เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน............................
 
 

Lost in translation สำหรับคุณความเหงาคือ อะไร



ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตามคำแน่ะนำของเพื่อนผมคนหนึ่ง ในช่วงที่เขามาเกาะแดกร่วมกินนอนที่เชียงใหม่ครึ่งเดือน ในห้องพักเล็กๆมีเตียงเพียงหนึ่งอัน ( เขานอนพื้นครับ ) ส่วนใหญ่แล้วหนังดีๆส่วนมากที่ผมได้มีโอกาสดูนั้นมักมาจากการ”บอกต่อ” มากกว่า เพราะถ้าผมไปเลือกหนังเอง ผมมักเลือกประเภท บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม หรือ ผู้หญิง 5 บาปมาดู ( เรื่องหลังเด็ดนะครับ )

หนังเรื่องนี้กำกับโดย โซเฟีย คอปโปล่า ชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆครับ รู้สึกว่าเธอจะเป็นลูกของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับ God father หนังที่ลูกผู้ชายทุกคนต้องดู (เขาว่าอย่างนั้น ) แต่ผมเองก็ยังไม่เคยดู อีกทั้งตอน ม.ปลาย ผมยังเล่นวอลเลย์อีกด้วย ผมก็ชักเริ่มไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันแล้ว



หนังเรื่องนี้เล่าถึงตัวละครสองคน ในเมืองๆหนึ่ง คนหนึ่งเป็นดารารุ่นเก๋าใกล้ตกอับ บ็อบ แฮร์ริส (บิล เมอร์เร่ย์) เดินทางเพื่อมาถ่ายโฆษณาวิสกี้นี่ห้อหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาว ชาร์ลอต (สกาเลต โยฮันสัน) ดอกเตอร์เจ้าของปริญญาเอกด้านปรัชญา เดินทางมากับสามีช่างภาพที่พึ่งแต่งงานกัน แต่ต้องไปทำงานจึงต้องทิ้งเธอไว้คนเดียว
หนังเรื่องนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องของการใช้ชีวิตของคนสองคน ในเมืองๆนี้ “โตเกียว” ญี่ปุ่น เมืองที่คำว่า “เหงา “ไม่น่าจับคู่ไปด้วยกันได้



ตัวละครทั้งสอง บ็อบ และ ชาร์ลอต เป็นชาวอเมริกันสองคนที่ได้มาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่ง จุดร่วมที่ทำให้สองคนกลายเป็นผู้ร่วมเดินทาง ( ผ่านความเหงา ) ไปด้วยกัน คือ
1. ทั้งสองไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแต่ต้องอยู่ในเมืองที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ
2. ทั้งสองรู้สึกว่าตัวตนของได้หล่นหายไป




ผมรู้สึกว่าการที่คนสองคนจะได้มาเจอกัน ได้รู้จักกันบนโลกใบนี้ สาเหตุมักไม่ค่อยซับซ้อนอะไรมากนัก
ถ้านึกๆดูแล้ว เพื่อนๆที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เราอาจรู้จักกับเขาเพียงแค่เคยนั่งติดกันตอนจัดที่นั่งใหม่ซักครั้ง เราอาจเป็นคนที่มา รร.เช้าเหมือนกัน ( หรือสายเหมือนกัน ) เราอาจเป็นเด็กที่ไม่ได้เรื่องไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่มด้วยกัน
อย่างไรก็ตามเราก็ยังขอบคุณที่ ยังมีช่วงเวลาที่ได้พบกัน



การเล่าเรื่องเป็นแบบเอื่อยๆ เนิบๆ นิ่งๆ ส่งผลให้เพื่อนที่ร่วมดูกับผมก็จากผมไปทีละคนสองคน จนเหลือผมเพียงคนเดียว ซึ่งมันอาจทำให้ผมรู้สึกเหงาและมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนรายละเอียดของหนังนั้นผมคงไม่ขอกล่าวถึง เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการรับชม

อารมณ์หลักๆเมื่อเราดูหนังเรืองนี้แล้วคงปฎิเสธไม่ได้ คือ “ความเหงา “ เพราะเป็นอารมณ์ที่ปกคลุมอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างหนาแน่นมาก และ คำถามที่ลอยตามมาเมื่อหนังจบคือ

“สำหรับเราแล้วความเหงาคืออะไร ?”

ถ้าให้ผมหลับตานึกถึงความเหงา ผมคงนึกถึงการที่เราจะต้องอยู่ในคนมากมาย แต่เราไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร และไม่มีใครคุยกับเรา ( จริงๆ )

บางทีเราก็ต้องการที่จะรู้จักความเหงา เพื่อรู้คุณค่าของอีกด้าน แต่บางทีเมื่อเราอยู่กับมันนานเกินไป จากเหงาก็อาจเปลี่ยนเป็น “ เศร้า “ ได้เช่นเดียวกัน




มนุษย์ถูกสร้างไว้ให้อยู่ร่วมกัน พระเจ้าได้สร้างมนุษย์คนแรกขึ้นมาคือ อดัม และได้ดึงซี่โครงของอดัมออกมาเพื่อสร้างเป็น อีฟ ............ ชิ้นส่วนของอดัมก็คืออีฟ และ อีฟก็เกิดจากอดัม มันอาจเป็นเหตผลว่าทำไมเราต้องเกิดมาตามหาใครอีกคนก็เป็นได้

