KenGSoHigH : Perfumer's BloG.
 
 

Eau de cypress ... กลิ่นใบสนบนยอดดอย


จำได้ว่าเมื่อสัก 3 ปีที่แล้ว ราวๆเดือนมิถุนายน ผมขับรถลุยเดี่ยวขึ้นดอยแม่สลองคนเดียวทั้งๆที่ตอนนั้นขับรถไม่แข็งเท่าไร แต่ด้วยความห่ามและท้าทายความกลัวของตัวเอง 
ผมได้สิ่งตอบแทนเป็นภาพธรรมชาติอันงดงาม ม่านหมอกหนาลอยเลาะละเลียดผิวถนน เห็นไก่ฟ้าบินโฉบหน้ารถจนต้องสะดุ้งเบรค และได้กลิ่นหอมของใบไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในระยะประชิดตลอดทาง จนผมต้องสะดุดและหยุดรถที่ริมผาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโค้งหักศอก โดยมีต้นไม้ชนิดเป็นประธาน ณ โค้งแห่งนั้น ยามสายลมต้องใบของมัน มันจะสะบัดพลิ้วและปลิวกลิ่นหอมอันสดชื่นให้ส่งต่อโมเลกุลอันมีเสน่ห์ ผ่านอณูหมอก อณูต่ออณู 

     "สนไซเพรส" คือเจ้าของเสน่ห์แห่งกลิ่นกลางดอยนั้น

     วันนี้วันที่มีแต่ไอระอุของแสงแดด วันที่เมื่อดมกลิ่นในร่มเสื้อจะได้แต่กลิ่นอับของพรายเหงื่อที่ซึมผิว ซึ่งถ้าหากใช้น้ำหอมกลิ่นแรงๆเพื่อจะกลบแล้วล่ะก็ ผมบอกได้เลยว่าไม่ควรนะครับ 
     วันก่อนผมได้กลิ่นน้ำหอมจากผู้ชายท่านหนึ่งกลางพารากอน ผมจำได้ว่ากลิ่นที่เขาใช้นั้นเป็น edition ของน้ำหอมขายดีกลิ่นหนึ่งแต่เป็นเวอร์ชันกลางคืนจึงมีคำว่า Night ต่อท้าย
     ส่วนมากน้ำหอมผู้ชายสำหรับใช้ในเวลากลางคืนนั้น จะมีส่วนผสมหลักจากพวกกำยานหรือยางไม้หอม และมักจะมีกลิ่นพัชชูลี(ใบพิมเสน)แรงๆ ซึ่งเรามีคำเฉพาะสำหรับแอคคอร์ดแบบนี้ว่า Chypre (ชิพเพอร์)
     น้ำหอมสำหรับใช้ตอนกลางคืนจะมีทีเด็ดที่กลิ่นหอมลมโชยนวลๆคล้ายๆกลิ่นละอองแป้งอุ่นๆหรือกลิ่นไม้สากๆ หากนำน้ำหอมกลิ่นแบบนี้มาใช้กลางวัน ยิ่งวันที่ร้อนๆ เหงื่อไหลๆแล้วด้วยล่ะก็ กลิ่นแห้งๆแบบแป้งและเปลือกไม้จะกลายร่างเป็นกลิ่นเปรี้ยวแบบกลิ่นสาบทันที

     เมื่อพูดถึงกลิ่นเหงื่อแล้ว ต้องแยกออกเป็นสองกรณี กรณีแรกนั้นคือกลิ่นเหงื่อเพียวนะครับ เป็นกลิ่นของโปรตีนและไขมันที่ถูกย่อยสลายจนเป็นโมเลกุลเล็กๆจนซึมผ่านผิวหนังปะปนมากับหยดเหงื่อได้
     อีกกรณีหนึ่งก็คือการที่โปรตีน ไขมัน และยูเรียในเหงื่อ ถูกย่อยโดยแบคทีเรียในอากาศ กลายเป็นสารประกอบที่มีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวของแต่ละคน ผมมักถูกถามเป็นประจำเวลาออกบูทน้ำหอมว่า มีน้ำหอมที่ใช้กลบกลิ่นตัวได้หรือไม่ ซึ่งโดยความเข้าใจของคนทั่วไปแล้ว กลิ่นตัวคือกลิ่นเหงื่อในกรณีที่สองครับ ไม่มีน้ำหอมอะไรที่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวอย่างเดียว
แต่กลิ่นเหงื่อในกรณีแรก ที่อยู่ในลักษณะกลิ่นอับนั้น เราสามารถใช้องค์ความรู้ในการปรุงกลิ่นเข้าไปจัดการได้ชะงัดนักครับ

     ที่ผมจั่วหัวเอนทรีไว้เกี่ยวกับสนไซเพรสก็เพื่อจะโยงเข้ามาถึงการกลบกลิ่นแบบมีศิลปะนี่แหละครับ ... แทนที่เราจะใช้กลิ่นแรงๆเข้าไปกลบกลิ่นเหม็นๆไว้ให้มิด เราจะนำกลิ่นเหม็นๆเหล่านั้นมาเป็นส่วนประกอบของกลิ่นหอมๆได้ครับ ...          กลิ่นเขียวของใบไม้ กลิ่นสดชื่นของผิวส้ม มะนาว เลมอนหรือพืชตระกูลซิตรัส กลิ่นสะอาดคล้ายกลิ่นโรงพยาบาล หรือกลิ่นชุ่มฉ่ำของทะเล โอโซนสามารถนำมาใช้กลบกลิ่นเหงื่อได้ดีมากครับ

