Travel | เที่ยวชิลๆ ย่านวังหลัง-ฝั่งธน


บันทึกเล็ก ๆ : เรื่องราววันที่ 23กรกฏาคม 2560

ที่จริงแล้วเมื่อวันอาทิตย์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเรามีนัดกับเพื่อนและรุ่นพี่มหาวิทยาลัยว่าจะไปเที่ยว‘พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน’ กัน เนื่องจากพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมเป็นปกติได้อีกครั้งหลังจากปิดปรับปรุงโดยเริ่มเปิดตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม เป็นต้นไป

            เราตื่นเช้าเตรียมตัวเรียบร้อยแต่จู่ ๆ ก็มีไลน์จากรุ่นพี่พร้อมภาพแคปหน้าจอส่งมาในกลุ่มไลน์ใจความคือพิพิธภัณฑ์ยังคงปิดปรับปรุงถึงวันที่ 23 กรกฏาคม เป็นอันว่าทริปของพวกเราเลยล่ม

            รุ่นพี่เราก็ไปเที่ยวอยุธยากับเพื่อนสนิทของเขาส่วนเพื่อนเราก็ชวนไปเที่ยววังหลังกัน ไหน ๆ ก็ตื่นแต่เช้า เตรียมตัวเตรียมกล้องพร้อมแล้วก็ไปเที่ยวเถอะ! เป็นอันตกลง... J



            เราพักอยู่ย่านพระราม4 เราตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์สาย 149 รวดเดียวจาก ถ.พระรามสี่ ไปลงแถวศิริราชแล้วเดินทะลุตลาดวังหลังเข้าไปยังจุดนัดพบกับเพื่อน แต่รอแล้วรอเล่า..สาย 149ก็ยังไม่มาสักที เลยเปลี่ยนใจเป็นนั่งรถเมล์สาย 45 ไป ‘ท่าเรือสี่พระยา’เพื่อลงเรือด่วนเจ้าพระยาธงส้มไปขึ้น ‘ท่าวังหลัง’ แทน

            การเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาของเราในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2ในชีวิต ก็ตื่นเต้นบ้างเล็กน้อย เพราะ กลัวมีการขึ้นเรือผิดลำเกิดขึ้น 5555 แต่สำคัญกว่านั้นคือเราสนุกเวลานั่งเรือ เพราะ ได้เห็นวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำที่ไม่ค่อยได้เห็นในการเดินทางปกติประจำวันแถมไม่ต้องปวดหัวกับปัญหารถติดด้วย เราจึงโอเคมาก ๆ ถ้าครั้งนี้จะลองโดยสารเรือด่วนอีกJ

            เรานั่งรถเมล์สาย45 มาสุดสายที่ท่าน้ำสี่พระยา(รถเมล์สาย 45 จะจอดพักที่วัดหัวลำโพงครู่หนึ่งเพื่อให้พนักงานรถเมล์ได้ลงทะเบียนบลาๆๆ เขาทำอะไรเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มีบางครั้งก็จะต้องเปลี่ยนไปนั่งรถเมล์อีกคันที่มารับช่วงต่อแทนจึงเดินทางต่อไปถึงสุดสาย)


            ท่าเรือด่วนสี่พระยาต้องเดินเข้าทางตรอกเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ข้าง ๆ โรงแรม Royal Orchid Sheraton ก็คือลงป้ายสุดท้ายแล้วก็เดินเลี้ยวซ้ายย้อนกลับมานิดหน่อยก็จะเจอตรอกนี้อยู่ข้างโรงแรม


วันนี้มีแต่เรือด่วนเจ้าพระยาธงส้มให้บริการซื้อตั๋วกับพนักงานที่ท่าเรือได้เลย ค่าโดยสาร 14 บาทตลอดสาย บางท่าเรือไม่มีโต๊ะเก็บเงินพนักงานก็ต้องไปจ่ายกับกระเป๋าเรือ แต่ซื้อที่ท่าเรือเลยก็สะดวกขึ้นเรือไปก็แค่แสดงตัวให้กระเป๋าเรือดู J

บรรยากาศบนเรือวันนี้คนเยอะพอสมควรแต่ก็ไม่เยอะแน่นเอี๊ยดเท่ากับประสบการณ์การขึ้นเรือด่วนครั้งแรกของเรานะ (ตอนขึ้นเรือครั้งแรกก็เจอระดับAdvance แล้ว ครั้งนี้เลยสบาย ๆ ^^)


