กานต์ : นิวส์ : วัน
Group Blog
 
All blogs
 

การเมืองเรื่อง[การ]ตลาด

วันก่อนตอนนั่งประกาศข่าวเที่ยง ผมถามผู้ประกาศข่าวกีฬา ถึงกรณีที่สเวน โกรัน อีริคสัน ลงทุนเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเซ็นต์สัญญากับนักเตะไทยว่าตกลงแล้วข่าวนี้เป็นข่าวกีฬา หรือข่าวการตลาด หรือข่าวการเมือง

ที่ถามเช่นนั้นเนื่องเพราะ ทั้งคนอ่าน คนดูและคนเล่น (เกมการเมือง) ต่างรู้อยู่แก่ใจว่า การมาเยือนของสเวนครั้งนี้ มีนัยยะทางการเมืองเรื่องของแมนซิตี้กับพีเพิ่ลพาวเวอร์แฝงอยู่ อันเป็นสายตรงท่อตรงมาจากลอนดอน

มองในแง่มุมกีฬา สุรีย์ สุขะและนักเตะหนุ่มอีกสองคนรวมถึงวงการค้าแข้งไทย ได้อานิสงค์จากกรณีนี้ไปเต็มๆ ทั้งที่อนาคตไม่รู้ว่าจะได้แม้แต่สัมผัสปลายหญ้ากราวด์เดอะซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์ รึเปล่า

หากว่ากันตามทฤษฎีการตลาด การโฆษณา จะเห็นว่า ไม่ต่างอะไรกับการชวนเชื่อ โดยให้ข้อมูลไม่รอบด้าน เพื่อจูงใจให้คนคล้อยตามในด้านดีที่นำเสนอ ซ้ำยังเป็นการรีอิมเมจเพื่อตอกย้ำความทรงจำของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องด้วยการเข็นกลยุทธ์ เคมเปญออกมาสู่ตลาด ดังจะได้เห็นจากนี้ไป ทั้งปัดฝุ่นโปรเจคเก่าที่เข้าถึงเรื่องของการสร้าง Value added ในรูปแบบต่างๆ ทั้งความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ กระทั่งความเอื้ออาทร ทำนองว่าพรรคนี้มีแต่ให้ โดยเฉพาะตำรับประชานิยม ที่กลายเป็นเทรนด์ให้กับทุกพรรคการเมืองนำไปใช้หาเสียงเสียแล้ว

ส่วนแมนซิตี้ก็เป็นกิมมิคหนึ่งที่นายหัวนำมาใช้เพื่อตอกย้ำภาพจำของคนไทยที่มีต่อคนไกลบ้าน ว่าถึงตัวไกล แต่ใจยังห่วงใยคนไทยและเมืองไทย อยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย ไอเลิฟยู จุ๊บๆ

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มี มีเรื่องการรีแบรนด์ดิ้งของพรรคการเมืองที่เน้นเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ท่ามกลางงบการตลาดที่โหมเข้าใส่อย่างมหาศาล เพื่อทำให้การเลือกตั้งเข้าถึงฐานเสียงใหม่และได้ภาพจำใหม่ของฐานเก่าที่เบื่อหน่ายรูปแบบการเมืองเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการชูภาพของนายบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับลูกพรรค ทั้งนี้เพื่อสื่อถึงการทำงานเป็นทีมและลบคำครหาว่าพรรคชาติไทยเป็นมรดกของตระกูลศิลปอาชา

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ปัดฝุ่นใหม่ด้วยภาพลักษณ์ผู้นำที่มีความร่วมสมัย เน้นการทำงานเพื่อประชาชนที่สัมผัสได้ทุกที่ทุกเวลา ดังกิจกรรมของพรรคที่ลงไปพบปะกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานกลางคืนทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ หรือสาวประเภทสองที่ประกอบอาชีพนางโชว์ที่พัทยา ซึ่งเรียกว่าหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และลูกพรรค อดตาหลับขับตานอนปฏิบัติภารกิจทั้ง 24 ชม. กันเลยทีเดียว (ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าภาพแบบนี้จะได้เห็นครั้งนี้ครั้งเดียวหรือไม่)

ส่วนพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถสร้างการจดจำแบรนด์ของพรรคได้ดีเท่ากับพรรคการเมืองเก่า จึงทำให้แนวทางการแก้ไขอาจจะต้องไปชูชื่อหัวหน้าพรรคและนโยบาย มาแทนชื่อพรรคในช่วงการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นมัชฌิมาธิปไตย ชูชื่อนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ มาเป็นตัวยืน พร้อมนโยบายประชานิยม 42 ข้อ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ชูภาพความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อหวังทางเสียงจากกลุ่มที่ต้องการความสมานฉันท์

อย่างไรก็ดี ชื่อของนายสมัคร สุนทรเวช ยังพอขายได้ในพรรคพลังประชาชน ที่รีโนเวตมาจากไทยรักไทยเดิม พร้อมกันนี้ก็ได้ใช้การสื่อสารด้วยการทำโฆษณาและทำการตลาดแบบเดิม เพื่อหาเสียงในฐานลูกค้าเก่าที่เจ้าตัวอ้างว่ามีกว่า 14 ล้านเสียง พร้อมกับชูจุดขายใหม่ ด้วยการเตรียมแก้รัฐธรรมนูญและปลุกผี 111 อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ โดยชัดเจนถึงขัดย้ำว่า หากไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติให้เลือกพลังประชาชน ซึ่งเป็นการทำการตลาดที่ยืนหยัดและชัดเจนในความเป็นภาพของฝ่ายตรงข้ามการปฏิวัติของทหารและรัฐเผด็จการ

นับเป็นกลยุทธ์ใหม่มาใช้ในการทำสงคราม (war) กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อบังคับให้ผู้บริโภค “เลือกข้าง” โดยนำจุดอ่อนหรือช่องโหว่ของคู่แข่งมาเป็นจุดขาย ทะลวงฟันโดยไม่หวั่นต่อกฎระเบียบการเลือกตั้งที่มีขึ้น

เป็นการตลาดแบบนิชมาร์เก็ต หรือการตลาดเฉพาะกลุ่มที่พร้อมขยายผลกลายไปเป็นแมสมาร์เก็ตติ้งได้ตลอดเวลา (ซึ่งถ้าเป็นจริงก็ตัวใครตัวมันละกันครับ พี่น้อง...)

จากนี้ไปก็ต้องติดตามกันว่า นโยบายไหน แคมเปญใดจะถูกใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและตัดสินใจกาเบอร์ที่ชอบ พรรคที่ใช่ ท่ามกลางสงครามการตลาดการเมืองที่เข็นมาประชันกันแบบไม่ยิ่งหย่อน นี่ยังไม่นับรวมเกมการเมืองใต้ดินที่แต่ละท้องถิ่นก็เข้มข้นไม่แพ้กัน และยิ่งนับวันความรุนแรงในรูปแบบการหาเสียงก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ ก่อนจะตัดสินกันในวินาทีปิดหีบ 23 ธันวาคม 2550




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 14:29:46 น.
Counter : 151 Pageviews.  