     กลิ่นสนไซเพรสเป็นกลิ่นหอมในกลุ่ม Green note ที่มีกลิ่นเผ็ดปร่าของพริกไทเป็นในฉากหลัง สามารถใช้เป็น Top to middle note ของน้ำหอมได้เป็นอย่างดี เพราะจะมีกลิ่นหอมสดชื่นฟุ้งกระจาย ถ้านำไป
ผสมกับกลุ่มโน๊ตทะเล โอโซนและซิตรัสอย่างเช่น 
Calone (Seaweed or marine scent) - กลิ่นไอทะเลหรือกลิ่นสาหร่าย
Para cresyl phenyl acetate (Clean note of hospital)  - กลิ่นโรงพยาบาล
Hedione (Dry jasmine) - กลิ่นแน่นๆวูบหนึ่งของดอกมะลิ
Terpineol (Wood) - กลิ่นไม้ตัดใหม่ๆ
แล้วล่ะก็ จะเป็นน้ำหอมที่สดชื่นมากๆ เมื่อผสานเข้ากับกลิ่นชื้นๆของเหงื่อด้วยแล้ว น้ำหอมจะหนักแน่นมากยิ่งขึ้นในทันที ทำให้ไม่สามารถจับกลิ่นเหงื่อได้เลย

     วันนี้ผมขับรถผ่านถนนราชดำเนิน เห็นแสงแดดส่องผ่านสีเขียวอ่อนของใบมะขาม ทำให้ผมเกิดไอเดียในการปรุงน้ำหอมที่มีกลิ่นหลักของไซเพรสอย่างรุนแรง กลับมาที่บ้านปุ๊บ ผมรีบไปปรุงกลิ่นน้ำหอมที่มีกลิ่นไซเพรสที่ผมเคยทำค้างเอาไว้น่าจะเกือบปีแล้ว ผมรื้อฟื้นสูตรแล้วปรุงใหม่อีกทีโดยใช้เบสกลิ่นจากเฮาส์น้ำหอมอันดับหนึ่งของโลก ตอนนี้ผมทำกลินนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะครับ ตั้งชื่อตรงตามตัวเลยครับว่า Eau de Cypress ครับ

คาดว่าเร็วๆนี้คงได้วางขายแน่นอนครับ ...  อาจจะไม่ทันขายหน้าร้อน แต่เอาไว้ไปสู้กับกลิ่นเปียก อับ ชื้นของสายฝนแล้วกัน

วันพฤหัสนี้ท่านใดต้องการดมน้ำหอมสามารถไปดมได้ที่งาน Modernmom ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะครับ งานจัดตั้งแต่วันที่ 4-7 พฤษภาคม ห้อง Planary hall ติดต่อผมได้โดยตรงที่ 08-4466-9599 ครับผม

www.KenGSoHigH.com




 

Create Date : 29 เมษายน 2555   
Last Update : 29 เมษายน 2555 11:12:48 น.   
Counter : 878 Pageviews.  


โลหะกลิ่นโลหิต .... โน๊ตไม้ตายในน้ำหอมสมัยใหม่ 0 comment




ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักร้องและเซเลปหลายคนนิยมหันมาเอาดีทางด้านการทำน้ำหอมขายจะว่าไปมันก็ไม่ใช่ความเก่งกาจอะไรของนักร้องหรือเซเลปเหล่านั้นเลยซักนิด พวกเขาแทบไม่ได้มีความรู้อะไรในน้ำหอมที่ตัวเองเป็นเจ้าของชื่อเลยด้วยซ้ำอย่างมากก็ท่องจำตามผู้ว่าจ้างแบบนกแก้วนกขุนทองตอนตอบสื่อ 



     มีนักร้องสาวเสียงเย้าเต้าใหญ่แห่งอเมริกัน ได้ทำน้ำหอมกลิ่นพิลึกพิลั่นเพื่อหวังจะสนับสนุนลุคแปลกๆของเธอถ้าผมเอ่ยชื่อไปหลายๆคนต้องร้องอ๋อ ... น้ำหอมที่เธอเป็นเจ้าของแบรนด์มันช่างสัปดนเหลือทน เธอใช้กลิ่นเลือดผสมกับกลิ่นอสุจิ สองน้ำที่มาจากการ"หลั่ง" ของมนุษย์ ฟังดูแปลก แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับสำหรับคนที่มีจิตปกติสักเท่าไร



     วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องนี้ ... ผมเคยเล่าให้หลายๆท่านที่มาพบผมที่บริษัทบ้างหรือตามห้างสรรพสินค้าบ้างฟังว่า

ตอนเด็กๆ ผมยังไม่รู้สึกตัวว่าผมเป็นคนที่ไวต่อกลิ่นแต่ผมมักได้กลิ่นเลือดเป็นประจำ นั่นก็เพราะผมเลือดกำเดาออกบ่อยและง่ายมาก

หากอุณหภูมิร้อนเกินหรือเย็นเกิน เลือดกำเดาผมจะไหลทันที ดังนั้นตัวผมเองสามารถใช้เป็น Indicator ได้ดีกว่าเทอร์โมมิเตอร์เสียอีก

เมื่อเลือดกำเดาไหลลงคอ ผมจะได้กลิ่นเลือดเป็นประจำและทำให้ผมคุ้นชินกับกลิ่นนี้มากเป็นพิเศษ



     โตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มละเมียดละมัยกับกลิ่นรอบๆตัว ผมดมมันหมดทุกๆกลิ่นที่จะดมได้ ซึ่งผมก็ต้องมาสะดุดกับกลิ่นของโลหะ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอะลูมิเนียม กลิ่นเหล็ก กลิ่นเงิน ... หลายๆท่านอาจจะแย้งว่าแผ่นโลหะเหล่านี้มันมีกลิ่นด้วยหรือ

     ใช่ครับ ถ้าเราดมผ่านๆ เราจะไม่ได้กลิ่นของมัน แต่ถ้าเราเปรียบเทียบอากาศบริสุทธิ์กับอากาศที่ไหลผ่านผิวโลหะเราจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน



     ที่น่าตกใจคือ กลิ่นของผิวเหล็กกับกลิ่นของหยดเลือด มันแทบไม่ต่างกัน

หากจะบรรยาย มันเป็นกลิ่นโปร่งๆ สะอาดๆ ไม่ใช่กลิ่นคาวนะครับ กลิ่นคาวนั่นคือเลือดที่ไม่สด เลือดสะอาดๆที่เพิ่งไหล จะมีกลิ่นอ่อนๆลักษณะคล้ายกลิ่นตอนสำหลักน้ำแต่อ่อนกว่า ชวนให้นึกถึงผิวเหล็กขัดมันนั่นแหละครับ บางวูบของกลิ่นจะชวนให้นึกถึงกลิ่นเขียวๆของแตงกวาหรือว่านหางจระเข้ เป็นกลิ่นที่ไม่โดดเด่นแต่ผลักให้กลิ่นอื่นๆโดดเด่นได้เป็นอย่างดี



     อาจจะเป็นเพราะเลือดประกอบด้วยเม็ดเลือดที่เรียกว่า "ฮีโมโกลบิน" ซึ่งเจ้าฮีโมโกลบินนี้เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่ประกอบอณูย่อยของโปรตีนสายยาวๆที่มาเกาะล้อมรอบธาตุ "เหล็ก" นึกถึงไข่ดาวจะทำให้จินตนาการได้ง่ายขึ้น ไข่ขาวคือโปรตีนไข่แดงคือธาตุเหล็ก (ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนี้นะครับ ผมแค่สมมติให้เห็นภาพง่ายๆเท่านั้น) 



     ดังนั้น "โลหิตและโลหะ" จึงให้กลิ่นที่ไม่ต่างกันด้วยประการฉะนี้ ...



     มาถึงสารหอมที่ให้กลิ่นโทนโลหะ (Metalic note) สารในกลุ่มนี้ไม่ได้มีกลิ่นที่โดดเด่นชัดเจน ดมออกได้ง่าย บางครั้งมันก็ถูกจัดเป็นสารหอมในกลุ่มอื่นด้วยเช่นกัน เช่น Methyl Salicylate หรือกลิ่นน้ำมันมวย น้ำมันระกำบ้านเรานี่แหละ ถูกจัดเป็นโน๊ตโลหะเช่นกัน แต่ในบางครั้งเราก็จัดอยู่ในโน๊ตกล้วยไม้ครับ เช่นเดียวกับสารกลุ่ม Salicylate อื่นๆ สาร Calone ที่หอมเหมือนกลิ่นโอโซนหรือสาหร่าย เมื่อใช้แบบเจือจางมากๆก็จะหอมเหมือนผิวโลหะเช่นกัน สารจำพวกกลิ่นน้ำเลี้ยงในดอกไม้สีขาวเช่น Lylal และ Lilial ก็จัดเป็น Metalic note เช่นกันเมื่อใช้ในความเข้มข้นต่ำๆ



     กลิ่นในธรรมชาติที่พอจะทำให้เรานึกถึงโน๊ตนี้ได้ก็เช่น กลิ่นดอกพิกุล กลิ่นว่านหางจระเข้ หรือกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นที่จางๆ



     ยามเมื่อเราต้องการความหอมสดชื่นแต่แฝงด้วยความทันสมัย กลิ่นโลหะนิยมนำมาปรุงในสูตรเพื่อให้ความบางเบา กดกลิ่นที่แรงลงไปลง ให้ลักษณะของความเป็นโคโลญจน์ราคาแพงได้เป็นอย่างดี ... น้ำหอมกลิ่นเลือดและอสุจิของเซเลปที่กล่าวไว้ข้างต้นจะออกวางตลาดในช่วงกลางปี 2012 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เคยมีใครได้กลิ่นแต่ผมรับประกันได้เลยว่าน้ำหอมกลิ่นนี้ก็คงมีกลิ่นเลี่ยนๆสุดขีดของดอกไม้ขาวนั่นแหละ แต่คนกลุ่มหนึ่งก็จะแห่ไปซื้อเพราะว่าคำนิยามนั่นเอง



     ผมอธิบายกลิ่นเลือดไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แถมกลิ่นเหล็กให้ไปด้วยเพราะมันก็คือกลิ่นเดียวกัน ... กรุณาอย่าอ้อนวอนให้ผมอธิบายกลิ่นอสุจิต่อนะ อิอิ 





Free TextEditor




 

Create Date : 24 มกราคม 2555   
Last Update : 24 มกราคม 2555 18:32:16 น.   
Counter : 880 Pageviews.  


แฝดคนละฝากับวิชาปรุงน้ำหอม






 ลมเย็นสบายพัดเอื่อยๆมาในช่วงสายๆวันเสาร์ รถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งผ่านหน้าบ้านผมแต่ละคันล้วนแต่มีเด็กนักเรียนนั่งออกไปเรียนหนังสือกันทั้งนั้น

บรรยากาศมันผิดแผกแปลกตาเพราะไม่เคยมีปรากฏว่านักเรียนจะต้องเรียนตามปกติในวันเสาร์ เว้นเสียแต่ในกลียุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย กลับตาลปัตรเช่นนี้



     ข้างๆถ้วยก๋วยจั๊บสุดเค็ม มีเอกสารการสอนวิชาโหราศาสตร์วางอยู่ อ่านถึงบรรทัดนี้หลายๆคนที่แอนตี้การดูดวงคงร้องยี้ร้องแหวะ หรือพวกหัวก้าวหน้าคง



     กล่าวหาว่าผมเพี้ยนแน่ๆ .... ครับ ผมสนใจในวิชาโหราศาสตร์ มูลเหตุคงเริ่มต้นจากการที่ผมชอบทักษะการผสมสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้วปรุงกันออกมาเป็น