(โบสถ์กาลหว่าร์ ย่านตลาดน้อยถ่ายจากบนเรือด่วนเจ้าพระยา)


ถ่ายภาพบรรยากาศท้องน้ำเจ้าพระยาช่วงเวลาประมาณ 11นาฬิกา มีชีวิตชีวาสวยงามมากทีเดียว ชอบบรรยากาศสดชื่นแบบนี้ชอบท้องฟ้าสีฟ้าสดใสแบบนี้ ชอบมาก ๆ เลย J

ช็อตนี้ใกล้จะลงเรือที่ท่าวังหลังแล้วมายืนรอท้ายเรือเลยเพิ่งเห็นว่าวัดอรุณฯอยู่ตรงโน้นแน่ะ ฮื่อ..ถ่ายได้ก็ไกลไปหน่อยTT





มาถึงท่าวังหลังแล้วเราก็เดินไปหาเพื่อนที่ร้านซูชิวังหลังเจ้าดัง เราไม่เคยกินมาก่อนเลยหลงเดินเข้าไปหาร้านซะลึกเลยปรากฏว่าไปคนละสาขากับเพื่อน ก็ต้องเดินย้อนกลับมาอีกสุดท้าย...ร้านอยู่ใกล้ท่าเรือนิดเดียวเอง 55555

มากินซูชิแต่ไม่มีรูปซูชินะ เพราะ หิวมาก..มาถึงก็รีบกิน ๆๆๆๆๆ ทันที


กินเสร็จแล้วก็เดินช็อปเสื้อผ้ากันที่ตลาดวังหลังกันเพลินๆ เข้าร้านโน้น ร้านนี้ ก็มีแต่เสื้อผ้าและสินค้าล่อตาล่อใจ ในราคาที่พวกเราจ่ายไหวเต็มไปหมดนี่นาในจังหวะนี้ก็ช็อปกันอย่างเดียวแล้วค่ะ ถือถุงกันพะรุงพะรังไม่ได้คว้ากล้องมาถ่ายรูปแล้ว ^^”

เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ ก็มาถึงโซนที่ติดกับวัดระฆัง เราแวะซื้อก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ร้านอร่อยก่อนจะเดินเที่ยวต่อ ซึ่งเพื่อนเราคนหนึ่งอยากไปวัดอรุณฯ ทุกคนเคยไปแต่ไม่มีใครเจนจัดเส้นทางฝั่งนี้เท่าไหร่ ถามแม่ค้าที่ร้าน..น้าเขาก็แนะนำว่า ‘ถ้าเดินไปก็ได้แต่จะไกลหน่อย ประมาณ 2 ป้ายรถเมล์นะ’

โอเค...พวกเราไหวอึดค่ะ เดิน!!

ตั้งใจว่าจะเดินไปวัดระฆังแล้วก็ทะลุหน้าถนนใหญ่แล้วเดินไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแล้วแดดแรงพอสมควร ร้อนแฮะ...เจอคุณลุงขายไอติมตัดซื้อกันสักหน่อยละกัน

ยืนกินไอติมกันเสร็จแล้วก็มั่วเส้นทางเพื่อออกไปถนนใหญ่กันต่อ ถึงถนนแล้วก็เลี้ยวซ้ายเดินเลียบฟุตบาทไปเรื่อยๆ โอ้โห...ไกลกว่าที่คิดไว้แฮะ ร้อนด้วยนั่งพักป้ายรถเมล์แป๊บ จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า

เพื่อน : ‘เฮ้ย...กรูไม่ไหวละ รถเมล์เถอะ’

แล้วก็มีรถเมล์กำลังผ่านมามันก็นั่งกวัก ๆ ในเพิงป้ายรถเมล์ชั่วคราวนั้น

เรา กำลังจะบอกว่า ‘เดินอีกนิดก็ได้มั้ง...’

แต่ลุงคนขับก็ตาดีใจดี จอดให้พวกเรา 3คนแล้วตะโกนถามลงมาว่า

ลุงคนขับรถเมล์ : ‘ไปมั้ยคร้าบบบ ?’

