All Blog
สัปดาห์ที่สามของการทำงาน
เข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้วค่ะ

สัปดาห์ที่สามนี้ งานทุกอย่างเหมือนเดิม  แต่เราต้องเล่นกับน้องมากขึ้น เราเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้วค่ะ  เพราะว่าน้องคนโตนี่เรียกร้องให้เล่นด้วยตลอดเวลาค่ะ บางครั้งเราเลิกงานแล้ว ก็มาอ้อนเรา ให้เราเล่นด้วย  ซึ่งบางวันเราก็ทำกับข้าวน่ะค่ะ เขาก็ต้องอยู่คนเดียว เขาก็บอกว่าเรายังไม่ได้เล่นกับเขาเลย  บางครั้งก็สงสารน้องเขา เพราะว่าถ้าเราไม่เล่น ก็ไม่มีใครเล่นด้วยค่ะ

บ้านนี้ไม่เหมือนบ้านที่เมกา และเดนมาร์ค ไม่มีกิจกรรมพิเศษให้ลูกทำ พ่อแม่ก็ไม่ได้เล่นกับลูกค่ะ ในความคิดเรานะ เราว่าถ้าพ่อแม่เล่นด้วย ลูกคงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว  เหมือนเขาเลี้ยงลูกให้สบายตัวเขา เราว่านะ เพราะว่าเขาทำงานมาเหนื่อย บางทีก็คงอยากพัก  เราก็อยากพัก แต่บางครั้งก็สงสารเด็กนะ  เราก็เล่นกับน้องจนถึงสองทุ่ม  แต่ว่าวันนี้เราเริ่มเหนื่อย เราคิดว่าเราจะต้องเซฟตัวเอง ลดการเล่นกับน้องลง เพื่อจะได้ทำอะไรของตัวเองให้มากขึ้น  

เด็กคนเล็กก็ค่ะ ติดเรา ก็อย่างที่บอกว่าเราชอบเล่น  (แต่เล่นมากก็เหนื่อย) ตอนเย็นแทบไม่เอาพ่อแม่ อยากแต่จะอยู่กับเรา  ไม่รู้ว่าดีหรือว่าไม่ดีนะ รู้งี้ปล่อยให้เล่นเองไปเลยเหมือนเดิม 555 คืออันนี้ติดสมัยอยู่เมกาค่ะ  ที่โน่นเขาชอบให้ลูกเล่น พ่อแม่ก็เล่นกับลูก คือลูกไม่เคยได้อยู่เฉย เล่นกันตลอด แล้วที่เมกาโฮสแม่อยู่บ้านด้วย เราเลยต้องแอ็คทิฟตลอด เราเลยติดมา พอมานี่  กลับเป็นเราที่เล่นคนเดียวกับเด็ก มันเลยเหนื่อย เพราะว่าเด็กติดเรานั่นเอง  

บางทีเราเหนื่อยก็หงุดหงิดนะ กวนน้องคนโตเล่น แบบลองขัดใจมันเล่น  ให้มันงอแง  สะใจดี  แต่เราว่าเรานิสัยไม่ดีเลยค่ะที่เป็นแบบนี้  คืออาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มเซ็ง  อาจจะเป็นเพราะอากาศมันหนาวน่ะ ออกไปไหนเองไม่ได้  เสาร์อาทิตย์ก็เจอแต่โฮส กับเด็ก หน้าเดิม ๆ แล้วเสาร์อาทิตย์ ถ้าเราขึ้นมาบนบ้าน น้องก็จะชอบชวนเล่น เพราะว่าเด็กมันไม่มีไรทำน่ะเราก็เข้าใจ 

บางทีเราก็ไม่ขึ้นมาเลย จนกว่าจะหิว  พอขึ้นมา เด็กมันก็อยากเล่น เราไม่เล่นด้วย มันก็งอแงน่ะ  พ่อแม่ก็เลยไม่รู้จะทำไง  เพราะว่าเข้าไม่ถึงลูก  แล้วเราไม่เล่นด้วย เด็กก็บอกเราว่าเดี๋ยวเธอก็กลับไทย เเล้วใครจะเล่นกับฉัน  ตอนนี้เราควรเล่นตุนเอาไว้ก่อน 555 เด็กมันคิดได้เนาะ ขำมาก  ก็เลยต้องคิดกิจกรรมที่ไม่ผาดโผนค่ะ เพราะว่าเราไม่อยากออกแรงเยอะ ช่วงหลัง ๆ เด็กโตนี่เล่นผาดโผนตลอด ตีลังกางี้  เตะบอลงี้  เราเหนื่อยค่ะ  

เราเลยคิดแผนให้นั่งวาดรูป ร้องเพลง ไรงี้ค่ะ  แต่มันก็จะมาเล่นห้องเราท่าเดียว อยากมาแต่งหน้า  แต่งตัวตามประสาเด็กผู้หญิง  แต่เราไม่ค่อยอยากให้มาห้องเท่าไหร่เดี๋ยวมันจะชิน แล้วมาเรื่อย ๆ เราจะยิ่งเหนื่อยมากเข้าไปอีก  

ถ้าถามว่าอยู่ได้ไหม บ้านนี้อยู่ได้ดีทีเดียว  โฮสก็ดีนะ นิสัยดีค่ะ เด็กก็โอ ดูได้  แต่มันติดอยู่ที่ว่าเราจะปลีกตัวออกจากเด็กได้อย่างไรในเวลาที่เราเลิกงานแล้วนี่ล่ะค่ะ เฮ้อ 

