บันทึกวันเกิดอายุ 21 ปี : ของขวัญจากพ่อ


วันเกิดอายุ 21 ปีที่ผ่านมา..มันเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายที่ผ่านไปเหมือนวัน ๆ หนึ่ง
แต่มันก็มีบางเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่า..วันเกิดปีนี้เป็นปีที่พิเศษ
ปีนี้...มีของขวัญจากพ่อ


ตอนนั้นตอนบ่าย..พ่อกลับมาจากไปข้างนอก จอดรถปุ๊บพ่อก็ตรงดิ่งมาที่ประตูรั้ว..
พ่อส่งของบางอย่างมาให้ มันเป็นแผ่น DVD แผ่นหนึ่งที่พ่อลอดมือผ่านช่องประตูรั้วหน้าบ้าน
แล้วพ่อก็พูดว่า
"กิ๊ก...แฮปปี้เบิร์ดเดย์"
ด้วยเสียงค่อนข้างดังกว่าปกติ พ่อหัวเราะและยิ้มแย้ม
พ่อบอกว่า "มาเอาไปเร็ว  ของขวัญวันเกิด"..


ตอนนั้นเรางงมากกว่า มันตกใจและงงมากกว่าดีใจ ณ ตอนนั้น
แล้วเราก็มาหยิบไป..
พ่อเข้าบ้านมานั่งหน้าคอมฯด้วยกัน แล้วก็บอกให้เปิดเร็ว ๆ
เราก็งงว่าคืออะไร หนังหรอ? DVD ตั้ง 8.5GB พ่อใส่อะไร ?
แต่พอเปิดดูปุ๊บ โอ้ยยย!! มันเซอไพรซ์มากกกกกกกกก!!
มันคือวิดีโอเราตอนเด็ก ๆ ที่พ่อถ่ายไว้ตั้งแต่เราอยู่อนุบาล
ถ้าย้อนเวลานับไป..อนุบาล 2 เรา 4 ขวบ...ก็ 16-17 ปีมาแล้ว


จริง ๆ วิดีโอพวกนี้มันบันทึกอยู่ในม้วนวิดีโอม้วนหนึ่ง
มีตั้งแต่งานรำถวายพระพรวันแม่, ถ่ายเล่นที่บ้าน, งานกิจกรรมโรงเรียน ฯ
ซึ่งเราไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพพวกนี้อีก
เพราะเข้าใจว่าม้วนวิดีโอมันคงเสียไปแล้ว และเครื่องเล่นวิดีโอก็เสียไปนานแล้วเช่นกัน


พ่อบอกว่า..."จริง ๆ พ่อจะเอาให้เป็นของขวัญตั้งแต่วันเกิดเมื่อวันที่ 29 แล้ว
แต่เพราะกิ๊กไปมหาลัยฯ  ไม่ได้อยู่ด้วยกัน  พ่อก็เลยไม่ได้ให้
ม้วนวิดีโอมันเสีย พ่อก็เอาวิดีโอให้เขาซ่อมให้ 3 เดือนกว่าจะได้
แล้วก็ให้อัดใส่แผ่น DVD มาให้"





ในใจตอนนั้นแทบจะร้องไห้ ขอบคุณพ่อมากๆ อยากกอด อยากหอมแก้มพ่อจัง ^^"
สิ่งที่อยู่ในวิดีโอ..เราจำได้สุด ๆ ก็แค่ตอนรำถวายพระพรวันแม่ตอนอนุบาล 2
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้และก็ไม่ได้จำภาพเหตุการณ์อื่น ๆ ได้อีก
แต่พอดูในวิดีโอ มันก็ได้นึกถึงช่วงชีวิต วันเวลาเก่า ๆ


มีวิดีโออยู่ตอนหนึ่ง..มันเป็นเช้าก่อนไปโรงเรียน ย่ากำลังแต่งตัวไปโรงเรียนให้
ส่วนอีกตอนก็เป็นตอนกินข้าวเช้า เรานั่งคุยกับย่าที่ม้านั่งนอกบ้าน และห้ามไม่ให้พ่อถ่ายรูป
(ก็ไม่รู้ว่าคืออัดวิดีโอ)
อืม...พูดไม่ถูก...อย่างน้อยย่าก็ยังมีชีวิตอยู่ในวิดีโอนั้น... :) (คิดถึงจัง)


