วันที่ 4 เซอร์ไพร้สในเวนิส

20 มีนาคม 2568

ช่วงเช้ายังอยู่ปาโดว่า
เปิดประตูหลังห้องมาดูวิวโบสถ์เซนต์อันโตนิโอให้สาสมแก่ใจก่อนอันดับแรก



เมื่อคืนตอนจะนอนก็แอบคิดนะว่า คริสต์เค้าคงไม่ถือถ้าจะหันเท้าไปทางโบสถ์ทางพระทางเจ้าเนาะ 555 ว่าแล้วซูมให้เห็นรูปสลักนักบุญอันโตนิโอที่เห็นจากห้องให้ดูหน่อย ลักษณะเด่นที่ทำให้รู้ว่านี่คือนักบุญอันโตนิโอ คือ กิริยากำลังอุ้มเด็ก แล้วทรงผมแบบนักบวชโกนหัวตรงกลางกระหม่อม เหลือผมตรงรอบๆไว้เหมือนมงกุฎ 



อย่างที่เล่าไปบล็อกที่แล้ว ปาโดว่าก็เป็นเมืองมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับที่โบโลญญ่า จริงๆเกิดจากอาจารย์และนักศึกษาที่เบื่อหน่ายความอนุรักษ์นิยมของม.โบโลญญ่า เลยมาตั้งม.ปาโดว่าที่บุคลิกจะเปิดกว้างมากกว่า ปัจจุบันก็เป็นมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมากที่สุดแห่งนึงของอิตาลีด้วย 

ใกล้ๆโรงแรมที่พัก มีบ้านอดีตอาจารย์ชื่อดังที่เคยมาสอนที่ ม.ปาโดว่าด้วย
บ้านกาลิเลโอ กาลิเลอิ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ บ้านแบบทั่วๆไปเลย low-key ต้องตั้งใจมาหานะ 



มีป้ายยืนยันว่าดิชั้นไม่ได้โม้ เป็นบ้านพักอาจารย์กาลิเลโอจริงๆ



เป็นเมืองที่เดินสบายใจที่สุด ไม่มีคนเร่ร่อน ไม่มีคนขอตัง ไม่มียิปซี ไม่มีคนเมา
ไม่มีเด็กสก๊อย ตอนเช้าในเมืองเก่าเงียบสงบมาก สะอาดด้วย



คุณตาพาหมามาขี้ 555



ตั้งใจเดินมาสำรวจตลาดเช้าของเมืองที่ Piazza delle Erbe
ตึกสวยๆด้านหลัง Palazzo della Ragione ได้ UNESCO World Heritage ด้วย สร้างตั้งแต่ยุคกลาง ผ่านร้อนผ่านหนาว ถูกใช้มาในมากมายหลายจุดประสงค์ ปัจจุบันด้านบนเป็นมิวเซียม ส่วนชั้นล่างเป็นตลาดขายเนื้อ 





ร้านขายเนื้อที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารมรดกโลก



ตรงนี้เหมือนเป็นย่านตลาดทั้งเวิ้ง เพราะอีกฝั่งของ Palazzo della Ragione
ก็เป็นตลาดเช่นเดียวกัน Piazza della Frutta พอตลาดเช้าวาย ตอนบ่ายร้านอาหารคาเฟ่จะมาตั้งร้านแทน

คาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดของปาโดว่า Pedrocchi Cafe
ทางเข้าดูหรู ดูแพง แต่ราคาน่ารักมาก ประทับใจร้านนี้นะ



เปิดตั้งแต่ปี 1831 ร้านกว้างขวางมีหลายโซนให้นั่ง



แถมไม่ชาร์จค่า Coperto หรือค่าปูโต๊ะ ซึ่งปกติร้านกาแฟในอิตาลีถ้าเรานั่งดื่มที่โต๊ะจะเสียค่า coperto ประมาณ 2-3 ยูโร แล้วบรรยากาศร้านสวยดีงาม อากาศหนาวๆด้านในร้านคืออุ่นสบาย คนไม่เยอะด้วย สั่งขนมปังแซนวิชไส้ทูน่ากับกาแฟมิ้นต์(เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน) กะว่าน่าจะเสียซัก 10ยูโร คิดตังมาแค่ 5.5 ยูโรเองง่ะ