     รูปธรรม ตั้งแต่เด็กๆ ผมจำได้แม่นว่าที่หน้าบ้านมีต้นเฟื่องฟ้าดอกสีขาว หลังจากนั้นมีคนนึกสนุกเอากิ่งดอกเฟื่องฟ้าดอกสีชมพูมาเสียบยอด เมื่อเวลาผ่านไป



     ปรากฏว่าดอกเฟื่องฟ้ามีสามเฉดคือสีชมพู สีขาว และสีชมพูเรื่อๆ 



     ผมเคยเก็บดอกเฟื่องฟ้ามาตำในครกจะได้น้ำสีต่างๆ แล้วก็เริ่มไปเก็บดอกไม้สีอื่นๆมาตำเพื่อจะได้น้ำสีนั้นๆ แต่บางชนิดผมก็ได้น้ำสี บางชนิดผมก็ได้น้ำใส 



     ต่อมาจึงทราบว่ารงควัตถุ(สารที่ให้สี)ในกลีบดอกไม้ต่างๆ ไม่ได้สกัดออกมาได้ด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว สารรงควัตุบางชนิดต้องใช้น้ำมันสกัด นี่เป็นตัวอย่าง



     การผสมสารของผมในช่วงวัยเด็กต้นๆ พอเริ่มเข้าประถมปลาย ผมดมดอกกุหลาบป่าที่สวนหน้าบ้านน้าคนหนึ่ง แล้วมีความคิดว่ากลิ่นหอมๆของดอกไม้ชนิดนี้ 



     น่าจะแยกออกมาได้ แล้วนำไปฉีดให้คน ผิวของคนจะได้มีกลิ่นหอมๆ จากนั้นผมก็ไม่รอช้า เอากรรไกรไปไถแปลงกุหลาบป่าจนเหี้ยนเตียน แล้วเด็ดกลีบ



     กุหลาบเหล่านั้นมาใส่ในหม้อต้น เทแอลกอฮอล์ล้างแผลลงไป แล้วไปตั้งไฟให้เดือด เอาคีมคีบกระจกไปอังไว้แล้วรอให้น้ำไปควบแน่นจนไหลออกมาสู่หม้อ



     อีกใบที่รองรับอยู่ สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ทให้สืบค้นวิธีการกลั่นแยกนะครับ ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าผมได้วิธีนี้มาจากไหน จำได้แต่เพียงว่าผมเป็นเด็กเรียนเก่งมาก และชอบอ่านหนังสือ ทุกวันนี้ยังอิจฉาตัวเองตอนเด็กๆอยู่เลย



     สุดท้ายสิ่งที่ได้คือแอลกอฮอล์ล้างแผลที่มีกลิ่นกุหลาบจางๆ เหม็นมากกว่าหอมครับ (แอลกอฮอล์ล้างแผลเป็นแอลกอฮอล์คนละชนิดกับที่ผสมน้ำหอมครับ)



     นี่คือความซนในช่วงต้นชีวิตของผม ที่มองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือศาสตร์แห่งการผสม ... สมุฏฐานนี้ส่งผลให้ผมชอบเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับการผสมธาตุ 



     การผสมไอเทม หรือการผสมพันธุ์สิ่งมีชีวิตในเกมส์เป็นพิเศษ เมื่อเรียนป.ปลาย วิชาที่ผมชอบและเรียนได้ดีที่สุดจึงเป็นวิชาเคมี ผมสอบชิงทุนฯได้ ก็เลือก



     เรียนเคมี แล้วชีวิตก็ค่อยๆบัดซบหลังจากความถนัดของผมเดินตามหลังความทะนง (ซึ่งเราจะไม่พูดถึงมัน)



     ตอนที่เรียนมหาลัย ผมเป็นคนนอกกรอบ ไม่เคารพแบบแผน ผมไม่เรียนในสิ่งที่ผมไม่อยากรู้ สิ่งที่ผมอยากรู้คือรูปธรรมของการศึกษาเคมี ดังนั้นทุกครั้งทีมี



     ปฏิบัติการเคมี โดยเฉพาะวิชาเคมีอินทรีย์ (Organic chemistry) เมื่อผมช่วยคู่แลบทำงานจนเสร็จแล้ว ผมจะแอบอยู่หลังห้อง แล้วนำเอาสารเคมีที่ผมรู้ว่า



     มันสามารถสังเคราะห์สารหอมได้ มาผสมกันแล้วตั้งเตาสังเคราะห์ขึ้นมา มีครั้งหนึ่งที่ผมใช้สาร Butyric acid ซึ่งมีกลิ่นคล้ายๆเนยเน่า ชีสเหม็นๆ หรือกลิ่น



     ฟิล์มถ่ายรูปเปียกน้ำ มาทำปฏกริยา Esterification กับ isoamyl alcohol หรือแอลกอฮอล์ล้างแผล ได้สาร Isoamyl butyrate ให้กลิ่นคล้ายๆเปลือกกล้วยและเชอร์รี่ผสมกัน เมื่อดมจนหนำใจแล้วจึงเททิ้งในอ่างล้าง แล้วเปิดน้ำราดไปตาม ปรากฏว่าเกิดปฏิกริยาย้อนกลับได้สาร Butyric acid เหมือนเดิมทำให้ทั้งห้องเหม็นเนยเน่า แล้วถูกอาจารย์จับได้ว่าแอบเล่นสารเคมี แต่อาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ใจดีครับ ไม่ดุด่าว่ากล่าวอะไรมากนัก