ตอนนี้ต้องคุยแล้วแหละค่ะ ถ้างั้นเราเหนื่อยตายเลย 

วันนี้แวะเอาภาพควันหลงฮัลโลวีนมาฝากค่ะ (ฮัลโลวีนปีนี้หนาวมากค่ะ -8 ค่ะ เดินเอาขนมตามบ้านนี่ ขาแทบขาด ชาเลยทีเดียว  แทบไม่อยากเดินเลย นี่ยังไม่รวมกับลมนะคะ ถ้ารวมลมด้วยคง -14 เป็นฮัลโลวีนที่หนาวที่สุดที่เคยเจอมา  สุดท้าย ต้องขับรถแล้วตามจอดตามบ้านไป)

เราแต่งตัวเป็น Emo ค่ะ(อีโม ต้องเศร้า ถึงจะของจริง)



ใส่วิกไรเสร็จแล้วเป็นแบบนี้ (ความคิดเรา  เราว่าไปไปมามา เราเหมือน Nicki Minaj เลย)








Create Date : 07 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 27 มกราคม 2557 5:02:45 น.
Counter : 808 Pageviews.

5 comment
อาทิตย์แรกของการทำงาน
สำหรับอาทิตย์แรกค่ะ เราทำตามตารางที่โฮสเขียนและตกลงไว้นในสัญญาค่ะ คือ ดูแลน้องคนเล็กหนึ่งขวบค่ะ  ส่วนคนโตไม่ต้องดูอะไรค่ะน้องทำเองได้ทุกอย่าง  

เริ่มต้นด้วยการตื่นมาต้อนเช้า ประมาณเจ็ดโมงค่ะ  เพราะว่าโฮสไปทำงานประมาณนั้น  ตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้ทำอะไร นั่งรอว่าเมื่อไหร่น้องคนเล็กจะตื่น  น้องคนโตจะตื่นก่อนค่ะ  พอตื่นมา น้องก็จะหาอาหารเช้ากินเอง  จัดอาหารกล่องไปกินที่โรงเรียนเอง  เตรียมกระเป๋า แต่งตัวเก็บห้องเองหมด  อ้าวว ฉันก็นั่งเหวอค่ะ  เพราะว่าไม่เคยดูแลเด็กโต เก้าถึงสิบขวบมาก่อนค่ะ  ปกติจะดูเด็กประมาณ ห้าถึงเจ็ดขวบ  ประมาณนั้นแทบจะต้องช่วยทุกอย่างเลย  น้องเขาก็นั่งกิน นั่งคุยเมื่อถึงเวลาไปเรียนก็จะไปค่ะ  