ต่อ ๆ...
พ่อ แม่ เราและน้องนั่งดูวิดีโอกัน  ตลกมากๆ ทำไมตอนเด็กๆเราเป็นแบบนั้นนะ? 555
เรา 3 คนพูดถึงเรื่องเก่าๆ ในตอนนั้น พูดถึงบุคคลต่างๆ ในวิดีโอที่บางคนก็ไม่ได้เจอมาสิบกว่าปีแล้วและอาจลืมกันไป
(ที่พูดกันสามคน เพราะเจ้าน้องชายมันเพิ่งมาเกิดตอนเราอยู่ ม.1 แล้วต่างหาก เลยได้แต่ฟังและหัวเราะ)
หลังจากดูวิดีโอจบ ทุกคนก็มีความสุขกันไป


พ่อลุกเดินไปในครัว เราเดินตามพ่อ
พนมมือแล้วบอกว่า "ขอบบบบ...คุณณณณ...ค่ะ" (ลากเสียงยาว เขิน ><)
แล้วก็กอดคอพ่อ  แล้วก็หอมแก้มพ่อทีหนึ่ง
เราเห็นพ่อยิ้ม เขินด้วย ฮ่าๆๆๆ ^^ (พิมพ์ถึงตรงนี้แล้วจะร้องไห้แฮะ)


ปกติเรากับพ่อไม่ค่อยมีพฤติกรรมหวาน ๆ หรอก เพราะพ่อเป็นคนนิ่งๆ
แต่ก็เพราะว่าโตแล้ว..และไม่รู้ว่าพ่อแม่จะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน
อะไรที่ทำได้ ที่อยากทำ เราก็ทำ มีอะไรไม่เคยพูด ไม่ค่อยพูด ก็พูดซะ..
ดีกว่าเสียใจทีหลัง เดี๋ยวจะพาลมาคิดโทษตัวเองว่า..ทำไมวันนั้นไม่ทำอย่างนี้.. :)


รู้สึกขอบคุณพ่อจริง ๆ นะ  พ่อมีไม่มากแต่พ่อก็พยายามให้
ก็รู้ ๆ อยู่ว่าในสมัยเรานั้นอัดวิดีโอทีมันเป็นเรื่องค่อนข้างยากกว่าสมัยนี้ ที่โทรศัพท์ก็อัดคลิปได้แล้ว
แม่บอกว่าตอนนั้น นอกจากพ่อจะวานให้เพื่อนที่กรมฯช่วยเก็บวิดีโอไว้ให้
พ่อก็ยังแบกกล้องตัวใหญ่ ๆ ทำอย่างกับนักข่าว มายืนถ่ายวิดีโอเราเอง (ทั้งที่พ่อเป็นครู 555)


เราไม่มีวิดีโอวัยเด็กเยอะเหมือนน้อง เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่าน โลกหมุนเร็วอย่างกับเราเกิดคนละยุค
แต่ของขวัญที่ได้มา มันมีค่ามาก ๆ จริง ๆ 
ขอบคุณ...ขอบคุณ..ขอบคุณ  รักพ่อมากๆ


------------------------------------------------------------------------------


และอีกสิ่งที่เราคิดว่า...มันคือการทำอะไรบางอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันเนื่องในวันเกิด(ย้อนหลัง)
คือ การทำความสะอาดหิ้งบรรพบุรุษ ที่บ้านเก่า
จริง ๆ ถ้ามีโอกาสก็ทำความสะอาดอยู่แล้ว  แต่รู้สึกเมื่อวานที่ได้ทำ ใจมันสงบอย่างบอกไม่ถูก
เริ่มตั้งแต่ปู่ทวด ย่าทวด ไล่ลงมาตามลำดับบรรพบุรุษ  เช็ดโกฐอัฐิให้สะอาด วางก้านยาสูบ เชี่ยนหมากให้ดี  ดูแลแจกัน กระถางธูปให้เรียบร้อย


