ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น หรือ ภาษาญี่ปุ่นเรียกขานชนชาติตัวเองว่า nihon (日本) ตามที่รู้มานะว่าคำว่าญี่ปุ่นของไทยนี้มาจากภาษาจีน แล้วแผลงเสียงจาก ยื่อเปิ่น (ตามหลักภาษาจีนออกเสียงยากมาก ยื่อ ห่อปากแล้วทำเสียงก้อง) แล้วกลายมาเป็น "ญี่ปุ่น" ในที่สุด แล้วภาษาอังกฤษทำไมเรียก Japan แล้วภาษาเกาหลีทำไมเรียก อีลโพน ก็น่าจะมีรากฐานการเรียกขนานนามดินแดนซากุระมาจากจีนทั้งสิ้น

ที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงนะหรือ ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบมีแบบแผนควบคุมไปหมดจนเวลากระดิกตัวต้องกลัวว่าจะผิดกฎหรือไม่? (ล้อเล่น) แต่ก็จริงนะ ตั้งแต่การให้น้องหมาออกมาอึทุกเช้า แถวมหาลัยที่เคยไปเรียนมีป้ายเขียนไว้ด้วยว่า "กรุณาเก็บอึน้องหมากลับไปด้วย" และก็เคยเห็นกับตาและตกใจกับวิชาลับของคนญี่ปุ่น พอเวลาน้องหมาคล้อยตัวลงต่ำเตรียมปล่อยระเบิด เค้าก็ใช้กระดาษมาสกัดระเบิดกลางอากาศไม่ให้ลงสู่พื้นผิดดินให้เสียหาย ที่ไทยไม่เคยเห็นนี่ก็เลยประทับใจนิดส์นึง...

ว่ากันต่อเกี่ยวกับกฎระเบียบที่มีทำให้คนญี่ปุ่นเค้ามีระเบียบ (คิดว่าเอื้อต่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย) เป็นอย่างมากในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตที่เจริญเท่าไรก็มีคนญี่ปุ่นนำผักมาวางขาย แต่มองไปไม่มีคนขายสักหน่อย มีแต่ถุงใส่ตังค์เขียนไว้ว่า ร้อยเยน ถ้าอยากได้ผักไปก็ต้องเอาตังค์มาแลกเป็นกฏที่ตายตัวอยู่แล้วแต่ว่าเค้าก็ไม่ยักจะโกงกันเลยนะ

และอีกอย่างคนที่เคยไปที่ญี่ปุ่นก็คงจะเคยเห็นมนุษย์ยืนเรียงแถวกันยาวที่ญี่ปุ่น นั่นนะถือว่าเป็นปกติของคนญี่ปุ่นแล้วเพราะว่า ถ้าร้อนไหนดังจริงในหมู่ผู้คนหรือว่าเคยออกทีวีเกี่ยวกับ グルメ ต่างๆ หน้าร้อนก็จะมีลูกค้ายืนต่อคิวรอกันไปเป็นสองสามชั่วโมงก็มี ถ้าคนไทยอย่างผมละก็แค่เห็นแถวยาวเป็นกิ้งกือก็หลีกทางให้เข้าแล้วไม่ไปยืนต่อด้วยหรอก ฮิฮิ

แต่การเดินทางเค้าสะดวกสบายมาาาาากส์เลยนะ เพราะว่าอยากจะไปไหนก็มีรางรถไฟตลอด ถ้าหลงทางก็ให้เข้าไปในสถานีรถไฟนี่แหละแล้วก็ขึ้นกลับสถานีที่เรารู้จัก เพราะว่าเคยไปหลงที่ญี่ปุ่นอยู่ก็หลายครั้งเพราะว่าวิชาการดูแผนที่ไม่แตกฉานเท่ากับพวกซามูไรเค้า ก็เลยหลงบ้าง แต่ก็บ่อยอยู่ส่วนตัวเป็นคนโฮโคองจิ 方向音痴 (คนที่ไม่ค่อยรู้ทิศรู้ทางเวลาจะไปไหน) ผมบอกกับคนญี่ปุ่นบ่อย ๆ ว่า โบะคุวะโฮโคองจิเดส 僕は方向音痴です。เค้าก็ทำท่าขำๆนึกว่าผมล้อเล่นมั้ง นี่แหละของจริงเลย

และอีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจที่ญี่ปุ่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูที่ญี่ปุ่น มันจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนโดยมองจากต้นไม้ อยู่ดีๆกลายเป็นสีแดงใบร่วงหล่น อ้าวจะตายแล้วหรือนี่แก นั่นไม่ใช่แสดงว่าย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง หรือ อะคิ 秋 แล้วหละ แล้วฤดูนี้เค้าทำอะไรกัน ก็ไปดูโคโยกัน โคโย 紅葉 แปลว่า การที่ใบไม้เปลี่ยนสี ใบไม้ที่เป็นเหมือนนางแบบนายแบบที่เค้ามาถ่ายรูปกันก็คือ ใบโมมิจิ (ตัวอักษรเขียนเหมือนโคโยนั่นแหละ) ถ้าดูซากุระเค้าเรียกว่า ฮะนะมิ 花見 ส่วนไปดูดโมมิจิจะเรียกว่า โมมิจิกะริ 紅葉狩り (แปลตามตัวว่าการไปล่าโมมิจิ) แถวๆหอที่อยู่ในตอนนั้นก็มีหนึ่งต้นส่วยมาก แดงแป๊ดอวดโฉม ก็มีคนมาถ่ายรูปเยอะแยะ (ตอนไม่มีคนเริ่มถ่ายรูปก็ไม่มีใครมาถ่าย เดินผ่านกันเฉย แต่พอมีคนเริ่มถ่ายแล้วก็ถ่ายกันใหญ่เลย ดูนั่น)

ต้นไม้ผลัดใบกันเหมือนคนหัวล้าน มีแต่กิ่งแต่ก้านเท่านั้น หมดจากฤดูนี้ไปก็เริ่มจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หิมะก็จะตก หนาวมาาาากส์ ไม่เคยหนาวอย่างนี้มาก่อนตั้งรับไม่ทันเหมือนกัน สีแดงในหลอดเทอร์โมมิเตอร์เริ่มลดลงเรื่อย ๆ ในฤดูนี้บางทีก็ฝนบางทีก็หิมะ หิมะตกเค้าทำอะไรกัน ส่วนตัวผมแล้วไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะว่าหนาวไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น ย้ายร่างไปถึงมหาลัยได้ก็บุญแล้ว แต่ในที่ที่มีหิมะตกมากอย่างเช่น ฮกไกโด 北海道 พวกนั้นก็จะมีคนญี่ปุ่นไปเล่นสกีกันมาก

พ้นจากความทรมานที่เหมือนอยู่ในตู้เย็นช่องแช่แข็งขนาดใหญ่ ความอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ ก็จะมาเยือนหลังจากที่หนาวเหน็บกันมานาน ในฤดูนี้เค้าเรียกว่าเป็นฤดูแห่งการจบการศึกษาและการเริ่มต้นใหม่ จะมีพิธีจบการศึกษาจากมหาลัยหลายที่พร้อมกันกับซากุระสีชมพูเต็มต้นที่กำลังผลิดอกออกใบให้ชมกัน ในฤดูนี้เค้าก็จะไป ฮะนะมิ 花見 กัน...ตามสวนสาธารณะต่าง ๆ ก็จะมีคนเอาเสื่อไปปูใต้ต้นซากุระแล้วก็ชมไปดื่มกันไป พาครอบครัวมาเที่ยวบ้าง ในโตเกียวก็สวนสาธารณ์อุเอะโนะ 上野公園 จะมีคนมาฮะนะมิกันมากมาย