“ศรัทธาหน้ามืด”

ผมชอบเดินห้างครับ...

เวลาเดินห้างสรรพสินค้า นอกเหนือจากการเข้าร้านหนังสือแล้ว ตามประสาคนบ้าแฟชั่น (จะบ้าแบบไหนค่อยตามอ่านกันไป) ก็จะแวะดูเสื้อผ้าแบรนด์เนม-แบนเนม (ชื่อไม่ค่อยดัง) กับเค้าบ้างเล็กน้อย ตัวไหนดีไซน์สวย คัตติ้งดี ก็อยากใส่

แม้หุ่นจะไม่ค่อยให้ก็เถอะ

เสื้อผ้า-เครื่องประดับ-เครื่องแต่งกาย นับเป็นสินค้าแฟชั่นครับ มาเร็ว ไปเร็ว (เคลมไม่เร็ว-แต่ลดราคาเร็ว) แบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์กันเลยทีเดียว (บางเจ้า Up to 90%อุเหม่!! แล้วจะเอากำไรจากไหนล่ะนั่น)

ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจซึมๆ ถึงขั้นที่ว่า เซ็นทรัลครบรอบฉลองแซยิดห้างกันด้วยน้ำตา เพราะยอดขายตกเป็นประวัติการณ์

นั่นจึงทำให้ฤดูเซลล์ มาถึงเร็วกว่าปกติ (เช่นมิดเยียร์เซลล์ หรือมิดไนท์เซลล์ ที่ทำให้เราได้เดินเซ็นทรัลกันตอนห้าทุ่มกว่ากันบ่อยมาก)

ไหนจะเดอะมอลล์ พารากอน คู่แข่งที่เจอสภาพเดียวกันอีก ก็เลยทำให้สงครามราคาและการลด แลก แจก แถม ต้องเริ่มต้นขึ้นไปโดยปริยาย

สินค้าหลักๆ ของห้างพวกนี้ก็คือเสื้อผ้าครับ ร้านรวงต่างๆ เข็นมาลดกระหน่ำ

บางยี่ห้อ ถ้าราคาเต็มแบบยังไม่ลด มีหวังคุณเอ๊ยยย จับแล้วพลิกดูราคา แล้ววาง ตามสูตร

ตอนนี้ผมชอบเสื้อผ้าอยู่ 2 ยี่ห้อครับ Hybrid กับ FOX

เจ้าแรกเป็นของไทยแท้ แต่ไม่ค่อยลดราคาเท่าไร ไม่รู้ว่ากลัวเสียแบรนด์หรือไรไม่ทราบได้ ทำให้ผมต้องปันใจไปซื้อเสื้อ เมด อิน อิสราเอล (il) ใช่แล้วครับ ราคาพอๆ กัน แต่มันเป็นของนอก

โก้ซะไม่มี...

ขอโทษนะครับ หากจะว่าปล่อยให้ต่างชาติดูดเงินไปจนหมด ผมก็ไม่ถือ ก็ลองพี่ไทยทำของขายแบบที่ราคาพอๆ กันและคุณภาพดีเหมือนเค้า ร้อยเอาบาทก็ต้องซื้อของไทยครับ-ผมก็ด้วยคน

อ่อ...เวลาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้ออิสราเอลนี่ ผมไม่ได้ซื้อตอนราคาเต็มนะครับ จำได้ว่ารู้จักมันครั้งแรกก็ลด 70% ซะละ แหะๆ

ซื้อครั้งต่อมาก็ใช้ร่วมกับโปรโมชั่นทางห้างลด 40% (สินค้าใหม่)

ซื้ออีกครั้งก็ลด 50-70% ชนิดที่ว่า เสื้อยืดสกรีนลายเนื้อดีๆ พิมพ์สวยๆ ตัวละไม่ถึง 300 บาท!!

แพงกว่าสะพานพุทธ จตุจักรสักนิด แต่คุณภาพ ผมเทียบดูแล้วจากสายตาของคนชอบเดินห้างและดูเสื้อผ้ามานาน (หลายสิบเดือน) ผมว่ายี่ห้อนี้กินขาด…แม้จะลดราคาเพราะว่าตกรุ่น แต่ก็ยังหยิบมาใส่ได้แบบไม่อายใคร (ถ้าใครถามว่าแพงจะตายซื้อมาทำไม...บอกเค้าไปว่าลดแล้ว “ราคาพอเพียง” )

เสื้อผ้า เป็นสินค้าแฟชั่น ย้ำกันอีกครั้งนะครับ

เข้าทำนองฮิตเร็วก็มีขายเยอะ ของปลอมก็แยะ ของจริงก็เกร่อ ใส่ไปแล้วอาจดูเสล่อได้ แต่ก็ไม่ถือตกยุคเท่าไร เพราะเป็นปัจจัยสี่ ใส่ยี่ห้อดีๆ แม้ไม่มีใครรู้จัก แต่ก็ภูมิใจ (เพราะอย่างน้อยเรา ในฐานะคนซื้อ-คนใส่ ก็รู้ดีแก่ใจคนนึงแล้วล่ะครับ)

เวลาซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น ก็ไม่ต้องคิดไรมาก ชอบ สวย ฮิต เป็นพอ...ส่วนราคาจะแพงไม่แพงก็อีกเรื่อง

เอาละ...ที่นี้ มาดูแฟชั่นอย่างจตุคามรามเทพ องค์พ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ฮิตติดลมบน จนตอนนี้ต่างชาติเริ่มหามาห้อยคอกันบ้าง

ถ้าเสื้อผ้าจะเป็นสินค้าที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความชอบ

จตุคามรามเทพ ก็เป็นสินค้าที่มาจากความเชื่อ

ความเชื่อหรือศรัทธา เป็นเรื่องที่วัดกันได้ยาก แต่เข้าถึงความรู้สึกได้ง่าย

อย่างจตุคามรุ่นไหนดี รุ่นไหนดัง ห้อยแล้วรวย ฟันแทงไม่เข้า คิดดูว่า...ตกเขายังไม่ตาย (ฮา) เป็นต้องหามาเป็นเจ้าของ ด้วยสนนราคาแน่นอนว่า สูงลิ่ว...

พอจตุคามฮิตเร็ว ด้วยอิทธิฤทธิ์และเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ที่ผสานกับความเชื่ออันก่อให้เกิดศรัทธาของคน จึงเป็นผลให้วัดไหนที่ไม่สร้างจตุคาม วัดนั้นไม่อินเทรนด์ ฟันธง!!