     ผมสังเกตเห็นว่าทุกสิ่งในโลกเราเกิดจากการผสมของแต่ละสิ่งทั้งนั้น แล้วแต่ละสิ่งอาจจะเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้เช่น นิสัย แนวคิด อากาศ รวมถึงธาตุต่างๆ ความมหัศจรรย์ในธรรมชาติสร้างความประหลาดใจให้กับผมเสมอ เช่น "น้ำ" เกิดจากการสร้างพันธะของชาติสองชนิดคือ ไฮโดรเจนและออกซิเจน ตัวหนึ่งทำให้ไฟติดอีกตัวทำให้ติดไฟ แต่เมื่อกลายเป็นน้ำแล้วสามารถดับไฟได้ซะอย่างนั้น



     ในการปรุงกลิ่น สารบางชนิดให้กลิ่นที่รุนแรงเมื่อผสมกับสารอีกตัวที่ให้กลิ่นรุนแรงเช่นกัน กลับทำให้กลิ่นหมดไป ในทางกลับกันกลิ่นเบาๆสองกลิ่นเมื่อผสมกับกลับเร่งให้กลิ่นแรงขึ้นได้ ดังนั้นใครศึกษาวิชาปรุงกลิ่นแบบยึดติดจะไม่มีทางสร้างสรรค์กลิ่นใหม่ๆได้เลย และจะไม่สามารถใช้ศักยภาพของแม่กลิ่นได้อย่างเต็มที่ด้วย



     เมื่อผมส่งสัยในความเป็นไปของธรรมชาติ และมีความเชื่อว่าทุกสิ่งต้องมีที่มาที่ไป ตั้งแต่นิสัยของคน รูปร่างหน้าตา ไปจนถึงความเป็นไปของการบ้านการเมือง ผมจึงมองคนเป็นระบบหนึ่ง มองประเทศเป็นระบบที่ใหญ่ขึ้นโดยมีคนเป็นอนุภาค มองโลกเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดมีประเทศเป็นโมเลกุลมีคนเป็นอะตอมเช่นนี้ ผมจึงพยายามหาว่ามีวิชาใดที่มีระบบปรัชญาความคิดคล้ายๆแบบนี้บ้าง ก็มาสะดุดอยู่ที่วิชาโหราศาสตร์ไทยนี่แหละครับ ... ย้ำว่าต้องเป็นโหราศาสตร์ไทยโดยเฉพาะด้วย



     ผมเสียเงินเสียเวลาไปหาหมอดูหลายๆท่าน อาจารย์ที่ไหนว่าดีว่าแม่น ผมไปหาเกือบทั้งหมด พบว่าส่วนใหญ่แม่นจริงแต่ไม่แม่นทั้งหมดแล้วก็โยนความผิดให้ที่หลักวิชาหรือตัวผู้ทำนายเอง บางทีที่ทายแม่นก็ไม่สามารถเอาหลักวิชามารับรองได้ หมอดูเหล่านี้ผมตัดทิ้งหมดครับ แทบทุกครั้งที่ผมไปหาหมอดูผมแทบไม่เคยจะถามเรื่องเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง เพราะว่าผมต้องการไปหลักปรัชญาวิชาที่หมอดูนั้นๆใช้ประกอบอาชีพ เชื่อมั๊ยครับใน 100 คน บางทีทั้ง 100 คนเลยที่ศึกษาแต่ไม่รู้หลักวิชา จนในที่สุดวงการโหรฯบ้านเราจึงเป็นวงการไอ้ห้อยไอ้โหนกันแบบที่เห็น หมอดูผุดเป็นดอกเห็ด สร้างชื่อด้วยการตลาด ทายถูกเพียงหนึ่งครั้ง ดังไป 10 ปี เรื่องที่ทายผิดจะอันตรธานเข้าไปในกลีบเมฆกลางมหาสมุทรที่ไม่มีใครจำได้และหาเจอ สุดท้ายจะจบลงด้วยการปลูกฝังความเชื่อและลัทธิให้คนจิตอ่อน (ซึ่งก็เกือบทุกคนที่ไปหาหมอดู) หลงเชื่อและไม่กล้าขัดแย้งสงสัย 



     จนกระทั่งผมมาเจออาจารย์คนหนึ่ง ครั้งแรกที่ผมไปพบ ผมไปในฐานะผู้ขอรับการพยากรณ์เพื่อจะไปศึกษาวิธีคิดของอาจารย์ผู้นี้ พบว่าวิธีการคิดของท่านเป็นระบบ ใช้ศาสตร์ล้วนๆในการทำนาย ประกอบด้วยประสบการณ์ในการผสมคุณสมบัติของข้อมูลที่ปรากฏจากการผูกดวง เลยไม่มีข้อผิดใดๆ และที่เข้าใจได้ไม่ยากคือ คนที่ใช้ความรู้จริงๆในการอธิบาย จะไม่มีการวอกแวกออกไปแตะเรื่องความเชื่อ การสร้างลัทธิหรือเรื่องอะไรใดๆเลย อาจารย์ท่านนี้ยังบอกว่าในสมัยก่อน โหรของประเทศเราทายกันได้ยิ่งกว่านี้อีก 



     ผมฉุกคิดถึงวิชาหนึ่งของภาควิชาเคมี นั่นก็คือ Spectroscopy ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างของสารจากการแปลความกราฟที่เกิดจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เมื่อนำสารที่ต้องการศึกษาผ่านสนามพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง นักเคมีจะอาศัยเพียงกราฟรูปร่างแปลกๆแล้วนำมาแปลค่าเป็นสารเคมีได้ถึงระบบ 3 มิติ แปลกตรงที่ทั้งโหราศาสตร์และ Spectroscppy คือการแปลความอย่างมีระบบเช่นกัน แต่ปัจจุบันโหราศาสตร์กลับถูกมองว่างมงายไร้สาระ 



     อาจจะเป็นเพราะของปลอมที่ปะปนในสังคมเรามันเยอะเกินไป มีทั้งหมอดูเหวี่ยงแห หมอดูหลอกลวง หมอดูสร้างลัทธิ หมอดูบ้าตำรา มากกว่าหมอดูใช้วิชากระมัง ... ปรมาจารย์โหรไทยที่ถูกต้องทั้งหลักแนวคิด หลักวิชา และทัศนคติ คงเหลืออยู่ไม่เกิน 10 ท่านในเรือนแสนล่ะครับ






Free TextEditor




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2554   
Last Update : 24 ธันวาคม 2554 12:04:06 น.   
Counter : 716 Pageviews.  


