วันที่ 3 เที่ยวอิตาลีเมืองรอง Bologna & Padova

19 มีนาคม 2568

La dotta, La Grassa, La Rossa เป็นอีกสมญานามหรือชื่อเล่นของโบโลญญ่า

La Dotta หมายถึง ผู้ฉลาดรอบรู้ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกตะวันตก คือ มหาวิทยาลัยโบโลญญ่า ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวในช่วงยุคกลางตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ส่วน la Grassa แปลว่าไขมัน บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ รวมของอร่อย เรียกว่าแคว้น Emilia-Romagna ที่ตั้งของเมืองนี้เป็นครัวของอิตาลีได้เลย ไหนจะมอร์ตตาเดลล่าเอย ลาซานญ่าเอย พาสต้าอัลรากูเอย และ la Rossa คือสีแดง นอกจากจะตรงตัวที่เห็นสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้โทนออกสีแดงส้มชมพู ที่นี่ยังเป็นฐานที่ตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลีในยุคสมัยนึงด้วย

โบโลน่าที่คุ้นหู ก็เพี้ยนมาจากชื่อเมืองโบโลญญ่านี่ล่ะ แต่คนที่นี่เค้าเรียกสิ่งนี้ว่า Mortadella เป็นแฮมที่ทำจากเนื้อหมูบดที่มีไขมันขาวๆแทรกอยู่ในเนื้อ



ประกาศความมั่นคงด้านอาหาร ตั้งแต่ไลน์อาหารเช้าของโรงแรม บอกไปรึยังว่าที่นี่เป็นที่พักราคาถูกที่สุดในทริป แต่อาหารอลังการกว่าทุกที่ มี cold cuts ชีส ไข่ ขนมปัง ของหวาน ผลไม้ ให้เลือกหยิบเพียบ ตามปกติอาหารเช้าแบบยุโรปมักจะไม่มีเนื้อสัตว์หรือมีก็นิดเดียว แต่ที่นี่คือจัดเต็มมากๆ



ที่ต้องหยิบมาแน่ๆก็คือ มอร์ตตาเดลล่านี่แหละ สำหรับคนไทยกินง่ายรสคุ้นกว่าพวกแฮมซาลามี่เยอะ 




ท้องอิ่มแล้ว ออกสำรวจเมืองกัน



ซักพักก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง Piazza Maggiore ประชากรที่เห็นส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว อย่างที่บอกเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ตึกนี้คือ Palazzo d'Accursio จากเคยเป็นวังกลายเป็นที่ว่าการของเมืองจนตอนนี้เป็นมิวเซียม อยู่ด้านตะวันตกของจัตุรัส




ถัดมาหน่อยทางทิศใต้ของจัตุรัส จะเป็นที่ตั้งของมหาวิหารของเมือง 
ฺBasilica di San Petronio ที่เห็นเหมือนยังสร้างไม่เสร็จก็คือยังไม่เสร็จตามแบบจริงๆ ตอนแรกที่นี่ก็กะจะสร้างให้สวยอลังการแบบโบสถ์เมืองอื่นเค้านั่นแหละ แต่พอคนใหญ่คนโตรู้เข้าก็สั่งระงับโปรเจ็ค ด้วยกลัวจะเกินหน้าเกินตา (เม้ากันมาว่าถ้าสร้างเสร็จจะใหญ่กว่า San Petro ที่วาติกัน) เลยอ้อมแอ้มดึงงบจากสร้างโบสถ์ไปสร้างอาคารมหาวิทยาลัยตรงที่ข้างๆนั่นแทนละกัน ส่วนเราตอนนี้ดูแค่ด้านนอกไปก่อน ส่วนด้านในเก็บไว้เข้าตอนเที่ยงอีกที