เยอะเข้า เยอะเข้า จนถึงตอนนี้มีองค์พ่อกี่รุ่นแล้วข้าพเจ้าไม่อาจจำได้หมด

จตุคามไม่เหมือนเสื้อผ้าครับ ตรงที่พอถึงหน้าเซลล์แล้วจะขายดิบขายดี เหมือนที่เสื้อผ้ายี่ห้อ CPS Chaps, CC-OO และ Jaspal ทำได้ ขนมาจากโกดังเท่าไร มันก็เซลล์กันจนหมดเกลี้ยงร้านเท่านั้น คนแย่งกันจนมืดฟ้ามัวดิน

ขณะที่จตุคาม ยิ่งออกมามากเท่าไร ความขลังที่ซ่อนอยู่ตามมวลสารในองค์พ่อนั้น ก็จะยิ่งลดน้อยด้อยค่าลง ยิ่งรุ่นที่ไม่ดัง ไม่เด่น ไม่ต้องพูดถึง

แว่วมาว่าตอนนี้วัดที่นิยมไปปลุกเสกจตุคามจนบันไดทางขึ้นเกือบพัง...เงียบลงไปมาก

ชื่อของหลวงหนุ่ยจอมลีลา พระผู้นำพิธีปลุกเสกจตุคามชื่อดังก็ซาลงไปด้วย

ส่วนที่สนามพระท่าพระจันทร์ เซ็นเตอร์พอยท์ออฟจตุคาม ถึงขั้นมีองค์พ่อกองใส่เข่งขายแบบเดียวกับเสื้อผ้าใส่กะบะตอนเซลล์กันเลยทีเดียว

คนซื้อเสื้อผ้าเซลล์ คิดแต่เพียงว่า ของดี ราคาถูก ต้องรีบคว้า แม้ตอนจ่ายตังค์จะหน้ามืดไปประมาณ 5 วินาที

แต่ดูเหมือนว่าคนให้เช่าจตุคาม ที่กองเหลือเต็มร้านแบบนี้ เห็นทีจะหน้ามืดกว่า เพราะขายไม่ออก

เล่นกับอะไรไม่เล่น ดันเล่นกับเรื่องความเชื่อศรัทธาของคน มันก็ได้ผลลัพท์ตอนท้ายแบบนี้แหละ

“ศรัทธาหน้ามืด”




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2550    
Last Update : 13 สิงหาคม 2550 23:42:11 น.
Counter : 196 Pageviews.  

คนข่าวเล่าเอง [เรื่องราวของคนข่าวมืออาชีพที่มารวมกันอยู่ที่นี่!!]

เนื่องจากมีน้องนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาติดต่อขอให้เขียนบทสัมภาษณ์ (งงไหม?) ก็คือสัมภาษณ์โดยการตอบคำถามจากการเขียนตอบ เนื่องจากปัญหาด้านเวลาที่ไม่ตรงกัน แต่ก็กลายเป็นบทสัมภาษณ์ดิบ (แต่ไม่ห่าม) ชิ้นนี้ครับ

เชิญอ่านแล้วแสดงทัศนะวิจารณ์กันได้ตามอัธยาศัยครับ...


คำถาม สัมภาษณ์ กลวิธีในการทำข่าวและมุมมองวงการข่าว
(ในมุมมองของผู้ประกาศข่าว)


PART 1
ชื่อ-สกุล
กานต์ จอมอินตา

หน้าที่ที่รับผิดชอบ
ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ช่อง News1
บริษัท ไทยเดย์ ดอท คอม จำกัด (ในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)

ก่อนหน้านี้ ทำอะไรมาก่อน
-ผู้ดำเนินรายการวิทยุ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง
-คอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ประจำจังหวัดลำปาง
-ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ-อสังหาริมทรัพย์ บริษัท วัฏฏะ คลาสสิฟายด์ส จำกัด

เหตุใด จึงรักที่จะทำงานข่าว
ด้วยพื้นฐานภายในที่เป็นคนชัดเจน เที่ยงตรง ซื่อสัตย์ต่อตนเองและสังคม รักในความถูกต้อง-ยุติธรรม จึงชอบที่จะทำหน้าที่ในการสื่อสาร ประกอบกับพื้นฐานภายนอก ที่เป็นคนชอบพูดคุย ซักถาม ชอบสื่อสารกับผู้คน มีความท้าทายเกิดขึ้นในทุกวินาทีที่ทำงานซึ่งทำให้ต้องใช้สติและสมาธิสูงในการทำข่าวที่สำคัญการประเมินผลการทำงานด้านข่าวไม่ต้องรอให้ถึงปลายปี เพราะทีที่พลาด การประเมินผลจากคนดูจะมาทันที บางทีถึงกับแสดงผลบนหน้าจอทีวีด้วยซ้ำไป ทำให้คนข่าวต้องระมัดระวังในการนำเสนอ แม่นยำในข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทั้งหมดก็ทำให้เป็นการฝึกฝนตนเองไปในตัว

อาชีพ คนข่าว เป็นอาชีพที่ไม่มีเวลาตายตัว อยากทรายว่าคุณแบ่งเวลาระหว่าง งาน กับชีวิตส่วนตัวอย่างไร
แน่นอนว่า เมื่อเลือกแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งธรรมชาติของคนข่าวที่ดีแล้ว 24 ชั่วโมงต้องยกให้กับข่าว เพราะข่าวเกิดขึ้นตลอดทุกวินาที ดังนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อรับกับสถานการณ์ข่าวที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นและคนข่าวไม่อาจเลี่ยงได้ นั่นจึงทำให้คนทำงานด้านข่าวสารจำเป็นต้องเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการตารางชีวิตของตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจกับคนรอบข้างถึงหน้าที่รับผิดชอบของการเป็นคนข่าว ถ้าหากจะถึงขั้นจำเป็นต้องเลื่อนหรือยกเลิกนัด ก็ต้องทำ แต่โดยรวมแล้ว การทำงานข่าวก็ยังคงต้องการเวลาความเป็นส่วนตัวเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ทั่วไปอยู่ดี เพียงแต่ไม่อาจแบ่งเวลาในแต่ละวันได้ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเวลาชีวิตของตนเองมากกว่า

งานชิ้นไหน ที่ภาคภูมิใจที่สุด
รายงานพิเศษ “กระบวนเรือพระราชพิธี พยุหยาตราชลมารค” เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เนื่องจากเป็นงานพระราชพิธีที่ทรงคุณค่า จึงต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมข้อมูลและรายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อลำดับถ่ายทอดโบราณราชพิธีให้ผู้ชมได้รับทราบ