ตอนทำความสะอาดไป ก็มีพูดโน่นพูดนี่เล่าไปเหมือนให้แกฟัง ประหนึ่งว่าให้ฟังเหลนพร่ำเพ้อ นานๆจะมาหา
ว่าไป จะเช็ดรูปใครอะไรก็ต้องบอกก่อน เดี๋ยวเกิดมาเข้าฝันกัน..หนูกลัว 5555
ก็นะ...มันรู้สึกดี  นาน ๆ จะได้ทำอะไรแบบนี้  ถึงเราจะเกิดมาไม่ทันเห็นบรรพบุรุษสักคน
แต่ในระหว่างที่ทำไปนั้น...เราก็รู้สึกว่า ท่านยังไม่ไปไหนหรอก และเราต้องทำตัวให้ดี ต้องเป็นลูกหลานที่ดี :)


------------------------------------------------------------------------------


มันดูเป็นบันทึกเวิ่นเว้อ..ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ
แต่เรารู้สึกว่ามันพิเศษ...เพราะวันเกิดปีนี้เรามีความคิดอะไรอีกหลายอย่าง
ซึ่งเราไม่ได้บันทึกออกมาหมดหรอก แต่เรารู้ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปในความคิดเราบ้าง :)
หลายสิ่งหลายอย่างที่ระคนกัน...ขอบคุณทุกวันที่ผ่านมา
ต่อจากนี้ไปเราจะ....(บอกตัวเองในใจ)...



Happy Birthday to me | 21 ปีแล้วนะ :)





Create Date : 05 สิงหาคม 2557
Last Update : 5 สิงหาคม 2557 1:32:48 น.
Counter : 624 Pageviews.

0 comment
เมื่อชาวฝรั่งเศสอยากกิน 'พริกน้ำปลา' และคนไทย(อย่างฉัน)พูดภาษาอังกฤษได้งูๆปลาๆ!


เรื่องมันเกิดขึ้นที่นี่...LAB MTA@WU   :D


วันนี้มีงานเลี้ยงส่งรุ่นพี่บัณฑิต MTA#3 ที่ LAB MTA ก็ทำอาหารบุฟเฟ่ต์ทานกัน ปิ้งย่างอร่อย ๆ นั่งปูเสื่อที่โถงหลังตึก LAB กินกันง่าย ๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ในวันนี้ก็มีคณะอาจารย์แล้วก็นักศึกษา MTA รุ่น 1 2 3 4 5 และ 6 มาร่วมกิจกรรมกัน ก็เป็นการจัดเลี้ยงส่งพี่รุ่น 3 ที่จะรับปริญญากันในวันศุกร์ที่จะถึงนี้แล้ว


บรรยากาศในงานก็ซึ้งค่ะ กินกันอิ่ม เล่นกันสนุก แล้วก็เศร้า ซึ้งมีความสุขกันครบรส ถามว่า..เอ๊ะ!แล้วไปพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติตอนไหน ?? ก็ตอนหลังจากนี้นี่แหละ..



คือช่วงนี้ที่มหาลัยมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศฝรั่งเศส 4 คนมาทำโปรเจคจบของเขาที่นี่ ก็คือมาอยู่มหาลัยเรา ทำงานกันที่แลปห้องชั้น 2 (อุตส่าห์มาไกล แล้วมามหาลัยไกลปืนเที่ยงอีก แต่ก็ได้อารมณ์คนละแบบกับเมืองหลวงนะเออ ^^) ก็เป็นนักศึกษาชาย 3 คนและหญิง 1 คน ไม่อยากจะเม้าท์ว่าทั้ง 3 คนหล่อมากกกกก 55555 ส่วนผู้หญิงเธอไม่จัดว่าสวย เธออวบๆแต่เธอดูน่ารัก ดูเป็นมิตรมาก ๆ ^^


