"ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา"
Group Blog
 
All Blogs
 

บันได ๑๓ ขั้น ปริศนาจากแดนประหาร : ปริศนาของชีวิตและความยุติธรรม


"การตัดสินลงโทษ ประหัตประหารชีวิตมนุษย์นั้น
เป็นสิทธิ์ของมนุษย์ด้วยกันเองโดยชอบธรรมหรือ ?"



ข้างต้นนี้ คือคำถามที่เป็นที่มาของหนังสือนิยาย
เรื่อง "บันได ๑๓ ขั้น ปริศนาจากแดนประหาร"
(ชื่อญี่ปุ่น 13階段 ทะคะโน คะซุอากิ เขียน วราภรณ์ พิรุณสวรรค์ แปล)

เรื่องของนักโทษชายคนหนึ่งชื่อ "จุนอิชิ"
ถูกข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อคุมประพฤติ

หลังถูกจองจำในคุกมาสองปีเต็ม
เขาได้พบกับอิสรภาพที่มาพร้อมกับความหวาดกลัวรวมทั้งความขมขื่น
เมื่อได้รับรู้ว่าทางบ้านต้องเดือดร้อนเพียงใดจากคดีที่เขาก่อขึ้น

...และแล้วความหวังก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า...
เมื่ออดีตผู้คุมได้ว่าจ้างเขาเพื่อร่วมกันทำงานสืบหาหลักฐานพิสูจน์ว่า
นักโทษประหารคนหนึ่งว่า "บริสุทธิ์" ในเวลาสามเดือน
ผลตอบแทนนั้นคือเงินก้อนใหญ่ที่จะช่วยทางบ้านได้

แต่ว่า...งานนี้ไม่ง่ายเลย
ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรม
นักโทษประหารผู้นั้นจำอะไรไม่ได้
นอกจากความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับ "บันได" เท่านั้น
แถมพื้นที่สืบสวนก็บังเอิญเป็นที่เดียวกับคดีของจุนอิชิเอง
ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากขึ้น ...และอันตรายมากขึ้นไปอีก


นอกเหนือไปจากการผูกโครงเรื่องที่ชาญฉลาด หลอกล่อ
และบรรยากาศที่ชวนติดตามของนิยายแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าในนิยายเรื่องนี้
คือการหยิบยกปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่น
และรวมไปถึงปัญหาที่ถูกถกเถียงกันมาเนิ่นนาน
เกี่ยวกับ "โทษประหาร"

เล่าผ่านทางตัวละครผู้มีอุดมการณ์แต่สับสนในแนวคิดอย่างเช่นอดีตผู้คุม
ผ่านมุมมองของคนบริสุทธิ์คนหนึ่งที่ต้อง "ฆ่า" ผู้ที่ถูกตัดสินว่าไม่บริสุทธิ์
ต่างเป็นการต่อสู้ระหว่างความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความเชื่อ และความหวาดกลัว




โทษประหารได้ชื่อว่าเป็นโทษที่เก่าแก่
พอๆ กับประวัติศาสตร์ชนชาติของมนุษย์เลยทีเดียว
และแนวคิดในการประหารนี้ก็แบ่งก็ได้กว้างๆ เป็น สามแนวคิด

แนวคิดแรกก็คือ การลงโทษเพื่อตามสนอง
จะเรียกว่าการแก้แค้นคืนให้ผู้ถูกกระทำและครอบครัวก็ได้
ว่ากันว่าแนวคิดนี้ เป็นการคิดถึงความรู้สึกส่วนบุคคลเกินไป
ไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม

แนวคิดที่สองคือ การลงโทษเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาชญากรรมซ้ำขึ้นอีกในสังคม
เรียกว่าไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง...ก็ว่าได้
คุ้นๆ ไหมคำนี้ แนวคิดนี้แหละที่ทำให้เกิดระบบลงไม้เรียวหน้าเสาธง