น้องคนเล็กจะตื่นประมาณแปดโมงเช้าค่ะ  ตื่นมาก็อุ่นนมให้กิน  แล้วก็ป้อนข้าวค่ะ แล้วแต่เราจะให้  แต่ว่าต้องตามด้วยผลไม้ทุกมื้อนะคะ  หลังจากนั้นน้องก็จะวิ่งเล่นในบ้านค่ะ  วิ่งไปมา  เล่นคนเดียวค่ะ เราเหมือนแค่นั่งเฝ้า เรารู้สึกเบื่อ พยายามเรียกร้องความสนใจจากน้องให้มาเล่นกับเราค่ะ ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างค่ะ  
ที่บ้านจะเปิดช่องเบบี้ทีวีเอาไว้  บางทีเมื่อถึงเพลงที่น้องชอบ น้องก็จะวิ่งมาเต้น ๆ ๆ ค่ะ น่ารักดี  เด็กคนนี้ไม่งอเเงเลย  หัวเราะตลอดเวลา เลี้ยงง่ายมาก ๆ  เล่นซักสองชั่วโมง ถึงสองชั่วโมงครึ่ง น้องก็เริ่มหาว เราก็ต้องอุ่นนมให้กินค่ะ แล้วก็พอกินหมด ก็เอาน้องขึ้นห้อง เอาไว้ในเตียงน่ะค่ะ  แล้วก็ปิดห้อง  เท่านั้นน้องก็จะหลับไปเอง เราต้องเปิดเครื่องฟังเสียงในห้องด้วย เพราะว่าเวลาอยู่ข้างล่างจะได้รู้ว่าน้องตื่นหรือยัง  น้องนอนประมาณสองชั่วโมงค่ะ  ในระยะเวลานั้น ตามในใบสัญญาและที่ได้ตกลงกัน เราต้องดูดฝุ่นชั้นหนึ่งค่ะ เพราะว่าบ้านนี้มีหมามีแมว  ขนเยอะมาก ร่วงแบบเกรียวกราว  ใช้ระยะเวลาดูดก็สามสิบนาที (นี่เอาแบบสะอาดกริบนะคะ) หลังจากนั้นก็ว่างค่ะ ที่นี่ค่อนข้างเหมือนที่เมกาค่ะ คือเขาเน้นเเค่ให้ดูเด็กค่ะ ไม่ได้ให้ทำงานบ้าน เพราะว่าตอนเราอยู่ยุโรปนะ เราดูน้องสามชั่วโมง  ทำงานบ้านสามชั่วโมงค่ะ แต่เราไม่รู้ว่าบ้านอื่นเป็นอย่างไร แต่บ้านเรานี่เน้นดูเด็กอย่างเดียว งานบ้านก็แค่ดูดฝุ่นชั้นหนึ่งเท่านั้นค่ะ  แต่ด้วยความที่เราเป็นคนไทย  เรามาอยู่บ้านเขาเราก็ช่วยน่ะค่ะ  เพราะว่ามันค่อนข้างว่างมากถึงมากที่สุดค่ะ (เราว่าการที่เราได้งานที่สบายนี่ มาจากการสวดมนต์นั่งสมาธิ และเคยเป็นอาสามัครช่วยงานที่วัดมาก่อน  ไม่รู้มันจะเกี่ยวไหม) มันว่างไม่รู้จะทำอะไรค่ะ บางทีก็เอาจานใส่เครื่อง เก็บจานไรงี้ค่ะ  โฮสมาเห็นก็บอกว่าเธออไม่ต้องทำหรอก มันไม่ใช่หน้าที่ ในสัญญาก็ไม่มี  คือเขากลัวว่าเราจะรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบเราน่ะค่ะ  แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้นนะคะ เราก็บอกเขา  เวลาว่างถ้าไม่มีอ่ะไรก็ไม่ค่อยอยากอยู่บนบ้านเท่าไหร่  กล้องวงจรปิดเพียบเลยค่ะ  โฮสบอกว่าที่ติดไว้ เพราะว่าเคยมีขโมยขึ้นบ้านค่ะ แล้วจับโจรไม่ได้  ดังนั้นก็เลยต้องติด ไม่ได้ติดไว้จับผิดเราหรอก  แต่เราก็นะ หันไปก็เจอกล้อง ก็ยิ้มให้ตลอดเลยค่ะ  เหมือนมีปาปารัซซี่ตามถ่่ายเราตลอดเวลา ฮ่าฮ่าฮ่า
น้องคนเล็กจะตื่นประมาณเที่ยงถึงบ่ายหนึ่งค่ะ  ก็เอาข้าวให้กิน นม ขนม หลังจากนั้นก็เล่นไปค่ะ  น้องคนโตกลับมาบ่ายสาม โฮสแม่มาบ่ายสามค่ะ หลังจากนั้นเราก็จะเล่นกับน้องคนโต  น้องเป็นผู้หญิง ชอบแต่งตัว ชอบทำผม  ชอบทาเล็บ ชอบวาดรูป ร้องเพลง  ก็เป็นงานเบา ๆ ค่ะ เราสามารถเล่นกับน้องได้ทั้งวันค่ะ บางครั้งเราก็อยู่กับน้องถึงสองทุ่มครึ่งเลยนะคะ เพราะว่าเราก็เหงาค่ะ  โฮสก็บอกว่าเราลงไปได้ แต่เราก็ไม่ค่อยอยากลงไปห้อง มันไม่มีไรทำน่ะค่ะ  ไม่มีเพื่อนคุย ไม่รู้จะทำไร ก็เล่นกับน้องไป  แต่เราก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกเรานะ  เพราะว่าหากว่าเราเหนื่อย เราก็จะลงไปห้องเลยค่ะ  โฮสก็กลัวเราจะเหนื่อย ประมาณนั้น  งานเราเลิกสี่โมงเย็น แต่ว่าบางทีก็จะช่วยโฮสน่ะค่ะทำกับข้าว เหมือนเราอยู่บ้านน่ะ ช่วยกันทำกับข้าว แล้วก็โม้ไปต่าง ๆ นานา  เราได้ทำกับข้าวสามวันค่ะ  จันทร์ อังคาร พฤหัส  ดีค่ะ  มื้อแรกที่ทำ คือ ของไม่ครบ ทำปลานึ่งมะนาว รสชาติแบบแย่มากค่ะ  เดี๋ยวจะต้องแก้ตัวใหม่  

โฮสที่บ้านนี้ดีค่ะ เขาทำทุกอย่างเอง กวาดบ้านเรี่ยมเลย โฮสแม่ทำเองหมด  ซักผ้า โฮสแม่จะซักของตัวเองกับลูกค่ะ โฮสพ่อก็ซักของตัวเอง  เราก็ซักของตัวเราเอง  โฮสแม่จะพับผ้าให้น้องคนเล็กกับตัวเอง  น้องคนโต ต้องพับของตัวเอง  น้องคนโตมีหน้าที่เก็บขี้แมวค่ะ  เหมือนว่าแม่เขาจะจ้างให้เดือนละห้าเหรียญค่ะ น้องก็บอกว่าเก็บไว้ซื้อตุ้มหูใส่ เด็กหัดทำงานเก็บเงินแล้วค่ะ  บางครั้งน้องก็จะได้ดูดฝุ่นค่ะ  เก่งน่ะ ทำเองหมดเลย  เลี้ยงลูกได้ดีมาก ๆ เลย

ส่วนเราก็น่ะค่ะ เราบอกโฮสว่าฉันว่างมากเลย  (ดูเป็นคนแอ็คทิฟไหมล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า) ที่นี่ดีหมดทุกอย่าง แต่เสียอยู่สองอย่าง หนึ่งคือ มันหนาวมาก  อากาศไม่เคยเป็นบวกเลย  ช่วงนี้ก็ ลบสี่ ถึง ลบหก ตลอด เราว่าหนาวกว่าเดนมาร์คอีกนะ เฮ้อ  ตอนนี้แค่ตุลาเท่านั้น จุดพีคน่าจะมกรา กุมภา แล้วมันจะเท่าใด โอ้ววววว แล้วเราจะกล้าออกไปข้างนอกไหมเนี่ย 
อย่างที่สอง  หมาและแมว ต้องการกินตลอดเวลา  จะร้องทำให้น่ารำคาญ  แมวมันอ้วนมาก โฮสบอกว่าตอนนี้อยู่ในระหว่างการลดน้ำหนัก 

วันนี้มีภาพหมาแมวมาให้ดู มันอยู่ด้วยกันตลอด น่ารักมาก




Create Date : 30 ตุลาคม 2555
Last Update : 30 ตุลาคม 2555 1:26:18 น.
Counter : 888 Pageviews.