ท่านคณะบดีเชิญทั้ง 4 คนลงมาร่วมงานเลี้ยงข้างล่าง มารำวงเวียนครก ทั้ง 4 คนเธอก็รำวงเวียนครกนะเออ ฮ่าๆ น่ารักมาก มีผู้ชายคนนึงพี่แกเกือบจะฮิปฮอปกลางวงแล้ว แต่เพลงไม่เอื้ออำนวยก็เลยไม่ได้โชว์เสตป ^^


พอเต้นกันเหนื่อย พวกเขาก็มายืนข้างๆโต๊ะวางอาหารบุฟเฟ่ต์ แล้วพอดีว่ามีถ้วยพริกน้ำปลาวางอยู่หลายถ้วย เขาก็เหมือนสงสัยกันว่ามันคืออะไร กินได้มั้ย เราเห็นเขายืนคุย ยืนมอง ชี้ ๆ มาที่ถ้วยพริกน้ำปลาหลายหนแล้วแหละ เราก็เต้นอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะนั้นก็เลยมองเห็นตลอด  ในใจก็อยากเข้าไปถามนะว่ามี 'อะไรให้ช่วยมั้ย?' หรือว่า 'พวกคุณกินอะไรกันมาแล้วยัง?' แต่ก็เป็นคนภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง แม้จะฝึกทักษะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนบ้างแล้วก็ตาม ก็ยืนลังเล พูดกับเพื่อนอยู่ว่าจะเข้าไปถามเขาดีมั้ย ? หรือยังไงดี ก็คือลังเลอะ ไม่กล้า 5555 แต่ก็แอบลุ้นว่าเขาจะเอาพริกน้ำปลาไปกินเปล่า ๆ รึเปล่าเหมือนกัน

จนกระทั่งเราก็ยืนจ้อง ๆ นะ เราว่าใครสักคนจะเดินเข้ามาถามมั้ยว่า "ไอ้เนี่ย" มันคืออะไร ถ้ามีคนมาถามฉันจะตอบ! (ตอบได้ไม่ได้นั่นอีกเรื่องนะ 555) และแล้วก็มีฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม ประมาณว่ามองตาแล้วแหละว่าเรามองอยู่ ก็ถามเลย  พี่แกก็ชี้ ๆ ไปที่ถ้วยพริกน้ำปลาแล้วก็พูดเป็นภาษาอังกฤษมารัว ๆ ...ในใจตอนนั้น...'ชิหายละ..ฟังไม่รู้เรื่องเลย' ก็ลองนึกถึงภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสดูสิคะ ลำพังภาษาอังกฤษฉันก็ฟังไม่ออกจะตายละ มาเจอสำเนียงฝรั่งเศสที่รัว ๆ อีก เอ้อ...แทบหงายเงิบ!



(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตนะคะ)


แต่ก็เดา ๆ เอานะคะว่าเขาคงสงสัยว่าไอ้เจ้าพริกน้ำปลาเนี่ยคืออะไร..กินได้รึเปล่า  เราก็นึกศัพท์ไม่ออก บอกไม่ถูกด้วยว่าภาษาอังกฤษเขาเรียก พริกน้ำปลา ว่าอะไร (มาคุยกับเพื่อนทีหลังก็ถึงนึกออกว่า Chille and Fish Sauce ) ก็เลยบอกเขาไปแค่ว่า You have to eat this with rice! ยูต้องกินนี่กับข้าวนะ เขาก็ถามอะไรอีกไม่รู้ เราก็เลยย้ำไปประโยคเดิมว่า It have to eat with rice. เขาก็เลย Ahh!


จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่จานขนม  มันคือโอริโอ้ปลอมที่น้อง ๆ เขาซื้อมาเป็นปี๊บอะ  เขาก็ถามอะไรสักอย่างอีก เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง ก็เลยบอกว่า 'เธอกินนี้ได้นะ' แต่ตอนนั้นเราพูดเป็น 'You have to eat this.' หืมมม..เธอต้องกินนี้นะ! เอ่อ...มานึกทีหลังได้ว่า มันต้อง 'You can...' ปะวะ =...=? แต่ไม่ทันละ ฝรั่งเขา Ahh.. ก็หยิบกินไปชิ้นนึง 555 โดยที่เพื่อนอีก 3 คนมายืนดู/ยืนงงอยู่ใกล้ ๆ


ทีนี้ฝรั่งคนที่สูง ๆ หล่อ ๆ (ก็หล่อหมดนั่นแหละ 555) เขายืนอยู่ตรงข้ามอีกฝั่งของโต๊ะ มองเราคุยกับเพื่อนเขา  เราก็เลยหันไปถามเขาว่า Do you want water? เธอต้องการน้ำมั้ย ? (มันถูกไวยกรณ์มั้ยนะ?) เขาก็เหมือนฟังไม่ถนัดก็โน้มตัวลงมาเอาหูใกล้ ๆ เราก็นึกในใจว่า...หรือสำเนียงเราไม่ดีว่า water เขาต้องออกเสียงว่า ว๊อ-เธอะ ไม่ใช่ ว๊อ-เต้อ มั้ง.. ก็เลยพูดอีกทีว่า Do you want ว๊อ-เธอะ? ว๊อ-เธอะ? พูดย้ำไอ้ 'water' นี่แหละ แล้วเราก็ทำท่ายกแก้วน้ำประกอบด้วยนะ กลัวเฮียแกไม่เข้าใจ 5555 เขาก็ อ๋อ...แล้วก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แล้วบอกว่าไม่เป็นไร ไม่เอา ^^


เราก็เลยเดินไปรวมกลุ่มเต้นกับเพื่อน ๆ ต่อ แต่ก็มีเพื่อนมาถามว่าพูดอะไร พูดว่าอะไร ก็เล่าให้ฟังตามที่พิมพ์มาข้างต้นนั่นแหละ   English Skill พี่งู ๆ ปลา ๆ มากกกกก..เหมือนจะพัฒนาขึ้นกว่าเก่า แต่ก็เหมือนไม่พัฒนานะ 5555


สักครู่...นักศึกษาฝรั่งเศสผู้หญิงก็เดินมาหา แล้วบอกว่าอยากได้น้ำ  เราฟังไม่ออกว่าพูดประโยคว่าอะไร พอได้ยินคำว่า water ก็ อ๋อ... แล้วก็หันหลังเดินไปหยิบน้ำให้ ช่วยตักน้ำแข็งกับเพื่อน ช่วยเอาน้ำให้ อะไรงี้แหละ   คือแบบ...อยากจะบอกว่าเดี๋ยวไปเอาน้ำให้ เราก็พูดไม่ถูกไง ก็เลยเดินไปบริการให้ซะเลย ไม่ต้องพูด 5555


ทีนี้มันมีน้ำแดง น้ำสไปร์ แล้วก็โค้ก  เราจะให้เขาเลือกว่าจะกินน้ำอะไรก็เจือกถามไม่ถูกอีก ก็เลยหยิบโค้กมา เออ..ฝรั่งคงคุ้นเคยกับไอ้โค้กนี้แหละ เอานี้แหละให้  พอเขาเดินมาหาเราก็หยิบขวดให้เขาดูแล้วชี้ที่ขวด แล้วพูดว่า Cola?  คืออ่านตามขวดอะว่าง่ายๆ CocaCola ฉันก็พูดแค่ Cola นี่แหละ 55555 



(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตนะคะ)



ฝรั่งเขาก็ยิ้ม ๆ พยักหน้า  จำไม่ได้ว่าพูดว่า Yes ด้วยรึเปล่า แบบว่า..โอเค กินได้ อะไรงี้อะ  เราก็เลยรินโค้กใส่แก้วแล้วยื่นให้เขา  เขาก็รับแล้วก็ยิม แล้วก็ Thank you ^_^ เราก็ยิ้มรับ  อยากพูดว่า "ไม่เป็นไร" แต่ก็ไม่ได้พูดเพราะนึกไม่ออก (เวรกรรมมาก) มานึกทีหลังได้ว่า You're Welcome = ด้วยความยินดี แต่ก็ไม่ทันแล้ว เฮ้อออ...  แล้วก็เรากับเพื่อนก็ชี้ ๆ ไปที่ฝรั่งผู้ชายอีก 3 คน ประมาณว่าเขาจะเอาน้ำมั้ย เพราะเรากับเพื่อนตักน้ำแข็งใส่แก้วเผื่อไว้แล้วอีก 3 แก้ว  ในใจนะ..เราเรียงประโยคว่า Do he want water? แต่เออ...โชคดีที่ไม่พูดออกไป เพราะมันผิด 55555 มันต้อง Do They... ปะ? :D  แต่ก็โชคดีที่ฝรั่งคนนี้เขาเข้าใจว่าเราถามถึงเพื่อนเขา ก็ได้คำตอบว่าไม่เอา ก็เป็นอันเข้าใจ..