นอกจากคำว่าเหงาแล้ว อีกประโยคหนึ่งที่ถือว่าเป็นแกนหลักของเรื่อง ก็คือประโยคที่จ่าไว้อยู่หน้าใบปิดหนัง

“ Everyone want to be found “

เพราะถ้ามานึกๆดูแล้ว การที่เราจะรู้สึกเหงา สิ่งแรกที่เรารู้สึกว่ามันหายไปก็คือตัวตนของเรานี่แหละ
มีคนเคยบอกว่า 80 % ของคนที่ฆ่าตัวตาย สาเหตุมาจากที่คิดว่าไม่มีใครรัก

คิดดูแล้วก็จริงเราก็ไม่อยากเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ เราก็เป็นคนหนึ่งที่ร้องอยู่ในใจว่า
“ I want to be found “
แต่เสียงนี้ถ้าพูดออกไปดังๆก็คงดูไม่ดีนัก

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นใครๆก็อยากมีตัวตน แล้วเราละเคยลืมใครหล่นหายไปหรือเปล่า

เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผมได้มีโอกาสออกจาก รพ. ( เป็นครั้งแรก ) ไปเที่ยวหาดใหญ่นั้น ก่อนที่จะกลับผมได้ไปเดินตลาดเพื่อ
จะซื้อของฝากพี่ๆที่ รพ. ผมก็พยายามนึกให้มากที่สุดว่าจะฝากใครบ้าง ผมซื้อมาเยอะพอสมควร ฝากพี่แผนกโน้น
แผนกนี้ แผนกนั้น เมื่อกลับมาที่ รพ.ผมก็เอาของไปฝากพี่ๆแผนกต่างๆจนเสร็จกิจ แต่เมื่อผมเดินกลับมาที่ห้องพักแพทย์
ผมก็พบว่า ตัวเองได้ลืมคนๆหนึ่งไปครับ เขาคนนั้นก็คือ ป้าทำความสะอาด ทั้งๆที่ทุกเช้าป้าแกจะเข้ามาเปลี่ยนผ้าปูเตียง ล้างแก้วน้ำ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบผมอยู่เสมอว่า ขาดเหลืออะไรไหม เมื่อผมกลับมาที่ห้องโดยที่ไม่มีของฝากอยู่ในมือแล้ว ผมส่งยิ้มให้ป้า และรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ

ผมคิดว่าถ้าผมเป็น ยามที่เฝ้าหน้าบริษัท เป็นพนักงานเสริฟน้ำระหว่างประชุม เป็นคนทำความสะอาดห้องน้ำ
ผมว่าคนเหล่านี้ไม่มากก็น้อยคงรู้สึกเหมือนกันว่า ตัวตนของเขา “ lost in translation “ เหมือนกัน


Everyone want to be found ครับ


ด้วยรักและเคารพ

:->m’26




อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมคงต้องถามเพื่อนๆว่า ความเหงาของคุณละครับเป็นยังไง




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 19 กรกฎาคม 2550 22:57:42 น.   
Counter : 5212 Pageviews.  


ผมไม่ดูหนังผี



จริงๆแล้วแม้ผมเป็นคนชอบดูหนัง แต่ว่ามีหนังอยู่หนึ่งประเภทที่ผมพยายามอย่างมากที่จะหลีกเลี่ยง นั่นคือ
“ หนังผี “ ผมคิดว่าเวลาที่เราที่ดูหนังประเภทนี้จบ นอกจากเงิน เวลา ที่เราต้องเสียไป หลังจากหนังจบลง มันจะแถมความหลอนมาด้วย หลังดู

เช่น


“จูอง” ผมต้องเปิดผ้าห่มดูทุกครั้ง และเหลือบมองหัวเตียงเสมอ


“ six-sense “ ตอนกลางคืนผมไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียว และไม่กล้าไปห้องครัว


“ the ring “ อันนี้ไม่กล้าเปิดทีวี
ฯลฯ


แม้ว่าหนังผีบางเรื่องจะมีการสอดแทรกมุมมอง และแง่คิดที่น่าสนใจอยู่บ้าง แต่เพื่อค่ำคืนการนอนที่มีความสุขของผม ผมขอเลี่ยงดีกว่า