7 comment
เดินทางสู่มหานคร EDMONTON CANADA...lol
และแล้วก็ได้บินซักทีค่ะ หลังจากได้ใบจากกรมแรงงาน ก็ได้บินในวันถัดไปค่ะ  แต่ด้วยความเป็นคนเยอะของอิฉัน  อิฉันก็จะต้องไปหาซื้อครก  เพื่อจะเอาไปตำส้มตำกินที่โน่น ฮ่าฮ่าฮ่า  แล้วไหนจะยังต้องไปอุดฟัน ขูดหินปูนก่อนไปอีก เพื่อจะได้สบายในภายหน้า  ฉันก้ยังคงเหนื่อย แต่ก็อยากทำให้ทุกอย่างมันสำเร็จ  เริ่มต้นด้วยการไปซื้อครกก่อน เอาขนาดไม่ใหญ่ ราคาแค่ยี่สิบห้าบาทเท่านั้น  แล้วก้สากอีกยี่สิบห้าบาท  หลังจากนั้นเอาของไปเก็บบ้าน  ออกมาใหม่ ไปร้านหมอฟัน  หมอฟันประจำไม่ว่าง  เลยต้องไปร้านอื่นและหมออื่น  ไม่รู้ว่าจะยังไง เพราะว่าเราค่อนข้างเลือกใช้บริการกับหมอเฉพาะคน  เพราะว่าน้ำหนักมือแต่ละคนต่างกัน  เราก็ต้องไปที่ที่คนไม่เยอะ  เมื่อไปถึงนั่งรอค่ะ เห็นป้ายรับสมัครผู้ช่วยหมอฟัน เราก็ไม่ได้คิดอะไร พอเขาเรียกชื่อก็เดินเข้าไปค่ะ ก็ขอขูดหินปูน  หมอก็ทำการขูดหินปูน แต่น้องที่เป็นผู้ช่วยก็ช่วยเอาสายดูดน้ำลายมาดูดโน่นนี่นั่น  ซักพักเราถึงกับอ้วกเลยค่ะ เพราะว่าน้องคนนั้นน่าจะเป็นเด็กใหม่ เอาสายไปดูดที่คอเราค่ะ  เราแบบต้องพักซักประมาณห้าถึงสิบนาทีเลย  เราถึงกับส่ายหน้าและคิดว่าจะไม่มาที่นี่อีก  แล้วก็ได้ทำต่อไปค่ะ  จนเสร็จ เลือดก็กลบปากทันที  โฮสจองตั๋วให้แล้ว  แต่เรายังไม่ได้ทำประกันการเดินทาง  คือเราคิดเยอะ คิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุ  แล้วจะทำอย่างไร  เราเลยทำไว้ วงเงินสองล้านบาท  บอกพี่สาวว่าถ้าเกิดไรขึ้นให้ทำบุญให้เราซักหนึ่งล้านบาท อีกล้านที่เหลือแล้วแต่จะเอาไปทำอะไร ( นั่นแน่ะ เราคิดไปได้ วางแผนชีวิตเอาไว้เลย ฮ่าฮ่าฮ่า) วันนั้นพอกลับถึงบ้าน  ก็จัดกระเป๋าเพราะว่าเราจะบินอีกทีก็ตอนตีห้า รถออกตีหนึ่งจากบ้านเพื่อนไปสุวรรณภูมิ  เหนื่อยมาก แต่ว่าก็ต้องทำ เพราะว่าเวลามันล่วงเลยมานาน

เราบินการบินไทยไปลงนาริตะ  จากนั้นต่อแอร์แคนาดาไปแวนคูเวอร์ แล้วก็ต่อไปเอ็ดมันทัน  ใช้เวลารวมทั้งหมด ยี่สิบชั่วโมง  ช่วงบินจากไทยไปโตเกียว ตอนชั่งกระเป๋ากระเป๋าเราเกินไปสองกิโล  เชื่อไหมว่าเราขอจ่ายเพิ่ม แต่พี่ที่เค้าเตอร์บอกว่าให้ถือดีกว่า มันไม่คุ้ม มันแพง  สุดท้ายเราเลยเอาครกออกมาถือ  มันช่างน่าขำ  มีครกติดตัวไปทุกที่   พอขึ้นเครื่องได้นั่งแถวสามคน  เรานั่งติดทางเดินเจอพี่คนไทยกับแฟนชาวญี่ปุ่น เขาน่ารักกันมาก ดูกุ๊กกิ๊ก น่ารัก พี่เขาดูเป็นคนดี  ทราบว่าพี่เขาเป็นคนเหนือ เพิ่งมาเยี่ยมบ้านที่ไทย แล้วกำลังกลับไปยี่ปุ่น  แฟนเขาก็ดูน่ารักดี ดูรักกันดีมาก ๆ 