วันนี้จะมาสาธยายหลักของการ "จินตนาการ" ให้ฟัง ผ่านกลิ่นของช่วงเวลา "คริสมาสต์"




ในชีวิตของผม มันเฉียดได้ฉลองคริสมาสต์ในหลายๆประเทศ .. แต่มันก็ได้แต่เพียงเฉียด 
ครั้งหนึ่งผมเกือบได้อยู่อังกฤษยาวจนถึงคริสมาสต์และปีใหม่แต่ก็ต้องกลับไทยก่อนเพราะถูกบริษัทเอเย่นต์ส่งนักเรียนไทยไปอังกฤษร่วมมือกับเอเย่นต์ทางฝั่งอังกฤษโกง (นี่ขนาด British council รับรองแล้วนะ) อีกครั้งหนึ่งก็ตอนเป็นสจ๊วต ต้องไปประจำการอยู่ที่ซาอุฯ ตอนนั้นบินไป Casablanca ประเทศ Morocco เกือบได้ฉลองแล้ว แต่ดันมีแต่ผู้โดยสารอิสลาม บรรยากาศเลยเหงาๆ กลับที่ฐานบัญชาการเลยได้ไปฉลองที่ดาดฟ้าโรงแรมแทน แล้วก็ยังอีกหลายๆครั้งที่ผมเกือบจะได้มีบรรยากาศคริสมาสต์ที่ต่างประเทศแต่ก็ได้แต่ "เฉียด"



     หากถามว่าทำไมผมถึงชอบช่วงคริสมาสต์ อย่างแรกก็คงเป็นอากาศหนาวๆเย็นๆ พร้อมเสียงเพลงประสานเสียงแบบในโบสถ์คริสต์ อาจจะเป็นเพราะผมเรียนโรงเรียนคริสต์ตั้งแต่เด็ก (ทิวไผ่งาม) จริงๆก็กึ่งคริสต์น่ะนะครับ ทุกปีจะมีงานคริสต์มาส ผมเลยซึมซับบรรยากาศของงานมาเต็มที่ อีกอย่างนอกเรื่องอากาศและเสียง แล้วก็คือ "กลิ่น" ครับ ... ในทุกช่วงของคริสต์มาส มันมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่ ไม่ใช่กลิ่นของบรรยากาศ แต่มันเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของงานนี้จริงๆเลย ไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านเคยสังเกตกันหรือไม่ครับ



     ลองนึกกันดูสิครับ อาหารอะไรที่นิยมทำกันในเทศกาลคริสมาสต์บ้าง และกลิ่นอะไรที่หากเราอยู่ในห้องของครอบครัวชาวตะวันตกแล้วเราจะได้กลิ่น อย่างแรกเลยอาหารที่นิยมทำกันมาในเทศกาลคริสมาสต์ก็มี ไก่งวง เนื้ออบซอสส์แครนเบอร์รี่ จำพวกเบเกอรี่ก็มีคุ้กกี้ขิง (Gingerbread) และเดี๋ยวนี้ก็คงมีพวกคัพเค้กอีกอย่าง



     ที่สาธยายข้อมูลให้ฟัง ไม่ใช่เพื่อกล่าวไปลอยๆนะ เพียงแต่อยากจะให้ทุกท่านเข้าใจขั้นตอนการทำงานของการปรุงกลิ่นน้ำหอมครับ ... การจะปรุงกลิ่นน้ำหอมที่หอมๆเป็นเอกลักษณ์นั้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยไม่ได้อยู่ที่ฝีมือเลย ครูของผมท่านหนึ่งเคยเขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า "อันความรู้เรียนทันกันหมด" สิ่งสำคัญจริงๆของการปรุงกลิ่นเอกลักษณ์คือ "จินตนาการ" และจินตนาการเกิดขึ้นได้จากเรื่องราวที่เราต้องเห็นอย่างชัดเจนยามเมื่อหลับตาลงครับ



     การปรุงกลิ่นเอกลักษณ์ก็คือการจับเอาลักษณะเด่นของกลิ่นที่ปรากฏในจินตนาการออกมาทำให้เป็นรูปธรรม ... ท่านผู้อ่านลองใช้ข้อมูลของผมข้างต้นแล้วลองนึกดู (อย่าเพิ่งอ่านพารากราฟต่อไปนะ) ว่าท่านจะนึกถึงกลิ่นหลักๆเหมือนอย่างที่ผมนึกหรือเปล่า ผมนำข้อมูลดิบมาเขียนซ้ำให้อีกที "ไก่งวง เนื้ออบซอสส์แครนเบอร์รี่ มีคุ้กกี้ขิง (Gingerbread) คัพเค้ก"