เพื่อน : ‘จอดขนาดนี้ไม่ไปไม่ได้แล้วแหละเมิง

แล้วพวกเราทั้งสามคนก็วิ่งกุลีกุจอขึ้นรถเมล์กันไปนั่งหอบแฮ่ก ๆ หาเหรียญกันวุ่นวาย (ก็เกรงใจลุงด้วยแหละ อุตส่าห์จอดถามพวกเรา ทั้งที่ไม่มีคนลงป้ายนี้สักหน่อย^^) น้ากระเป๋ารถเมล์ก็ใจดีช่วยบอกป้ายที่ต้องลงวัดอรุณฯให้ด้วย เสียดายที่มัวตาลายไม่ได้สังเกตว่ารถเมล์สายอะไร ไม่แน่ใจว่าใช่สาย 57 รึเปล่า J



เดินกันมาถึงวัดอรุณฯแล้ว ผ่านมาหลายปีตั้งแต่สมัยมาฝึกงานจนทำงานได้เกือบ2 ปีแล้วก็ยังบูรณะไม่เสร็จ ฮ่าๆ แต่มาวันนี้โชคดีได้เห็นยอดปรางค์แล้วนะช่างเอาโครงเหล็กออกไปบ้างแล้ว





รอบนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปวัดอรุณฯมากเท่าไหร่ เพราะยังคงเหนื่อยอยู่ ทั้งที่แสง บรรยากาศดีมาก แต่ที่จริงแล้วเราอยากถ่ายพระปรางค์แบบไม่มีโครงเหล็กมากกว่าเพราะจะได้เห็นความสวยงามอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างไรก็สุขใจทุกครั้งที่ได้มาที่นี่นะคะJ



ถ่ายรูปหมู่ก่อนแยกย้ายกันสักครั้ง  (บังเอิญใส่ชุดธีมเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายกันเลยนะตลกมาก)



การเดินทางกลับสู่ย่านพระรามสี่...

            ครั้งนี้เราไม่ได้กลับโดยการโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาเราตั้งใจจะกลับรถเมล์เพราะไม่ต้องเดินทางหลายต่อ เราออกมารอที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยวัดเพื่อรอรถเมล์สาย 149 เพราะ เราเข้าใจว่า ถ.อรุณอัมรินทร์ตรงนี้เป็นเส้นเดียวกับศิริราช รถเมล์สายนี้ก็น่าจะผ่านเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้ว ณจุดนี้มีผ่านแค่สายเดียว คือ สาย 57 ต่างหาก

            เราจึงต้องนั่งรถเมล์สาย57 ขับเลี้ยวขวาเพื่อไปลงป้ายแรกรอสาย149 ที่ ถ.อิสรภาพ ที่จริงจะเดินไปก็ได้ถ้าไม่เหนื่อย แต่วันนี้มันเหนื่อยก็เลยนั่งรถเมล์ 9 บาทเพื่อไปยังถนนเส้นโน้นละกัน และก็รอไม่นาน...รถเมล์สาย 149 ก็ผ่านมาก็เลยขึ้นรถเมล์แล้วก็นั่งยาว ๆ ไปลงพระรามสี่เลย

สิ้นสุดวันนี้ด้วยความ...ความจนฮ่าๆๆๆ เพราะว่าทั้งกิน ทั้งช็อปจนเงินปลิวไปหลายร้อยทั้งที่เกือบจะสิ้นเดือนแล้วเนี่ย (สิ้นเดือนแทบสิ้นใจ) แต่เราก็มีความสุขที่ได้จ่ายได้เห็นบรรยากาศกรุงเทพในแบบที่เงียบสงบ มีชีวิตชีวาในมุมวิถีแห่งสายน้ำ ชอบวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและพบเห็นแต่อะไรดีๆ ในวันนี้

บันทึกนี้อาจไม่มีสาระอะไรมาก แต่หวังว่าเพื่อน ๆคงได้ประโยชน์เรื่องการเดินทางบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ^^


J Happy Happy J



ป.ล. กลับมาถึงที่พักเพื่อพบว่าประกาศที่รุ่นพี่ส่งมาให้ดูนั้นลวงหลอก! T^T เพื่อนของรุ่นพี่อยากชวนรุ่นพี่คนนี้ไปทำบุญวันเกิดด้วยกันและรู้ว่ารุ่นพี่มีแผนจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพื่อนพี่จึงหาประกาศเก่าของพิพิธภัณฑ์ส่งมาให้รุ่นพี่แล้วรุ่นพี่ก็ส่งมาให้พวกเราอีกที โดยที่ไม่มีใครสักคนเอะใจหรือค้นหาข้อมูลใดๆ เชื่อกันง่ายมากกกกกก!