แนวคิดสุดท้าย เป็นการป้องกันไม่ให้นักโทษออกไปทำผิดได้อีก

มีคำแย้งตามตรรกะง่ายๆ สำหรับแต่ละแนวคิดดังนี้

หนึ่ง
การแก้แค้นนั้นทำให้เกิดผลดีขึ้นจริงหรือไม่
ผู้ตายสามารถรับรู้ได้หรือ..
ครอบครัวผู้ตายจะรู้สึกดีขึ้นจากการตัดชีวิตอาชญากรจริงหรือ
และการแก้แค้นนั้นไม่ได้ทำให้เกิดวงจรความแค้นใหม่ขึ้นอีกหรือ

สอง
หากเป็นเช่นนั้นจริง...
โลกที่มีตัวอย่างของอาชญากรที่ประสบชะตาอันเลวร้าย
น่าจะทำให้ไม่มีใครเอาเป็น "เยี่ยงย่าง" อีกแล้วใช่หรือไม่
หลายครั้งที่อาชญากรรมไม่ใช่ผลของความเลว
และความกลัวโทษทัณฑ์มิใช่สิ่งปกป้องอาชญากรรมเสมอไป

สาม
การกักกันให้นักโทษอยู่ในคุกไม่ได้ป้องกันสิ่งนั้นแล้วหรือ
และคนที่เป็นฆาตกรต้องเลวทุกคนหรือ



เหตุผลที่สำคัญที่สุดของเหล่าผู้สนับสนุนการยกเลิกโทษประหาร
ก็คือ "สิทธิมนุษยชน"ของนักโทษประหาร
ซึ่งส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์ในชีวิตมากเท่าๆ กับมนุษย์ผู้อื่น
และมนุษย์นั่นไม่น่าจะมีหน้าที่ลงโทษมนุษย์ด้วยกันเอง...

"ในเมื่อการฆ่าคนเป็นความผิด
แล้วการฆ่านักโทษประหารเป็นความถูกต้องหรือ?"


คำถามนี้ ไม่ใช่จุดจบของปัญหา
หากเป็นการเปิดประเด็นปัญหาอีกมากมายสำหรับกระบวนยุติธรรม


เหมือนที่นิยายเล่มนี้บอกไว้นั่นล่ะ

ผู้คุม คือ คนที่โชคร้ายที่สุดในโลก
เพราะต้องทำความชั่วร้ายที่สุด
เพื่อปกป้อง(สิ่งที่ถูกเชื่อว่าเป็น)ความถูกต้องอันสูงสุด
และต่อสู้กับความน่าจะเป็นที่ว่า ผู้ถูกประหารอาจเป็นผู้บริสุทธิ์
เมื่อนั้น...ผู้คุม ก็จะกลายเป็นฆาตกรโดยไม่เจตนา...???

เพื่อป้องกันกรณีความบกพร่องในกระบวนการ จึงมีระบบอภัยโทษเกิดขึ้น
แต่ก็เพราะระบบอภัยโทษนี่แหละ ที่ทำให้กระบวนการตัดสินโทษทัณฑ์นี้
ไม่เป็นความยุติธรรมโดยสมบูรณ์...

แต่หากปราศจากโทษทัณฑ์แล้ว สังคมจะเป็นอย่างไร

พ่อแม่เด็กหญิงตัวน้อย จะทนเห็นฆาตกรฆ่าข่มขืนลอยนวลอยู่ได้ไหม...?
จะมีอะไรที่มาหยุดรั้งจิตใจคนให้กลัวในผลของอาชญากรรมได้...?
แล้วบรรทัดฐานของสังคมนั้นจะอยู่ที่ใด...?

