วันที่ 2 นอนโบโลญญ่า แล้วแว่บมาหาบรูเนลเลสกี้ที่ฟลอเรนซ์

18 มีนาคม 2568

ตอนแรกสองจิตสองใจ ว่าวันนี้จะเลือกวันเดย์ทริปไปที่ราเวนน่า เมืองที่ยังไม่เคยไป เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตกในช่วงเวลาหนึ่ง หรือจะไปฟลอเรนซ์ เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตที่เคยมาแล้วดี สุดท้ายก็เลือกเมืองคุ้นเคยที่ฟลอเรนซ์ก็แล้วกัน



เริ่มจากมิลาน เราเดินจากโฮสเทลแค่ 5 นาที ก็มาถึงสถานี Milano Centrale
เช้าตรู่ฟ้ายังไม่สว่างดี สถานีก็โล่งๆเดินสบาย ที่มิลานทุกอย่างดูใหญ่โต บึกบึนไปหมด แค่สถานีรถไฟก็ยังขนาดนี้ โอ่อ่าอลังการ สมกับเป็นหัวเมืองใหญ่ของประเทศ



ประโยชน์ของการเจ็ตแล็ก คือการตื่นแต่เช้ามืด อย่างวันนี้ ตื่นมาตั้งแต่ตีสอง มานั่งกินไก่ทอดที่เหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน เติมพลังก่อนออกเดินทางเรียบร้อย 



คิดถึงลูกๆที่บ้าน ส่องดูแอคเซสซอรี่น้องหมา ราคาแรงกว่าเสื้อผ้าคนอี๊ก สายจูงราคาเป็นพัน ลูกๆใส่ของช้อปปี้จีนไปก่อนนะคะ แม่ไม่มีเงินซื้อเมดอินอีตาลีให้



เที่ยวรถไฟรอบเช้า หกโมงกว่าๆ คนโล่ง เดินทางไปโบโลญญ่ากันเล้ยย



คืนนี้นอนที่โบโลญญ่า แวะเอากระเป๋ามาฝากที่โรงแรมก่อน
พักที่ Albergo Centrale Bologna



มีเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนจะถึงรอบรถไฟที่จองไปฟลอเรนซ์ เลยเดินเที่ยวโบโลญญ่าก่อนหนึ่งกรุบ เริ่มจาก La Piccola Venezia เวนิสน้อย ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับโรงแรม ถ้าไม่ตั้งใจดูคือจะเดินผ่าน หาไม่เจอได้ง่ายๆเลยนะ เป็นช่องหน้าต่างเล็กๆข้างถนนที่มองออกไปจะเจอคลองส่งน้ำโบราณของเมือง



ตอนนี้คลองน้ำแห้งอีกตะหาก เป็นจุดท่องเที่ยวแบบห้าบาทสิบบาท ไม่มาก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรนะ



กินมื้อเช้ารอบสองกัน เข้าบาร์กาแฟ Terzi เป็นหนึ่งในร้านดังของเมือง
บรรยากาศโอลด์สกูล บาริสต้าใส่เชิ้ตผูกผ้ากันเปื้อน แต่งตัวเนี้ยบ 
ราคาน่ารักด้วย หมดนี้ 3.80 ยูโรเอง คาปูชิโน่และครัวซอง



สัญลักษณ์นึงของโบโลญญ่า คือ เป็นเมืองแห่งหอคอย เมื่อก่อนมีเยอะมาก ด้วยความนิยมที่คนรวยๆมีเงินก็จะสร้างหอคอยประจำตระกูล เหมือนคนไทยสร้างวัดอ่ะ ส่วนตอนนี้ถล่มลงเกือบหมดแล้ว แล้วก็เป็นเมืองแห่งการศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโบโลญญ่าซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรป ดังนั้นบรรยากาศเมืองก็จะสดใสวัยรุ่น มีวัยรุ่นจับกลุ่มนั่งคุย ทำกิจกรรมตามมุมต่างๆ



จัตุรัสกลางเมือง Piazza Maggiore



น้ำพุเทพเนปจูน ช่วงที่ไปเค้าปิดปรับปรุง น้ำพุไม่เปิด 



เมืองไม่ใหญ่มาก นี่แค่เดินรอเวลาขึ้นรถไฟ เก็บที่เที่ยวจะครบแล้ว ที่เหลือไว้เที่ยวโบโลญญ่าต่อพรุ่งนี้
 
ย้อนกลับไปตอนที่กำลังนั่งรอเครื่องออกจากเชียงใหม่ไปกทม. นั่งเล่นมือถือ แล้วเห็นโพสต์ว่ารถไฟอิตาลีมีสไตรก์หยุดวิ่งช่วงเรามาเที่ยวพอดี เลยแวะมาเจรจาเรื่องตั๋วที่ออฟฟิศอิตาโล่ที่โบโลญญ่า ชอบตรงที่พนักงานใจเย็นมาก สื่อสารดี เค้าแจงทางเลือกให้ สุดท้ายก็แก้ไขได้ ด้วยการยกเลิกตั๋ววันที่มีสไตรก์ เปลี่ยนเป็นเราจองรถบัสแทน แล้วเอาเครดิตที่ได้เปลี่ยนเป็นตั๋วใหม่ไปอีกเมืองในอีกวัน



นั่งรถไฟจากโบโลญญ่าแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงฟลอเรนซ์

รอบนี้ แค่ชะแว่บมาเดินเที่ยวเล่น ชมเมือง ไม่เข้ามิวเซียมใดๆ ตั้งใจกลับมาสวัสดีคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ ที่เป็นเหมือนไอดอลในใจเราเสมอมา 