เมื่อถึงนาริตะ  ที่นี่ให้ใช้ไวเลสฟรีค่ะ ดีมาก ๆ เพียงแค่เราสมัครอีเมลล์ไป ก็เล่นได้เลย  ก็เลยมีเวลาโทรหาเพื่อน ญาติตอนที่รอเครื่อง แต่ก็รอไม่นานค่ะ ประมาณสี่สิบห้านาที ก็ต้องขึ้นเครื่องมุ่งหน้าไปยังแวนคูเวอร์  เที่ยวบินนี้คนขึ้นน้อยค่ะ  คือ เราได้นั่งเดี่ยวน่ะค่ะ กัปตันบอกว่า เมื่อเครื่องออกแล้ว และเข็มขัดเลิกโชว์ก็หาที่นั่งตามใจชอบได้เลย  เราได้นั่งติดหน้าต่างคนเดียวอยู่แล้ว  อะไรมันจะสบายขนาดนั้น  เราแบบเหยียดขาเลยค่ะ  เหมือนอยู่เฟิร์สคลาส  แต่เพียงไม่ได้ไวน์เท่านั้นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า นั่งเครื่องบินนาน ๆ อย่างนี้ นึกอยากดูวิดีโอแก๊งสามช่าขึ้นมาทันที  ทำไมสายการบินไม่ซื้อลิขสิทธิ์บ้าง  จะได้มีอะไรขำ ๆ ให้ดู คงเพลินกันไปเลย พอใกล้ถึง พนักงานก็แจกเอกสารให้กลอกค่ะ ก็เป็นใบตม.ผ่านเข้าเมืองน่ะค่ะ  ก็กลอกไป ในใบนี้รวมถึงว่ามีของอะไรมาบ้าง ก็ติ๊กไปค่ะ  (คิดว่าถ้าใครติ๊กว่ามีจะต้องไปจ่ายเงินค่ะ  เพราะว่าเมื่อลงไปถึงตม.แล้วถัดไปจะมีที่ให้ชำระเงิน)  แต่เราไม่มีเลย มีแค่เสื้อผ้าเท่านั้น  

เมื่อมาถึงแวนคูเวอร์ ก็ต้องผ่าน ตม. ก่อนค่ะ เมื่อตม.แคนาดา เราได้มาช่องผู้หญิงคนหนึ่ง  เขาก็ดูใจดี เขาถามว่ามาทำอะไร  ทำไมถึงแคนาดา  ประมาณนั้น เราก็ตอบเขาไป  พอเขารู้ว่ามาทำงาน เราก็ต้องเข้าไปเอาใบเวิร์คเพอร์มิทที่ห้องถัดไปก่อนค่ะ  แต่ผู้หญิงคนนี้บอกเราให้ไปเอากระเป๋าก่อน  แล้วค่อยมา  เราก็ไปเอากระเป๋าก่อน จะมีผู้หญิงแก่ ๆ อยู่หน้าห้อง ชีก็จะอธิบายว่าเข้าไป แล้วเอากระเป๋าวางตรงนี้นะ  แล้วพอเสร็จออกประตูโน้นแล้วเดินมาเอากระเป๋า ฉันจะเฝ้าให้   เราก็เข้าไปต่อแถวค่ะ  เราก็ต้องต่อเครื่อง คนมาทำงานที่นี่ก็เยอะเหมือนกันนะ  เมื่อถึงคิว ก็เป็นหนุ่มชาวเเคนาดา  ขอดูใบแอลเอ็มโอ และขอดูใบสัญญาค่ะ  เราไม่มี เอาใส่ไว้ในกระเป๋าใหญ่  เราต้องวิ่งออกไปเอาแล้วเข้ามาใหม่  เขาก็ทำไรซักพัก ก็อ่านชื่อเราวนไปวนมาค่ะ เราก็รุ้สึกว่าฉันจะไม่ทันเครื่องนะ  เมื่อเสร็จเขาจะมีใบปริ๊นออกมาและติดให้ในพาสปอร์ตค่ะ  ใช้เวลาเกือบชั่วโมงได้แน่ะ 

หลังจากนั้นต้องเดินไปหาที่นั่งเพื่อต่อเครื่องอีกชั่วโมงครึ่งไปเอ็ดมันทัน  ก็เล่นเน็ตได้เหมือนกัน  แต่ว่าแบตโทรศัพท์หมดค่ะ  เอาโน๊ตบุ้คมาเปิดก็เล่นได้ซักพัก  ก็แบ็ตหมด เลยนั่งรอไป ดูลักษณะคนแคนาดา  คนแคนาดาตัวไม่ใหญ่เหมือนคนอเมริกานะ  ตัวผอม ๆ น้อย ๆ เหมือนแถบยุโรปมากกว่า  หลังจากนั้นก็นั่งพินิจพิเคราะห์เรื่อย ๆ จนคุณป้ากราวด์ได้ประกาสว่า เที่ยวบินนี่คนเต็ม ดังนั้นกระเป๋าสามารถถือขึ้นเครื่องได้แค่สองใบเท่านั้น หากใครใบใหญ่ จะมีการตรวจน้ำหนัก  เราและผู้โดยสารท่านอื่นถึงกับอึ้ง  เราได้ยินผู้หญิงที่นั่งรอข้าง ๆ เราบอกว่า ไม่นะ ฉันหวังว่าเขาจะไม่ตรวจฉัน  เราก็กลัวเหมือนกันค่ะ ยิ่งเป็นเอเชียด้วย  มันดูแตกต่าง หน้าตาเราก้ดูโง่ ๆ ด้วย  เราก็เลยกลัวมาก  แต่ว่าแกก็ไม่ได้ตรวจค่ะ  ก็สบายไป  พอไปถึง  จะเอากระเป๋าหนึ่งเก็บข้างบน ปรากฏว่าไม่มีที่แล้ว เราเลยต้องยัดกระเป๋าไว้ใต้เบาะที่เรานั่งถึงสองใบด้วยกันน่ะค่ะ  ผู้ชายนั่งข้างเป็นชาวญี่ปุ่นค่ะ  ก็นั่งไปพอกัปตันประกาศว่าใกล้แล้ว เรามองลงไปข้างล่าง โอ้วววว มีแต่ภูเขาหิมะค่ะ  แล้วพอใกล้ถึงเอ็ดมันทั่น  ก็เห็นว่ามีหิมะปกคลุมเรียบร้อยแล้ว  เรายังคิดว่า ทำไมหิมะมาเร็ว  ปรกติทุกที่มันจะมาประมาณพฤศจิกาไม่ใช่เหรอ  กอนบินมายังเห็นเพื่อนที่เดนมาร์คและเมกาใส่ชุดบางเบากันอยู่เลย  เราแทบไม่อยากเชื่อเลย