เอาจริง มุมนี้คือดูเป็น"เวนิสน้อย"กว่า Little Venice ที่เป็นมุมฮิตในโบโลญญ๋าอีก



ขอบคุณคำโปรยของเจ๊ป้อง ที่ทำให้ลองเปิดใจมาเที่ยวปาโดว่า
มันก็ไม่ขนาดสวยเหมือนสวรรค์อ่ะนะ แต่เป็นเมืองที่เดินเพลิน พักใจได้ดีเลย มั่นใจว่าเที่ยวสนุกกว่าเวนิสเมสเตรที่จองมาตอนแรกแน่ๆ




เมื่อวานมา Prato della Valle ตอนเย็นแล้ว วันนี้มาดูตอนเช้าบ้าง



มีรถมาเปิดท้ายขายของด้วย 



แวะซื้อแม็กเน็ตมาเก็บที่ระลึก ของปาโดว่าของแท้ต้องมีเซนต์อันโตนิโอนะ
จะเห็นมีแม็กเน็ตเวนิสมาปนๆ เพราะอยู่ห่างกันแค่ 50 โล



กลับโรงแรมมาเช็คเอ้าท์ แล้วขึ้นรถไฟไปเวนิสกันต่อเล้ยยย
ตื่นเต้นจัง จะได้เห็นเวนิสตัวเป็นๆซักที




ใช้เครดิตที่ได้จากวันที่โดนรถไฟสไตร์กจนต้องนั่งรถทัวร์ เปลี่ยนมาใช้จองรถไฟจากปาดัวไปเวนิสแทนนี่แหละ นั่งแค่ครึ่งชม.ถึงแล้ว

ภาพแรกของเวนิส จากหน้าสถานีรถไฟซานตาลูเชีย
แค่อินโทรเข้าเมืองก็ว้าวแล้ว

ตรงจุดนี้จะพลุกพล่านสับสนเล็กน้อย ด้วยสถานที่ใหม่ๆอาจจะมีคนเข้ามาเสนออะไรมากมาย เคล็ดลับที่อยากแชร์ของเรา คือถ้ายังงงๆไม่แน่ใจว่าต้องทำไงต่อ ให้ยืนนิ่งๆก่อน กวาดสายตาดูรอบๆ ค่อยๆมองเก็บข้อมูล เดี๋ยวหาทางไปต่อเจอเอง ซักพักก็หาเจอที่ซื้อตั๋ว เรากดซื้อตั๋วจากตู้ จากแพลนเที่ยวของเรา ใช้แบบเที่ยวเดียว 9.5 ยูโรก็พอ ที่เหลือใช้วิธีเดินเที่ยวในเวนิสเอา เราตัดสินใจไม่ไปเที่ยวเกาะบูราโน่ มูราโน่ เพราะไม่อยากให้โปรแกรมมันแน่นจนเกินไป



เรือเมล์ที่เวนิสเรียกว่า Vaporetto มีหลายสาย เรานั่งสาย 4.1 ไปลงท่า Arsenale นั่งเป็นชั่วโมงเหมือนกัน สายนี้จะไม่ได้ผ่านแกรนด์คาแนล แต่จะอ้อมออกทางรอบนอก ตีวงไปจอดฝั่งเกาะลิโด้ก่อนจะวกเข้ามาท่า San Marco คนจะไม่แน่นเท่าสาย 1 สาย 2 ที่แล่นเข้าแกรนด์คาแนล อ่อ ก่อนขึ้นเรือ อย่าลืมวาลิเดตตั๋ว จะมีตู้ให้เสียบวาลิเดตก่อนจะลงเรือ สัมภาระเรามีแค่กระเป๋าไซส์แครี่ออนลากเข้าตรงที่นั่งข้างตัวได้เลย ไม่รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น