     เอาล่ะครับ ต่อไปนี้คือเฉลยจากมืออาชีพ(แบบสมัครเล่น .. เอ๋งงๆ)อย่างผม 

ผมนึกถึงกลิ่น "โรสแมรี่ ลูกจันทน์ โป๊ยกั๊ก พริกไท และควันจากไม้ฟืน" จากไก่งวงอบ 

ผมนึกถึงกลิ่น "แครนเบอร์รี่และเบอร์รี่อื่นๆ" จากเนื้ออบซอสส์ 

ผมนึกถึงกลิ่น "ขิง วานิลลา ลูกจันทน์เทศ ซินนามอน" จากคุกกี้ขิง 

และผมนึกถึงกลิ่น "วานิลลา นม สตรอเบอร์รี่ อาจจะมีกลิ่นลูกเกดด้วย" ในคัพเค้ก

อันที่จริงผมจินตนาการถึงกลิ่น "ลูกอม" เวลาที่ซานตาครอสแจกเด็กๆด้วย มันเป็นกลิ่นของพวกผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ผสมกับกลิ่นของชะเอมที่หอมนุ่มชุ่มคอ



     เห็นมั๊ยครั้ง เราสามารถกำหนดคอนเซ็ปต์แปลกๆ เกิดคำอธิบายได้แล้ว ... ถ้าท่านไม่ได้ต้องการเป็นนักปรุงน้ำหอม แต่อาจจะทำงานในบริษัทน้ำหอมเช่นอยู่ฝ่าน Fragrance evaluater ท่านก็จะเลือกน้ำหอมที่เข้ากับบรรยากาศส่งให้ลูกค้าทดลองได้แบบมีสไตล์ ไม่ซ้ำกัน และสร้างบุคลิกความเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกลิ่นได้อีกด้วย



     ปีนี้ ผมออกน้ำหอมสำหรับคริสมาสต์ไม่ทัน ทั้งๆที่ทำเสร็จแล้ว เพราะได้รับอานิสงส์มาจากเหตุการอุทกภัยทำให้ระบบ Logistic และ Supply chain มีปัญหาทั้งระบบ ... กลิ่นที่ผมเลือกมาทำในปีนี้คือกลิ่นของ Gingerbread และกลิ่นของลูกอมของซานตา เมื่อผมได้จินตนาการที่จะมากรอบคอนเซ็ปต์ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือกแม่กลิ่นที่จะนำมาปรุง ในขั้นตอนนี้ผมยังสามารถเล่นกับจินตนาการของผมต่อได้อีก ... คงไม่มีใครที่อยากสเปรย์กลิ่นขนมปังหรือสเปรย์กลิ่นไก่งวง ถูกมั๊ยครับ ความสามารถของนักปรุงน้ำหอมถูกดึงมาใช้ตอนนี้เอง นั่นก็คือการคงคอนเซ็ปต์ไว้ แต่ปรับกลิ่นให้เหมาะกับการเป็นน้ำหอมมากขึ้น



     กลิ่น Gingerbread ผมมองแล้วว่ากลิ่นขิงและซินนามอนมันรุนแรงเกินไป ผมเลือกปรับสัดส่วนให้มีกลิ่นของวานิลลาเป็นกลิ่นนำ ผสมกลิ่นจำพวกน้ำตาลไหม่ที่ได้จากสารกลุ่ม Maltol ลงไป เติมกลิ่นกลุ่ม spice เล็กน้อย ผมเลือกใช้กลิ่นที่ออกแนวเผ็ดปร่าๆอย่างกลิ่นของลูกจันทน์เทศจากสาร 4-methyl-8-methylenetricyclo[3.3.1.1(3,7)]decan-2-ol และแน่นอนผมไม่ลืมเติมกลิ่นดอกไม้เบาๆลงไปคลุมโทนให้น้ำหอมกลิ่นนี้ดูนุ่มนวลและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

กลิ่นโดยรวมออกมาคล้ายๆกลิ่นลูกนัทที่ถูกอบอยู่ในเตาผิงไฟกลางบ้าน กลิ่นหอมอุ่นๆและกรุ่นๆโชยออกมาสร้างบรรยากาศที่ร่าเริงในครอบครัว 



     อีกกลิ่นที่ผมทำรอเอาไว้ปีนี้ คาดว่าจะเป็นน้ำหอมขายดีตลอดกาล เนื่องจากเป็นกลิ่นโทนที่หญิงสาววัยกระเตาะใช้แล้วจะดูบอบบางและน่ารักสดใส มีความเซ็กซี่แบบจิ้นๆเป็นทีเด็ด กลิ่นนี้ผมเลือกเอากลิ่นลูกอมที่ซานตาแจกมาเป็นแกนหลักในการพัฒนา โดยไม่ลืมกลิ่นไอความเป็นคริสมาสต์ด้วยการนำกลิ่นนำของผลเบอร์รี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราสเบอร์รี่ (ใช้สารหอม Raspberry Ketone) กลิ่นของสตรอเบอรี่ (ethyl 2,3-epoxy-2-methyl-3-phenyl propionate) ทำให้กลิ่นไม่หวานฉ่ำเกินไปด้วย 3,5,5-Trimethylhexyl acetate ซึ่งให้กลิ่นจางๆและคอยดึงโมเลกุลอื่นพร้อมกับขัดขวางการรับรู้กลิ่นหวานของมนุษย์ ทำให้กลิ่นนี้หอมลมโชยคล้ายๆกับกลิ่นคัพเค้กผสมกับกลิ่นน้ำเชื่อมที่หอมตามลมออกมาจากครัวหลังบ้าน



     ถึงจะขายไม่ทันคริสมาสต์ก็ไม่เป็นไร ... เพราะน้ำหอมเอกลักษณ์เหล่านี้ มันสามารถใช้ได้ทุกโอกาสอยู่แล้ว

และวันนี้ผมก็ได้อธิบายหลักการสร้างสรรค์กลิ่นในแบบฉบับของผมไปเรียบร้อยแล้วนะครับ จากที่ผ่านมา ค่อนข้างได้รับการติดต่อเป็นอย่างดีในเรื่องคอร์สการปรุงกลิ่น ผมไปโพสต์ไว้ในเฟซบุค //www.facebook.com/pages/KenGSoHigH/213220938707762 และมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

คาดว่าปีหน้าฟ้าดีๆไม่มีน้ำท่วม คงได้พบกันครับ



สั่งซื้อสินค้าได้ตามปกติที่ //www.KenGSoHigH.com นะครับ  






Free TextEditor




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2554   
Last Update : 15 ธันวาคม 2554 10:38:03 น.   
Counter : 921 Pageviews.  