"ความกลัว"เป็นสิ่งที่ฝังตัวในความทรงจำของคนเราได้อย่างน่าสนใจ

แต่วันนี้ผมมีสิ่งที่อยากจะเรียกร้องขอบอกกับเพื่อนๆทุกคนครับ
ช่วงที่ผ่านมาผมต้องทำหน้าที่ตรวจผู้ป่วยนอกมากมาย คนไข้ก็มีมากมายหลายคน หลายกลุ่มครับ แต่จะมีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นศัตรูของผมมากที่สุด
นั่นคือ “เด็ก “ ครับ
โดยเฉพาะอายุ 3-10 ปีครับ เป็นช่วงที่เปรี้ยวตีนมากครับ ( ส่วนเด็กหญิงอายุ 18 ปีขึ้นไปผมไม่ค่อยถือสา ) เด็กกลุ่มนี้จะเข้าห้องตรวจมาด้วยสายตารังเกียจและอาฆาต พยายามไม่เข้าใกล้ บ้างถีบ บ้างถุยน้ำลายใส่ ( เรื่องจริงครับ ) พอผมจะขยับๆไปตรวจนิดๆหน่อย ก็ร้องไห้แหกปาก แล้วก็ถีบต่อไป จังหวะนั้นในใจอยากโดดไปตีหัวจังๆซัก ป้าบนึง แต่ต่อหน้าคุณพ่อคุณแม่ที่น่ารักผมบอกได้เพียง

“ เด็กร่าเริงดีน่ะครับ “

ผมพยายามหาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมพวกเด็กเหล่านั้นจึงจงเกลียด จงชัง ผมขนาดนั้น ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้จักกันมาก่อน

สองวันถัดมาผมได้เงื่อนงำบางอย่าง
วันนั้นผมตื่นแต่เช้าแต่งตัวใส่เสื้อกาวน์ออกจากบ้านพัก ซึ่งข้างๆบ้านผมเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก
ผมเปิดประตูออกไป ยิ้มให้กับพี่เลี้ยงเด็ก และเด็กๆที่นั่งอยู่ มีเด็กบางคนร้องไห้งอแงอยากกลับบ้าน
ทันใดนั้นเหตุการณ์บางอย่างก็เกิด .............พี่เลี้ยงเด็กชี้นิ้วมาทางผมแล้วบอกว่า

“ ถ้าไม่หยุดร้องไห้ เดี๋ยวหมอจับฉีดยา “

ผมจึงได้เงื่อนงำบางอย่าง ผมว่ามันเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด ผมถึงบางอ้อในตอนนั้น
อารมณ์ประมาณกับคินดะอิจืในฉากที่ี่พูดว่า

" ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว "และ " ขอเอาชื่อปู่เป็นเดิมพัน "

ผมคิดว่าเป็นการปลูกฝังเช่นนี้ อาจไม่ใข่การปลูกผังที่่ดีนัก
ข้อเท็จจริงก็คือ หมอบ้านเราไม่ค่อยได้ฉีดยาหรอกครับ ( ผมเองก็ไม่เกิน 10 ครั้ง )

อีกหนึ่งอาชีพน่าสงสารไม่แพ้กันคงเป็นตำรวจ “ เดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ “ อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงๆพี่ๆตำรวจก็ไม่ได้มีโอกาสต้องทำงานร่วมกับเด็กๆบ่อยนัก
( นอกจากงานวันเด็ก )




ผมจึงขอรณรงค์ทุกท่านที่กำลังจะมีบุตรหลานในอนาคตว่า
อย่าไปขู่เด็กอย่างนั้นเลยครับ การที่เราไปปลูกฝังความกลัวอะไรต่างๆให้แก่เด็ก มันค่อนข้างจะลบได้ยากครับ

.....................

แต่ถ้าจำเป็นต้องขู่จริงๆผมวิงวอนขอให้ลองกระจายกลุ่มอาชีพ เช่น

“ร้องไห้อย่างนี้ เดี๋ยว วิศวกร จับไปสร้างสะพาน “
“ร้องไห้อย่างนี้ เดี๋ยวท่านนายกจับซุก ( หุ้น ) ”
“ร้องไห้อย่างนี้ เดี่ยว ผู้กำกับจับไปถ่ายหนังโป๊ “
“ร้องไห้อย่างนี้ เดี๋ยว ครีเอทีฟจับไปถ่ายโฆษณารักแร้ขาว “

ฯลฯ



เพราะ........ว่าเราเองก็เคยเป็นเ้ด็กกันมาก่อน
และเมื่อเราโตขึ้นเรื่อยๆเราก็ได้เรียนรู้ว่า......มันมีอีกหลายอย่างที่น่ากลัว ยิ่งกว่าผี หมอ ตำรวจ และ ตุ้กแก ( ซึ่งจริงๆไม่กินตับ )


ด้วยรักและเคารพ

:->m’26




ป.ล หนังผีที่ผมกลัวที่สุดคือ "จูอง" ครับ ผมรู้สึกว่ามันโผล่ในสถานที่ในชีวิตประจำวันของเราๆมากเกินไป
( ผมกลัว )




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 2:14:25 น.   
Counter : 2170 Pageviews.  