สุดท้าย...วันนี้ไม่มีใครได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ตำรวจวังปารุสกวัน สักคน 55555 T^T =…=;




Create Date : 25 กรกฎาคม 2560
Last Update : 25 กรกฎาคม 2560 20:12:50 น.
Counter : 731 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
Travel | วันสบายริมสายน้ำ ณ ตลาดน้ำวัดตลิ่งชัน (Taling-Chan Temple Floating Market)

หายไปนานเลยสำหรับการเขียนBlogวันนี้เลยขอมาสานต่อทริปที่ดองเอาไว้ ^^" แต่เป็นบันทึกทริปที่เที่ยวตั้งแต่วันปีใหม่ 2560 นะคะอาจจะนานไปหน่อย แต่ก็หวังว่าคงเป็นข้อมูลประกอบได้บ้างสำหรับผู้ที่สนใจนะคะ :)

สำหรับรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ กันก่อนหน้านี้ สามารถติดตามได้ที่ " Travel | วันสบายริมสายน้ำ ณ ตลาดน้ำตลิ่งชัน (Taling-Chan Floating Market)"ค่ะ J


          "วัดตลิ่งชัน"อยู่ไม่ไกลจากตลาดน้ำตลิ่งชันเท่าไรเดินออกจากตลาดน้ำตลิ่งชัน  เลี้ยวขวาที่ 3 แยกเล็ก ๆเดินไปนิดเดียวก็ถึงที่นี่เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งที่คาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์หน้าวัดจะหันออกทางคลองซึ่งในอดีตผู้คนจะเดินทางด้วยเรือคลองจึงเป็นเส้นทางสัญจรสายหลักก่อนที่จะมีการตัดถนน

แต่หลังจากเรามาลองค้นประวัติของวัดดูแล้วเราจึงพบข้อมูลที่ระบุไว้ว่า...วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลายช่วงประมาณ พ.ศ.2310 ต่างหาก โดยไม่ปรากฏนามผู้สร้างและผู้บูรณปฏิสังขรณ์


วัดตลิ่งชัน


นี่คือ "โบสถ์"คุณป้าบอกว่าเดิมมีความวิจิตรสวยงามมาก แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปช่างคนละยุคสมัย การบูรณะเลยทำให้มีรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมมากพอสมควรอีกทั้งมีการถมพื้นที่วัดให้สูงขึ้นป้องกันน้ำท่วมทำให้ประตูรอบโบสถ์ถูกถมจนเตี้ยลง ความวิจิตรสวยงามก็ถูกบดบังอยู่ภายใต้พื้นซีเมนต์






นี่คือ "หลังบัน"(ซ้าย) และ"หน้าบัน"(ขวา) เป็นของดั้งเดิมของโบสถ์หน้าบันกับหลังบันจะสร้างด้วยวัสดุไม่เหมือนกัน แต่วิจิตรคนละแบบจากที่ไปเห็น..ทั้งสองชิ้นถูกถอดออกจากที่เดิมแล้วและช่างก็มีการแกะชิ้นส่วนบางส่วนจากบันเดิมไปตกแต่งบันใหม่ที่บูรณะ(แต่เรารู้สึกว่าบันใหม่ไม่สวยแฮะ)

ที่บันมีระบุ พ.ศ.2484 ด้วย




นี่คือ "ระเบียงโบสถ์" ถูกประดับด้วยหินคาดว่ามาจากเมืองจีน เพราะ คนสมัยก่อนมักนำเข้าสินค้าจีน เช่น ถ้วยชามเครื่องประดับ หินต่างๆ มาประดับตกแต่งวัดหลายแห่งก็เช่นกันที่มักนำวัสดุเหล่านี้มาตกแต่ง (บางแห่งก็เอาไปตกแต่ง"เขามอ')






เดินมาทางริมคลอง มี"ตลาดน้ำวัดตลิ่งชัน" ด้วยนะ ที่นี่เป็นของชุมชนและชมรมผู้สูงอายุที่จัดเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเล็กๆอีกแห่งหนึ่งและช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุในชุมชนที่ยังมีเรี่ยวแรงอยากประกอบสัมมาอาชีพมาค้าขายกัน แต่ก็ด้วยความที่ไม่มีการโปรโมทอะไร ทำให้นักท่องเที่ยวน้อยนักที่จะรู้จักซึ่งตลาดน้ำของวัดแยกสัดส่วนกับตลาดน้ำตลิ่งชัน เป็นคนละหน่วยงานที่ดูแลตลาดทำให้ทางตลาดน้ำตลิ่งชันดูมีความเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าตลาดน้ำของวัด