เพราะเหตุนี้...
เราจึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติ กฎ ข้อบังคับของสังคม
เพื่อให้สังคมนั้นดำรงอยู่ได้


กฎหมาย มิใช่บทบัญญัติอันถูกต้องเสมอไป
กฎหมาย อาจถูกเย้ยหยันตราหน้า ว่าเป็นไม้บรรทัดคดงอในบางครั้งบางครา

ความยุติธรรมนั้นอาจจะไม่มีอยู่ในโลกจริง เพราะโลกใดๆ ก็ไม่อาจตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน

หากแต่ว่า กฎหมาย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อนสังคมมนุษย์
เพื่อให้ผู้คนหลายจิตหลากใจ อยู่ร่วมกันได้โดยไม่วุ่นวายเกินไป
ตราบใดที่โลกนี้ยังเป็นภาพสะท้อนของ "ความชั่ว" และ "ความดี"


"...หากยอมให้มีการประหารชีวิตโดยศาลเตี้ย
การล้างแค้นย่อมก่อให้เกิดการล้างแค้น
แล้วการล้างแค้นซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดจะเริ่มต้นขึ้น
เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนั้น
ใครสักคนต้องลงมือแทน..."





ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทษประหาร

เว็บไทย //www.ucl.or.th/data_file/death_th2.pdf
"โทษประหารชีวิตในประเทศไทย"
โดย สมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน(UCL) สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH)




ในแผ่นที่โลกข้างบนนี้ สีฟ้าคือประเทศที่ยกเลิกโทษประหารโดยสิ้นเชิง โดยหลายประเทศได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ นิกายโรมันแคทอลิค



ปล.
ถัดจากนี้คือคอมเมนท์ที่มีเพื่อนๆ เรามาเขียนให้
ตอนที่เอาบลอกนี้ไปลงในสเปซ คัดมาบางส่วนที่น่าสนใจค่ะ
(อันสุดท้ายคือส่วนหนึ่งจากหนังสือเรียนวิชากฎหมายของญี่ปุ่นค่ะ)



"อย่างเช่นโทษประหารนี่ เพราะว่ามนุษย์กลัวความตายเป็นที่สุด คิดถึงว่า ถ้าจะตายเเล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันน่ากลัวมากเลย เคยได้ยินคนพูดว่า ถ้าต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ตายดีกว่า แต่พอจะตายเข้าจริงๆ ร้อยทั้งร้อยล่ะมั้งที่จะขอลำบากแค่ไหนก็ได้ ให้มีชีวิตอยู่
ลองถ้าความตายไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์กลัวสิ โทษประหารก็จะไม่เกิดขึ้นหรอก จริงไหมล่ะ"


"...การประหาร หรือการฆ่าให้ตายอย่างถูกต้องตามกฏหมาย มันก็แค่การแก้ปัญหาปลายเหตุ ถามว่ามันทำให้อะไรดีขึ้นไหม สังคมมันดีขึ้นไหม ก็เปล่า
...มันไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มันต้องแก้เข้าไปถึงรากเหง้าของระบบ แก้ที่ความคิดจิตใจของคน ระบบการศึกษา การปลูกฝังทางศีลธรรมความรู้จักผิดชอบชั่วดี ครอบครัว คุณภาพชีวิตขอประชากร งาน รายได้ ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันหมด...แยกออกจากกันยาก ...."


"เหตุผลหนึ่งของโทษประหาร คือ ป้องกันการเกิดคดีที่อาจจะเกิดจากญาติของผู้เสียหายได้อีกอย่าง แม้โทษประหารจะไม่ทำให้เค้าได้รับสิ่งทดแทนสิ่งที่เสีย แต่ก็เป็นการทำให้จิตใจเค้าสงบลงได้บ้าง"


"ถ้าจะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแล้ว เราก็จะไม่สามารถลงโทษนักโทษคนใดได้เลยไม่ใช่หรือ เพราะไม่ว่าการจับกุม ขังคุก ต่างๆ สรุปโดยรวมรวมแล้วการลงโทษเหล่านี้ก็มีคุณสมบัติในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ"


"刑罰を科すべき行為は犯罪である。
อาชญากรรม คือการกระทำที่สมควรถูกลงโทษ
刑罰は、生命や自由や金銭を奪う害悪なのである。
การลงโทษเหล่านั้นคือสิ่งชั่วร้าย เป็นสิ่งที่แย่งชิงชีวิต เสรีภาพ และเงิน
国家が、この「刑罰」を使うことが許されるのは、その害悪以上の「国民全体にとっての利益」が得られるからである。
การที่รัฐ(ประเทศ)ได้รับการอนุญาตให้ใช้สิ่งไม่ดีลงโทษได้นั้น ก็เพราะว่า เราสามารถได้รับผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าความชั่วร้ายเหล่านั้น"




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2551 16:20:01 น.
Counter : 839 Pageviews.  