Little miss sunshine : เราต่างมีความขี้แพ้ในตัว



จริงๆแล้ว เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้มีอิสรภาพครั้งแรก ผมได้ออกเดินไปหาดใหญ่ร่วมกับรถ ผ.อ
มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้ก้าวออกจากรั้ว รพ. เป้าหมายหลักในการไปหาดใหญ่ครั้งนี้ ผมตั้งใจจะไปพบปะเพื่อนๆ
ชาวพัทลุง และ ตั้งใจจะไปดูหนังครับ
แรกสุดผมอยากดูเรื่อง “พลอย” ครับ จริงๆผมก็ไม่ได้ชอบหนังพี่เป็นเอกเขาแบบสุดๆซักเท่าไหร่นัก ( อีกทั้งที่เคยดูไปก็ใช่ว่าจะเข้าใจ ) แต่บางทีการที่มีแต่หนังฮอลีวู้ดให้ดูเพียงอย่างเดียว มันก็ทำให้เราเบื่อๆได้เหมือนกัน
ผลงานเรื่องสุดท้ายของพี่เขาที่ผมได้ดูคือ “ Invisible wave “ ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ กับเพื่อนเกลอสองท่าน ผมจำบทสนทนาหลังการดูหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ผม “ เห้ย มึงว่า ฉากนั้นแม่งสื่อถึงอะไรว่ะ “
เพื่อน 1 “ ......................... “
เพื่อน 2 “ ....................... “
ผม “ ...................... “

ผม “ แล้วฉากนั้นหละ ? “
เพื่อน 1 “ ......................... “
เพื่อน 2 “ ....................... “
ผม “ ...................... “

เพื่อน 1“ มึงว่าเราฝืนกันไหมว่ะ “
เพื่อน 2“ ....................... “
ผม “ ...................... “


จากนั้นเราพากัน เข้าไปกินแมคโดนัล วางแผนว่าเรื่องหน้าเราควรไปดูเรื่อง “รักจัง” กันดีไหม


หลังจากห่างหายจากหนังเป็นเอกไป นานพอประมาณผมก็ว่าอาจถึงเวลาที่ผมต้องไปชมงานพี่เขาซะหน่อย
เมื่อถึงหาดใหญ่ ผมมุ่งหน้าสู่โรงหนังโดยเร็ว ผมถามหา “ พลอย “ คำตอบที่ได้รับคือ
“ ออกไปตั้งนานแล้ว มาแค่เจ็ดวันเท่านั้น “ ( ว้าว ทำลายทุกสถิติ ) ผมจึงตั้งเป้าหมายใหม่ ในเมื่อไม่มีหนังนอกกระแส ผมจะดื่มด่ำกับ ฮอลีวู้ดอย่างเต็มที่ผมตั้งใจจะดูพี่ บลูซ หรือไม่ก็ หุ่นยนต์แปลงร่างของพี่เบย์ ผมเข้าไปถาม และ บทสนทนาแบบเดิมๆ ก็กลับมา

ผม “ พี่ครับ มี die hard 4 กับ transformers รอบไหนบ้างครับ “
พี่พนักงาน “ ไม่มีค่ะ มีแต่ ปลุกอึด กับ หุ่นผู้พิทักษ์..... “
ผม “ ............. “
พี่พนักงาน “ แต่ transformer มีพรุ่งนี้ค่ะ หนึ่งรอบตอนหกโมง “

สรุปว่าในวันเสาร์ผมยังไม่ได้ดูหนังใดๆ แต่วันอาทิตย์ผมก็ได้ดู transformers อย่างสมใจครับ
ตอนแรกผมอยากมาชวนคุยเรื่องหนังเรื่องนี้ครับ
หนังเรื่องนี้มัน ช่างมันเหลือเกินครับ แถมจังหวะการปล่อยมุขก็ร้ายกาจ พี่เบย์แกทำหนังแบบใส่เอฟเฟก แบบไม่กลัวงบประเทศชำรุดเลยทีเดียว




แต่ เมื่อกลับมาวันนี้ ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ little miss sunshine หนังเรื่องนี้ผมเห็นมันวางอยู่ในร้านเช่า วีดีโอ หลายครั้งแล้ว อีกทั้งหลายๆคนก็บอกว่าดี แต่บางทีผมมักรู้สึกกลัวหนังประเภทนี้เสมอ กลัวว่าการดูหนังมันต้องใช้พลัง ต้องมีการเตรียมตัว ฟิตร่างกายและจิตใจ มาก่อน แต่เมื่อวานนี้ ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณ อดิสัน บอกผมว่าพึ่งดูหนังเรื่อง นี้ “เจ๋งมาก “ เป็นคำตอบสั้นจากหนุ่ม playboy อารมณ์ดีคนนี้ เป็นเหตุให้ผมรอช้าไม่ได้ครับ ( การบอกต่อนี่ช่างมีพลังในการโฆษณา จริงๆ ไม่แปลกที่หนังสือการ์ตูน “ พี่คับ ” ถึงขึ้นหิ้งคลาสสิก และทำให้เฮียหง่าดังชั่วข้ามคืน )

หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของครอบครัว “ ฮูเวอร์ “ ที่ประกอบด้วย
ริชาร์ด -พ่อ ผู้เป็นคนคิดทฤษฎี “ บันได 9 ขั้นสู่ความสำเร็จ “ แต่ตัวเองนั้นไม่สำเร็จเอาซะเลย ไม่มีเงิน ตั้งใจจะพิมพ์ขายแต่
ไม่มีใครยอมพิมพ์ให้
เดวน-ลูกชาย ที่ได้อ่านงานของ *Nietzsche และตัดสินใจจะไม่พูดจนกว่าจะได้เป็น ทหารอากาศ ในเรื่องเขาไม่พูดมาเก้าเดือนแล้ว
โอลีฟ-ลูกสาว เด็กที่อยากเป็นนางงาม ทั้งๆทีดูจากลุคแล้วไม่น่าไปได้
เอ็ดวิน-ลุง คนแก่ที่ติดยาเฮโรอีน
เชอริล- แม่ แม่บ้านติดบุหรี่ ( chain smoker ) ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างในครอบครัว
อาแฟรง-เป็นน้องชายของแม่ ผู้ซึ่งพึ่งพยายามฆ่าตัวตาย เนื่องจากเสียคู่เกย์ และ พลาดตำแหน่งนักวิจัยยอดเยี่ยม




พูดง่ายๆคือแหล่งรวมตัว คนขี้แพ้อย่างแท้จริง
แต่แล้ววันหนึ่ง หลังจาก มีโทรศัพท์มาว่า ลูกสาว ได้รับคัดเลือกประกวด little miss sunshine ( เหมือนประกวดนางงามเด็ก ) ปัญหาคือ เมืองที่ประกวดนี่อยู่ห่างจากบ้านแสนไกล ทำให้ทุกคนในบ้านต้องร่วมเดินทางด้วยกันใน รถเต่าสีเหลือง

เมื่อมีการเดินทางร่วมกัน ก็ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันตามมา
อาจเหมือนกับประโยคที่ได้ยินบ่อยๆว่า “ ระหว่างทาง อาจสำคัญกว่า จุดหมาย “




เรื่องราวระหว่างทางผมคงไม่ขอเปิดเผยให้เสียอรรถรส ( ผมขอเชียร์ทุกท่านให้ไปดูกัน )


แรกเริ่มที่ผมเริ่มดูหนังเรื่องนี้ พอมีการแนะนำตัวครบปุ้บ ผมก็รู้สึกขึ้นมาในใจว่า “ ครอบครัว เห้ อะไรครับเนี่ย “
แต่ถ้ามาดูดีๆแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าแท้จริงมันจำลองความขี้แพ้ หรือ ปัญหาในหลายๆแง่มุม

“พ่อ “ ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมว่ามันมีมิติที่สุดครับ เป็นคนที่พูดเรื่องวิธีการเป็นคนที่สำเร็จ แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้อย่างที่พูดหรือพูดอีกอย่างคือ เป็นคน”ดีแต่ปาก”นั่นเอง เป็นตัวละครที่ดูน่าหมั่นไส้ที่สุดในช่วงแรกของเรื่อง แต่ผมว่า ความเป็นพ่อในเรื่องนี้กลับมีอยู่ในสังคมเรามากที่สุดเลย นึกว่าตัวเองเก่ง แนะนำคนอื่นได้เป็นฉากๆแต่ตัวเองพังไม่เป็นท่า กลุ่มคนเหล่านี้เห็นได้ในทีวีบ่อยๆ

“แม่ “ อาจเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุด เธอเหมือนกระโถนของครอบครัวนี้ คอยรับทุกๆอย่าง เป็นตัวละครที่มีแง่บวกมากที่สุดในเรื่อง และผมว่าในชีวิตจริงๆ แม่ๆพวกเราก็รับบทประมาณนี้ ( อาจไม่แย่เท่า เพราะอย่างน้อย คุณยังพูดนิ )

“ อาแฟรง “ สับสนผิดเพศ ผิดหวังกับความสำเร็จ และตัดสินใจฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่แล้วคนที่ฆ่าตัวเอง ประเด็นหลักๆคือ ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองนั่นเอง การผิดเพศนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย มันอาจอยู่ในยีน อาจเกิดจากสภาพแวดล้อม
หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ตอนนี้ แต่ปัญหาคือ เราจัดการกับมันได้อย่างไร

“ โอลีฟ “ เธอเป็นความสดใสของเรื่อง แต่บางทีสะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมว่า เราเชิดชู หลงใหลไปกับ “เปลือก”กันมากไปรึเปล่า

“เดวน-ลูกชาย “ เก็บกดไม่พูด เกลียดทุกคนบนโลก บางครั้งการที่เราไม่พูดกันก็ทำให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก

“ ลุง “ ติดยา เบื่อกับชีวิต แต่ก็ไม่ได้พยายามทำอะไรให้มันดีขึ้น





บางทีเราอาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งเหมือนตัวละครเหล่านี้

ผมนึกถึงบทความที่คุณ โหน่ง วงทนง ( ผู้ก่อตั้ง a day ) ที่เขาเล่าว่า เมื่อเขามีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนเด็กๆ
เขาให้เด็กเขียนปมด้อย ตัวเอง แล้วใส่กระดาษมา พอหมดเวลา เขาก็เอามาอ่านปมด้อยของแต่ละคนให้ฟัง
เล่นเอาสนุกสนานกันทั้งห้อง โดยที่บทเรียนวันนั้นที่เขาให้กับเด็กๆ คือ ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์ไม่มีปัญหาหรอก