ความอบอุ่นก็เริ่มมาเยือนจนกลายเป็นความร้อนระอุ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนาว ใครก็ทราบแต่ว่าช่วงร้อนนี่สิ ถ้าคนที่เคยสัมผัสแล้วคงจะรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างไปจากประเทศไทยเท่าไร ความร้อนก็ร้อนแบบชื้นๆสูง ตัวเหนียวๆ อาบน้ำแล้วตัวยังไม่หายเหนียว อบอ้าวมาก หน้าร้อนคนญี่ปุ่นก็ไปเที่ยวทะเล กินแตงโมเย็นๆ ไอติม ฯลฯ หลังจากร้อนนี้ก็จะเริ่มหนาวอีกใบไม้ที่งอกมาใหม่ก็ร่วงหล่นอีกแล้วซ้ำกันไปซ้ำกันมาเรื่อย ๆ คนญี่ปุ่นนี้ให้ความสำคัญกับฤดูกาลมาก ไม่ว่าจะในเนื้อเพลงที่เปรียบเทียบอะไรต่าง ๆ กับซากุระ อะไรทำนองนั้น การแต่งกาย อาหาร กิจกรรมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

นิสัยใจคอคนญี่ปุ่นนะหรือ เป็นคนที่มีความขยันขันแข็งมาก ชอบอะไรก็จะหาความรู้หรือทำเรื่องนั้นให้เก่ง หาตังค์ด้วยตัวเองจากการทำไบต์ เข้ามหาลัยแล้วทำไบต์กันเยอะและไม่ค่อยจะเรียนเท่าไรเพราะสมัยมัธยมนั้นเค้าเรียนกันมามากแล้ว (คนญี่ปุ่นเค้าบอกมา) แต่การที่จะมีเพื่อนสนิทเป็นชาวญี่ปุ่นนั้นก็ค่อนข้างจะยากหน่อย เพราะว่าเค้ามีความเป็นชาตินิยมสูง เป็นเพื่อนกันได้คุยกันได้ ไปเที่ยวกันได้แต่ก็แค่ผิวเผินเท่านั้น ไม่เหมือนกับคนไทย แค่คบกันแป๊ปเดียวก็เล่นหัวกันได้แล้ว แต่คนญี่ปุ่นไม่ ไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวตัวเองเด็ดขาด และก็จะไม่ถามเรื่องของเราด้วย เพราะว่าเค้าคิดว่าจะเป็นการเสียมารยาท คนญี่ปุ่นเค้าเกรงใจ หรือ ปกปิดความรู้สึกความต้องการของตัวเอง และจะไม่ตอบอะไรไปตรงๆว่า ใช่หรือไม่ เค้าจะพูดอ้อมค้อมไปโน่นบางทีก็เข้าใจบางที่ก็ไม่เข้าใจว่าตกลงว่า Yes or No สักที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบปฏิเสธ จะปฏิเสธกันตรง ๆ ก็ไม่ค่อยจะทำแต่ว่าก็เป็นการที่ไม่ทำให้คู่สนทนาเสียใจแต่ว่า.....

ถ้าอยากซื้อของใช้หรือของกินขบเคี้ยว ต้องเดินเข้าร้านนี้เลย ร้านร้อยเยน ที่มีอยู่ทั่วสารทิศ สามารถซื้อของได้ในราคาประหยัดแค่ร้อยเยน (โดยเฉลี่ยประมาณ 30 กว่าบาท) ผมก็เคยเข้าไปใช้บริการบ่อย ๆ เนื่องจากงบน้อย ของที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นมีหมดสากเบือยันเรือรบ กระดาษปากกายางลบ กบเหลากินสอ หม้อต้มน้ำ ชามถ้วยกะละมัง ถังใส่น้ำ ของขวัญที่ระลึก หนังสือสารพัด ฯลฯ

หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รู้เรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับญี่ปุ่นแล้วนะครับ....ไว้เจอกันต่อ




Create Date : 19 พฤษภาคม 2552
Last Update : 3 มกราคม 2553 15:26:55 น.
Counter : 195 Pageviews.

0 comment
1  2  

shikamaru_san
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]