PART 2
จะเป็นนักข่าว ได้ ต้องมีทักษะอะไร บ้าง
ทักษะคนข่าวอาจจะแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือคนที่เรียนมาทางด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน ก็จะมีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนข่าวทำข่าว ขณะที่คนที่จบมาเฉพาะทางอย่างรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเป็นนักข่าวได้ ที่สำคัญคือเป็นได้ดีด้วยซ้ำเนื่องจากมีความรู้เฉพาะตามสาขาที่เรียนมา ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจเนื้อหาสาระของข่าวสารได้ดีกว่า คนจำพวกแรก ขณะเดียวกันเรื่องการฝึกฝนทักษะด้านข่าวก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เหนืออื่นใด นักข่าวที่ดีควรมีทั้งความรู้ในเรื่องที่ต้องทำข่าวและพื้นฐานด้านการรายงานข่าว รวมไปถึงพื้นฐานลักษณะนิสัยอย่างเช่นการชอบตั้งข้อสังเกต ขี้สงสัย มีการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้น มีความละเอียดรอบคอบ มีความคล่องตัวสูง เป็นต้น ที่สำคัญต้องเคารพต่อจรรยาบรรณของการทำหน้าที่สื่อมวลชน

ในความคิดของคุณ อะไรควรจะเป็นข่าว หรือ ไม่เป็นข่าว (หลักเกณฑ์ในการตัดสิน)
ข่าวคือเรื่องราวข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ฉะนั้นทุกเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นข่าวได้หมด เพียงแต่ว่าจะเป็นข่าวหนักข่าวเบา เท่านั้นเอง

แหล่งข่าว ของคุณ ได้จากไหนบ้าง
ทุกอย่างรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับข่าวถือเป็นแหล่งข่าวทั้งสิ้น

เราจะตัดสินอย่างไร ว่าแหล่งข่าวที่ได้มา เชื่อถือได้
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวเกิดจากวิจารณญาณของผู้ชมคนดูคนอ่าน เราในฐานะคนกลาง มีหน้าที่รายงานนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ตัดสินแทนคนดูได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี

เวลาออกไปทำข่าวต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
เตรียมเนื้อหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับข่าวหรือเรื่องที่จะต้องไปทำ ปกติเวลาก่อนออกไปทำข่าว เราย่อมทราบอยู่แล้วว่า ประเด็นข่าวมีอย่างไร เป็นการเตรียมประเด็นคำถามที่ต้องการทราบจากแหล่งข่าว ส่วนเรื่องบุคลิกภาพเสื้อผ้าหน้าผม เป็นเรื่องปกติที่ต้องเตรียมมาตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้ว ที่สำคัญอย่าให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอกจนทำให้ดึงความน่าสนใจไปจากประเด็นเนื้อหาข่าวที่เราต้องการ

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำข่าว
ทั่วไปเช่น ไมค์ กล้อง (อันนี้ช่างภาพเตรียมเอง) ปากกา กระดาษ เทปอัดเสียง ยาดม (ล้อเล่น) ฯลฯ

กับแหล่งข่าว เรา ต้องมีการทำงานการบ้านอย่างไร บ้าง
อย่างที่บอก คือการจะสัมภาษณ์หรือถามไถ่แหล่งข่าวต้องทำการบ้านด้วยการเตรียมข้อมูลของเรื่องที่จะออกไปทำ รวมถึงข้อมูลของแหล่งข่าวทั้งส่วนตัวหรือทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้การสัมภาษณ์พูดคุยเป็นไปอย่างธรรมชาติและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

คุณมีหลักในการสัมภาษณ์แหล่งข่าวอย่างไร
ถามในสิ่งที่อยากรู้และเป็นประโยชน์ต่อเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ

คุณมีวิธีการคิดประเด็นสัมภาษณ์ อย่างไร
ประเด็นมาจากเนื้อหาหลักที่ต้องการนำเสนอ ประมวลเข้ากับข้อมูลพื้นฐานที่เรามีอยู่ เรียงลำดับเป็นประเด็นคำถามอย่างถูกต้อง เหมาะสม

ประเด็นในการสัมภาษณ์ มีการกำหนดกรอบไว้แค่ไหน
หากเรื่องไหนที่ไม่จำเป็นและเป็นข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปจนถึงขั้นละลาบละล้วงก็คงไม่ถาม แต่ถ้าหากว่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวข้องกับประเด็นข่าวก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถาม

เคยมีไหม ที่แหล่งข่าวกล้าบอกข้อมูล และ ย้ำว่า ข้อมูลห้ามเปิดเผย
เป็นเรื่องปกติ ที่แหล่งข่าวจะเปิดเผยข้อมูลที่ย้ำว่าไม่ให้เราเปิดเผยต่อ อาจจะด้วยความสนิทหรือไว้ใจกันหรือต้องการโยนหินถามทาง ใช้สื่อเป็นกระบอกเสียงทดลองก็ตามแต่ แต่หากว่าข้อมูลนั้นเหมาะกับการเปิดเผยให้ผู้ชมได้รับทราบ ก็เป็นเรื่องที่ต้องกระทำ ซึ่งหากว่านักข่าวที่สัญญาว่าจะปิดชื่อแหล่งข่าวไว้เป็นความลับต้องรักษาสัญญา ถ้านักข่าวถูกบรรณาธิการขอให้ระบุชื่อแหล่งข่าว นักข่าวควรแจ้งให้แหล่งข่าวทราบ ถ้าแหล่งข่าวต้องการปิดบังชื่อของตนจากบรรณาธิการ นักข่าวและบรรณาธิการต้องตัดสินใจว่าจะ ใช้ข้อมูล ที่ได้มานั้นหรือไม่ แม้ว่าจะมีเพียงนักข่าวคนเดียว เท่านั้น ที่ทราบว่าแหล่งข่าวคือใคร ดังนั้นวิธีการในการนำเสนอจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันการสงวนที่มาของแหล่งข่าวก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ

หลังจากที่ได้ข่าวมาแล้ว ต้องทำอย่างไร ต่อ
เรียบเรียงแล้วเขียนข่าว ตามกระบวนการต่อไป

โดยปกติ ในการส่งข่าวของคุณ ทำโดยวิธีใด
การส่งข่าวเข้าสถานี ไม่มีอะไรแปลก ยกเว้นแต่ว่า เร่งด่วนที่ต้องส่งข่าวทางโทรศัพท์ ก็จะจดข่าวคร่าวๆ เพื่ออ่านส่งทางโทรศัพท์แล้วให้รีไรเตอร์หรือผู้เรียบเรียงข่าวหรือหัวหน้าข่าวเป็นคนเขียนข่าวเพื่อให้ทันในการออกอากาศ เนื่องจากการทำข่าวโทรทัศน์จะแตกต่างตรงที่มีเรื่องเวลามาเป็นปัจจัยหลัก

สูตรสำเร็จในการเขียนข่าว คือ
การเขียนข่าวไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่หลักการเขียนข่าวที่ถูกต้องคือรายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เขียนข่าวอย่างไร ให้ได้ดี
การเขียนข่าวไม่ใช่การเขียนเรื่องสั้นหรือ นวนิยาย แต่เป็นการเขียนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่จะทำให้ข่าวนั้นน่าสนใจคือการใช้กลวิธีในการเขียน ให้ครบตามหลักในการสร้างประโยคในภาษาซึ่งก็มีเทคนิคแตกต่างกันออกไป

