ง่ายมาก สามารถใช้บัตรเครดิตแปะเครื่องอ่านได้เลยแบบMRTที่ไทย เห็นเจ้าหน้าที่รถไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรวจตราให้นักท่องเที่ยวหน้าใหม่อุ่นใจอยู่ บนรถไฟก็ไม่น่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ ตอนเราขึ้นคนโล่งๆ ดูไม่มีใครน่าสงสัย บรรยากาศเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราแหละ มีเสียงประกาศเตือน pickpocket เป็นระยะ

พอออกจากสถานี Duomo มาที่ระดับพื้นดิน โผล่มาก็เจอ Milano Duนmo เลยค่ะ เราถ่ายดูโอโม่มา 3 เวลา ตอนเช้าจะย้อนแสงแบบนี้



 หันซ้ายไป เจอย่านช้อปปิ้งที่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของเมือง 
Galleria Vittorio Emmanuele Secondo



ของจริงสวยกว่าภาพที่เคยเห็น ด้านในแสงสวยมากมาย ตรงกลางมีช็อปแบรนด์หรูประชันกันอยู่ แต่ทุกแบรนด์ป้ายร้านต้องคุมโทน พื้นดำตัวหนังสือสีทองเท่านั้น



ถ้ามีคนมาด้วย จะไปยืนหมุนไข่วัวตรงนั้น มีความเชื่อว่าใครไปยืนหมุนตรงไข่วัวที่พื้นครบ 3 รอบด้วยส้นเท้า จะมีโชคสมหวัง



ถึงจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก็เดินดูดิสเพลย์เพลินๆได้อยู่นะ



มาหาขนมปังกินง่ายๆ ราคาไม่แพงที่ร้าน Panzerotti Luini เป็นร้านยอดนิยมของนักท่องเที่ยว กินง่ายและราคาไม่แพง หน้าร้านมีป้ายิปซียืนขอเงินแบบไม่เซ้าซี้อยู่ด้วย เราซื้อขนมปังทอดไส้แฮมชีสมายืนกินที่หน้าร้าน อร่อยแบบเบสิก ไม่หวือหวา กินได้ 2-3 คำ มิลานก็แจกความเซอไพรส์ที่สองมาให้



ตรงที่เรายืนเป็นจุดที่ร้านจัดไว้ให้คนยืนกินอยู่แล้ว ตรงนั้นก็จะมีถังขยะตั้งอยู่ด้วย กินอยู่ดีๆมีคนจรเดินยิ้มมาแต่ไกล แล้วเข้ามาคุ้ยขยะ หยิบขนมหยิบขวดน้ำจากในถังขยะขึ้นมากินเป็นเพื่อนเราค่าา ดิชั้นก็เดินหนีสิคะ ไม่เคยพบเคยเจอ คอนเท้นต์วิ่งเข้าหามากมิลานเนี่ย

สิ่งที่อยู่ใน wishlist คือ มาดูดอกแมกโนเลียที่กำลังบานอยู่ด้านหลังดูโอโม่
ก่อนมาลุ้นมาก กลัวมาแล้วดอกร่วงหมดต้นไปแล้ว



เป็นมุมที่น่ารักของมิลาน มีสาวน้อยสาวใหญ่มาดูดอกไม้ ทุกคนยิ้มแย้มอารมณ์ดี มีฝรั่งมาถามเราด้วยว่า นี่ใช่เชอรี่บลอสสั่มมั้ย ยังงงว่านางนึกยังไง มาถามคนเอเชียอย่างชั้นเนี่ย แต่ก็ตอบเค้าไปถูกนะ ว่าไม่ใช่ค่ะนี่คือดอกแมกโนเลีย 55



วนมาดูโอโม่รอบสอง ช่วงใกล้ๆเที่ยง เริ่มย้อนแสงน้อยลง



พบจุดเหมาะที่จะนั่งพักแทะขนมปังของเราต่อแล้ว วิวดีซะด้วย



ไม่ได้พกน้ำมา คอเริ่มแห้ง ขอเข้า Starbucks Reserve Milan ซะหน่อย
เค้าเอาที่ทำการไปรษณีย์เก่ามาทำร้าน



สรุปไม่ได้อะไรกลับมา เพราะคนเยอะมาก ไม่มีที่นั่ง คิวซื้อเครื่องดื่มก็ยาว 
แถมต้องรีบทำเวลานิดนึง เพราะจองรอบขึ้นหลังคาดูโอโม่ตอนบ่าย



แมกโนเลียต้นนี้ดอกตู้มกว่าต้นหลังโบสถ์อี้กกก เค้าจะบานช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
เป็นคนชอบดูดอกไม้ เวลาจะไปเที่ยวไหน ก็ชอบสำรวจก่อนว่าช่วงนั้นมีดอกอะไรโผล่มาบ้างนะ



เดินมาจนถึงลานหน้า Sforzesco Castle แล้วก็เดินกลับไปดูโอโม่ทางเดิม
ชักเริ่มรู้สึกวิ๊งๆ เหมือนจะวูบ อาจจะไม่ได้นอน อาจจะขาดน้ำ หรืออาจจะแก่ (อุ๊ยยย) ตั้งแต่ลงเครื่องมายังไม่ได้กินน้ำเลย ก็เลยแว่บเข้าแมคโดนัลด์ จุดประสงค์หลักเพื่อซื้อน้ำ เลยติดเบอร์เกอร์มาด้วยแม้ว่าจะยังอิ่มอยู่ กะว่าเก็บไว้กินมื้อเย็นก็ได้