เจอรถไฟจิ๋ว San Luca Express จอดรอรับคนข้างโบสถ์พอดี ปลายทางที่โบสถ์ San Luca อยู่บนเขา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กม. ซึ่งถ้าใครฟิตๆและพอมีเวลา นอกจากนั่งรถไฟ ก็ยังสามารถเดินจากเมืองไปได้ เค้าทำทางไว้ให้อย่างดี



ทางที่ว่า จะเป็นทางเดินแบบมีหลังคาคลุมแบบนี้แหละ สร้างยาวจากเมืองไปถึงโบสถ์ (แค่อ่านมาเฉยๆแต่ไม่มีเวลาเดินไปเองนะ 555)
ทางเดินนี้เรียกว่า Portico ในเมืองโบโลญญ่าจะมีโดยทั่วไป เดินชิลไม่ต้องกลัวแดดฝน



มาถึง Palazzo dell'Archiginnasio อาคารมหาวิทยาลัยที่งบจากสร้างโบสถ์ย้ายมาตกเป็นของที่นี่
ก่อสร้างระหว่างปีค.ศ.1562-63 ด้วยไอเดียที่ตอนแรกคลาสเรียนแต่ละวิชากระจัดกระจายเรียนกันทั่วเมือง เลยสร้างที่นี่เพื่อรวบรวมทุกคลาสให้มาเรียนที่เดียวกัน จะว่าเป็นอาคารเรียนรวมแห่งม.โบโลญญ่าก็ได้นะ



ถูกใช้เป็นอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยจนถึงปี 1803 จากนั้นก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานไปเรื่อย จนตอนนี้ถูกใช้เป็นมิวเซียมและห้องสมุด ตามโถงทางเดินจะมีตรา โล่เกียรติคุณของทั้งอาจารย์และศิษย์เก่าแปะประกาศอยู่



ซึ่งเราจะมาชมห้องหนึ่งที่เคยใช้ในการเรียนการสอนของที่นี่
The Anatomical Theatre เห็นทางเข้าอยู่ลิบๆแล้ว
ไม่ต้องจองคิวในเนตก่อนก็ได้ มาซื้อหน้างาน แต่ที่นี่เค้าไม่รับเงินสดนะคะ จ่ายผ่านบัตรอย่างเดียวจ้า



จากชื่อก็คงพอเดาได้ แม่นแล้วค่ะ
เป็นห้องเรียนอนาโตมี่ เมื่อเกือบ 400 ปีก่อน ตกแต่งด้วยไม้ ข้อมูลว่ามีรูปสลักของหมอชื่อดังระดับตำนาน 12 คน รวมถึงนักกายวิภาคศาสตร์อีก 20 คนรายล้อม เราว่ามันเป็นอะไรที่โคตรเนิร์ดของการเรียนกายวิภาคและการแกะสลักไม้ตกแต่งเลยอ่ะ ไปสุดทั้งสองทาง บ้าไปแล้ว

เห็นจากรูปแล้ว การจัดวางห้องก็เหมือนเธียเตอร์จริงๆ มีสโลป โต๊ะอาจารย์ใหญ่อยู่ตรงกลาง ส่วนอาจารย์ผู้สอนนั่งอยู่ตรงแท่นด้านหน้าห้อง



เหนือโต๊ะอาจารย์ผู้สอน ยังมีรูปแกะสลักของชายเปลือยอีก 2 คน 
เปลือยที่ว่าคือ ไม่มีผิวหนัง อะไรมันจะเข้าธีมอนาโตมี่ยันงานอาร์ตในห้อง

แต่สิ่งที่เราไปเห็นมานั่น จะบอกว่าเป็นของที่บูรณะขึ้นมาใหม่ เพราะของดั้งเดิมโดนบอมบ์ไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว



ออกมาเดินดูเมืองกันต่อ ตึกรามในเมืองดูเก่าแก่มากอ่ะ
ถ่ายรูปออกมาจากจัตุรัส Mercanzia จะเห็นหอคอยสูงที่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์ของเมืองนี้ จริงๆมี 2 หอคอยคู่กัน Le Due Torri แต่มุมนี้เห็นหอเดียว