หลังจากนั้นก็แยกย้ายกัน  เขาก็เดินไปหาเพื่อนเขา เราก็เดินกลับมาหาเพื่อนเรา  แต่คือมันเป็นอะไรที่รู้สึกดีนะ มันเป็นประสบการณ์ดี ๆ อะ ถึงเราจะไม่ได้เก่งมาก แต่เราก็ได้สื่อสาร ได้ช่วยเหลือชาวต่างชาติเนอะ ถึงมันจะเป็นภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ก็ตาม  แต่ก็โชคดีที่คุยกันรู้เรื่อง 5555

.
.
.

Grammar จะไม่มีผลจริง ๆ ถ้าไม่ได้ฝึกพูด ฝึกออกเสียงบ่อย ๆ  ถ้าไม่ได้ฝึกสื่อสารบ่อย ๆ มันก็เท่านั้น  เหมือนเรานี้คือชอบนึกออกเวลาพูดไปแล้ว หรือ ช้าไปแล้ว  แต่เอาเถอะ..มันต้องมีโอกาศอื่นที่เราจะได้ฝึกภาษาอีก  แต่สำหรับวันนี้ดีใจมากที่ได้พูดภาษาอังกฤษออกไป  ดีใจที่วันนี้ตัวเองกล้าพูดในขณะที่คนอื่นไม่กล้า (แต่เพื่อน ๆ ก็ช่วยลุ้น ช่วย ๆ กันอยู่ข้างหลังนะ ^^) ถ้าวันนี้เราไม่กล้าพูด กล้าลอง เราก็คงเสียดายที่ไม่ได้ทำ เพราะมัวกลัวผลลัพธ์ กลัวหน้าแตก กลัวเขาฟังไม่รู้เรื่อง กลัวฟังเขาไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ทั้งที่พอสุดท้ายเราได้พูดออกไปแล้ว ผลมันไม่ได้ร้ายเลย รู้สึกดีด้วยซ้ำ


แค่คำว่า Thank you ที่ได้รับมาเราก็รู้สึกว่า...วันนี้เราได้ทำอะไรดี ๆ อีกอย่างนะ  มีกำลังใจให้ฝึกตัวเองต่อ วันหนึ่งเราคงจะสื่อสารได้มากกว่านี้แหละดีกว่านี้ ^_^



บอกตัวเองว่า สู้ๆ ^^



ปล.ดีนะที่ไม่ปล่อยให้ฝรั่งหยิบถ้วยพริกน้ำปลาไปกินกันเปล่า ๆ ไม่งั้นอาหารไทยได้เลื่องชื่อไปอีกอย่างแน่! 5555 ^______^"



Create Date : 29 กรกฎาคม 2557
Last Update : 29 กรกฎาคม 2557 0:17:22 น.
Counter : 3953 Pageviews.