พอได้ดื่มน้ำเข้าไปก็รู้สึกดีขึ้น มาต่อคิวรอขึ้นลิฟต์ขึ้นไปบนหลังคาดูโอโม่ ถ้าใครมีแรงเหลือจะเดินขึ้นบันไดก็ได้ ราคาตั๋วก็จะถูกลง แต่ป้าขอใช้เงินซื้อความสะดวกสบายเถอะ

นี่คือคิวของคนจองเวลามาแล้วนะ ถ้าใครไม่ได้จองหรือเวลาไม่ตรง จนทให้ออกนอกแถวเลย แถวจะเขยิบช้าๆ เพราะลิฟต์ขึ้นได้ทีละ 8-9 คนเอง



พอใกล้ถึงคิวก็ได้พบกับเซอไพร้ส์อีกครั้ง เค้าไม่ให้เอาอาหารเครื่องดื่มขึ้นไป แล้วเปิดตรวจกระเป๋าทุกซอกทุกมุม สุดท้ายเบอร์เกอร์แมคที่เพิ่งซื้อมาตะกี้ ก็ต้องลงถังขยะไป เสียดายมาก ฮืออออ

สถาปัตยกรรมแบบโกธิก คือจะมียอดแหลมพุ่งๆสู่ท้องฟ้า
มีเสาค้ำพาดวางอยู่ด้านนอกแบบนี้เรียก flying buttress



บนหลังคาโบสถ์เหมือนเป็นที่แฮงเอ้าท์หนุ่มสาวอยู่เบาๆนะ เม้าท์ฉ่ำ นอนอาบแดดฉ่ำ



ตั๋วที่ซื้อมาเป็นแบบคอมโบ คือขึ้นลิฟต์มาrooftop เข้าโบสถ์ และเข้ามิวเซียม ซึ่งมิวเซียมก็ตั้งอยู่ด้านล่างตรงนั้นแหละ 



ส่วนขาลงเดินลงมาเอง เป็นบันไดวนแคบๆ หลายร้อยขั้นอยู่ ยังดีที่ไม่เหนื่อย
ลงมาโผล่ด้านในดูโอโม่เลย ว้าวมากกกก เป็นอีกจุดที่ประทับใจ แฟน LOTR อย่างเรานี่ว่าเหมือนเมืองมอเรีย โอ่โถงอลังการ มีความขรึมความขลัง



อีกเช็คพอยต์ อยากมาดูประติมากรรม St Bartholomew
นักบุญที่ถูก deskinned เพราะเชื่อในพระเจ้า ที่พันรอบๆตัวคือผิวหนังของตัวเองนะนั่น (ขอใช้ภาษาอังกฤษเพราะภาษาไทยโดนแบน แก้หลายรอบมากกว่าจะโพสต์ได้)



ในมหาวิหาร ยังมีตกแต่งกระจกสีแบบเบิ้มๆอีกหลายจุด




จังหวะดีๆ แสงก็ตกกระทบกับเสา 



พอได้กินน้ำไปขวดนึง ตอนก่อนขึ้นหลังคาโบสถ์ ตอนนี้เริ่มอยากเข้าห้องน้ำแล้วสิ มันจะอะไรนักหนา เลยเข้ามิวเซียมต่อ กะว่ามีห้องน้ำให้เข้าแน่นอน 



ซึ่งก็มีจริงๆ แต่ว่ามีจุดเดียวตรงทางออก แล้วต้องเดินแบบวันเวย์คือต้องเดินผ่านแต่ละห้องไปเรื่อยๆ จำได้เลยว่าอยู่ห้องที่ 19 สารภาพว่าไม่ได้ดูอะไรในมิวเซียมเลย ยังดีได้ถ่ายรูปโมเดลดูโอโม่มา 1 รูปถ้วน เพราะรีบจ้ำไปห้องน้ำอย่างเดียว

ก่อนกลับไปนอน ถ่ายรูปดูโอโม่ตอนเย็นอีกที
คราวนี้แดดเข้าเต็มๆ สวยเลย



ก่อนเข้าห้อง แวะซื้อ KFC เป็นมื้อเย็นแทนเบอร์เกอร์แมคที่ต้องทิ้งไปเมื่อบ่าย จะบอกว่ารสชาติเหมือนไก่ทอดที่ไทยเลย ซื้อแบบสไปซี่ ไม่ต้องกลัวคิดถึงอาหารไทย แถมมันบดอร่อยด้วยล่ะ

ที่พักมิลานราคาแพงอยู่นะ 95 ยูโร แพงสุดสำหรับ 5 คืนที่อยู่อิตาลี สำหรับห้องเดี่ยวธรรมดาๆ ในโฮสเทล ห้องหนาวด้วยเป็นระบบทำความร้อนส่วนกลาง ปรับเองไม่ได้ แต่ทำเลเค้าดีแหละ ใกล้สถานีรถไฟเดินทางสะดวก เราอยู่มิลานแค่คืนเดียว พรุ่งนี้เช้าย้ายเมืองต่อแล้วจ้า


 




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2568    
Last Update : 21 มิถุนายน 2568 20:55:05 น.
Counter : 510 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.