เดินมาถึงหน้าโบสถ์ Santo Stefano ตรงนี้มีเด็กมานั่งแฮงเอ้าท์กันมากมาย

แบบซ้อมเต้นคัฟเวอร์ เล่นดนตรี สูบบุหรี่กินดื่มหน้าคาเฟ่ บรรยากาศครื้นเครงมาก ไม่ได้สงบงามแบบในภาพที่เห็น 107





ต่อมาย่านตลาด และแหล่งรวมอาหาร Quadrilatero
จริงๆมีคนเดินพลุกพล่าน แต่ตรงที่คนเยอะก็ไม่ได้ยกกล้องมาถ่าย จะเป็นตรอกเล็กๆมีร้านวางแผงขายอาหารไม่ก็เป็นร้านอาหาร บาร์ตั้งโต๊ะหน้าร้าน



วินโดว์ช้อปปิ้งแบบป้าแม่บ้าน
ตอนแรกแพลนว่าจะมาหาอะไรกินแถวๆนี้ แต่ด้วยความที่ยังไม่ค่อยหิว เลยซื้อเป็นอาหารกล่องกะว่าพกไปกินระหว่างรอขึ้นรถทัวร์ไปเมืองปาโดว่าดีกว่า



ใกล้จะเที่ยงแล้ว เดินกลับมาดูโบสถ์ San Petronio
ที่ตั้งใจมาตอนเที่ยง เพราะที่โบสถ์นี้มีเส้นเมริเดียน ตีอยู่บนพื้นโบสถ์ 
พอตอนเที่ยงตรง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านรูที่เจาะจากเพดานโบสถ์จะตกลงบนเส้นพอดี อ่านมางี้นะ 555



Meridian line คือเส้นสมมติที่ลากจากขั้วโลกเหนือลงมาใต้ ประโยชน์ของเส้นเมริเดียนที่พอจะคุ้นเคยสำหรับนักเดินทาง ก็คือ ใช้แบ่งโซนเวลาที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่บนผิวโลก โดยใช้เส้น Prime Meridian Line ที่นับ 0 ที่เมืองกรีนนิช อังกฤษ หรือ Greenwich Mean Time; GMT นั่นเอง เวลาไทยก็ GMT+7

มาค่ะ กลับเข้าโบสถ์ก่อน 555 ซึ่งแสงอาทิตย์ที่ตกลงมาในแต่ละช่วงของปี ก็จะมีองศาที่แตกต่างกันไป ค่อยๆเคลื่อนจากเหนือสุดไปใต้สุด ขึ้นๆลงๆตกลงบนเส้นเมริเดียนไปแบบนี้จนกว่าโลกจะแตกหรือเปลี่ยนวงโคจรไปนู้นแหละ

เส้นเมริเดียนที่ว่า ตรงปลายเส้นเมริเดียนทั้งสองฝั่ง จะมีสัญลักษณ์ฝังอยู่ อย่างจุดนี้เป็นรูปปู ซึ่งก็แสดงถึง Cancer solstice หรือ summer solstice ซึ่งจะอยู่ราวๆ 20-21 มิถุนาของทุกปี เป็นวันที่ในซีกโลกเหนือ กลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี แน่นอนว่าที่ปลายเส้นอีกฝั่งก็ต้องเป็น winter solstice สัญลักษณ์เป็น Capricorn 



ก็มีคนมารอดูแสงตกกระทบเส้นเมริเดียนตอนเที่ยงแบบเราประมาณสิบกว่าคน
ปรากฎว่า พอเที่ยงตรง แสงสาดลงเส้นเมริเดียนที่พื้นโบสถ์เป็นประมาณนี้ 555

ความรู้สึก ก็ผิดหวังนะเอาจริง นึกว่าจะเป็นจุดเล็กๆคมๆลงตรงเส้นเป๊ะๆซะอีก
(ปล.เราไปก่อนวัน Equinox 1 วัน)