ว่าด้วย "ลม ฟ้า อาหาร" : การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลแห่งชีวิต



สวัสดีอากาศหนาว


เหมือนชั่วพริบตา อากาศอุ่นๆ ก็ค่อยๆ จางหาย ไปกับสายลมตะวันตกที่พัดพาเอาละอองไอของความหนาวจากแผ่นดินใหญ่มาเผื่อแผ่ให้ผู้คนบนหมู่เกาะริมสุดแผ่นดินนี้ พาเอาสีเขียวของใบไม้ให้จืดจางจนสีเหลืองแดงสดใสปรากฎบนกิ่งไม้ ตัดกับสีฟ้าเข้มๆ ของท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วง

...ความสดใสที่ทิ้งท้ายก่อนที่อากาศหนาวเย็นแห้งๆ จะเข้าครอบครองช่วงเวลาปลายปีแบบนี้ ก่อนที่ความเงียบเหงาจะโปรยปรายลงบนกิ่งไม้และหัวใจคน



ขออภัยที่ออกจะใช้ภาษาสวิงสวายไปสักนิด


งานนี้ต้องโทษคุณโตมร ศุขปรีชาล่ะ ที่ใช้สำนวนภาษางดงามซะเหลือเกิน เพิ่งอ่านจบไปก็เลยยังติดลมอยู่ไม่หาย หนังสือที่เล่มว่ามีชื่อเรียบง่ายแต่ดึงดูดความสนใจว่า "ลม ฟ้า อาหาร"

จากชื่อแล้วดูไม่น่าเป็นส่วนผสมที่จะเข้ากันได้เลย แต่ด้วยฝีปากการะดับนี้แล้ว เรื่องราวของ อากาศ ตำนาน เรื่องเล่าวัยเยาว์ อาหารและการเดินทาง ก็กลายเป็นส่วนผสมที่ทำเอาคนอ่านอ่อนไหวกับถ้อยคำอ่อนนุ่ม อ้ำอึ้งกับสำบัดสำนวนเปรียบเปรยแสนคม และสะดุ้งสะเทือนกับข้อสังเกตบางข้อที่ช่างตรงประเด็นจนเราต้องสะอึกไปกับความจริงแห่งชีวิตที่เราเกือบจะลืมไป



นอกจากสำนวนคมคายแล้ว วิธีการเล่าเรื่องของผู้ชายคนนี้ไม่ได้ธรรมดาเลย


เขาสามารถเล่าเรื่องการสังเคราะห์แสงของใบไม้ให้โรแมนติกพอๆ กับตำนานแห่งฤดูกาลของคนอินเดียน ให้น่าติดตามพอๆ กับเรื่องราวของมิตรภาพต่างแดนของเขา และชวนให้ได้กลิ่นหอมหวนของ "อาหาร" พอๆ กับเรื่องราวของโต๊ะกับข้าววิเศษ

เขาเล่าเรื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ตั้งแต่ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน แล้วก็วนกลับมาฤดูหนาวอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวของชีส ออนเซน การเดินเขา ขนม หมากฮอส เทพเจ้า ใบไม้ ก้อนเมฆ ต่างๆ ผ่านหลากหลายสถานที่จากกรุงเทพ ลำปาง ลอสแอนเจลลิส ดับลิน ไปจนถึงเนปาล

...เล่าได้ดีจนคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือนอกเวลาให้นักเรียนชั้นไม่โตมากนักได้อ่าน เพราะมันบอกเล่าเรื่องของปรากฏการณ์ธรรมชาติได้เรียบง่าย แสดงผูกพันกับชีวิตของคนเรา รวมทั้งคงเปิดโลกทัศน์สู่โลกและงานเขียนร่วมสมัยให้กับเด็กๆ ได้ดีไม่น้อย