แถมวันที่เราไป ก็มีคุณลุง คุณป้าชาวบ้านแถวนั้นมาร้องคาราโอเกะเพลงลูกทุ่งที่ศาลากันสนุกสนานให้นักท่องเที่ยวได้ฟังกันไปเพลิน ๆ อีกด้วยแต่คุณป้าเราบอกว่าปกติเขาก็ชอบร้องเพลงกันอยู่แล้วล่ะ :)

มาแล้วเราก็แวะทานขนมกันสักหน่อยระหว่างนั่งชมบรรยากาศสักหน่อย




ข้าวโพดอบเนยถุงละ 20 บาท มีคุณลุงเอามาขาย แกเดินขายทั้งตลาดน้ำวัดตลิ่งชันและตลาดน้ำตลิ่งชัน กินได้ทั้งคนทั้งปลาแต่คนกินดีกว่า เพราะ อร่อยจัง 😄





ข้าวต้มน้ำวุ้นเพิ่งเคยกินครั้งแรก อร่อยๆ เมนูสุดท้ายก่อนจบทริปเที่ยวปีใหม่ในเมืองกรุง 😊











ที่จริงแล้วปกติจะมีร้านค้ามากกว่านี้นะคะพอดีมีการปรับปรุงพื้นที่บางส่วนอยู่+ร้านปิดที่ไปวันนั้นก็เลยเจอร้านค้าน้อยกว่าปกตินิดหน่อย แต่ที่นี่อากาศดีผู้คนไม่พลุกพล่านมาก นั่งทานขนมริมคลองมองเรือแล่นไปมา ลมโกรกพัดเย็นสบายมาที่นี่ได้ทั้งไหว้พระ ทำบุญและพักผ่อนหย่อนใจ

ที่จริงใครมีโอกาสผ่านมาแถวนี้เที่ยวตลาดน้ำตลิ่งชันแล้วก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวตลาดน้ำวัดตลิ่งชันดูนะคะ ^^




สถานที่ท่องเที่ยว : ตลาดน้ำวัดตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร ตลิ่งชัน Thailand
พิกัด GPS : 13° 46' 42.36" N 100° 27' 26.32" E





Create Date : 11 กรกฎาคม 2560
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 22:20:17 น.
Counter : 381 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
Travel | วันสบายริมสายน้ำ ณ ตลาดน้ำตลิ่งชัน (Taling-Chan Floating Market)
สถานที่ท่องเที่ยว : ตลาดน้ำตลิ่งชัน, กรุงเทพมหานคร ตลิ่งชัน Thailand
พิกัด GPS : 13° 46' 34.65" N 100° 27' 23.97" E






            ในวันปีใหม่1 มกราคม 2560 เราได้มีโอกาสไปเที่ยวตลาดน้ำตลิ่งชันเป็นครั้งแรกหลังจากได้ยินชื่อมานาน “ตลาดน้ำตลิ่งชัน” ตั้งอยู่ที่เขตตลิ่งชันกรุงเทพมหานคร สำหรับคนที่ไม่มีรถสามารถโดยสารรถเมล์สาย79 (ราชประสงค์ - พุทธมณฑลสาย 2) มาได้ เดินทางจากถนนใหญ่-ถนนเล็ก ๆ ผ่านหน้าวัดตลิ่งชันไม่ไกลจึงถึงจุดหมาย และที่ตลาดน้ำแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “ท่าเรือตลิ่งชัน”ด้วย



ตลาดน้ำตลิ่งชัน


            เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเพิ่งมาอยู่กรุงเทพได้ไม่นาน ทริปนี้จึงเป็นทริปที่คุณป้าและเพื่อนคุณป้าเป็นคนคอยแนะนำและเล่าเกร็ดความรู้ต่างๆ ให้ฟังประกอบการเที่ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้การมาเที่ยวครั้งนี้ไม่เปล่าประโยชน์

ตลาดน้ำตลิ่งชัน เป็นตลาดน้ำเล็ก ๆ ที่มีอายุ 20 กว่าปีแล้วสร้างหลังจากตลาดน้ำคลองลัดมะยม แต่ใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกันกว่าชื่อจะติดหูคนและมีชื่อเสียงจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ ที่นี่มีสินค้าขายหลากหลายส่วนมากก็พืชพันธุ์เกษตร ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา ราคาก็ไม่แพงนะพ่อค้า-แม่ค้าก็เป็นมิตร


ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก

อาหารมื้อแรกของวันและของปี 2560 นั่นก็คือ"ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก" 😊


ปลาเผา

"ปลาเผา" ตัวโต


ขนมจีนซาวน้ำ

"ขนมจีนซาวน้ำ" ของคุณป้า


ขนมจีนน้ำยา

"ขนมจีนน้ำยา" ของเพื่อนคุณป้า


ยำปลาดุกฟู

"ยำปลาดุกฟู" จานนี้ 40 บาท เองมั้ง อร่อยด้วย 😊


            หลังจากทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเดินสำรวจตลาดน้ำแห่งนี้ พวกเรามาหยุดกันตรงนี้ ข้างบนนั้นคือ"ทางรถไฟ" ส่วนด้านหลังคือตลาดน้ำนั่นเอง เวลากินอาหารอยู่ในแพถ้าหันหน้าไปที่ทางรถไฟ เผลอ ๆ อาจจังหวะดีได้เห็นรถไฟแล่นข้ามคลองก็ได้นะ เก๋ ๆ ดี 😊





สุดท้าย  เราขอเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อพ่อค้า แม่ค้าที่นี่สักหน่อยนะ เราประทับใจที่เขาช่วยกันขายสินค้าให้กันและกันช่วยกันดูแลลูกค้า บริการกันอย่างดี ต่อให้รายการอาหารของร้านเหมือนกันแต่ก็จะมีการจัดสัดส่วนพื้นที่การขายอย่างดี เราไม่รู้สึกว่าแต่ละร้านมีการแข่งขันหรือแย่งลูกค้าให้ลูกค้าลำบากใจ ไม่ทำให้มีบรรยากาศขุ่นใจเกิดขึ้นให้เห็นระหว่างมาพักผ่อนที่นี่เลย บรรยากาศที่นี่ก็ดี ซึ่งถ้ามีโอกาสได้กลับไปเที่ยว..เราก็อยากไปอีกแน่นอน 

และหวังว่าบทความน้อย ๆ ใน Blog เล็ก ๆ แห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณอยากไปเที่ยวดูบ้างนะคะ ^^




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2560 0:20:44 น.
Counter : 1107 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
ความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต


การรักษาความสัมพันธ์ต่อคนสำคัญในชีวิต
วันนี้เราขอบันทึกถึงหัวข้อนี้ล่ะ..เพราะมันคือสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้


        ถ้าถามว่าในชีวิตคนเราชีวิตหนึ่ง..แน่นอนว่าเราต้องพบเจอผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
บางคนก็ผ่านเข้ามาเฉย ๆ แล้วก็ผ่านไป, บางคนก็นานหน่อย, และบางคนก็ยังอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ 
เราจะไม่ขอพูดถึงเรื่องใครดีหรือไม่ดีแล้วกัน แต่จะพบว่าคนทุกคนล้วนมีความสัมพันธ์กับเราไม่มากก็น้อย


        ที่ผ่านมา...เราก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง (ที่ตอนนี้เข้าใกล้วัยทำงานแล้ว) 
เราเชื่อมาตลอดว่าเรามีความจริงใจ, ให้ใจ, รักษาน้ำใจและอยู่เคียงข้างมิตรด้วยใจ 
เราไม่แยกว่าสนิทหรือไม่ก็ตาม แต่ด้วยช่วงเวลาที่ผ่านมาที่เราได้พบเหตุการณ์หลายอย่าง 
มันทำให้เราได้ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า "เราเป็นมิตรที่ดีจริงหรือเปล่า ?" 


        ในวันก่อน..เราคิดว่าเราย้อนกลับมาถามตัวเองและคิดเอาเองว่า 'เรานี่ล่ะถูกแล้ว พวกเขาสิผิดที่ไม่เข้าใจเรา'.. 
แต่ในวันนี้เรากลับไม่คิดเช่นนั้น.. มันคงเป็นเพราะในวันนี้เราได้อยู่กับความเงียบสงบ 
เราได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น ทำอะไรช้าลง และอ่านหนังสือปรัชญาต่าง ๆ เพื่อทบทวนการกระทำ