ช่วงเวลาที่น่ากลัวและน่าระแวงที่สุดของทริป 10 วัน คือช่วงเวลานี้

เราแวะซื้อพาสต้าซอสเนื้อ เมนูขึ้นชื่อของโบโลญญ่าใส่กล่อง กะว่าเอามากินระหว่างรอเวลาขึ้นรถบัส แต่แทนที่จะได้นั่งกินแบบชิลๆ กลับกลายเป็นว่าไม่ได้กินตามแผน เพราะสถานีรถบัสบรรยากาศน่ากลัวม๊ากกก

เต็มไปด้วยบุคคลท่าทางไม่น่าไว้ใจ โฮมเลส วัยรุ่นแก๊งสเตอร์ ผู้อพยพ แถมจุดนี้ยังสูบบุหรี่กันหนักมาก นอกจากไม่ได้กินอาหาร แม้แต่มือถือยังไม่กล้าหยิบออกมาจากกระเป๋า กลัวโดนฉก 555 แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้แบบปลอดภัย ไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น นี่พอได้ขึ้นรถทัวร์ เลยหยิบมือถือมาถ่ายรูปท่ารถไว้ซะหน่อย




นั่ง Flixbus ประมาณชม.กว่าก็มาถึงเมืองใหม่ที่ไม่คุ้นหูเราก่อนหน้านี้ซักเท่าไหร่
ปาโดว่า หรือ ปาดัว


เกิดจากการเปลี่ยนแผนแบบปุบปับ หลังดูไกลบ้าน ช่องคุณแดงฟาโรส EP121 ตอนน้องมาร์กกำลังหาเส้นเมริเดียนไลน์ในสวนลุมซอมบูร์ก ระหว่างนั้นเจ๊ป้อง พี่ต่อ และฟาโรสก็เม้ามอยถึงอิทธิฤทธิ์นักบุญคนนั้นคนนี้ จนมาถึงแซงอองตวนเดอปาดู เจ๊ป้องกล่าวถึงเมืองปาดู(ก็คือปาดัว)ว่า เมืองนี้มันสวยเหมือนสวรรค์เลยนะ แค่นั้นแหละ คืนนั้นเรากดยกเลิกโรงแรมเก่าที่เวนิซเมสเตร มาจองห้องในปาดัวแทนเลย โดนเจ๊ป้องป้ายยาด้วยประโยคเดียว อิทธิพลของสื่อมาก 5555

เดินทางเข้าเมืองลำบากอยู่ ด้วยความที่ข้อมูลในเนตไม่เยอะ ไม่ใช่เมืองฮิตของนักท่องเที่ยวซักเท่าไหร่ แต่เป็นอีกเมืองของการศึกษา มีมหาวิทยาลัยปาโดว่าที่แยกตัวมาจากม.โบโลญญ่าเพราะต้องการอิสระทางวิชาการมากขึ้น คือที่โบโลญญ่าจะหัวอนุรักษ์นิยมกว่า กาลิเลโอเคยมาเป็นอาจารย์สอนเลขที่นี่ด้วย ยิ่งจากสถานีรถบัส คืออยู่ชานเมือง ต้องเดินเท้ามาครึ่งกิโล แล้วมาขึ้นรถเมล์ต่อเข้าเมืองอีกที ชอบใจตอนที่ไปถามน้องสาวที่ยืนรอรถเมล์ป้ายเดียวกันว่าต้องขึ้นสายไหน แล้วน้องชวนคุยกลับมาว่า เรามาเรียนหนังสือที่นี่เหรอ 128 อิอิ