แม้จะคุ้นเคยและชื่นชอบมุมมอง วิธีการเขียนของนักเขียนหนุ่มคนนี้อยู่แล้ว

ก็จากบทความที่โจมตีความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องเพศของเขาในหนังสือรวมบทความเรื่อง "Genderism" กับ "เรื่องรักของบางเรา" ที่เราชอบนั่นล่ะ แต่เราก็ยังอดแปลกใจไม่ได้อยู่ดีกับมุมมองที่ไม่ยึดติดอยู่กับแบบแผน ประเพณี และสายตาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือสิ่งใดๆ ที่ทำให้เขามองเห็นเรื่องราวในมุมกว้างกว่า รวมทั้งยอมรับที่จะปรับตัวให้เข้ากับ "อากาศ" ที่เปลี่ยนแปลงไป

และที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ที่ทำให้เรากลับมาเขียนบลอกได้อีกครั้ง ...จะว่าไป แรงใจที่จะเขียน จะคิด และถ่ายทอดมันออกมานั้นมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือของนักเขียนสี่ห้าคนนี้ โตมร ศุขปรีชา, ปราบดา หยุ่น, ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, วรพจน์ พันธุ์พงศ์, วินทร์ เลียววารินทร์

อยากจะเขียนอะไรที่ส่งต่อแรงใจและไฟฝันได้แบบคนเหล่านี้บ้างจริงๆ



หนังที่เต็มไปด้วยถ้อยคำแห่งการเปลี่ยนแปลง


"ใบหูกวางหน้าตึกเซนต์หลุยส์มักเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานตัดกับดอกแคฝรั่งที่ออกพราวไปทั้งต้นอยู่หน้าบ้านพักอธิการโรงเรียน ไอร้อนผ่านพลุ่งลอดใบหูกวางลงมา"

"ฝนตก จึงคือความรื่นรมย์ให้เราได้เสพ เหมือนกันศิลปะดีๆ เหมือนชารสอร่อยสักถ้วยในบ่ายที่มีเมฆครึ้มฟ้าช่วยกรองแสงไม่ให้ร้อนแรงเกินไป"

"แล้วดอกไม้หิมะก็โปรยปุยหิมะอ่อนนุ่มลงมา มันล่องลอยอ้อยอิ่งผ่านซอกตึกที่สร้างจากหินก้อนโตสีน้ำตาลเข้ม หมุนคว้างๆ ปลิวช้าๆ ด้วยแรงต้านจากอากาศอันเย็นเยือก แล้วค่อยๆ ร่อยลงแตะลงพื้นสีขาวที่มีน้ำแข็งลื่นๆ คอยรอรับอยู่แล้ว ก่อนจะวูบละลายหายวับผสานกลายตัวไปเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีสะอาด"

เหล่านี้ที่เขาบอกเล่า คือความเปลี่ยนแปลงที่วนเวียนเป็นวัฏจักร ทว่าไม่เคยไม่ดอกไม้ดอกใดในวัฏจักรแห่งฤดูกาลใดๆ ที่เหมือนกันเลยแม้สักกลีบเดียว

...ชีวิตเรา ก็เช่นกัน...




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 18:30:04 น.
Counter : 323 Pageviews.  

Blu & Rosso : ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง

วันที่เขียนนี้เป็นวันเสาร์ และเป็นวันเสาร์ที่เงียบเหงา ไม่ใช่เงียบเหงาแบบเศร้าซึม แต่เป็นความเงียบที่แสนสงบ จนทำให้รู้สึกเหงาขึ้นมา

บ่อยแค่ไหนแล้ว ในเช้าวันที่รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเอนหลังพิงโซฟาที่พับจากผ้านวมนุ่มๆ แล้วหยิบหนังสือสองเล่มนี้ขึ้นมาอ่านในแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า กับสองเล่มนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้เลย

"ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง"
ชื่อภาษาไทยที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นมาตรงตัวเป๊ะ เรื่องราวของผู้หญิงผู้ชายสองคน เขียนโดยนักเขียนหญิงชายสองคน ถ่ายทอดเรื่องราวในเวลาสิบปีเหมือนกัน

หากแต่ต่างสถานที่ ต่างรายละเอียด ความหลากหลายของธรรมชาติ ศิลปะ วรรณกรรม อาหาร สถาปัตยกรรม สังคม ที่ผสมผสานกลายเป็นความมีชีวิตชีวาของแต่ละเมือง มิลาน โตเกียว และฟลอเรนซ์ ความโดดเด่นของตัวละครที่มีปูมและปมแตกต่างกัน

ส่วนของผู้หญิงเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ส่วนของ
ผู้ชายเป็นสำนวนอย่างที่เรียกได้ว่าสำนวนของคนญี่ปุ่นซึ่งบรรยายด้วยถ้อยคำที่งดงาม
...รวมเป็นเรื่องราวความรักที่ทั้งเยือกเย็นและร้อนแรงที่แสนจะมีเสน่ห์ได้อย่างลงตัว...

ได้หนังสือเล่มนี้มาจากงานสัปดาห์หนังสือที่ไปเมื่อหกปีมาแล้ว ได้ลายเซ็นนักแปลมาทั้งสองคนด้วย จริงๆ แล้วที่ทำให้เราซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กมอสองที่ไม่ได้มีงบประมาณมากนักตัดสินใจซื้อได้ง่ายดาย ก็เพราะหนึ่งในสองนักเขียนคือ เอคุนิ คาโอริ นักเขียนคนโปรด

แล้วก็เพราะหน้าปกหนังสือ ปราย พันแสงเคยบอกเอาไว้ว่า "The Reader" เป็นหนังสือที่เธอหลงรักเพียงแค่เห็นหน้าปก สำหรับฉัน "ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง" ฉบับแปลภาษาไทยนี่ก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่หลงรักตั้งแต่หน้าปกเช่นกัน และเมื่อเริ่มอ่านจากหน้าปกสีชมพูไปจนจบเล่มสีฟ้า หลากหลายความรู้สึกที่ประเดประดังเข้ามา ก็บอกว่า นี่กลายเป็นหนังสือแสนรักของเราไปแล้ว



เวลาเอาหนังสือสองเล่มมาวางต่อกัน จะกลายเป็นรูปผู้ชายกับผู้หญิงยืนหันหน้าไปคนละทางอยู่ในร่มญี่ปุ่นคันเดียวกัน แต่ฉากหลังเป็นภาพวาดลายเส้นของสถาปัตยกรรมในอิตาลี

ฝั่งซ้ายของผู้ชายเป็นสีฟ้าตามชื่อหนังสือ Blu เยือกเย็น
และฝั่งขวาก็เป็นสีชมพูเพราะเป็น Rosso ร้อนแรง

... หากแต่ถ้าลองสังเกตที่ใบหน้าของสองหนุ่มสาวให้ดี จะเห็นว่าหญิงสาวนั้นกำลังหลับตาพริ้มอย่างสงบ และชายหนุ่มนั่นกำลังมองตรงไปยังที่ใดที่หนึ่งด้วยสายตามุ่งมั่นจริงจัง

ถ้าได้อ่านหนังสือแล้วจะเข้าใจถึงความนัยที่ซ่อนอยู่บนหน้าปกแสนสวยนี้ได้ ชายหนุ่มและหญิงสาวทั้งคู่ ต่างเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรงจริงๆ
...ความเยือกเย็นและความร้อนแรงเคยอยู่คู่กัน แล้วก็ผละจากกันไป จนเมื่อความเยือกเย็นไปเจอกับความเยือกเย็น และความร้อนแรงไปเจอกับความร้อนแรง
...ต่างจึงได้รับรู้ว่าจริงๆ แท้จริงแล้วต่างโหยหาอีกเสี้ยวหนึ่งของตัวตนกันและกันเพียงใด