ปัญหาในการเขียนข่าวที่มักพบคือ
การเขียนข่าวภายใต้แรงกดดัน โดยเฉพาะเรื่องของเวลาซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำข่าวโทรทัศน์ ขณะเดียวกัน การเรียบเรียงเรื่องราวและนำเสนอออกมาให้ครบถ้วนตรงตามความเป็นจริงท่ามกลางเวลาที่กระชั้นชิดก็เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญไปให้ได้

ความยากง่ายของการเป็นผู้ประกาศข่าว
คงต้องแบ่งออกเป็น 2 คำตอบย่อย คือ1.การจะมาเป็นผู้ประกาศข่าวได้มีความยากง่ายอย่างไร คำตอบก็คือมีทั้งง่ายและยากปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาสและความสามารถ และคนข่าวตัวจริงเท่านั้นที่จะยืนอยู่ได้บนเวทีนี้ ขณะเดียวกันก็จะเกี่ยวพันกับคำถามข้อ 2. คือความยากง่ายของการเป็นผู้ประกาศข่าวมีอะไรบ้าง คำตอบคือ การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การรักษาแชมป์ยิ่งยากกว่า กล่าวคือการจะเป็นผู้ประกาศข่าวที่ดีนั้น ต้องเต็มที่กับความรับผิดชอบทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งเรื่องการรายงานข่าวให้ถูกต้องตามหลักภาษา นำเสียงลีลาที่น่าติดตาม รวมถึงความรู้จริงที่มีต่อเนื้อข่าวนั้นๆ ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งผ่านมายังหน้าจอเพื่อให้คนดูเป็นผู้ตัดสินว่า คนคนนี้เหมาะกับการทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวหรือไม่

ประสบการณ์ ที่ผ่านมา เอื้อ ต่อการทำงานตรงจุดนี้ อย่างไร
โชคดีที่ตนเองมีประสบการณ์ในการทำข่าวหนังสือพิมพ์มาก่อน ซึ่งจะได้เปรียบตรงที่ได้ฝึกให้สร้างความลึกในข้อมูลและมีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ อันเกิดจากการชอบอ่านหนังสือซึ่งจะทำให้เกิดคลังคำที่มากขึ้น สามารถหยิบจับมาใช้ได้แม้จะมีเรื่องเวลาเข้ามากดดัน เนื่องจากเป็นความคุ้นชินในการใช้คำอยู่แล้ว

ปัญหาที่พบกับรายการสด คือ
อาจจะแบ่งได้เป็นปัญหาทางเทคนิค กับปัญหาส่วนตัว
ปัญหาทางเทคนิค เช่น เรื่องเสียง เรื่องภาพ สัญญาณการออกอากาศ การให้คิว ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดจากเรา แต่ก็ทำให้เราคือผู้ประกาศซึ่งเป็นคนเบื้องหน้าต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ทันท่วงที
ขณะที่ปัญหาส่วนตัว ก็มีทั้งการขาดความรู้ในข้อมูลเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอหรือนำเสนอข้อมูลที่คาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอ หรือการจัดการควบคุมสภาวะทางอารมณ์ในขณะนั้นให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าเพิ่งจะคุกรุ่น โมโหแบบสุดขีดมาก็ตามแต่ ซึ่งต้องเข้าใจว่า คนดูไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรามาก่อนหน้านี้ ดังนั้นโชว์ก็ต้องโกออนต่อไปแบบไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

มองรายการข่าวต่างจากรายการประเภท อื่น อย่างไร
รายการข่าว คือรายการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรืออากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่พึงระวัง

อุปสรรค ในการทำงาน ในฐานะผู้ประกาศข่าว คือ
การทำงานแข่งกับเวลาและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่วนเรื่องข้อมูลข่าวสารรอบตัวที่ต้องนำมาใช้ในการนำเสนอข่าวนั้นอาจไม่ถือเป็นอุปสรรค เพียงแต่เป็นความยากที่รอการพิสูจน์เพื่อให้ฝ่าฝันไปได้มากกว่า

สูตร สำเร็จ ในการทำงานของผู้ประกาศข่าว คือ
ทุกอาชีพไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ผู้ประกาศข่าวก็เช่นกัน ที่สำคัญผู้ประกาศข่าวต้องรักษาความสดของข้อมูลและติดตามตรวจสอบความเป็นไปของข้อมูลข่าวสารอยู่อย่างเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุด ของคน ข่าวเบื้องหน้า คือ
เคารพในหน้าที่การงาน เคารพในแหล่งข่าวข้อมูล เคารพคนดูซึ่งเป็นผู้รับสารและส่งสารกลับมาได้ในทันท่วงทีและที่สำคัญ เคารพตนเอง


PART 3
มองวงการ ข่าวโทรทัศน์ ทุกวันนี้เป็นอย่างไร
ทุกวันนี้โทรทัศน์หลายช่องพยายามทำให้ข่าวเป็นเหมือนรายการโชว์รายการหนึ่ง ที่อาศัยรูปแบบในการนำเสนอโดยขาดพื้นฐานของการทำหน้าที่ “ข่าว” เนื่องมาจากเหตุผลทางธุรกิจ และยกเหตุผลเรื่องความง่ายในการเสพข่าวสารของคนดูมาเป็นข้อง่าย เช่นการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ เลยเถิดไปถึงขั้นอ่านข่าวจากนิตยสารให้ฟังเพื่อให้ครบๆ ตามเวลาที่กำหนด ทำให้ขาดการนำเสนอที่สะท้อนความเป็นจริงที่ต่างจากข่าวบนหน้ากระดาษทั่วไป นอกจากนี้ข่าวโทรทัศน์ในปัจจุบันยังไม่มีวิจารณญาณมากพอว่า ข่าวนั้นมีตื้นลึกหนาบางเพียงใด มีประเด็นที่กระทบต่อสังคมมากกว่านี้หรือไม่ เพียงแต่อ่านออกเสียงได้ก็นำมาอ่านข่าวให้คนฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง คนข่าวควรทำหน้าที่ในการไตร่ตรอง ศึกษา ข้อมูลอย่างถ่องแท้ก่อนนำเสนอเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ระดับสติปัญญาของคนดู

คิดว่า การทำงานข่าวของ สื่อโทรทัศน์ กับ สิ่งพิมพ์ ต่างกัน หรือไม่ อย่างไร
ถ้าในแง่ของหัวใจหลักในการนำเสนอข่าวคือข้อเท็จจริง การทำงานข่าวของสื่อโทรทัศน์กับสื่อสิ่งพิมพ์คงไม่แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์จะมีเนื้อหารายละเอียดที่มากกว่า มีประเด็นที่ลึกและหลากหลายกว่า ซึ่งก็เป็นการต่อเนื่องไปจากข่าวโทรทัศน์ที่ต้องอาศัยความสด รวดเร็ว กระชับ ฉับไว บนเนื้อที่และเวลาที่จำกัด ทำให้ไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้มากเท่าข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์