ต่อมาอีกนิด ใกล้ตัวอีกหน่อย ผมนึกถึงเหตุการณ์ตอนผมผ่านแผนกจิตเวช ได้มีการทำแบบทดสอบทางจิตเวช
ว่าเรามีความผิดปกติทางจิตรึเปล่าซี่ง มีหลายๆกลุ่มโรคที่น่าสนใจครับ
- Depressive disorder ซึมเศร้าคิดว่าไม่มีค่าในตนเอง เบื่อชีวิต ไม่อยากเข้าสังคม และมักนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
- Anxiety disorder มีความกังวล เครียดไปทุกเรื่อง กลัวทุกอย่าง
- Schizophrenia อันนี้เป็นจิตเภทครับ เหมือนคุณหมอประกิตเผ่า หรือ คุณพี่ จอห์น แนชเป็น
- Phobia พวกกลัวอะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กลัวกัน เช่น กลัวแมงมุม กลัวเงาะ กลัวที่แคบ พวกนี้เห็นได้ตามเกมส์โชว์ทั่วไป
- OCD ( obcessive compulsive disorder ) พวกย้ำคิดย้ำทำ รักความสะอาด-ล้างมืออยู่นั่น
อันนี้เป็นโรคที่ โฮเวิดจ์ ฮิวด์ เป็นในเรื่อง Aviator
- Mania พวกอารมณ์ดีเกินเหตุ มั่นใจในตัวเองเกิน ชอบใช้เงินซื้อของอย่างไม่มีเหตุผล อันนี้หลายคนคงเป็น

ฯลฯ

ซึ่งผลที่ออกมายิ่งน่าสนใจครับ คือผลปรากฏว่าทุกคนในกลุ่มมีการโน้มเอียงที่จะผิดปกติ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนอาจหลายทาง แต่ที่ เรายังไม่จัดเป็นโรค เพราะเรายังรักษาสมดุลได้ครับ ก็คงเหมือนตัวอย่างแรก มันทำให้คิดได้ว่า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก
“Nobody perfect “ประโยคเท่ๆที่ไว้พูดให้กำลังใจ (ส่วนใหญ่มักใช้ในเทศกาลแห่งความผิดหวัง)


บางทีทุกคนก็ล้วนมีปมด้อย มีข้อเสีย มีความขี้แพ้ในตัวเอง


แต่อย่างที่คุณลุงเอ็ดวิน บอกกับโอลีฟในเรื่องว่า



“ คนขี้แพ้ที่แท้จริง คือคนที่กลัวไม่ชนะ ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่ได้พยายามทำอะไร “


< A real loser is someone who's so afraid of not winning he doesn't even try >





หวังว่าเพื่อนๆทุกคนจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


ด้วยรักและเคารพ

:->m’26









*Nietzsche เป็นนักปรัชญาในยุค post modern
ป.ล ผมไม่เคยอ่านงานพี่เขา





 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 7 กรกฎาคม 2550 12:26:16 น.   
Counter : 1056 Pageviews.  


Nana2 ความเบาหวิวของชีวิต



เมื่อกี้นี้พึ่งดูหนังเรื่องนี้จบน่ะครับ จริงๆแล้วผมก็อยากชวนคุยเรื่องอื่นๆบ้างน่ะครับ
แต่จากสภานการณ์ปัจจุบันที่ผมออกไปไหนไม่ได้ จะเอาเรื่องคนไข้ที่ถูกยิง ถูกระเบิดมาคุยก็คงใช่เรื่อง
เช่น โอ้พระเจ้า วันนี้ยิงเข้าหัวมาห้า ระเบิดขาขาดอีกหนึ่ง อันนี้คงหดหู่หน้าดูครับ

จากความหดหู่มาทั้งวัน วันนี้ผมต้องการอะไรเบาๆบ้างครับ “นานะ” เธอจึงน่าจะช่วยผมได้ หลังจากที่ผมประทับใจกับเธอทั้งสองในภาคหนึ่งมาแล้ววันนี้การเดินทางของเธอต่อไปจะเป็นอย่างไรผมก็อยากรู้

ในภาคนี้ เป็นการเดินทางชีวิตของสองสาว ที่ดันชื่อเหมือนกันว่า นานะ คนแรกเป็นนักดนตรี เธอรัก
ที่จะมีความมีความฝัน อีกนานะ ( ฮาจิ)เป็นสาวน่ารักคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสาวธรรมดาแค่ฝันอยากจะมีความรัก




หลังจากภาคที่แล้วที่ นานะ ได้ตั้งวง black stone เป้าหมายเพื่อที่จะโค้นล้มวง trapnese วงที่แฟนเธออยู่
ประมาณว่า “ ฉันไม่ง้อเธอ ฉันจะดังให้เท่าเธอ แล้วเราค่อยรักกัน “ เมื่อวงของนานะดูเหมือนจะเริ่มมีชื่อเสียง ทำให้นานะ ต้องห่างจาก “ฮาจิ” ซึ่งปกติฮาจิเองก็ไม่ค่อยมีใครอยู่แล้ว พอนานะไม่อยู่เธอก็เลยยิ่งเหงา