งานออกแบบปกของเล่มนี้ เป็นอีกผลงานหนึ่งของปราบดา หยุ่นที่เราชื่นชอบมาก พอๆ กับปกหนังสือเรื่อง ริง ที่ดูตอนแรกไม่รู้สึกอะไร แต่พออ่านเนื้อหาแล้วกลับมาอ่านอีกครั้งจึงได้รู้ถึงพลังของหนังสือที่ออกมาจากหน้าปก และปกหนังสือเรื่องคิทเช่นที่ให้บรรยากาศเงียบสงบ

อาจเป็นเพราะปราบดาผูกพันกับวัฒนธรรม วรรณกรรมญี่ปุ่น และเป็นคนเขียนหนังสืออยู่แล้วด้วย จึงสามารถดึงเอาความหมายนามธรรมที่ซ่อนอยู่ออกมาเป็นที่หน้าปกที่สื่อถึงภายในได้อย่างดี




"ดูโอโมที่ฟลอเรนซ์ เป็นดูโอโมของบรรดาคู่รัก"
เพราะอย่างนั้นอาโออิ ถึงเลือกที่จะเลือกดูโอโมแห่งเมืองนี้เป็นจุดหมายปลายทางของการให้คำสัญญากับคนที่เธอรัก

...เธออาจจะไม่ได้เลือกด้วยความตั้งใจที่แน่ชัด หากแต่มันก็เป็นคำสัญญาที่มากจากความรู้สึกที่เด็ดเดี่ยวและร้อนแรง ที่ออกมาจากใจผู้หญิงเยือกเย็นเช่นเธอ

"ผมอยากเป็นจิตรกรที่วาดรูปท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว"
จุนเซผู้สดใส จุนเซผู้มีความฝัน ผู้ได้รับพลังแห่งศิลปินมาจากคุณปู่อย่างเต็มเปี่ยม

สำหรับเขาศิลปะไม่ได้จำกัดเพียงแค่การสะบัดพู่กันลงบนผ้าใบ หากแต่การใช้น้ำมันวานิชค่อยๆ ล้างชะโลมเพื่อซ่อมภาพเขียนในอดีต การเดินชมภาพเขียนในดินแดนต่างๆ ก็เป็นศิลปะแห่งชีวิตเช่นกัน


มีเหตุการณ์มากมายที่คนเราไม่อาจจะคาดเดาได้ โลกในวันนี้ วันหนึ่งเราอาจจะอยู่ ณ ที่หนึ่ง มีความทรงจำในแบบหนึ่ง อีกวันหนึ่ง เราอาจจะกลายเป็นคนของอีกที่แห่งหนึ่ง สร้างความผูกพันกับคนใหม่ๆ และคนที่เคยอยู่ด้วยกัน เราอาจจะไม่ได้รู้เลยว่าเขาอยู่ ณ อีกขอบโลก หรือจริงๆ แล้วอยู่ใกล้กันเหมือนอีกฟากประตู

หากแต่ชีวิตเราก็ดำเนินไปข้างหน้าตลอดเวลาแม้ว่าสำหรับเราอดีตอาจจะยังแจ่มชัดเสียยิ่งกว่าปัจจุบัน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจเพื่อจะเลือก บางครั้งเราเชื่อฟังสมอง แต่บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัญชาตญาณ


การได้มาใช้ชีวิตอยู่ในโตเกียว สถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในหนังสือ ทำให้ฉันเข้าใจสิ่งที่คนญี่ปุ่นคิด สิ่งที่สังคมญี่ปุ่นเป็น ได้รู้จักกับความแปลกแยกในฐานะเด็กญี่ปุ่นที่กลับมาจากเมืองนอกอย่างที่สองตัวละครเป็น จึงได้เห็นช่องว่างของเหตุการณ์ ได้สัมผัสกับความเปลี่ยวเหงา
และสับสนของสังคมโตเกียวที่ผู้เขียนไม่ได้บรรยายไว้มากนัก นี่ละจึงเป็นสิ่งที่ฝันนักฝันหนาว่าอยากจะไปสัมผัสบรรยากาศของอิตาลี โดยเฉพาะเมืองฟลอเรนซ์ที่มีดูโอโมแห่งความรักนั้นอยู่