พอลงไปเอากระเป๋า เห็นผู้หยิงคนหนึ่งอุ้มลูกเดินไปมา เราเห็นแค่ข้างหลัง เราคิดว่านี่หรือเปล่่าโฮส แต่ก็ตรงไปที่กระเป๋าก่อน ปรากฏว่าใช่นะ  ก็เจอทั้งโฮสพ่อ โฮสแม่ น้องคนเล็ก และน้องคนโต  น้องคนโตทำป้ายมาโชว์ด้วย น่ารักมาก ๆ เลย  หลังจากนั้นโฮสก็พากลับบ้าน  โฮสก้พาดููบ้านค่ะ บ้านน่ารักมาก มีหลายห้องเหมือนกัน  แต่ที่ประทับใจ มีห้องดูหนังด้วย  แล้วเมื่อถึงห้องเรา เขาจัดน่ารักค่ะ  เขาถามเราก่อนมาว่าชอบสีอะไร แล้วเขาก็ตกแต่งห้องตามนั้นค่ะ  ห้องเราน่ารักค่ะ มีห้องนั่งเล่นหน้าห้อง แล้วก็ห้องน้ำค่ะ  สวยงามมากค่ะ มากกว่าทุกห้องที่เคยอยู่มาเลย   ส่วนน้องคนเล็กนั่งยิ้มตลอด ส่วนน้องคนโตก็ชวนเราวาดรูป  น้องคนโตอายุเก้าขวบ  คนเล็กอายุขวบหนึ่งค่ะ  

ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี  แต่ว่ามันยังเป็นแค่เริ่มต้นค่ะ ต้องดูกันต่อไปค่ะ



Create Date : 28 ตุลาคม 2555
Last Update : 28 ตุลาคม 2555 12:17:35 น.
Counter : 2187 Pageviews.

3 comment
การแจ้งการเดินทางด้วยตนเองกับกรมแรงงาน
หลังจากเราได้หาข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตัวเองแล้ว เราก็ทราบว่าโฮสจะต้องเอาใบสัญญาว่าจ้าง กับ LMO ไปที่สถานทูต หรือสถานกงสุล  เราได้โทรไปหาโฮส บอกว่าสถานกงสุลก็ทำได้  โฮสบอกว่าเขาบอกว่าไม่ได้  แต่เราบอกว่าทำได้ ให้เเค่เขายืนยันว่าได้ผ่านการแจ้ง และตรวจสอบจากกงสุลไทยที่โน่น โฮสก็ไปสถานกงสุลใกล้บ้าน  เมื่อไปถึงสถานกงสุลที่โน่นรับทำให้ แต่ว่าต้องการหน้าพาสปอร์ทของเราค่ะ  โฮสก็ต้องกลับมา  ให้เราแสกนส่งไปให้ พอเราแสกนส่งไปให้  โฮสก็ไปกงสุล  ปรากฏว่ากงสุลปิดค่ะ กงสุลที่โน่นเปิดทำงานเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น (ไม่รู้จริงไหม โฮสบอก)  หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นโฮสก็ไปที่สถานกงสุลตามเวลาที่เขาเปิดปิดค่ะ  สถานกงสุลออกใบปะหน้ามาให้สองใบ  มีใบขึ้นเลขที่บัญชีเราค่ะ  แล้วอีกใบที่สองจะเป็นเกี่ยวกับนายจ้าง  หลังจากนั้นพวกสัญญาต่าง ๆ ที่ส่งร่วมไปเขาจะประทับตราค่ะ  หลังจากนั้นโฮสแสกนส่งมาให้เรา  
เราดีใจมาก ก็ไปที่กรมแรงงานของโคราชค่ะ  ปรากฏว่ากรมแรงงานที่โคราชไม่รับ  บอกว่าต้องการตัวจริงเท่านั้น แล้วเขาบอกว่า ดูสิ สถานกงสุลออกใบปะหน้ามาแค่สองใบ  ด้านในแสต้มป์ตรากงสุลอย่างเดียว  มันเหมือนว่าไม่ใช่ของจริง  เราถึงกับทรุดว่า มันจะไม่ใช่ของจริงได้อย่างไร นี่มันออกจากกงสุลไทยนะ  แล้วเขาก็เอาตราของกงสุลหรือสถานทูตของฮ่องกงให้ดู บอกว่ามันจะต้องหน้าตาเป็นอย่างนี้  เขาบอกว่าไม่มีเลขขึ้นบัญชีของเรา  ซึ่งมันมีนะ แต่มันมีแค่ที่ใบแรกปะหน้าเท่านั้น  แล้วเขาบอกว่าเอาไปให้สถานกงสุลที่โน่นเซ็นใหม่  หากมีการแสต้มป์ตราต้องมีลายเซ็นทุกหน้า แล้วต้องมีเลขขึ้นทะเบียนอยู่ทุกหน้า  เราถึงกับเซ็ง และอึ้งมากๆ เราบอกเจ้าหน้าที่ว่าใครจะกล้าปลอมเอกสารทางราชการ  เขาบอกว่าตราแบบนี้ไปหาที่เดอะมอลล์ก็มี เราถึงกับน้ำตาซึม แล้วเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกงสุลแต่ละที่มันทำแบบฟอร์มต่างกันเหรอ อันนี้เพียงแต่สงสัย  (แต่พี่เจ้าหน้าที่เขาก็ดีนะ แต่เเค่เขาไม่รับทำเท่านั้น เขาไม่ได้ว่าเราด้วยถ้อยคำที่รุนแรง  แต่ว่าเราก็เสียใจ เพราะว่าเราก็เศร้ามากมายเพราะว่าเราเหนื่อยมากกับการขอวีซ่าแคนาดา แล้วยังต้องยุ่งยากกับกรมแรงงาน)  แล้วสุดท้ายพี่ที่กรมแรงงานโคราชก็ยังคงย้ำว่าต้องเอาตัวจริงเท่านั้น