ลมหนาวจะมาหรือไม่มา พญาบุปผาจะโรยราแล้ว

Alstonia scholaris

เมื่อสายลมแผ่วๆโรยระรินใจทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูช้าลง
แม้แต่เวลาที่เคยเดินอย่างรวดเร็ว
ยามเมื่อต้องกับลมหนาวแห่งเหมันตฤดูแล้ว
ทุกสิ่งดูเหมือนจะถูกหยุดไว้ชั่วขณะ
อารมณ์ที่เคยพลุ่งพล่าน ความคิดห่วงถวิลหาในอนาคต
ก็ถูกอำนาจแห่งสายลมหนาวยับยั้งเอาไว้
และเสกมนต์ให้คิดถึงสิ่งที่เป็นตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่าข้างกาย อรุณรุ่งที่ซ้ำไปซ้ำมา
เพลงที่ฮัมเบาๆคนเดียว
และหัวใจที่ไร้รัก
ถ้ายังรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาไม่พอ
เหมันตฤดูก็ยังมีบริการ "สุคนธ์หม่นจิต" ด้วยกลิ่นของพญาบุปผาชนิดหนึ่ง
ที่ได้กลิ่นแล้วจะรู้สึกเวิ้งว้างในบัดดล


พญาสัตบรรณไม้ยืนต้นสูงใหญ่สมกับมงคลนาม "พญา"
หมายถึงพระยาหรือคนที่มียศ ตำแหน่งสูงส่ง และ "สัตบรรณ" เพี้ยนมาจาก ฉัตรบรรณ
เครื่องแห่ชั้นสูงที่ใช้ในขบวนเกียรติยศ
เมื่อรวมความหมายของทั้งเข้าด้วยกันอันหมายถึงต้นไม้แห่งความมีเกียรติและสูงส่ง
ไม้หอมโบราณต้นนี้จึงนิยมปลูกอยู่ทั่วไปในประเทศไทย


ในฤดูร้อนและฝน
พญาสัตบรรณจะออกทรงพุ่มที่เป็นฉัตรสลับกัน
ทำให้เกิดร่มเงาและสามารถใช้ประดับประดาอาคารสถานที่ได้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อนาฬิกาชีวะทำงาน ปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน
คือเวลาที่มโหรีปี่พาทย์ระดับพระยาขุนจะบรรเลงเพลงชุดใหญ่
ดอกชนิดกลุ่มจะผลิบานเต็มต้นจนแลไม่เห็นใบ
หมู่มวลเรณูจะโชยไกลในสายลมได้นับกิโลเมตร
ด้วยอำนาจของกลิ่นที่รุนแรงจึงทำให้มีทั้งผู้ที่หลงใหลในกลิ่นกำจายนี้และผู้ที่พ่ายแพ้แก่กลิ่นที่ตลบอบอวลจนเกินงาม


กลิ่นของดอกพญาสัตบรรณจัดอยู่ในกลุ่ม Green and
Narcotic note ความฟุ้งกระจายของกลิ่นได้มาจากสารกลุ่ม Hexenyl acetate และ Hexenol
ซึ่งมีความหอมสดชื่นคล้ายหญ้าเพิ่งตัดใหม่ๆ (Green note) และอาจจะมีสารกลุ่ม
indole, salicylate และ cresol บางตัว
ด้วยสารกลุ่มนี้เองทีเป็นต้นเหตุแห่งให้จิตสงบ ขวนให้หลับใหล
เกิดความมึนงงระคนความซึมเศร้าได้


ในทางการปรุงน้ำหอม
โน๊ตชนิดนี้มีโอกาสที่จะมีมูลค่าสูง เนื่องจากความสามารถในการฟุ้งกระจายที่ดี
(Treshold) และความเอนกประสงค์ในการใช้งาน (Versatile)
หากจะวิเคราะห์รายละเอียดของกลิ่นแล้ว กลิ่นแรกสัมผัสจะเป็นกลิ่นเขียวๆคล้ายใบไม้
กลิ่นกลางจะแสดงเอกลักษณ์ความเป็น Narcotic note ด้วยลักษณะคล้ายๆกลิ่นกำยาน
กลิ่นไม้เก่าๆที่เปียกน้ำ และกลิ่นยางของเถาไม้ที่ถูกขยี้จนแหลกคามือ
กลิ่นสุดท้ายที่คล้ายกลิ่นสาบของซากพืชที่ถูกหมักหมม
ถึงแม้คำอธิบายเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึงความหอมหวล
แต่กลิ่นที่สัมผัสได้จริงนั้นมีเอกลักษณ์ สร้างสัมผัสถึงความโบราณ ความเป็นมายา
และความลึกลับได้เป็นอย่างดี ยิ่งเป็นไม้ดอกที่ออกกลิ่นยามราตรีด้วยแล้ว
เมื่อใดที่ผมได้กลิ่นของพญาสัตบรรณ
มันแทบทำให้ผมหยุดนิ่งและระลึกอดีตชาติได้เลยทีเดียว

www.KenGSoHigH.com


คลิก Like
ให้กับ KenGSoHigH ได้โดยพิมพ์ KenGSoHigH ในช่องค้นหาในหน้า Facebook นะคร้าบบ
^^


//www.facebook.com/pages/KenGSoHigH/213220938707762






Free TextEditor




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554   
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 20:20:21 น.   
Counter : 556 Pageviews.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Thai-SkY
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




[Add Thai-SkY's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com