เมื่อได้สัมผัสและรู้จักกับงานศิลปะ และวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมญี่ปุ่นมากขึ้น จากที่เคยเข้าใจเพียงความรู้สึกของหญิงสาวผู้เป็นหนอนหนังสือ ก็เริ่มเข้าใจจิตใจของชายหนุ่มผู้ร้อนแรงที่กลับสงบเยือกเย็นได้เมื่อสัมผัสกับผลงานศิลปะ

แล้วยังรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั่นอีก เช่นเข้าใจว่าการแช่ในน้ำอุ่นทำให้เวลาหยุดเดินได้อย่างไร เข้าใจว่าทำไมการเดินทางเป็นการผ่อนพัก เข้าใจว่าสิ่งของอย่างเครื่องประดับอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้เหมือนกัน


ที่ทำให้หนังสือหนังสือสองเล่มนี้มีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งที่อ่านมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ยังเต็มไปด้วยความประทับใจ และการค้นพบใหม่ๆ ทุกครั้งทุกคราว เพราะโลกที่กว้างขึ้น เพราะฉันเติบโตขึ้น และเข้าใจความเป็นไปของมนุษย์ที่ต่างก็เป็น "ตัวละคร"

ตัวละครเอกหลายคนในเรื่องอย่าง อาโออิ จุนเซ มาร์ฟ เมมิ ต่างเป็นคนรุ่นใหม่ที่เหมือนกับนกขมิ้นที่บินไปไหนได้ตามใจ ไม่ได้ถูกพรมแดนและภาษากีดกั้นอิสระ

หากว่า...แม้ว่าจะมี "วิถีพเนจร" ที่ดูอิสระจนน่าอิจฉา
แต่ทุกคนต่างก็ตามหา "ที่ที่จะกลับไป" ด้วยกันทุกคน
ต่างไม่เคยรู้อย่างแท้จริงว่าตนเป็น "คนของที่ไหน"
และกำลังค้นหา "สิ่งใด" ...

สุดท้ายแล้ว อาจจะจริงอย่างที่เฟเดริก้า หญิงชราในเรื่องบอกไว้ว่า

"ที่สำหรับคนเราน่ะนะ มันก็อยู่ในจิตใจของใครสักคนเท่านั้นแหละ"

เพราะเราต่างเติบโตขึ้น ได้เรียนรู้ความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ในมุมมองที่แตกต่างออกไป กาลเวลาทำให้เรารู้ว่ารูปแบบของความรักรวมทั้งตัวตนของเราผู้รักและถูกรักก็อาจเปลี่ยนแปลง ทำให้เรารู้ว่ามิตรภาพที่แท้จะคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่ากาลเวลาจะผันผ่าน หรือคนจะ
เปลี่ยนแปลง แม้ว่าการเป็นอยู่ของความสัมพันธ์นั้นอาจจะไม่เหมือนเดิมตลอดไป

....และเหล่านี้ที่ทำให้อดีตกลายเป็นทั้งความยินดีและความเศร้าสร้อยอย่างสุดแสน


"..คนเราไม่ควรยึดติดกับอดีตหรือฝันถึงอนาคตมากเกินไป ปัจจุบันมิใช่เพียงจุดจุดหนึ่ง หากแต่เป็นเส้นที่ต่อเนื่องกันไปชั่วนิรันดร์ สิ่งที่ผมต้องทำมิใช่การชุบชีวิตอดีต และมิใช่เพียงคาดหวังกับอนาคต แต่ต้องทำปัจจุบันให้ดี"




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 17:17:32 น.
Counter : 494 Pageviews.  


The SoVo
Location :
Tokyo ---> now : Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพียงคนหนึ่งที่มีความฝัน มีความคิด มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกเล่า กำลังก้าวเดินไปในโลกกว้างเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ และเพื่อทำความรู้จักกับ "ชีวิต"
Friends' blogs
[Add The SoVo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.