4 comment
เปลี่ยนมุมมอง..ความคิดเปลี่ยน
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นการเขียน Blog ครั้งแรกใน Bloggang นะคะ :)



เพิ่งดูรายการ Blind Taste อร่อยกว่าที่ตาเห็น ของช่องไทยรัฐทีวีจบไป
ก็เป็นการดูรายการนี้ครั้งแรกค่ะ และก็โชคดีจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสดูรายการนี้ในวันนี้

นี่ไม่ใช่รายการพาตระเวนชวนชิมอาหารธรรมดา ๆ แต่รายการนี้ดำเนินรายการด้วยคนตาบอดผู้มากความสามารถ ซึ่งจะพาคนตาดีไปสัมผัสชีวิตและสิ่งแวดล้อมในมุมของพวกเขา และลิ้มรสอาหารอร่อยตามที่ต่าง ๆ ดูว่าคนตาดีอย่างเรา ๆ ได้พบเห็นและเรียนรู้อะไรบ้าง  คือ ดูรายการนี้ครั้งแรกต้องบอกเลยว่าชอบรายการนี้มาก ๆ เพราะ คุณตอบโจทย์พื้นที่ในสังคมและนำเสนอมุมมองในสังคมได้ดีทีเดียวค่ะ แถมยังเป็นรายการที่ให้สาระ ความรู้ สนุกอีกด้วย



ถ้าให้พูดจริง ๆ ในปกติแล้วเมื่อเห็นคนตาบอด คนตาดีอย่างเราอาจจะรู้สึกว่าสงสารเขา ว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ต้องลำบากกว่าคนตาดีอย่างเราแน่ หรือบางทีก็มองว่า..อืม..เป็นอะไรที่เราพบเห็นทั่วไปในสังคม คือ ไม่รู้จะพูดยังไงนะคะ เพราะ โดยทั่วไปแล้วเรากับเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สังคมเดียวกันมาตลอดอยู่แล้ว มีความคุ้นชิน พบเห็นเป็นปกติจนบางทีอาจเฉย ๆ แต่เราก็ไม่ได้ไปคลุกคลี ใช้ชีวิตกับพวกเขาถูกมั้ย ?

อย่างรายการ Blind Taste ก็ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอวิธีการใช้ชีวิตของคนตาบอด แต่ก็พาไปชิมอาหารอร่อย ๆ ตามร้านอาหารต่าง ๆ อีกด้วย  เมื่อเราได้ดูรายการนี้และได้เรียนรู้อะไรไปพร้อม ๆ กับสิ่งที่รายการถ่ายทอดออกมา  มันทำให้เรามองอะไรลึกขึ้น ง่ายขึ้น  ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าวันหนึ่งเรามองไม่เห็น..เราต้องแย่แน่ ๆ เพราะเราใช้สายตามาตลอดชีวิต  แค่ลำพังสายตาสั้นไม่ได้ใส่แว่นก็จะไม่ไหวแล้ว แล้วถ้าเรามองไม่เห็นล่ะ..เราจะใช้ชีวิตยังไง..

ปรัชญาหนึ่งที่รายการสอดแทรกให้คิดได้ก็ คือ มันไม่สำคัญหรอกว่าอาหารนั้นจะหน้าตาอย่างไร จัดวางสวยงามแค่ไหน เพราะเมื่อเรามองไม่เห็น เราก็เพียงแค่ดมกลิ่นและทานมันเข้าไปให้อิ่มท้อง  เราเพียงต้องการความอิ่มเท่านั้น

คนตาดีอย่างเรา ๆ มีตรรกะ กฏเกณฑ์การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างมากและวุ่นวายกว่าอย่างเห็นได้ชัด ฮ่าๆ นึกดูว่าบางทีอาหารดูไม่น่ากินเราก็ไม่กินแล้วถูกมั้ย ? แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรามองอะไรให้เรียบง่าย คนเราก็ต้องการแค่นี้เอง  ไม่รู้ว่าคราวนี้ใครกันแน่ที่น่าเห็นใจกว่า  อาจเป็นคนตาดี ๆ อย่างเราก็ได้



เราชอบที่เขาบอกว่า...เมื่อมองไม่เห็น สัมผัสอื่นจึงชัดเจนยิ่งขึ้น..
มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ สิ่งที่คนตาดีไม่เห็น แต่พวกเขาสัมผัสได้ :)






Create Date : 05 กรกฎาคม 2557
Last Update : 5 กรกฎาคม 2557 13:53:33 น.
Counter : 662 Pageviews.

0 comment
1  2  

ณธรา
Location :
สุราษฏร์ธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]