มองเรื่องการบริโภคข่าวของคนไทย อยู่ในระดับใด
ปัจจุบันคนไทยให้น้ำหนักกับการบริโภคข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากเรตติ้งรายการข่าวแต่ละรายการ ขณะเดียวกันพฤติกรรมการบริโภคข่าวของคนก็เปลี่ยนไป เนื่องมาจากการที่แต่ละช่องปรับวิธีการนำเสนอข่าวโดยให้เหตุผลว่าย่อยข่าวเพื่อให้คนดูรับได้ง่ายขึ้น โดยขาดความลึกซึ้งและประเด็นต่อไปของข่าว ซึ่งก็ทำให้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในคราวเดียวกัน

มีความคิดอย่างไร เกี่ยวกับ รายการข่าว แบบ เล่าข่าว
อย่างที่บอกไปว่าการนำเสนอข่าวบนพื้นฐานของความง่ายในการรับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการย่อยมาแล้วรอบแรกจากทีมงาน รอบสองจากพิธีกรผู้ประกาศ ซึ่งทั้งหมดจะคำนึงถึงรูปแบบการนำเสนอแบบง่ายๆ สบายๆ อะไรที่ลึกเกินกว่าคนดูจะเข้าใจก็ไม่ต้องพูด ซึ่งก็ทำให้ก่อนที่ข่าวสารนั้นจะมาถึงคนดู ก็คงไม่เหลือคุณค่าใดๆ นอกจากกาก ก็เลยทำให้คนดูขาดมิติในการไตร่ตรองข้อมูลประเด็นข่าวสารอื่นๆ ที่มากกว่านั้น

คุณคิดว่าอะไร ที่ทำให้ รายการข่าว ของ ASTV มีฐานผู้ชม เหนียวแน่น
ASTV มีความต่างจากฟรีทีวีตรงที่ก่อนจะดูได้ต้องเสียเงินหรือต้องสรรหามาดู ดังนั้นคนที่ดู ASTV จึงเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการข้อมูลทางเลือกที่ต่างจากที่สื่อฟรีทีวีไม่ได้นำเสนอ และโดยพฤติกรรมของคนดูแล้ว เมื่อเกิดความพยายามในการสรรหามาดู ก็ทำให้ยืนหยัดในการดู ASTV มากกว่าสถานีโทรทัศน์อื่นๆ ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารแทบไม่มีความแตกต่างกัน และข้อมูลจากเอซี เน็ลสัน บอกว่าคนที่ดู ASTV ในแต่ละวันจะดูประมาณ 3 - 4 ชั่วโมงติดต่อกัน เรียกว่าเปิดแช่ไว้เลยทีเดียว

มองจรรยาบรรณ สื่อไทย ในปัจจุบัน นี้ เป็นอย่างไร
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เคยกล่าวไว้ว่าผู้ใดไร้จรรยาและธรรมะก็จะกลายเป็นผู้ไร้เกียรติยศ โดยเฉพาะอาชีพสื่อที่ต้องอาศัยจรรยาในการประกอบสัมมาชีพ ขณะเดียวกันปัจจุบันจรรยา ของสื่อไทยถูกทำลายลงไปมาก เนื้อหาหลักๆ อย่างการปกป้องข้อมูลแหล่งข่าว หรือการเขียนข่าวเพื่อตอบสนองผู้มีอุปการคุณตามรายการคุณขอมา หรือรายการคุณลงโฆษณา จะเห็นได้ว่ามีมากขึ้น ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่สื่อเพื่อตนเอง ขัดกับจรรยาที่บอกว่าต้องใช้พื้นที่สื่อเพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อประชาชนและสังคม นอกจากนี้สื่อในปัจจุบัน นิยมแสดงความคิดเห็นลงไปในข้อมูลข่าวสาร อันเนื่องมาจากเทรนด์ของรายการที่เป็นรูปแบบการเล่าข่าวสบายๆ ก็ทำให้ไม่ทันได้คิดไตร่ตรองว่าความคิดเห็นที่ส่งออกไปนั้นจะกระทบกับประชาชนและสังคมอย่างไรบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้วจรรยาบรรณสื่อข้อหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการแยกความเห็นออกจากข้อเท็จจริง และระมัดระวังในรูปแบบและการใช้ถ้อยคำที่สื่อสารออกไปยังคนดู


คิดอย่างไร กับเสรีภาพ ของสื่อ ในยุครัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการ
คิดว่าสื่อในยุคปัจจุบันค่อนข้างมีเสรีกว่าเมื่อประมาณปีที่แล้วย้อนหลังไปอีก 5 ปี เนื่องจากรัฐบาลก่อนการรัฐประหารให้น้ำหนักกับความเป็นสื่อมากจนทำให้ต้องเกิดความพยายามในการแทรกแซงสื่อ ซื้อสื่อ และกุมอำนาจสื่อไว้ในมือ โดยเฉพาะสื่อที่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคง (ของตนเอง) ถ้าเป็นสื่อของรัฐอย่างวิทยุและทีวี คงไม่มีปัญหาสักเท่าไร เพราะกุมไว้ได้ อยากสั่งปลดใครหรือรายการใดก็ทำได้ (เหมือนที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์เคยเผชิญมาแล้ว) แต่ถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์มักมีกระบวนการแปลกๆ เกิดขึ้น เช่นการให้เงินคอลัมน์นิสต์เพื่อเขียนเชียร์ การพยายามขู่ด้วยการงดลงโฆษณา เหล่านี้ถือว่าเป็นกระบวนการในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อทั้งสิ้น ซึ่งหากเทียบกับปัจจุบันนี้ ยังไม่มีความรุนแรงที่คุกคามเสรีภาพสื่อถึงขั้นนั้น

มองอนาคตสื่อไทยเป็นอย่างไร
หลังจากหมดยุคของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ได้ชื่อว่าแทรกแซง-แทรกซื้อ สื่อมากที่สุด ก็ทำให้สื่อกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และสื่อเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเรื่องรูปแบบและความคิด หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันอาจจะมีความเห็นที่แย้งกันมากในตัวก็เป็นได้ ขณะที่รูปแบบก็จะแปรเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ไม่ได้จำกัดเพียงหน้ากระดาษหรือฟรีทีวีอีกต่อไป ทำให้สื่อแท้และสื่อเทียมมีการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ เพื่อจะได้คานกัน ขณะเดียวกันประชาชนซึ่งเคยเป็นผู้รับสาร ก็จะกลายเป็นผู้ส่งสารได้ในเวลาเดียวกัน คือสามารถทำสื่อเองได้ ง่ายๆ ก็เช่นการโพสข้อความลงในอินเทอร์เน็ต เพื่อแสดงความคิดเห็น แสดงข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ตลอดจนการหลอมรวมกันของสื่ออย่างเช่น ASTV ที่ผนวกเข้ากับคลื่นวิทยุยามเฝ้าแผ่นดิน และเว๊ปไซต์ แมเนเจอร์ออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้อนาคตของสื่อและประชาชนมีส่วนร่วมซึ่งกันและกันมากขึ้น