ขึ้นเรือที่ Arsenale เรียบร้อย เกียมเดินต่อไปโรงแรมกัน



ที่เวนิสจะแบ่งโซนในเกาะออกเป็น 6 ย่าน ที่พักที่เราจองมาอยู่ในเขต Castello ซึ่งไม่ค่อยเห็นรีวิวว่ามีคนไทยมาพักกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะหาที่พักกันไม่ไกลจากสถานีรถไฟ แต่เราชอบย่านคาสเตลโล่ที่เราไปพักมากเลย มันเงียบสงบ บรรยากาศน่ารัก ไม่จอแจ แล้วก็เดินแค่ 5 นาที ก็ถึงจัตุรัสซานมาร์โก้แล้ว 

ก่อนจะมาตื่นเต้นกับที่พักที่เวนิสที่จองมามาก 
Hotel la Residenza
เป็นบ้านของตระกูลเก่าแก่ของเวนิส ตระกูล Gritti ซึ่งคนในตระกูลนี้เคยได้รับตำแหน่งผู้ครองเวนิส หรือ Doge มาแล้วด้วย ดูในกูเกิ้ลรีวิวแล้วชอบโถงต้อนรับอู้ฟู่ของเค้า แล้วราคาก็ไม่ได้แรงมาก ( 90 ยูโร ถูกกว่าโฮสเทลที่มิลานอีก) เลยจองมานอนที่นี่ 2 คืน แต่จองแยกแต่ละคืนมาคนละบุคกิ้ง

เดินมาแค่ 150 เมตรจากท่าเรือตะกี้ก็ถึงแล้ว 



ห้องโถงต้อนรับอยู่ชั้น 2 เพดานสูง ลวดลายยุ่ยบั่บ ตกแต่งดูไฮโซเวนิสมากมาย
มาถึงบ่ายสอง ก็กะว่าได้เช็คอินเข้าห้องพอดี คิดในใจว่าทำไมชั้นช่างหาที่พักได้เก่ง ปั๊วะปังอะไรขนาดนี้น้าาาา



ทว่าพนักงานส่งหน้าเครียดกลับมาขณะหาบุคกิ้งให้เรา แล้วบอกว่าหาบุคกิ้งคืนแรกที่จองมาไม่เจอ Surprise!!! แต่คืนที่ 2 มีการจองขึ้นในระบบอยู่ แล้ววันนี้ห้องก็ถูกจองเต็มแล้วด้วย (เราจองผ่านเวบโรงแรมตรงด้วยนะ) นางเลยให้นั่งรอระหว่างหาทางแก้ปัญหา ด้วยการโทรหาโรงแรมแถวนั้นเพื่อหาที่นอนใหม่ให้เรา ตอนนั่งรอก็แอบคิดว่า หรือเค้าอาจจะจำเป็นเปิด"ห้องปิดตายห้องนั้น"ให้เรารึปล่าว ยิ่งเป็นบ้านเก่าบ้านแก่ซะด้วยสิ

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ดิชั้นก็เปลี่ยนมานั่งโซฟากะหมาเฟรนช์บูลด็อกตัวนี้แทน
เค้าหาที่พักใหม่ให้ ชื่อ A Tribute to Music หันหน้าออกทะเล ติดกับเวนิสลากูนเลย ทำเลดีกว่าที่เดิม แต่ความหรูหราไม่มี 55 เป็นแบบกันเองๆ B&B ไรงี้ห่างจากที่เก่า 100 เมตร ได้ราคาเท่ากับคืนแรกที่จองผ่านโรงแรมเดิม เพิ่มเติมมีอาหารเช้าให้ด้วย ก็โอเคแหละจุดนี้ ดีกว่าต้องไปนอน"ห้องนั้น"แหละ



ระหว่างรอทำห้อง ก็มาเล่นหมาคลายเครียด
พนักงานต้อนรับน่ารัก คุยเม้าท์ม่วนจอย นางเคยมาเชียงใหม่ด้วย
และนี้ ก็คือห้องพักแบบฉุกเฉิน แบบด้นสดหน้างานของเราในคืนนี้