เมื่อทาคุมิ มือเบส คาสโนวาแห่งวง trapness ที่ ฮาจิ เคยแอบปลื้ม ก็เข้ามาพอดี จากนั้นเขาก็ซัดกัน*ครับ ( ฉากนี้ทำผมตะลึงว่า พี่ยุ่นเขาอย่างนี้เลย ฮือ ........ ) แต่ทีนี้นานะยังไม่รู้ว่า โนบุ มือกีต้าร์วง black stone ก็รักเธออย่างสุดหัวใจเหมือนกัน เรื่องมันไม่ได้จบแค่รักกุ๊กกิ๊กแบบวัยรุ่นครับ ........... เพราะเธอท้องครับ ที่เหลือต้องติดตามเองครับ




ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้อยู่ผมรู้สึกว่าตัว ฮาจิ ( นานะ ) นั้นดูแล้วช่างใช้ชีวิตได้เบาหวิวเหลือเกิน มันดูเหมือน
คนที่ไม่มีหัวคิดเอาซะเลย เหงานิดเหงาหน่อย พอไม่มีใคร ปล่อยตัว ปล่อยใจซะแล้ว ........... ผมคิดว่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง


แต่บางทีปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เพราะเราไปเหมาเอาว่าปัญหานั้น “เบาหวิว” เราคิดว่า
อะไรว่ะ เรื่องแค่นี้เอง !
หลายครั้งที่ผมมีโอกาสเจอคนไข้วัยรุ่น ที่ กรีดข้อมือ , กินยาฆ่าตัวตาย , กินยาล้างห้องน้ำ กลุ่มหลังนี้น่าสงสารครับ เขาจะ
ไม่ตายครับ แต่หลอดอาหารเขาจะพังครับ เขาจะกินอะไรไม่ได้ครับ และจะตายในที่สุด เวลาผมเข้าไปซักประวัติคนไข้
น้องๆเหล่านี้ เกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่า ทะเลาะกับแฟน ประชดแฟน........................บางทีผมแอบคิดในหัวอีกครั้งว่า อะไรว่ะเนี่ย เรื่องแค่นี้ !


จนผมได้ฟังเรื่องจากเพื่อนผมคนหนึ่ง เพื่อนผมคนนี้เล่าให้ฟังว่า เพื่อนที่นั่งทำงานด้วยกันที่ออฟฟิต เธออกหัก
ครับ เธอถูกหนุ่มคนหนึ่งทิ้ง เธอก็เลยเศร้ามาก ฟูมฟาย เพื่อนผมคนนี้ก็เข้าไปปลอบ พูดให้กำลังใจต่างๆนานาๆ
เช่น ไม่เป็นไรแฟนคงหาใหม่ได้ เรื่องแค่นี้เอง ......ชีวิตมันต้องสู้ แต่บางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่เธออยากได้ยิน
ไม่นานนัก เธอหายตัวไป พบตัวอีกทีนึง เธอก็เสียชีวิตแล้ว ................. ครับ เธอฆ่าตัวตาย เพื่อนผมคนนี้เสียใจมาก บอกผมว่า
บางทีเราไปมองปัญหาของเขาในมุมของเรา ทั้งๆที่มันอาจเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขาก็ได้ จริงเธออาจแค่ต้องการคนที่เข้าใจเธอ ว่าเรื่องของเธอไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

ผมเลยมานั่งนึกย้อนดูว่า สมัยก่อนนั้นถ้ามีใครล้อชื่อพ่อแม่เรา เราคงโกรธมาก เราอาจรู้สึกว่า
มันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตก็เป็นได้ แต่พอมาในตอนนี้เราคงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดูขำๆเอาซะมากกว่า



บางที บางจังหวะ เราก็ต้องร่วมเบาหวิว ลอยๆ ไปด้วยกัน :->




ขอจบเอาดื้อๆอย่างนี้เลยครับ



วันนี้อยู่เวรครับ ผมขอให้โลกสงบสุข



ด้วยรักและเคารพ



:->m’26


* ซัดกัน ไม่ใช่ ต่อยกันน่ะครับ






 

Create Date : 28 มิถุนายน 2550   
Last Update : 29 มิถุนายน 2550 17:45:03 น.   
Counter : 1033 Pageviews.  


Season change : ฤดูที่เราใส่ กระโปรงบาน ขาสั้น



ออกตัวตามตรงว่า นี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูซ้ำบ่อยที่สุดในรอบปี เป็นหนังที่ผมดูแล้วมันรู้สึกโดนๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ทุกครั้งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ห้วงความคิดผมจะย้อน กลับไปถึงช่วงเวลาที่ผมยังใส่ขาสั้น ช่วงเวลาแ่ห่ง
“ มิตรภาพ ความฝัน และ ความรัก “




ช่วงเวลาที่หลับตาย้อนกลับไปคิดเมื่อไหร่ มุมปากสองข้างจะยกตัวขึ้นเล็กๆ ทั้งที่จริงๆในห้วงเวลานั้น เราอาจไม่ได้มีความสุขขนาดนั้นก็ได้ ( เราอาจโดนเพื่อนแกล้ง โดน อ.จ ตีก้นหน้าห้อง อกหักรักคุด ) แต่อย่างว่าครับ อดีตมักสวยงามเสมอ
( ถ้ามันไม่สวยนัก ก็อย่าไปเก็บมันไว้ )



