Group Blog
 
All Blogs
 

ไม้ประดับขจัดสารพิษ

ภูมิแพ้-หอบหืด มาจากไหน
เดิมที่เป็นที่เข้าใจกันในโลกตะวันตกว่าโรคหอบหืด เป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากละอองเกสรดอกไม้ ส่วนคนไทยมักไม่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ก็เข้าใจว่าฝุ่นละอองเป็นสาเหตุ แต่การวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่าสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ คือสารพิษในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา โดยเฉพาะในที่ที่เราต้องใช้เวลาอยู่มากที่สุด คือในบ้านและในที่ทำงานนั่นเอง

ในบ้าน-ในที่ทำงานยังมีสารพิษอีกหรือ ?
การใช้ชีวิตปัจจุบันต้องอาศัยเครื่องอุปโภคบริโภคมากมายซึ่งทำจากวัสดุต่าง ๆ ที่หลากหลาย เป็นต้นว่าพลาสติก วัสดุเคลือบผิวของใช้ต่าง ๆ ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง สิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้คือที่มาของสารพิษในอากาศ ในอาคารบ้านเรือนและที่ทำงานพบสารที่เหมือน ผู้ร้ายสามตัว คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ ไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE) และเบนซีน มากที่สุด

ฟอร์มัลดีไฮด์
เป็นสารที่พบได้ง่ายในสิ่งแวดล้อม ในอาคาร ไม่ว่าในบ้านหรือที่ทำงาน แหล่งสำคัญ ได้แก่ โฟม พลาสติก (ชนิดยูเรีย ฟอร์มัลดีไฮด์) ที่ใช้ฉนวน ในไม้อัดกาว (particle board) ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์สำนักงานในปัจจุบัน ในกระดาษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระดาษเช็ดมือ-เช็ดหน้า กระดาษห้องน้ำรวมทั้งถุงบรรจุของ กระดาษไข (ที่ใช้รองอาหาร) สารทำความสะอาดในบ้านหลายตัวมีฟอร์มัลดีไฮด์เป็นสารประกอบ ผลิตภัณฑ์ ในอาคารหลายชนิดใช้ยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์เรซิน เช่น วัสดุเคลือบผิวพื้นกระดาษปิดผนัง แผ่นหลัง ของพรม เสื้อผ้าอัดกลีบถาวร พวกนี้ถูกเคลือบหรือพ่นด้วยยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์เรซินทั้งนั้น แหล่งอื่นๆ ที่อาจปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ ได้แก่ เชื้อเพลิงหุงต้ม เช่น แก๊สหุงต้ม น้ำมันก๊าด และแม้แต่ควันบุหรี่ก็มีสารนี้เป็นส่วนประกอบ
ฟอร์มัลดีไฮด์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกในดวงตา จมูก และลำคอ ยิ่งไปกว่านั้นฟอร์มัลดีไฮด์ยังเป็นสารที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้ง่าย สามารถรวมตัวกับโปรตีนได้ง่ายมาก จึงทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง แต่ก่อนที่รายงานเพียงว่าการสัมผัสกับฟอร์มัลดีไฮด์ทำให้เกิดการระคายเคืองตา และปวดศีรษะการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าโรคร้ายแรงที่เกิดจากฟอร์มัลดีไฮด์ คือ หอบหืด นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาของ Environmental Protection Agency (EPA) ของอเมริกาได้ศึกษาวิจัย ซึ่งได้ผลสรุปว่า หอร์มัลดีไฮด์น่าจะเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งลำคอของผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเคลื่อนที่ (mobile homes) ซึ่งคือรถตู้ที่คนตะวันตก ใช้เป็นบ้านอยู่อาศัยและเปลี่ยนที่จอดไปเรื่อยๆ

ไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE)
เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมชนิดต่างๆ อย่างกว้างขวาง และส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือสำนักงาน สาร TCE มากกว่า 90% ใช้เป็นตัวทำละลายในงานล้างไขมันจากโลหะ (สิ่งของที่เป็นโลหะที่ใช้ในบ้าน ในที่ทำงานผ่านการล้างไขมันมาแล้วทั้งสิ้น) TCE ใช้ในการซักแห้ง และใช้ในหมึกพิมพ์สีเทา แลคเกอร์ น้ำมันซักแห้ง-ชักเงา และวัสดุประเภทกาวสังเคราะห์ทั้งหลาย ซึ่งสารพวกนี้ คือวัสดุที่ใช้ในการสร้างและตกแต่งภายในอาคาร และเป็นวัสดุสำนักงาน

