Group Blog
 
All Blogs
 

สมัยศรีวิชัย

เจดีย์สมัยศรีวิชัย



ชาวอินเดียนำอารยธรรมมาเผยแพร่และตั้งหลักแหล่งครั้งแรกที่เมืองช้างค่อม หรือศิริธัมมาราช ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่นานนักเกิดสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุระหว่างท้าวโกสีหราชผู้ครองเมืองทนบุรีกับท้าวอังกุศราช ผู้ครองเมืองชนทุบรี ท้าวโกสีหราช เล็งเห็นว่าภัยจะเกิดเพราะมีกำพลังน้อยกว่า จึงรับสั่งให้พระนางเหมชาราพระธิดากับพระโอรสทันทกุมารนำพระบรมธาตุหนีภัยสงครามลง เรือสำเภาไปยังเมืองลังกา ขณะเดินทางผ่านเมืองช้างค่อม ศิริธัมมาราช (นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) ได้เกิดอาถรรพ์คลื่นลมปั่นป่วนด้วยอำนาจ ของ ครุฑ และ นาค ที่มานมัสการพระบรมธาตุ จนเป็นเหตุให้สำเภาแตกอับปางกลางทะเล เจ้าสองพี่น้องจึงนำพระบรมธาตุเสด็จขึ้นฝั่งและอธิฐานฝังลง ณ กลางหาดทรายแก้ว ประมาณ ปี พ.ศ.๖ – ๘ เริ่มสร้างเจดีย์ทรงศรีวิชัย อาถรรพ์ลึกลับในทุกรอบ ๗๐๐ ปี กาลเวลาเลยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๗๒ พระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าตะวันอธิราชเจ้าผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ ( จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรีในปัจจุบัน) คือเจ้าเดือนเด่นฟ้าและเจ้าดาวเด่นฟ้า โดยจารึกกระเบื้องจารจาก คำพยากรณ์ของพระโสณะมหาเถระ ( หัวหน้าพระอรหันต์ที่มาเผยแพศาสนาครั้งแรกในดินแดนสุวรรณภูมิ ) กล่าวไว้ว่าสุวรรณภูมิจึงกาลอวสานในภายภาคหน้าและจะได้เมือง หลวงใหม่ชื่อว่า ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาเมืองนั้นก็คือ เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราชและก็กลายมาเป็นเมือง นครศรธรรมราช ในปัจจุบันนั้นเอง จากคำพยากรณ์ทำให้เจ้าเดือนเด่นฟ้า และเจ้าดาวเด่นฟ้าพระโอรส 2 ฟี่น้อง ของ พระเจ้าตะวันอธิราช เดินทาง มายังเมืองช้างค่อมและได้สร้างบ้านเมือง และก่อตั้งกองทัพเรือและโรงเรียนนานเรือโดยมีชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิมเป็นกำลังช่วยเหลือ จนได้มาค้นพบเนินดินอันเป็น ที่ฝังพระบรมธาตุ จึงสร้างพระเจดีย์ทรงศรีวิชัยคร่อมเนินดินไว้ให้เป็นที่สักการบูชา เป็นต้นมา..

ศิลปยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยศรีวิชัย

ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 ศูนย์กลางของศิลปสมัยศรีวิชัย อยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย เช่นเมืองนครศรีธรรมราช เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปจนถึง แหลมมาลายู และอินโดนีเซีย ศิลปในยุคนี้ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนานิกายมหายาน และอิทธิพลจากสกุลศิลปคุปตะ ปาละวะ ปาละเสนา

ลักษณะแบบอย่างของศิลปมีดังนี้


ทางปฏิมากรรม มีการสร้างพระพุทธรูปแบบสวมจีวรบาง แนบเนื้อ ซึ่งปัจจุบันนี้ พระพุทธรูปแบบศรีวิชัย ได้นำมาประดิษฐานอยู่ที่ วัดราชาธิวาส ตั้งแต่สมัยราชการที่ 5 เป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย นอกจากนี้ยังได้สร้าง พระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวร ที่งดงาม ทรงมงกุฎสวมสร้อยพระศอ และสังวาล ย์ พระพักต์สงบนิ่ง ทำด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สำหรับผู้ที่ค้นพบคือ

ทางสถาปัตยกรรม


ทางสถาปัตยกรรม คือการสร้างสถูปมีเหลี่ยมมุมสูง ใหญ่ ลดหลั่นขึ้นไป จนถึงตรงยอดที่เป็นสัญลักษณ์ของสถูปแบบศรีวิชีย ก็คือการสร้างสถูปแบบ 5 ยอด ตรงกลางเป็นสถูปองค์ใหญ่ มีสถูปเล็กล้อมรอบเป็นบริวารถึง 4 ทิศ เช่นสถูปพระธาตุนครศรีธรรมราช สถูปเจดีย์ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
สำหรับองค์พระสถูปที่ถือว่ามีชื่อมากในต่างประเทศ เป็นแบบศรีวิชัยคือ มหาสถูป บรมพุทโธ ZBOLOBUDUR) ประดิษฐานที่เมือง ปาเล็มปัง ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวคือ ศิลปินได้สร้างแบบจำลองจักรวาล คือรูปธาตุ และแบบ อรูปธาตุ






อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ สมัยศรีวิชัย


อยู่ในห้วงเวลาพุทธศตรวรรษ ที่ ๑๓-๑๘ มีราชธานีอยู่ที่เกาะสุมาตรา ทางด้านตะวันตกของ เมืองปาเล็มบังในปัจจุบัน ได้แก่ อาณาเขตไปถึงเกาะชะวา และแหลมมะลายูขึ้นเหนือมาถึงเมือง นครศรีธรรมราชสมัยนั้นมีชื่อว่า ตามพรลิงค และเมืองไชยา (สมัยนั้นชื่อว่าครหิ) นำศิลปวิทยาของ สกุลช่างศรีวิชัย เข้ามาแพร่หลายในภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน บรรดาศิลปวิทยาดังกล่าวก็มีที่มาจาก อินเดีย เช่น อาณาจักรทวาราวดี
พระพุทธรูปในสมัยนี้ จะมีลักษณะองค์พระอวบกว่าสมัยทวราวดี คล้ายกับพระพุทธรูปครั้งราชวงศ์ปาละในอินเดีย พระเกตุมาลาเป็นต่อมสั้น ขมวดพระเกศเล็กและละเอียด และมักจะมีใบโพธิ์ ติดอยู่ทางด้านหน้าของพระเกตุมาลา พระพักตร์แบน พระนลาฏเรียบ พระขนงโก่ง พระโอษฐ์ไม่แบะ พระหนุไม่ป้าน ชายสังฆาฏิมีทั้งแบบสั้นเหนือพระอุระ และชนิดยาวถึงพระนาภีเช่นเดียวกับสมัยทวาราวดี ชายจีวรมักจะซ้อนกันเป็นริ้ว อยู่บนพระอุราเบื้องซ้าย พระหัตถ์และบัวรองฐานกลีบใหญ่ มีกลีบเล็กแซม เกษรละเอียด





ที่มา //www.palungdham.com/t813.html




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 18:32:50 น.
Counter : 1610 Pageviews.  


Valentine's Month


 
ขุนเขาเมืองน่าน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นายสราวุฒิ อินทะนิล รหัส49121257
Friends' blogs
[Add ขุนเขาเมืองน่าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.