จบเรื่องเซอร์ไพร้สบุคกิ้งที่พักหาย ก็กลับมาสู่โหมด Travel & Leisure ต่อ



เดินมาแป๊บเดียวก็มาอยู่หน้า Palazzo Ducale หรือ Doge Palace
เป็นที่ว่าราชการเมืองเวนิสในสมัยก่อน สถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ จะสังเกตว่าที่นี่จะได้รับอิทธิพลแบบแขกตุรกีมาปะปนด้วย เพราะทำการติดต่อค้าขายกับเมืองใหญ่สมัยนั้นอย่างคอนสแตนติโนเปิล



แพลนมาเที่ยวเวนิสมาแบบหลวมๆ มีจองสถานที่เข้ามาก่อนแค่ที่เดียว นอกนั้นดูอารมณ์หน้างานเอา สุดท้ายความขี้เกียจเข้าครอบงำ เลยไม่ได้เข้าซักที่ ทั้ง Basilica di San Marco และ Palazzo Ducale



ช่วงบ่ายๆแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นเดือนมีนาหน้าโลว์ ที่ Piazza San Marco ก็ยังมีคนมาเที่ยวคึกคักอยู่



ดูจากแมปส์กูเกิ้ล จากจัตุรัสซานมาร์โก้ไปยังจุดหมายถัดไป เดินแค่ 500 เมตร ใช้เวลา 8 นาที แต่เดินจริงใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง นอกจากแวะถ่ายรูปตลอดทางแล้ว สาเหตุหลัก คือ เดินหลงทางจ้า

ท่าเรือกอนโดล่า เรือเหมาแบบส่วนตัว ราคาแรงมาก 
ราคาปี 2025 คือ เริ่มที่ 30 นาทีแรก 90 ยูโร




ยอมรับว่าเป็นเมืองที่สวยมากๆ จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในลิสต์เมืองในฝันแต่แรกหรอกนะ ตอนแรกรู้สึกว่ามันแมสเกินไป เป็นเมืองที่ดูเป็นธีมปาร์ก แต่มาจริงๆ ดัชนีความว้าวรุนแรงอยู่นะ ที่หลงเพราะทางเดินส่วนใหญ่จะเป็นตรอกซอยเล็กๆแบบนี้ มีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตลอดเวลา ทำเอาหลงทิศหลงทางกันได้ง่ายๆ เปิดแมปส์ก็เอาไม่อยู่นะ แต่สนุกดี เหมือนเดินในเขาวงกต



มันเหมือนเจอเซอร์ไพร้สใหม่ในแทบทุกแยกที่เราเลือกเดิน แบบเลี้ยวมาโผล่มาเจอคลอง โผล่มาเจอลานเล็กๆน่ารัก หักมาอีกทีเอ้าเจอซอยตัน 555 (ใครว่าเวนิสไม่มีซอยตัน ชั้นเจอนะคะ ต้องเดินย้อนออกมา) ควรเผื่อเวลาในการเดินทาง เตือนแล้วนะ



คนจะเยอะแค่ตรงจัตุรัสซานมาร์โก้ สถานีท่าเรือหลักๆ สะพานริอัลโต้ 
ส่วนที่เหลือ เดินชิลมากๆ เลือกมุมถ่ายรูปได้สบาย จุดนี้อยากมีคนมาด้วย จะได้รูปถ่ายสวยๆ แต่มาคนเดียวก็เซลฟี่เองถูไถไปได้แหละ แหะๆ



มองจากไกลๆ ถัดจากท่าเรือ ก็จะเห็นสะพานริอัลโต้ ทอดข้ามแกรนด์คาแนลที่ตัดผ่ากลางเกาะเวนิส เป็นสะพานที่สวยที่สุดของเมือง เป็นจุดนักท่องเที่ยวหนาแน่น



โผล่มากลางย่านช้อปปิ้ง ใกล้ๆสะพานริอัลโต้ หาทางไปห้าง Fondaco dei Tedeschi ต่อ เริ่มจะตื่นเต้นละเนี่ย ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว ยังหลงทางอยู่เลย



ถ่ายรูปคู่กับนกน้องที่ยืนนิ่งไม่กลัวคนเลย จากบนสะพานริอัลโต 
ตึกด้านหลังนั้นแหละที่เรากำลังจะขึ้นไปชมวิวจากชั้นดาดฟ้า