การวิจัยในปีพ.ศ. 2518 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา รายงานว่า หนูที่ได้รับ TEC มีอาการมะเร็งตับสูงมาก และต่อมาก็มีการจัดสาร TCE เป็นสารก่อมะเร็งตับ

เบนซิน
ใช้เป็นตัวทำละลายโดยทั่วไปและมีปะปนอยู่ในสารสามัญที่ใช้กันเป็นประจำเป็นต้นว่า ในน้ำมันรถยนต์ หมึก น้ำมัน สีทาพลาสติก และยาง นอกจากนี้เบนซินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมทำสารซักฟอก สารระเบิด ใช้ในการทำยา และสีย้อมด้วย

แต่เดิมเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วว่าเบนซินทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังและดวงตา ต่อมาการวิจัยพบว่าเบนซินทำให้เซลล์ของแบคทีเรียเกิดมิวเตต (มีลักษณะแตกต่างจากเซลล์เดิม หรือครั้งหนึ่งที่เคยเรียกกันว่าผ่าเหล่า) และพบว่าเบนซินเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีประจักษ์พยานว่าเบนซีนทำให้เกิดลูคีเมียและทำให้เกิดความผิดปกติในโครโมโซมของมนุษย์

ผิวที่สัมผัสเบนซีนบ่อยๆ จะมีอาการแห้งกร้านอักเสบ พอง เป็นแผลพุพอง การสูดดมเบนซีนปริมาณมากในทันทีจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ซึม ไม่รู้สึกหิว ตื่นเต้น และมีอาการถูกรบกวนทางจิต นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าทำให้เกิดโรคในระบบเลือด ซึ่งรวมทั้งโรคโลหิตจางและโรคในไขกระดูก

คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
เป็นแก๊สพิษอีกชนิดหนึ่งที่พบในบ้าน แม้จะไม่ร้ายเท่าสามตัวแรก แต่ก็มีโอกาสทำอันตรายได้ เนื่องจากแก๊สนี้ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี จึงอาจสูดดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าได้รับที่ความเข้มข้นต่ำ จะรู้สึกเวียนศีรษะ มึน อ่อนเพลีย มีน้ำมูกคล้ายอาการเป็นหวัด ถ้าได้รับในความเข้มข้นสูงอาจทำให้ตายอย่างกะทันหันโดยหาสาเหตุไม่ได้ การตายกะทันหันเกิดขึ้นเพราะเกิดสารพิษคาร์บอนซีฮีโมโกลบิน (carboxyhemolgolbin) ในเลือด ซึ่งขัดขวางไม่ให้ร่างกายได้รับออกซิเจน

คาร์บอนมอนอกไซด์ในบ้านเรือนมีแหล่งหลักเกิดจาก การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง จากเตาหุงต้มที่ปรับอากาศเข้าไปไม่พอเพียง หรือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้แก๊ส เตาน้ำมันก๊าด จากควันบุหรี่ จากไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะคนที่ชอบจอดรถยนต์โดยถอยหลังเข้าบ้านควันรถยนต์จึงถูกพ่นเข้าบ้านทั้งในตอนถอยเข้าและตอนติดเครื่องเพื่อออกรถ จนคาร์บอนมอนอกไซด์ ถูกพ่นเข้าไปถูกกับเก็บในบ้าน

ทุกวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม เราก็ต้องอาศัยอยู่กับสารพิษเหล่านี้ตลอดเวลาและยิ่งมากขึ้นทุกวัน เพียงแต่เราอาจไม่รู้สึก ไม่ทราบ หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอ วิถีชีวิตของการบริโภคนิยมสมัยใหม่ทำให้เราสัมผัสสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เพราะความนิยมการเปลี่ยนแปลงของใช้ใหม่ ๆ การบริโภควัสดุที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง การเปลี่ยนแปลงสิ่งตกแต่งในบ้านเรือน ในอาคาร แม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน หรือของใช้สำนักงานเราก็เปลี่ยนแปลงกันบ่อย ๆ ยิ่งเปลี่ยนบ่อยเท่าไร เราก็มีโอกาสรับสารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น รถยนต์ใหม่ เครื่องใช้สำนักงานที่ซื้อมาใหม่ ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นพลาสติก และเรซินเคลือบผิววงจรไฟฟ้าต่าง ๆ ยิ่งเมื่อใช้ความร้อนยิ่งเกิดรังสีและสารพิษจะยิ่งถูกปลดปล่อยเพิ่มมากขึ้นซึ่งคนส่วนมากจะได้กลิ่น แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่านั่นคือสัญญาณอันตราย