มอง อนาคต ทีวีผ่านดาวเทียม ในไทยไว้อย่างไร
ในปัจจุบันเมืองไทยมีทีวีผ่านดาวเทียมเกิดขึ้นมากมายหลายสิบช่องที่เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศ กสช. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลี่ยงบาลีกฎหมายและมีต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก โดยมีข้อดีตรงที่ลดเรื่องต้นทุนค่าเช่าเวลาจากสถานีฟรีทีวีได้ รวมถึงการเปิดกว้างทางเนื้อหาสาระที่ไม่ถูกจำกัดมากเท่ากับฟรีทีวี อันจะทำให้สามารถสื่อสารกับคนดูได้ตรงกลุ่มเป้าหมายในลักษณะของนิชมาร์เก็ตได้มากกว่า แม้ว่าตอนนี้ทีวีผ่านดาวเทียมจะยังไม่เป็นที่ยอมรับของเอเยนซี่โฆษณาพอที่จะเทเม็ดเงินโฆษณาลงมา แต่ก็ยังมีสินค้าบางตัวที่ให้การสนับสนุนบางรายการในทีวีดาวเทียมอย่างเช่น ASTV ที่มี DTAC เข้ามาลงโฆษณาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบทักษิณและ AIS ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูหลักของ ASTV ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าหาก กสช.มีความชัดเจน ก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจทีวีผ่านดาวเทียมได้รับความสนใจทั้งจากผู้ประกอบการสื่อ คนดูและเอเจนซี่โฆษณาอย่างแน่นอน

มองเรื่อง อนาคต ทีวี สาธารณะ ของไทย ไว้ อย่างไร
คงมองอย่างที่หลายคนเป็นห่วงโดยเฉพาะเรื่องหลักประกันในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารว่าจะปลอดการแทรกแซงจากรัฐและทุนได้ ซึ่งก็คาดว่าคณะกรรมการที่จะมีการแต่งตั้งขึ้นทั้ง 5 ชุด ตลอดจนการวางรูปแบบที่มาของรายได้ของทีวีสาธารณะคงสร้างหลักประกันความอุ่นใจให้กับทีวีช่องนี้ได้พอสมควร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจะทำอย่างไรให้ทีวีสาธารณะช่องนี้ไม่เป็นสุสานรายการ เหมือนที่พูดๆ กันไว้ถึงช่อง 11 ขณะเดียวกันรายการต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อออกอากาศให้คนได้ชมกันทั้งประเทศนั้น ทำอย่างไรถึงจะเป็นรายการที่ประชาชนชื่นชอบที่จะติดตามดูกันอย่างต่อเนื่อง ครบถ้วนทั้งสาระข่าวสาร ข้อมูลในทุกด้าน รวมไปดึงมีความบันเทิงเกิดขึ้นในการรับชมด้วย

คุณมองว่านักข่าวรุ่นใหม่ ควรเป็นอย่างไร
นักข่าวไม่ว่าจะรุ่นไหนจะใหม่หรือเก่า ย่อมต้องก้าวสู่บนพื้นฐานเดียวกันคือการทำหน้าที่ตีแผ่ รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนและสังคมได้รับทราบ มีการขวนขวานหาความรู้ข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ศึกษาประเด็นเนื้อหาข่าวโดยเฉพาะในสายข่าวที่เราประจำอยู่ ซึ่งถ้าหากเข้าใจในสถานภาพของตัวเองแล้ว จะทำให้ยืนอยู่บนถนนสายนี้ได้นานและได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านักข่าวที่ไม่มีไฟ ไม่มีความกล้า ไม่ชอบตั้งคำถาม ซึ่งลักษณะเช่นนี้นักข่าวรุ่นไหนก็มีปะปนไปด้วยกันทั้งสิ้น

สิ่งที่อยากฝากถึง น้องๆ นักศึกษา ที่กำลังจะก้าวมาทำงานในวงการข่าว นี้
อันดับแรกคือเรื่องของใจ ใจที่รักและอยากทำงานที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้ ข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน หลายคนคิดเพียงว่าจะใช้บันไดของการเป็นผู้ประกาศข่าวเพื่อกรุยทางสู่ความมีชื่อเสียงเงินทอง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะอาชีพผู้ประกาศยืนหยัดอยู่บนภาพของความน่าเชื่อถือ เมื่อใดที่ความน่าเชื่อถือถูกลดทอนลง เมื่อนั้นคุณค่าในตัวผู้ประกาศข่าวก็จะลดตามลงไป และทำให้วงกลมนั้นเล็กลงทุกที




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 0:39:00 น.
Counter : 258 Pageviews.  

HuaHin Jazz 2007 จืดสนิท เหตุเจอน้ำกร่อยปนน้ำเค็มริมหาด

นับเป็นการเข้ากั๊นเข้ากันของสามสิ่งก็คือดนตรีแจ๊ส ชายหาด และบรรยากาศของการผ่อนคลาย ที่ชวนให้คนนับหมื่นมุ่งหน้าสู่หัวหินกับเทศกาลดนตรี “หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2007” (Hua Hin Jazz Festival 2007) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ประจำในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน ก่อนจะเริ่มต้นฤดูฝนอย่างเป็นทางการ

โดยปีนี้ทางเทศบาลเมืองหัวหิน กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม 5 ดาว และ CM Organizer สรุปกันตรงกันว่าจะลดจำนวนวันลงเหลือเพียง 2 วัน คือศุกร์-เสาร์ เท่านั้น และยุบรวมเหลือเพียงเวทีการแสดงเดียว แถมศิลปินแจ๊สอิมพอร์ตในปีนี้ยังมีแค่ 2 วงเท่านั้น คือ Montefiori Cocktail 2 หนุ่มดูโอจากอิตาลี กับผลงานแนว Lounge Music จากค่าย EMI และ Caroline Henderson จากค่าย Hitman โดยจะเป็นโปรแกรมสุดท้ายในแต่ละวัน ซึ่ง Caroline Henderson เลือกที่จะมาแสดงที่เมืองไทย แทนการไปขึ้นรับรางวัลเวนิช แกรมมี่ สาขาเพลงแจ๊ส ที่เพิ่งประกาศผลกันไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โชคยังดีที่ศิลปินต่างชาติทั้งสอง เป็นที่ชื่นชอบและมีเสน่ห์เฉพาะตัวมากพอสมควรจึงทำให้คอเพลงแจ๊สเมืองไทยยังไม่ทิ้งหัวหินแจ๊สไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหากปีต่อไปยังคงเป็นเช่นนี้ จำนวนผู้มาร่วมงานจะลดลงชัดเจนเหมือนปีนี้กว่าหรือไม่