ด้านหน้าโบสถ์ประจำเมือง Santa Maria del Fiore



มื้อเที่ยงอยากกิน Florentine steak มาก แต่มาคนเดียว แล้วอิสเต็กนี้ขนาดขั้นต่ำหนึ่งเสิร์ฟใช้เนื้อหนัก 1 กก. ขึ้นไป เป็นอาหารที่ต้องอาศัยทีมเวิร์คในการกิน ก็ไม่รู้ชาตินี้จะมีวาสนาได้กินมั้ย นี่ก็เลยสั่งเนื้อตุ๋นมาถูไถก่อน อย่างน้อยก็ได้กินเนื้อแหละนะ ขนาดจานแค่นี้ยังกินไม่หมดเล้ยยย



หลังคาโบสถ์โดมแดง สัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์
ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันอีกนะ



มาสวัสดีคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ สถาปนิกผู้สร้างมาสเตอร์พีซ บรูเนลเลสกี้โดม
คุณพ่อนั่งมองโดมอยู่ตรงหน้าออฟฟิศขายตั๋ว




ไม่ได้แพลนอะไรจริงๆ เลยเดินไป Piazzale Michelangelo ดีกว่า เดิมๆ



ข้ามแม่น้ำอาร์โน
เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้า เพิ่งมีน้ำป่าไหลหลากที่ฟลอเรนซ์ แต่วันนี้ทุกอย่างปกติแล้ว



เดินขึ้นดอย ค่อยๆไต่ไป



เป็นวันที่อากาศหนาวมาก บ่ายต้นๆแดดแรงขนาดนี้ แต่อากาศ 8 องศา ลมแรงอีกตะหาก ดูทรงผมดิชั้นได้



ในที่สุดก็มีคนเสนอตัวถ่ายรูปให้ เย้ๆ มีรูปที่หน้าไม่ใหญ่เต็มจอแล้ว



Piazzale Michelangelo มีรูปปั้นเดวิดจำลองอยู่เป็นสัญลักษณ์
เออ จะว่าไป ทำไมเราไม่นึกอยากจะเข้ามิวเซียม Accademia ไปดูเดวิดของจริงนะ อาจจะเพราะของจำลองมีให้ดูในเมืองตั้งหลายที่มั้ง หน้า Palazzo Vecchio ก็มี



เดินกลับผ่านสวนกุหลาบเหมือนเคย Giardino delle Rose ไม่เข้าใจว่าที่นี่ทำไมไม่ฮิตในหมู่นักท่องเที่ยว
เป็นสวนสาธารณะที่เข้าฟรี เห็นวิวฟลอเรนซ์ แล้วตอนที่ไปมีดอกหญ้าดอกเล็กดอกน้อยบานเต็มไปหมด มีคนนอนเล่น อ่านหนังสือ เดินชมสวน บรรยากาศดีสุดอ่ะ



ข้ามสะพานเวคคิโอ สะพานเก่าแก่คู่เมือง เป็นสะพานที่รอดพ้นจากระเบิดช่วงสงครามโลก สองฝั่งบนสะพานมีร้านขายเครื่องประดับอยู่ ชั้นบนเป็นทางเดิน Vasari corridor ทางเดินลับที่ไม่ลับแล้ว 55 ใครอ่าน Inferno นิยายแดน บราวน์ น่าจะรู้จักดี



จุดคนเยอะๆ จะเห็นตำรวจคอยดูแลอยู่
เราว่าอิตาลีเค้าก็ให้ความสำคัญกับปัญหาโจรลักเล็กขโมยน้อยในเมืองอยู่นะ



Vasari corridor เชื่อมระหว่าง Palazzo Pitti กับ Palazzo Vecchio 
จากสะพาน จะเห็นแนวทางเดินทะลุผ่านเข้า Uffizi ไปแล้ว



เหมือนจะเที่ยวเบาๆ แต่เดินไม่เบานะ 25000 ก้าว แถมเดินขึ้นเขาอีก
จะเดินกลับไปสถานีรถไฟแล้ว ขอถ่ายสะพานเวคคิโอ อีกรูปซิ



มาถึงโบโลญญ่าตอนเย็น ห้องนอนของเราวันนี้อบอุ่นดีมาก อากาศข้างนอก -1 องศา แต่ในห้องใส่เสื้อยืดนอนได้ชิลๆ แถมขอเล่าว่าตอนจ่ายตังค่าที่พัก เราขอเค้าจ่ายเป็นเงินสด เพราะตั้งแต่มาจ่ายผ่านบัตรทุกอย่างเลยอยากระบายเงินสดบ้าง แต่พอจะจ่ายเงินที่ติดตัวไม่พอ เราบอกว่าขอไปจกเงินที่ซอนไว้ออกมาให้เพิ่ม คุณลุงเจ้าของบอกไม่ต้องๆ เอาแค่นี้ก็ได้ ลดราคาเฉยเลย ชอบคนอิตาลีตรงนี้ จริตคนไทย คุยง่าย ใจดี



ส่วนมื้อเย็นวันนี้ กินบะหมี่ถ้วยที่พกไปจากไทย เข้าห้องนอนอุ่นๆไม่อยากออกไปไหนแล้วค่า



Create Date : 21 มิถุนายน 2568
Last Update : 21 มิถุนายน 2568 21:10:51 น. 0 comments
Counter : 542 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณดอยสะเก็ด, คุณ**mp5**, คุณหอมกร, คุณnewyorknurse


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.