ไม้ประดับเพื่อชีวิต... ดูดสารพิษแทนเรา
การวิจัยของ NASA ที่ต้องการศึกษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการมีชีวิตของมนุษย์อวกาศ ทำให้ได้ผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นผิวโลก โครงการหนึ่งนั้นคือ Interior Landscape Plants for Indoor Air Pollution Abatement ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่าง NASA กับ ALCA (Associated Landscape Contractors of America) เพื่อค้นหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยจากสารพิษตามวิธีการทางธรรมชาติ คือใช้ต้นไม้ที่อยู่กับมนุษย์ได้ดีที่สุดตลอดเวลา โครงการได้ทดสอบต้นไม้หลายชนิดที่ใช้ปลูกประดับภายในอาคาร

ผลการศึกษาพบว่าไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอากาศได้ดีเป็นไม้เมืองร้อน ชนิดที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราและเป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการดูแลพิเศษใด ๆ เลย แล้วทำไมเราจึงจะไม่ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้บ้างหรือ

ไม้ประดับภายในอาคารไม่ใช่เพียงแต่ให้ความสดใสแก่อาคารเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดสารพิษและฟอกอากาศภายในอาคารอีกด้วย ผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่าไม้แต่ละชนิดสามารถขจัดสารพิษได้เฉพาะอย่าง บางชนิดก็ขจัดได้หลายสาร แต่ปริมาณอาจต่ำ

การทดสอบของ Dr.Wolverton ที่ทดสอบการดูดสารพิษของไม้ประดับ ในห้องปิดที่มีพื้นที่เท่าห้องปกติ (ประมาณ 10 ตารางเมตร) และมีสารเบนซีนที่มีความเข้มข้น 0.235 ppm เป็นเวลา 24 ชั่วโมง พบว่า ตีนตุ๊กแกฝรั่งขจัดเบนซีนได้ถึง 90% แต่ขจัด TCE (ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.174 ppm) ได้เพียง 11% การทดสอบกับเดหลี พบว่าสามารถขจัดเบนซีน (ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.166 ppm) ได้ 80% ขจัดฟอร์มัลดีไฮด์ (ความเข้มข้นเริ่มต้น 10.0 ppm) ได้ 50% และขจัด TCE (ความเข้มข้นเริ่มต้น 20.0 ppm) ได้ถึง 50% เป็นต้น

ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อของไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษเฉพาะอย่างตามการแนะนำของ Dr.Wolverton อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่ามีไม้ประดับอีกหลายชนิดที่แม้ไม่มีในรายชื่อในการกำจัดเฉพาะสารแต่ก็สามารถขจัดสารพิษรวม ๆ ได้หลายสารแต่อาจจะมีอัตราการขจัดที่ต่ำกว่า

ไม้ประดับขจัดฟอร์มัลดีไฮด์
ไม้ที่ขจัดสารฟอร์มัลดีไฮด์ความเข้มข้นสูงได้ดีที่สุด ได้แก่ ปาล์มไผ่ วาสนา ลิ้นมังกร วาสนาอธิษฐาน เดหลี เศรษฐีเรือนใน ฟิโลเดรนดรอน และพลูด่าง แต่ที่ความเข้มข้นต่ำ ว่านหางจระเข้จะดูดได้ดีกว่า

ไม้ประดับขจัดไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE)
ไม้ประดับภายในอาคารห้าชนิด ได้แก่ เยอร์บีร่า วาสนาอธิษฐาน เดหลี วาสนา และปาล์มไผ่ พบว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดสาร TCE ได้ดีที่สุด

ไม้ประดับขจัดสารเบนซีน ไม้ประดับที่ขจัดสารเบนซีนได้ดีมากได้แก่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ เดหลี วาสนาราชินี ปาล์มไผ่ ตีนตุ๊กแกฝรั่ง และ ลิ้นมังกร

ไม้ประดับขจัดคาร์บอนมอนนอกไซด์ ไม้ประดับที่ขจัดสารคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้ดีมากได้แก่ เศรษฐีเรือนใน และ พลูด่าง

ยอดไม้ประดับขจัดสารพิษ
ไม้ประดับที่เลือกมาข้างบนนั้นเป็นไม้ที่แสดงความสามารถในการขจัดสารพิษแต่ละชนิดได้สูง อย่างไรก็ตามผลการทดสอบยังพบไม้หลายชนิดที่สามารถดูดสารพิษได้หลายสารแต่อาจจะดูดได้ในปริมาณที่ไม่มากเท่าต้นที่ดูดสารโดยเฉพาะตามได้กล่าวมา และที่สำคัญคือเราเองก็ไม่ทราบแน่ว่าในบ้านหรือในที่ทำงานของเรามีสารพิษชนิดใดอยู่และจะปลูกไม้ประดับต้นใด ดังนั้นเราจึงมักต้องการไม้ที่ทำหน้าที่รวม ๆ กันไปได้