ในที่สุดก็มาถึงที่พักของเราคืนนี้ Hotel Casa del Pellegrino




ทำเลโรงแรมเลิศมาก อยู่ติดกับ Basilica di Sant'Antonio แลนด์มาร์กของเมือง 



ตั้งแต่เคยเข้าโบสถ์ในยุโรปมา ดูคริสตศาสนิกชน นักแสวงบุญที่มาโบสถ์นี้ เค้าดูตั้งใจมา ดูมีศรัทธาเพื่อมาสักการะนักบุญอันโตนิโอกันจริงๆ บรรยากาศมีความเคร่งขรึมเป็นพิเศษอ่ะ ส่วนตัว เราว่าดูเคร่งสำรวมยิ่งกว่า St Peter วาติกันอีกนะ อาจจะเป็นเพราะตรงนั้นทัวริสตี้กว่าด้วยแหละ



สำหรับสายมูเค้าจะมาขอพรกับนักบุญอันโตนิโอ เกี่ยวกับสุขภาพให้หายป่วย ขอให้หาเจอของที่เคยทำหายไป มีคนพาญาติผู้ใหญ่นั่งวีลแชร์มาไหว้รูปจำลองของนักบุญเยอะเลยแหละ ที่แปลกคือมีคนหน้าตาเหมือนเรา (หน้าไทยๆ) มาที่โบสถ์นี้เยอะเหมือนกันนะ เราเดาว่าน่าจะเป็นคนฟิลิปปินส์สายบุญที่มาทัวร์โบสถ์ที่มีชื่อเสียงด้านคริสตคุณ(เหมือนพุทธคุณ)

ตรงกลางที่สว่างๆนั้น เป็น chapel ที่เป็นหลุมศพฝังร่างของนักบุญอันโตนิโอ เรามาตอนเย็นมากๆ แต่ก็ยังมีคนต่อแถวรอเข้าไปสักกาะระแบบเงียบๆ ไม่กล้าถ่ายรูปใกล้ๆเลยอ่ะ



แสงเย็นสาดเข้าด้านหน้าโบสถ์ สวยและสงบมาก เมืองนี้



เดินมาอีกนิดก็ถึง จัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทั้งเมืองนี้และประเทศอิตาลีด้วย
Prato della Valle



ด้วยพื้นที่รูปไข่ กว้าง 89,000 ตร.ม. (เทียบกับสนามหลวง 114,000 ตร.ม.)
มีคลองน้ำล้อมรอบ มีรูปประติมากรรมคนดังของอิตาลีตั้งอยู่รายรอบ



บรรยากาศดีมากๆ ตอนเย็นที่เราไป มีคนทุกเพศทุกวัยมานั่งเล่น ทำกิจกรรม พาสัตว์เลี้ยงออกมาเที่ยว เป็นพื้นที่สาธารณะที่ดีเลยแหละ ชอบมาก ตกหลุมรักปาโดว่าแล้วล่ะ



ห้องพักของเราคืนนี้ จองห้องแบบเห็นวิวเมืองเอาไว้



แล้วดูวิวจากหลังห้อง เห็นโบสถ์ซานอันโตนิโอแบบเต็มตา



โรงแรมตรงปก ไม่จกตา ถูกใจอิชั้นที่สุด



ได้เวลาแกะอาหารที่สมควรจะกินเป็นมื้อเที่ยง มากินเป็นมื้อเย็นแทน

ถึงแม้ระหว่างวันจะเจอความอิหยังวะนิดหน่อยที่สถานีรถบัส แต่ตอนเย็นที่ปาโดว่าก็ดีกว่าที่คิดไว้มากๆ
​​​​​​​กินให้อิ่ม อาบน้ำนอนให้สบาย พรุ่งนี้ไปเที่ยวต่อค่ะ




Create Date : 03 กรกฎาคม 2568
Last Update : 8 กรกฎาคม 2568 14:52:49 น. 2 comments
Counter : 426 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณtuk-tuk@korat


 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 8 กรกฎาคม 2568 เวลา:16:30:23 น.  

 
แล้วนำมาฝากกันอีกนะคะ



โดย: หอมกร วันที่: 8 กรกฎาคม 2568 เวลา:18:16:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.