เรารีบโทรหาโฮส บอกว่าเขาบอกว่ามันเหมือนของทำเลียนแบบ ให้โฮสช่วยไปกงสุลอีกที  ให้พนักงานที่โน่นทำอย่างไรก็ได้ให้มันดูเหมือนของจริง  ซึ่งตอนที่คุยกับโฮส โฮสก็เริ่มถอดใจว่า มันยากกว่าการขอวีซ่าอีก  แต่โฮสก็บอกว่าโอเค ฉันจะไปอีกรอบ  แต่ด้วยเวลาที่ห่างกันถึงสิบสามชั่วโมง  ก็ต้องรอแบบสลับวันน่ะค่ะ  เราบอกโฮสว่าต้องเอาตัวจริงเท่านั้น  แต่ถ้าทำเสร็จแล้ว ให้แสกนมาก่อนเราจะเอาไปให้เขาดูว่าใช้ได้ไหม  คืนนั้นเราไม่ได้นอน เรารอให้โฮสไปกงสุล จะได้ติดต่อได้ตลอดเวลา  โฮสไปที่กงสุลถ่ายรูปหน้ากงสุลส่งมาให้  แล้วไปบอกกับพนักงานคนเดิมว่าให้ช่วยเซ็นให้หน่อยทุกหน้า เพราะว่าที่ไทยเขาไม่เชื่อว่าเป็นของจริง  พนักงานถึงกับเซ็งพร้อมกับโฮสโชว์รูปที่เราถ่ายแบบที่กรมแรงงานโคราชเอามาให้ดูส่งให้โฮส โฮสโชว์แก่พี่เขา  พี่เขาบอกว่าเขาไม่มี เขามีแค่แบบนี้ แต่เขาก็ดีค่ะ พี่เขายอมเซ็นให้ทุกหน้าที่มีการแสต้มป์ตรา พร้อมเขียนเลขที่ขึ้นทะเบียนของเราค่ะ  พร้อมด้วยโฮสถ่ายรูปพี่เขาขณะเซ็นเพื่อเป็นหลักฐาน  ตอนนั้นเรายังคุยสไกป์กับโฮสอยู่  เราก็ยังคุยเล่นว่า ในสถานการนี่มันก็ยังมีเรื่องให้หัวเราะนะ  ก็หัวเราะกันแบบเจื่อน ๆ ไป แล้วโฮสถามว่าถ้าเอาตัวแสกนไม่ได้ เขาจะส่งมาให้ ให้ส่งเมสเสจมาเลยนะ วันรุ่งขึ้นจะได้รีบส่ง  แล้วโฮสบอกว่าค่าส่งแบบด่วนนี่เกือบร้อยเหรียญเลยนะ เรายิ่งเศร้านะ เราบอกว่าเราขอโทษเราไม่รู้ว่าที่ไทยจะยุ่งยากเพียงนี้  เขาก็บอกเราว่าไม่ต้องขอโทษ มันไม่ใช่ความผิดของเธอ

เมื่อได้ใบนี้มาโฮสแสกนส่งให้เราใหม่  ทีนี้เราคิดว่าที่โคราชเขาบอกเราว่าแคนาดาไม่ค่อยมีคนไป  เราเลยคิดว่าเราไปทำที่กรุงเทพน่าจะได้ เราก็ปริ๊นตัวแสกนนี่แหละค่ะ(เป็นสีนะคะ เพราะว่าเขาจะได้เห็นตราชัดเจน)  พร้อมด้วยถ่ายเอกสารสองชุด  ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หน้าพาสปอร์ท วีซ่า ทุกอย่างสองชุด เซ็นสำเนาถูกต้องทุกใบ รูปถ่ายหนึ่งใบค่ะ  ยิงตรงไปที่กระทรวงแรงงานที่กรุงเทพสำนักงานใหญ่ที่ดินแดงค่ะ   พอไปถึง  งงนิดหน่อย  พี่พนักงานบอกว่าให้ไปชั้นสิบสอง  เลี้ยวซ้าย ห้องในสุด  พอไปถึงให้ขอเเบบฟอร์มมากรอก กรอกเสร็จยื่นที่ห้องเดิมโต๊ะหน้าสุด  ซึ่งคนเยอะมาก ๆ วันนั้น 

เมื่อถึงคิวเรา พี่เขาก็ดูรายละเอียด พี่เขาถามว่ากงสุลไทยที่เมืองไรเนี่ย  เราบอกว่าแอดมันทัน  เขาบอกว่าไม่มีนะ ที่แคนาดามีที่แวนคูเวอร์  เราก็เถียงด้วยเสียงนุ่มนวลและเบาพร้อมน้ำเสียงวิงวอนว่า  มีค่ะ มีหลายเมืองด้วยกัน  มีที่คัลการี่  แวนคูเวอร์ แอดมันทันค่ะ  พี่เขาก็เข้าเน็ตดูค่ะ  แล้วซักพัก เขาก็เข้าไปในห้องนาย ไปถามประมาณว่าใช้ได้ไหม มีเอกสารตัวแสกน ประมาณนั้น  ซึ่งเราสามารถมองเห็นนายของพี่เขานะ  นายเขาส่ายหัว  เราแบบจะร้อง เราคิดว่าต้องไม่ได้แน่ ๆ 