หนังเรื่องนี้เล่าถึง การเดินทางของ ป้อม ในการค้นหาตัวเองว่าโตขึ้นเราอยากเป็นอะไร ค้นหาหัวใจตัวเองระหว่างเพื่อนสาวสุดสวยทั้งสองคน อ้อม ( เพื่อนรัก ) และ ดาว ( รักแรก ) บวกด้วยมิตรภาพระหว่างเพื่อนหนุ่มในวง asshole (อ่านว่า แอส โฮ ลี่ )

.......... ป้อมจะก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างไร






เนื้อเรื่องอื่นๆผมคงไม่ขอเล่าหลายท่านคงทราบดีแล้ว ส่วนท่านที่ยังไม่ได้ดู ผมแน่ะนำว่าควรรีบหามาชมอย่างด่วนๆ


จะมีผู้ชายคนไหนบ้าง ที่ดูหนังเรื่องนีู้แล้วไม่อยากตีกลอง , มีคนไหนดูแล้วจะไม่คิดว่า แล้วถ้าเป็นเราจะเลือกคนไหนดี ?
( ซึ่งในชีวิตจริงคงเป็นไปได้ยาก )
มีเด็กคนไหนที่ไม่รู้จักฮอตเวฟ และ ฟังวิทยุคอยลุ้นว่า รร. เราจะเข้ารอบรึไม
่ ( ผมมีเพื่อนร่วมรุ่น ที่ได้เข้าร่วมแข่งฮอตเวฟ * ทำให้ยิ่งรู้สึกอินมากขึ้น )




แถมจังหวะการดำเนินเรื่อง นั้นเป็นไปแบบพาเพลิน คือ ดูแล้วไม่อยากให้มันจบ และ ไม่หยิบนาฬิกาขึ้นมาดู (มีหนังหลายเรื่องที่ดีแต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะดูนาฬิกาว่ามันใกล้จบยังว่ะเนี่ย!)



สิ่งที่ผมชอบและรู้สึกว่าเท่มากของหนังเรื่องนี้คือ หนังเรื่องนี้ไมมี่คำว่า ”รัก” ระหว่างพระเอกและนางเอกทั้งสอง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนเขียนบทเขาตั้งใจหรือไม่ และประโยคปริศนา “ ไม่ชอบกินผักทำไมไม่บอก “
ที่ทำให้ผมต้องนำมาตีความกับเพื่อนอย่างออกรส
( หรือมีผมหมกมุ่นอยู่คนเดียว )




หนังเรื่องนี้นอกจากเรื่องของความรักที่เป็นประเด็นหลักแล้ว ยังมีประเด็นของการค้นหาตัวเอง.....

การที่จะรู้ว่าทางที่เราเลือกนั้น ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ของที่ตอบกันง่ายๆ
คนที่ตอบได้นั้น...ต้องถือว่าเป็นคนโชคดีมาก




ในหนังเรื่องนี้มีหลายฉากที่ป้อม "ต้องเลือก"
- บอกพ่อ หรือ ไม่บอก ที่ตัวเองไม่ได้เรียนแพทย์อย่างที่พ่อต้องการ
- เพื่อนหรือแฟน - "hot wave" หรือ "วงออเคสตร้า"
- รักแรก หรือ เพื่อนรัก - "เอาทุน" ไม่ "เอาทุน"








เมื่อถึง"จุดหนึ่ง" ( ซึ่งมักมีหลายจุด ) เราต้องสงสัยและหยุดถามตัวเองเสมอ ว่า
“ นี่กูเลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้วหรอว่ะ “ ( ผมมั่นใจว่าในความคิดเราไม่สุภาพนัก )





มีอยู่สองอย่างคือ อดทนเดินต่อไป หรือ เปลี่ยนเส้นทางเดิน เพราะเราไม่มีทางรู้จนกว่าจะถึงจุดหมาย
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีไหนมันก็ใช้ “ ความกล้า และ พลังใจ ” ไม่แพ้กัน
แต่ถ้าเราไม่เลือกซักทาง เราก็ยังอยู่กับที่ และไม่มีทางรู้เลยว่ามาถูกทางรึยัง


มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากคือ


“ Don’t waste your life in a job that dosen’t express your heart ”


From “ purpose driven life “
written by Rick warren

บางทีชีวิืตเราก็เลือกมากไม่ได้ครับ แต่ถึงเวลาที่ต้องเลือก
เราก็ต้อง "กล้า" ครับ


หวังว่าเพื่อนๆทุกคน กำลังมีความสุขในทุกฤูดครับ


ด้วยรักและเคารพ

:->m’26




* วงของเพื่อนผมชื่อ “ Ultra CHUADZ “ ครับ ซึ่งเป็นวงที่ชนะเลิศในปีนั้น



ช่วยอุดหนุนด้วยน่ะครับ ……






 

Create Date : 26 มิถุนายน 2550   
Last Update : 29 มิถุนายน 2550 17:41:07 น.   
Counter : 1444 Pageviews.  


1  2  3  

kanapo
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน

@boydontkick
[Add kanapo's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com