        เราคิดว่าเราตอบได้แล้วล่ะว่า...เราแย่ตรงไหน, ทำอะไรไม่ดีไป, ขาดความยั้งคิดอะไรบ้าง
เพราะแค่ความจริงใจมันไม่พอ 'จริง'ข้างใน..แต่ข้างนอก'ไม่'แสดงให้เห็นก็คงไม่ได้..
อย่างน้อยเรื่องคำพูดก็เป็นวาทะหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับปรุง  
เราถนอมน้ำใจเขาในใจ..แต่คำพูดทำร้ายเขาไปไม่รู้ตัวก็มี


        เรื่องสำคัญในชีวิตคนเราที่เราคิดได้ในตอนนี้ คือ คนเรานั้นมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ-ดูแลมากมาย 
ไม่ว่าจะเป็นการงานหรือหน้าที่ต่าง ๆ ที่ต้องทำ  
แต่ที่สำคัญคือเราต้องอย่าลืมดูแลความสัมพันธ์คนสำคัญในชีวิตด้วย..อย่าละเลยมันไป  
จริงอยู่ที่งานไม่มีทางหักหลังเรา(เพื่อนร่วมงานไม่หวังดี..ก็ไม่แน่นะ) 
แต่เราจะมุ่งมั่นเอาแต่งานจนสุดท้าย..ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในชีวิตได้เหรอ ? 
...เราว่านั่นเป็นวิธีใช้ชีวิตที่ไม่ถูกเท่าไรนัก


        อย่าละเลยความรู้สึกของคนสำคัญในชีวิต เพราะ คนสำคัญในชีวิตมีเพียงไม่กี่คน 
และเพียงไม่กี่คนเหล่านั้นที่ให้เราเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาเช่นกัน 
ดูแลรักษากันไว้ให้ดี ยังไม่สายที่จะกลับตัววันนี้..รู้จักเอ่ยคำขอโทษ/ขอบคุณให้เป็นนิสัย, 
จงมีสติอยู่เสมอเมื่อกระทำอะไรต่อใจคน



ราตรีสวัสดิ์  :)



ปล.การอยู่ในที่สงบ..นั่งอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม..และเปิดกล่องดนตรีฟังไปเรื่อย ๆ ก็มีความสุขดีนะ



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2557 0:10:10 น.
Counter : 266 Pageviews.

1 comment
นักเดินทางผู้โดดเดี่ยว
  แม้เหมือนว่าพวกเราต่างก็ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวลำพัง
แต่แท้จริงแล้วพวกเราต่างอยู่ด้วยกันเสมอตลอดมา
.
.
พวกเราเพียงแค่ออกเดินทางและยืนคู่กันระหว่างแผ่นดินที่ห่างไกล
ที่พวกเราเคยทอดสายตามองดินแดนใหม่และหลงคิดว่ามันดี
แต่แท้จริงแล้วกลับไม่เลย..
.
.
พวกเราต่างได้เรียนรู้กับอากาศที่แปรปรวนและรู้ซึ้งถึงความสิ้นหวัง
.
.
บนยอดเขาแห้งแล้งนั้น..เรามองข้ามแผ่นดินเบื้องล่างไป
สบสายตาคู่นั้นที่พร้อมปลอบประโลมเสมอมา
มันอบอุ่นและชุ่มฉ่ำใจ ให้นักเดินทางผู้โดดเดี่ยวมีกำลังเดินต่อ
.
.
คงเป็นเพราะแผ่นดินที่พวกเรายืนมันห่างไกล
และหนทางที่พวกเราเดินต่างไม่มีวันบรรจบ
พวกเราจึงทำให้กันและกันได้เพียงเท่านั้น
.
.
แต่ ณ ที่แห่งนั้น...พวกเรายังสัมผัสได้ถึงทุกอย่างเสมอ
โอเอซิสที่หล่อเลี้ยงจิตใจนักเดินทางยังไม่แห้งขอด
เงาแขนที่โอบกอดยังคงเด่นชัดไม่เสื่อมคลาย
.
.
เราอยู่ร่วมกันเสมอ..ท่ามกลางวันเวลาและแผ่นดินที่ห่างไกล
ไม่เคยจากกัน..




แด่เพื่อนรัก..เพื่อนแท้ผู้เป็นกำลังใจให้กันเสมอมา



Create Date : 12 ตุลาคม 2557
Last Update : 12 ตุลาคม 2557 23:30:20 น.
Counter : 728 Pageviews.

0 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#13



ณธรา
Location :
สุราษฏร์ธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]