Dr. Wolverton ได้แนะนำไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอาคาร 11 ชนิดแรกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการขจัดสารพิษทั้งสี่ชนิดในอาคาร (ฟอร์มัลดีไฮด์ ไตรคลอโรเอทธิลีน เบนซีน และคาร์บอนมอนอกไซด์) เราอาจเลือกต้นไม้จากรายชื่อดังต่อไปนี้ มาปลูกไว้ในบ้านหรือห้องทำงานบ้าง

ปัญหาต่อไปคือ เรารู้จักไม้ประดับเหล่านี้ดีหรือไม่
ไม้ประดับเหล่านี้มีหน้าตาเป็นอย่างไรเพราะถ้าดูเพียงชื่อ เราอาจจะบอกไม่ได้ว่าต้นไหนเป็นต้นไหน เพราะว่า ไม้หนึ่งต้นมีเรียกชื่อกันได้หลากหลายมาก หรือในทางกลับกัน ชื่อเดียวอาจใช้เรียกไม้หลายต้น ดังนั้นเพื่อความมั่นใจว่าถูกต้นจึงต้องอ้างอิงจากต้นฉบับเดิม ส่วนข้อมูลพฤกษศาสตร์ และข้อมูลการปลูกผู้ที่สนใจศึกษาจากแหล่งทางต้นไม้โดยตรง

ปาล์มไผ่ (Bamboo Palm ชื่อพฤกษศาสตร์ Chamaedorea seifritzii)
ปาล์มไผ่ เป็นไม้ต้นขนาดเล็กและโตช้า จึงเหมาะปลูกภายในอาคาร พืชในวงศ์เดียวกัน (วงศ์ Arecaceae เดิมเรียก Palmaceae) ได้แก่ จั๋ง (Lady Palm) หมากเหลือง (Yellow Palm) หมากเขียว (Mc Arthur Palm) ก็ช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้ดีมาก ปาล์มสามารถกำจัดสารเบนซีนได้ดีเป็นพิเศษ พืชตระกูลปาล์มชนิดอื่น ๆ เช่น มะพร้าว ก็สามารถเป็นไม้ประดับในอาคารที่ช่วยสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้ดี แต่ต้นอาจจะใหญ่เกินที่จะนำเข้ามาไว้ในอาคาร



เขียวหมื่นปี (Chinese Evergreen ชื่อพฤกษศาสตร์ Aglaonema sp.)
พืชในสกุล Aglaonema (วงศ์ Araceae) เป็นไม้ประดับยอดฮิตในปัจจุบัน มีมากมายหลายสี และหลายราคา เช่น มีตั้งแต่ราคานับเป็นล้านจนเป็นบาท แต่โชคดีที่ต้นดูดสารพิษได้ดีที่สุดเป็นชนิดสีเขียวและมีราคาถูกมากที่เรียกว่า เขียวหมื่นปี (Chinese Evergreen) ต้นเขียวหมื่นปีสามารถอยู่ในที่ร่มได้นาน และชอบดินร่วนที่ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง แต่อะโกลนีซึ่งเป็นพืชในสกุลนี้ชนิดอื่น ๆ ที่ชอบแดดมากกว่า เขียวหมื่นปีสามารถดูดสารพิษได้ดีเพราะมีใบกว้าง มีพื้นที่ผิวใบสำหรับดูดกลืนสารพิษได้มาก

ตีนตุ๊กแกฝรั่ง (English Ivy ชื่อพฤกษศาสตร์ Hedera helix)
ตีนตุ๊กแกฝรั่งเป็นไม้เลื้อย เกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ ไม้ชนิดนี้ดูดสารเบนซีนได้ดีมาก (การทดลองของ Wolverton พบว่า ดูดสารเบนซีนได้ถึง 90%) อย่างไรก็ตามในประเทศตะวันตก ไม้ชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะในตะวันตกไม้นี้จะโตเร็วจนเป็นวัชพืช และประการที่สองคือ ใบและผลมีสารไกลโคไซด์ที่เป็นพิษซึ่งถ้ากินเข้าไปทำให้ท้องเสีย ถ่ายท้อง ตื่นเต้น กระสับกระส่าย หายใจไม่ออก เป็นไข้ จนอาจถึงโคม่า และเนื่องจากยังมีไม้ต้นอื่น ๆที่ดูดสารเบนซีนได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องใช้ต้นไม้นี้ก็ได้ และในบ้านเราไม้ต้นนี้ยังเป็นไม้นำเข้าและมีราคาแพง