ขณะที่นักร้องฝั่งไทย ก็มีที่คุ้นหูกันหลายคนไม่ว่าจะเป็น เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ ที่ขึ้นแสดงพร้อมมาเรียม อัลคาลาลี รวมทั้ง เกลดีล่า กลุ่มบลอซซ่า บลอสซั่ม, อ.โปรด ธนภัทร และดร.เด่น อยู่ประเสริฐ

ส่วนนักดนตรีแจ๊สของไทยที่ขึ้นเวทีในปีนี้ ก็มีทั้งศิลปินแจ๊สดาษๆ และแจ๊สดีๆ ที่เป็นคลื่นลูกที่สองของวงการแจ๊สไทยอย่าง วง “แจ๊ส ปากน้ำโพ” ที่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศรุ่นจูเนียร์ จากการแข่งขันแจ๊สชิงถ้วยพระราชทานปีล่าสุดมาหมาดๆ และแน่นอนว่ามาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย “สฤษฏ ตันเป็นสุข” มือทรัมเป็ตของวงและยังเป็นมือทรัมเป็ตของวง T-Bone อีกด้วย

ฟากดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ส่ง “S.U. Jazz Quintet” ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักศึกษา 5 คนที่เคยเดินทางไปร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สที่ University of Northern Colorado มาแล้ว แถมยังมีถึง 3 คนในตำแหน่ง แซ็กโซโฟน, เปียโน และกลอง ที่คว้ารางวัล Outstanding Musician ติดมือกลับมาอีกด้วย

ส่วนวง Quintet-X ที่รวมตัวกันระหว่าง 5 นักดนตรีรุ่นใหม่ และเคยได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่น Open จากรายการ Thailand Jazz Competition ครั้งที่ 2 ด้วย แถมให้อีกนิดว่ามือเปียโนของวงนี้ คือ “สรรเสริญ วงศ์รัตนะ” ซึ่งเคยออกอัลบั้มในนามวง Dos ค่าย GMM Grammy มาแล้ว

นอกจากนี้ก็ยังมีวงที่น่าจับตาคือ OMAH Special Quartet ซึ่งมาพร้อมกับนักร้องหญิงน้ำเสียงนุ่มลึกอย่าง Rydsma S. Amoy ซึ่งแต่ละคนก็ต่างมีประสบการณ์ทางดนตรีมานาน, วง T. Mandrake ของ Jay Zieseniss นักดนตรีหนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิส-อเมริกัน, วง Air & The Super Band, วง Young Blood Band ที่มาพร้อมกับ อาจารย์นุ วงแม้นศรี ฯลฯ

ซึ่งความพิเศษของหัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล ในปีนี้คือศิลปินที่มาร่วมแสดงบนเวทีจะอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมาบรรเลงในรูปแบบของตนเองเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาอีกด้วย

เหตุผลที่ทำให้งานแจ๊สหัวหินปีนี้ ดูจืดจางเหมือนมีน้ำกร่อยเข้ามาเจือปนแจ๊สริมทะเลที่เข้มข้น ก็เป็นเพราะสาเหตุด้านเศรษฐกิจที่ไม่กระเตื้องอันเนื่องมาจากพิษการเมืองเป็นสำคัญ

โดยเฉพาะงบประมาณการจัดงานในปีนี้ที่ลดลงเกือบ 40% และเล่นเอาผู้จัดอย่าง CM ควักเนื้อตัวเองต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของการจัดงาน

ท่ามกลางความหน้าบานของผู้สนับสนุนที่คุ้มสุดคุ้มและคนดูบางกลุ่ม ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองหลวงและเลือกเอาหัวหินแจ๊ส เป็นสถานที่ในการพบปะพูดคุยระหว่างกัน ตลอดทั้งคืน...

มากกว่าการนั่งฟังดนตรีริมชายหาด




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2550    
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 23:58:26 น.
Counter : 158 Pageviews.  

"แสงศตวรรษ : แสงแห่งเสรีภาพยนตร์" update!!

หลังจากเกิดกระแสการต่อสู้เรียกร้องให้สื่อภาพยนตร์มีเสรีภาพในการนำเสนอ ซึ่งเป็นประเด็นมาจากการที่คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ (กองเซ็นเซอร์) มีมติให้หนังเรื่อง แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) ของผู้กำกับ เจ้ย-อภิชาตพงษ์ วีระเศรษฐกุล ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ใน 4 ฉาก โดยกองเซ็นเซอร์จะไม่คืนฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่ผู้สร้างในสภาพเดิมและจะคืนให้ต่อเมื่อได้ตัดทั้ง 4 ฉากนั้นทิ้งเสียก่อน แม้ว่าผู้สร้างจะยืนยันว่าไม่เข้าฉายในเมืองไทยแล้วก็ตาม

ซึ่งก็ทำให้เกิดการรวมตัวกันของมูลนิธิหนังไทย สมาคมผู้กำกับไทย นิตยสารไบโอสโคป และคิกแมชชีน รวมถึงกลุ่มบุคคล ในนามเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ ที่ได้มีการจัดเสวนา เพื่อให้มีการจัดระเบียบการฉายภาพยนตร์ และเรียกร้องเสรีภาพของผู้สร้างภาพยนตร์ เนื่องจาก เห็นว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 นั้น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ตัวแทนจากมูลนิธิหนังไทย บอกว่า การรวมกลุ่มเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดเห็น เป็นไปตามแนวทางของประชาธิปไตย เพราะการประท้วงคือแบบฝึกหักที่จะแสดงออกซึ่งการอยู่ร่วมกัน

ขณะที่จิรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ และนักแปลภาพยนตร์ชื่อดังบอกว่า หากจะบอกว่าไทยเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ก็น่าจะทำตามแบบอย่างสำเร็จรูปของประเทศที่เจริญแล้วในการให้เสรีภาพยนตร์ด้วยการนำระบบเรตติ้งซึ่งเป็นระบบสากลมาใช้ พร้อมกันนี้ยังได้เสนอให้กองตรวจพิจารณาภาพยนตร์ได้พิจารณาการทำหน้าที่ของตนเองด้วย

โดยจากนี้เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ จะได้มีการขยายวงการแสดงความคิดเห็นต่อระบบการเซ็นเซอร์ และพิจารณาว่ากฎหมายเหล่านี้สมควรได้เวลาเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเวปไซต์ //www.petitiononline.com ก่อนจะมีการเคลื่อนไหวต่อไป




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 21:26:27 น.
Counter : 221 Pageviews.  

1  2  3  4  

Kant Journey
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google
Friends' blogs
[Add Kant Journey's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.