พี่เขาเดินออกมา  บอกว่าให้เราไปทำเรื่องกองทุนที่ชั้นสิบ  เราเพิ่งเก็ตว่าที่นายพี่เขาส่ายหัวนี่คือ ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ปฏิเสธเรา ฮ่าฮ่าฮ่า  เรายิ้มแป้น ไปทำใบกองทุน(สำหรับผู้ที่ยื่นครั้งแรกต้องทำ เสียห้าร้อยบาท) เมื่อได้ใบเสร็จขึ้นมาเอาพาสปอร์ท โอ้วว กลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ปรากฏว่าวันนั้นนั่งรถไปประมาณแปดถึงเก้าชั่วโมง ไม่รวมรอที่กรมแรงงานอีก เหมือนเราบินไปเที่ยวยุโรปเลย 

พอกลับมาแจ้งโฮส โฮสก็จองตั๋ว ให้บินวันถัดไป  เราจะบอกว่าเหนื่อยมาก ๆ กับการดำเนินการทุกอย่าง ขึ้นลงกรุงเทพเป็นว่าเล่นเลยค่ะ  น้ำหนักลดถึงสองกิโลด้วยกัน  แต่ก็ดีใจ ทุกอย่างเสร็จได้ด้วยดี

เย้ ทีนี้ก็จัดกระเป๋าเตรียมบินแล้ว



Create Date : 27 ตุลาคม 2555
Last Update : 27 ตุลาคม 2555 1:39:06 น.
Counter : 999 Pageviews.

3 comment
ผลวีซ่าออกแล้ว แต่ยังบินไม่ได้
ตอนนี้วีซ่าที่รอคอยก็ได้ออกมาสมดั่งใจ ประมานสามอาทิตย์หลังจากตรวจร่างกาย เจ้าหน้าที่ก็โทรมาให้ไปรับวีซ่า  แต่หลังจากได้วีซ่าแล้ว ก็มาทราบว่าจะต้องไปรายงานตัวแจ้งการเดินทางกับกรมแรงงานประจำจังหวัดตัวเอง หรือไม่ก็ที่กรุงเทพ  เราเหนื่อยใจเลยค่ะ  พอไปถึงเขาขอเอกสารที่ออกจากทางสถานทูตไทย หรือสถานกงศุลไทยในแคนาดา เราไม่มี เขาก็ออกให้ไม่ได้  เราก็รีบให้โฮสโทรไปสถานกงศุลไทยในเมืองไม่ไกลบ้านค่ะ  ปรากฏว่าเราว่าเราน่าจะสื่อสารผิดนะ เพราะว่าเขาไม่รับเขาให้ข้อความเกี่ยวกับเหมือนว่าชาวต่างชาติจะเข้ามาทำงานในไทยทำนองนั้น ซึ่งเราก็อธิบายกันใหญ่โตเลยค่ะ ก็ยังไม่ได้  กะว่าจะใช้เส้นสาย  เส้นสายก็อยู่จังหวัดอื่น ซึ่งทำไม่ได้อีกเช่นเดิม  ตอนนี้ก็ปวดหัวค่ะ ปวดมาก ๆ กำหนดบินมาถึงแล้ว ก็ไม่ได้บินค่ะ  เพราะว่ากลัวว่าเขาจะกักกันตรงแอร์พอร์ท  

เหนื่อยใจมาก ๆ เลย ค่ะ ไม่รู้จะทำอย่างไร นายจ้างก็อยากให้ไปเร็วเหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้ค่ะ  โทรไปสถานทูตไทยที่โน่น และ สถานกงสุล ก็ไม่มีคนรับค่ะ เป็นเครื่องรับอัตโนมัติและให้ฝากข้อความโทรกลับ เหมือนโทรนัดหมอที่ประเทศอื่น ๆ น่ะค่ะ  ก็เลยไม่ฝากข้อความใด ๆ ค่ะ  ท้อใจมาก ถึงมากที่สุด  ตอนนี้ก็เลยต้องรอโฮสส่งเอกสารไปสถานทู่ตไทยที่เมืองออตโตว่า  ก็คงรออีกประมาณ สามถึงสี่วัน เวลาล่วงเลยมากมาย  ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีใบรายงานตัวตัวนี้ จะบินเข้าแคนาดาได้ไหมหนอ



Create Date : 17 ตุลาคม 2555
Last Update : 17 ตุลาคม 2555 0:40:07 น.
Counter : 1101 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  

Nualtar
Location :
Ontario  Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



เป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ที่ประเทศแคนาดากับโครงการ(Live in caregiver) จัดทำบล๊อกเพื่อเปรียบเหมือนสมุด ใช้บันทึกเรื่องราวดี ๆ ที่น่าสนใจและน่าจดจำ ขอแชร์เรื่องราว ที่ได้ประสบพบเจอ อาจจะเวิ่นเว้อบ้างไรบ้างในบางคราว ขอจงเห็นใจ อย่าใจไม้ไส้ระกำ ปล่อยให้คนตัวดำตาดำ ต้องโดดเดี่ยวลำพังในโลกอันแสนจะกว้างใหญ่แห่งนี้ :-D