วาสนา (Janet Craig ชื่อพฤกษศาสตร์ Dracaena deremensis วงศ์ Agaveceae) เป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีการวิจัยโดย NASA และพบว่ามีประสิทธิภาพในการดูดสารฟอร์มัลดีไฮด์ รวมทั้งวาสนาพันธ์อื่น ๆ เช่น วาสนาราชินี (Dracaena deremensis “Warneckil”) วาสนาอธิษฐาน (Dracaena fragrans “Massangeana”) จันผา ขอบแดง (Dracaena marginata) นอกจากนี้ยังมีพวกไผ่กวนอิมด้วยที่สามารถดูดสารพิษได้

เศรษฐีเรือนใน (Spider plants ชื่อพฤกษศาสตร์ Chlorophytum comosum ชื่อวงศ์ Liliaceae)
ไม้ประดับต้นนี้ คนไทยนิยมปลูกในบ้านมานานแล้ว จึงให้ชื่อว่า เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ต้นเล็กที่ไม่ต้องการแสงแดดโดยตรง แต่ต้องการแสงสว่างที่มากพอ ปลูกได้ดีภายในอาคารที่มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่ต้องการน้ำมาก นิยมปลูกเป็นไม้กระถางแขวนหรือเป็นพืชคลุมดิน เมื่อโตเต็มที่จะขยายพันธุ์โดยการแตกและขึ้นต้นใหม่เป็นขยุ้ม เหมือนขาแมงมุม ฝรั่งจึงเรียก Spider Plants เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ประดับที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งที่ดูดสารพิษในอาคาร (การทดลองของ Wolverton ได้ผลว่าดูดคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ 96% และฟอร์มัลดีไฮด์ 86%)

เดหลี (ชื่อสามัญ Peace Lily, Manau Loa ชื่อพฤกษศาสตร์ Spathiphyllum wallisei วงศ์ Araceae)
เดหลีเป็นพืชที่ดูดสารพิษได้ทั้ง FM, TCE และเบนซีน และฟอกอากาศได้ดีมาก (การฟอกอากาศของพืชในที่นี้หมายถึงการที่พืชดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (จากลมหายใจคน) และปล่อยแก๊สออกซิเจนซึ่งเป็นแก๊สสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์) ออกมา ไม้ประดับต้นนี้แม้จะดูดสารพิษและฟอกอากาศภายในอาคารได้ดี แต่มักถูกปลูกไว้นอกมากกว่าในอาคาร

ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera ชื่อพฤกษศาสตร์ Aloe barbadensis)
ว่านหางจระเข้พบได้ทั่วไปในบ้านเราเป็นไม้อวบน้ำในวงศ์ Liliaceae ใบที่หนาและอวบน้ำทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้ดีหรือไว้ใช้ในฤดูแล้ง ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดีไม่ชอบให้รากเปียกชื้นตลอดเวลา ว่านหางจระเข้ชนิดต้นใหญ่ชอบแดดมากกว่าต้นชนิดเล็ก ซึ่งชอบร่มมากกว่าแดด ถ้าปลูกต้นใหญ่ต้องนำออกตากแดดบ้างในตอนกลางวัน ว่านหางจระเข้ดูดกลืนฟอร์มัลดีไฮด์ ที่ความเข้มข้นต่ำได้ดีและปัจจุบันพบมันมีคุณสมบัติรักษาแผลไฟไหม้ได้ดี จึงเรียกว่า Burn plant แต่ยางที่เปลือกใบสีเขียวเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง เวลานำวุ้นใบมาใช้จึงต้องปอกเปลือกล้างยางให้หมดก่อน

ลิ้นมังกร (Mother-in Law’s Tongue, Snake plants ชื่อวิทยาศาสตร์ Sauropus changiana S.Y.Hu วงศ์ Euphorbiaceae)
ไม้ต้นนี้มีชื่อเรียกกันหลากหลายคนอเมริกันเรียกว่า ลิ้นแม่ยาย (Mother-in-Law’s Tongue เพราะคนอเมริกันมักมีอคติกับแม่ยายว่าพูดมาก แต่ตรงข้ามกับคนไทยซึ่งมักไม่มีปัญหากับแม่ยาย แต่มักมีปัญหากับแม่สามี) ไม้ประดับต้นนี้ มักปลูกเป็นไม้ขอบรั้ว ขอบทางเดินซึ่งที่จริงแล้วมีประโยชน์มากสำหรับปลูกในบ้าน อาคาร ห้องนอน เพราะมีประโยชน์ ในการช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในอาคาร

ไม้ประดับฟอกอากาศ
ไม้ประดับหลายชนิดอาจดูดสารพิษได้ไม่ดีนัก แต่มีคุณสมบัติอื่นที่เหมาะสมสำหรับการนำมาปลูกเลี้ยงในอาคาร นั่นคือเป็นไม้ฟอกอากาศการฟอกอากาศของต้นไม้ ในที่นี้หมายถึงการที่พืชสามารถดูดสารพิษแล้ว ยังสามารถนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (ที่มาจากลมหายใจของคน) ไปใช้ในการสร้างอาหารของพืช และปล่อยออกซิเจนซึ่งเป็นแก๊สที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตของคน ออกมาแทนที่ จึงทำให้อากาศบริสุทธิ์ ไม้ดูดสารพิษบางชนิดมีสมบัติเป็นไม้ฟอกอากาศ เช่น เขียวหมื่นปี เศรษฐีเรือนใน เบญจมาศ เยอร์บีร่า ส่วนไม้ต่อไปนี้ แม้จะดูดสารพิษไม่ดีนักแต่ได้ชื่อว่าเป็นไม้ฟอกอากาศภายในอาคารได้ดีเยี่ยม



ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือนิตยสาร สสวท. กับวิชาการดอทคอม
ที่มา : นิตยสาร สสวท.
//www.vcharkarn.com




 

Create Date : 15 เมษายน 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2553 23:14:44 น.
Counter : 943 Pageviews.  

สมุนไพร กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “อาหารเสริม” ปัจจุบันมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเรื่องความสวยความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลดความเหี่ยวย่นของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสมรรถนะของร่างกายด้านต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่อยู่ช่วงพักฟื้น
หากเดินชมห้างร้านต่าง ๆ ในท้องตลาดจะพบว่ามีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายกันหลากหลายชื่อการค้า หลายรูปแบบและมีการโฆษณาชวนเชื่อหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสับสนและตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทใดจึงจะเหมาะสม และผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะส่งผลดีต่อร่างกายอย่างที่พึงประสงค์หรือไม่ บทความนี้จะนำท่านไปสู่โลกแห่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อไขข้อสงสัยให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