และกิจกรรมเดียวที่จองมาล่วงหน้าในการมาเวนิสก็คือ การขึ้นรูฟท็อปชมวิวเวนิสที่ Fondaco dei Tedeschi เป็นจุดชมวิวที่เข้าได้ฟรี แต่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ช่วงที่เราไปคือ ระบบจะเปิดให้จองรอบเข้าก่อน 21 วันล่วงหน้า เราถึงขั้นมาร์กปฏิทินเตือนเอาไว้เลยว่าอย่าลืมเข้าเวบไปจองเชียวนะ เพราะรอบเย็นที่สามารถเห็นวิว sunset มันจะหมดไวม้ากกก และเราก็สามารถทำสำเร็จ ได้ขึ้นรอบสุดท้ายของวัน 17.45 น.

ภายในห้าง Foncado เล็กๆแต่สวยหรูอยู่นะ
ต้องขึ้นไปชั้นบนสุด



ตรงนี้เป็นจุดรอขึ้นดาดฟ้า จะมีเจ้าหน้าที่เช็คดู QR code ที่จองมาทุกคน 
ต้องจองก่อนมาเท่านั้น นี่เราถ่ายตอนหมดรอบเดินกลับลงมาแล้ว ที่เห็นยืนออๆอยู่นั้นเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้จอง และกำลังเว้าวอนเจ้าหน้าที่ขอขึ้น



วิวจากบนดาดฟ้า เป็น 15 นาที ที่เราจะจำไปจนตายเลย
สวยมากๆ สวยจับใจ พระอาทิตย์กำลังลับฟ้า นกบิน ลมเย็น ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์สร้างบรรยากาศ มองเห็นแกรนด์คาแนล สะพานริอัลโต้ บ้านเรือนตั้งริมน้ำเรียงราย การจราจรทางน้ำสุดคึกคัก มันคืออารยธรรมมนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆในช่วงเวลานึง ดีใจที่ได้มามากๆ 




จำกัดคนขึ้นแค่รอบละ 50 คน แบ่งกันชมวิวซึมซับบรรยากาศกันได้แบบไม่ต้องแก่งแย่ง



หันไปอีกทาง จะเห็นโบสถ์ซานมาร์โกและหอระฆังไกลๆ
ถ่ายมาเบลออีกตะหาก ^^"




ทุกคนอยู่ชมวิวตรงนี้ อ้อยอิ่งกันจนหมดเวลา 



เดินกลับโรงแรม ผ่านจัตุรัสซานมาร์โก้อีกครั้ง
ช่วงพลบค่ำ คนน้อยลงเยอะ




เวนิสเวลานี้ สวยมีเสน่ห์มาก
ทไวไลท์ ถ่ายรูปออกมาสีออกน้ำเงินๆม่วงๆ




Bridge of Sighs สะพานถอนหายใจ
แสงสุดท้ายของวันที่ฉายอ่อนๆลงตรงสะพานพอดี ก็ทำเราถอนหายใจเหมือนกัน แต่ด้วยความสบายอกสบายใจนะ 




อยากเชียร์ให้มานอนบนเกาะเวนิส ราคาที่พักไม่ได้แพงขนาดนั้น
ตอนเย็นๆแบบนี้ นางสวยจริงๆ แล้วเราจะได้ซึมซับบรรยากาศแบบไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบขึ้นเรือ หรือแย่งกันขึ้นรถไฟเพื่อกลับที่พักบนฝั่งไง




เดินมาถึงโรงแรมแล้ว ด้วยความอยู่ติดกับเวนิสลากูน ช่วงเย็นๆคนจะคึกคักนิดนึง มากินมื้อเย็น ซื้อของที่ระลึก ก่อนรอขึ้นเรือกลับ

บล็อกหน้ายังอยู่ที่เวนิสต่อค่ะ เดี๋ยวพาเดินชมเมืองกันตอนเช้าบ้างเนาะ





Create Date : 20 กรกฎาคม 2568
Last Update : 27 กรกฎาคม 2568 20:45:14 น. 0 comments
Counter : 486 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณ**mp5**, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.