สมุนไพร กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ที่มีในท้องตลาดได้มาจากสมุนไพร คำว่า “สมุนไพร” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2546 ระบุว่า “สมุนไพร (สะ-หมุน-ไพร) น. ผลิตผลธรรมชาติ ได้จาก พืช สัตว์ และแร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตำรับยา เพื่อบำบัดโรค บำรุงร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ เช่น กระเทียม น้ำผึ้ง รากดิน (ไส้เดือน) เขากวางอ่อน กำมะถัน ยางน่อง โล่ติ๊น)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาจากสมุนไพร เช่น โสมสกัดในรูปแบบต่าง ๆ จัดเป็นสมุนไพรจำพวกพืช น้ำมันตับปลา จัดเป็นสมุนไพรจำพวกสัตว์ และสังกะสี จัดเป็นสมุนไพรจำพวกแร่ธาตุ
บทความนี้จะได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลิงจือ ผลิตภัณฑ์จากกระเทียม ผลิตภัณฑ์จากแป๊ะก้วย และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปลา (fish oil) ตามด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวข้องกับความงาม ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักชนิดต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์จากโสม
โสม เป็นสมุนไพรที่ชาวจีนใช้มานานนับพันปี ได้จากพืชในสกุล Panax ในวงศ์ Araliaceae มีหลายชนิด ที่ขึ้นชื่อ และใช้กันในเชิงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างแพร่หลายมี 2 ชนิด ชนิดแรกในภาษาจีนแมนดารินเรียกว่า “เริ๋นเซิน” ภาษาแต้จิ๋วเรียก “หยิ่งเซียม” แปลเป็นไทยว่าโสมคน เนื่องจากรากโสมนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายคน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panax ginseng C.A. Meyer
ชนิดที่สองเป็นโสมอเมริกันมีถิ่นกำเนิดตามแนวตะเข็บชายแดนอเมริกากับแคนาดา ในภาษาจีนแมนดารินเรียก “หยางเซิน” แต้จิ๋วเรียก “เอี่ยเซียม” ลักษณะรากจะไม่แตกแขนงอย่างโสมคน และมีขนาดเล็กกว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panax quinquefolium L. ซึ่งทั้งสองชนิดมีสรรพคุณคล้ายคลึงกัน
ในโสมทั้งสองชนิดดังกล่าวมีสาระสำคัญกลุ่มซาโปนินไกลโคไซด์ (saponin glycosides) มีอนุพันธ์หลายชนิดจัดอยู่ในกลุ่มย่อยที่ชื่อว่า จินเซโนไซด์ (ginsenosides) ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มย่อยนี้กว่า 50 อนุพันธ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้จากโสมสกัดในปัจจุบันนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่สารสกัดในแคปซูล สารสกัดโสมในรูปน้ำสกัดเข้มข้น สารสกัดโสมในรูปเม็ดแป้ง
ตำรายาของจีนกล่าวว่าโสมมีสรรพคุณบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืน ในปัจจุบันมีการทำสารสกัดโสม G115 ซึ่งมีจินเซโนไซด์ 8 ชนิด มีความเข้มข้นที่พอเหมาะต่อการแสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีข้อดี คือ โสมจะทำให้ร่างกายทนต่อการทำงานหนักได้นาน และปรับสภาพร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังช่วยความเครียด คลายความกังวลได้ มีการศึกษาทางคลินิกของโสมสกัดในผู้สูงอายุ โดยการให้โสมสกัด G115 แก่ผู้สูงอายุ เป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ พบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับโสมสกัดมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น มีความจำ อารมณ์ การนอนหลับ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับโสมสกัด
นอกจากการศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ยังมีการศึกษาในผู้ที่ต้องใช้แรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬา พบว่าปริมาณการใช้ออกซิเจนระดับแลกเทตในพลาสมา อัตราการเต้นของหัวใจ ในกลุ่มนักกีฬาที่ได้รับโสมสกัดมีปริมาณที่น้อยกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายของนักกีฬาเป็นอย่างยิ่ง การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้ และยังสามารถเพิ่มความดันโลหิตในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตต่ำได้เช่นกัน นอกจากผลทางคลินิกที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วยังพบว่าโสมสามารถลดอนุมูลอิสระได้ ซึ่งเป็นผลทำให้การเสื่อมของเซลล์ลดลง ทำให้ความชราภาพของเซลล์เกิดได้น้อยลงไปด้วย จึงเชื่อได้ว่าโสมสามารถชะลอความชราได้
การบริโภคโสมมีข้อจำกัดอยู่ที่หากบริโภคเป็นเวลานาน ๆ ในผู้บริโภคบางรายอาจเกิดอาการนอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ และมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ร้อนในได้ จึงต้องพิจารณาสภาพของตนเองก่อนที่จะเลือกบริโภคโสม เช่น คนที่มีอาการของการร้อนในบ่อย ๆ ถ่ายลำบาก หรือที่ทางภาษาแพทย์พื้นบ้านเรียกว่า ธาตุแข็ง ไม่แนะนำให้บริโภคโสม เนื่องจากจะเกิดอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ได้อย่างง่ายดายทีเดียว

ผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลิงจือ
เห็ดหลิงจือ เป็นสมุนไพรจีนที่มีใช้มานานา ปรากฏในตำรายาจีนมาแต่โบราณ ถือเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าอย่างหนึ่งของจีน ชื่อของเห็ดหลิงจือมาจากคำภาษาจีนว่า หลิง แปลว่าวิญญาณ และจือ แปลว่า พืชสมุนไพร รวมแล้วหมายถึง สมุนไพรกู้วิญญาณ ที่เรียกเช่นนี้เพราะ ชาวจีนเชื่อว่าหลิงจือเป็นยาอายุวัฒนะ และแก้โรคต่าง ๆ ได้มากมาย ในทางวิทยาศาสตร์ เห็ดหลิงจือ เป็นเห็ดในวงศ์ Polyporaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garnoderma lucidum (Leys. Ex Fr.) Karst. มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายชื่อ ภาษาอังกฤษเรียก lacquered mushroom หรือ lucid ganoderma ที่เรียกเช่นนี้เพราะผิวเห็ดมีสีแดงเงาเหมือนไม้ที่ถูกทาด้วยแลคเกอร์ เห็ดหลิงจือที่ใช้ในทางยาจีนได้มาจากสองสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์สีแดง และสายพันธุ์สีม่วง โดยสายพันธุ์สีแดงจะมีปริมาณสารสำคัญสูงกว่าจึงเป็นที่นิยมสูงกว่าชนิดสีม่วง
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเห็ดหลิงจือ พบว่ามีสาระสำคัญ 3 กลุ่ม คือ สารกลุ่มไตรเทอร์ปีน (triterpenes) สารกลุ่มน้ำตาลเชิงซ้อน (polysaccharides) สารกลุ่มสเตอรอยด์ (steroids) สารกลุ่มแรกช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการหลั่งฮิลตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ส่วนสารกลุ่มที่สอง ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินส่งผลให้เซลล์นำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้สะดวก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง นอกจากนี้ยังเพิ่มศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส และเซลล์ร่างกายที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง สารกลุ่มสุดท้ายพบว่าช่วยลดความเป็นพิษต่อตับ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคตับอักเสบ และโรคตับแข็ง และมีผลต่อระบบต่าง ๆ นั้นเป็นดังนี้
- ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน พบว่าน้ำสกัดเห็ดหลิงจือจะเพิ่มการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรค ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับภูมิคุ้มกัน (immunomodulator) ได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้และผู้ป่วยโรคหอบหืด มีอาการดีขึ้น และยังลดผลการตอบสนองของร่างกายต่อการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้
- ผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด สารสกัดเห็ดหลืงจือจะช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ขาดเลือดและเพิ่มแรงบีบของกล้ามเนื้อหัวใจโดยไม่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจรวมถึงลดระดับไขมันในหลอดเลือดทั้งในรูปของคอเลสเตอรอลและฟอสโฟไลปิด ทำให้ภาวะหลอดเลือดอุดตันลดลง และยังพบว่าเมื่อได้รับสารสกัดเห็ดหลิงจืออย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ระบบหลอดเลือดฝอยส่วนปลายโดยเฉพาะบริเวณชั้นผิวหนัง มีการเจริญมากขึ้นส่งผลให้ผิวพรรณดีและลดปัญหาผมร่วงได้ สารสกัดเห็ดหลิงจือยังทำให้หลับสบาย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ
ปัจจุบันในท้องตลาดมีเห็ดหลิงจือหลายรูปแบบ เช่น ชนิดที่ฝานเป็นแผ่นให้นำมาต้มน้ำดื่ม และชนิดเม็ด แต่ชนิดที่ไม่ควรซื้อบริโภคคือ ชนิดเม็ด หรือเป็นแคปซูล เพราะเป็นรูปแบบที่กินเข้าไปแล้วไม่เกิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถที่จะดูดซึมสารสำคัญในรูปแบบนี้ได้
การบริโภคหากเทียบตามขนาดในตำรายาจีน ต้องใช้เห็ดหลิงจือแห้งน้ำหนัก 3 ถึง 5 กรัม หรือเทียบเท่าสารสกัดเห็ดหลิงจือ 600 ถึง 800 มิลลิกรัม ต่อวัน โดยรับประทานก่อนนอนเพื่อทำให้นอนหลับสบายขึ้น



ผลิตภัณฑ์จากกระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่ใช้มาแต่โบราณ เป็นพืชในวงศ์ Alliaceae มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Allium sativum Linn. ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ กัดเสมหะ และใช้ภายนอกแก้โรคกลากเกลื้อน กระเทียมมีสาระสำคัญอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะสารที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ สารกลุ่มนี้ได้แก่ อัลลิอิน (alliin) ซึ่งจะถูกสลายด้วยเอนไซม์ อัลลิอินไลเอส (alliin lyase) ได้สาร อัลลิซิน (allicin) และจะถูกเปลี่ยนเป็น อะโยอีน (ajoene) ซึ่งกระบวนการสลายตัวเหล่านี้จะเกิดเมื่อกลีบกระเทียมถูกทำลายไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
กระเทียมมีสรรพคุณหลายด้าน เช่น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด โดยเฉพราะระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยป้องกันการเกิดภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด (atherosclerosis) และป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (thrombus) อันเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดอุดตันและกระเทียมยังช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ซึ่งมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ และหลอดเลือดทั้งสิ้น นอกจากนี้อัลลิซินในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ และมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
สำหรับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ใช้กระเทียมผง 600 ถึง 900 มิลลิกรัม ต่อวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เมื่อใช้ไปราว 1 เดือน แล้วจะลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดในร่างกายได้ เป็นการช่วยใหการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่หลายชนิดและมีราคาสูง หากต้องการประหยัดก็ต้องหันมากินกระเทียมสดแทน แต่ก็ต้องทนกับกลิ่น และรสอันร้อนแรงของกระเทียมสักเล็กน้อย ในการกินกระเทียมสดนั้นให้กินในมื้ออาหารทุกมื้อ มื้อละ 5 ถึง 6 กลีบ โดยกินระหว่างกินอาหารอื่น เพราะถ้ากินกระเทียมอย่างเดียวจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้

ผลิตภัณฑ์จากแป๊ะก้วย
แป๊ะก้วย จัดอยู่ในวงศ์ Ginkgoaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ginkgo biloba L. คนจีนได้นำแป๊ะก้วยมาใช้เป็นยากว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนใบมาเป็นยาแก้หืด และยาแก้ไอ และส่วนเนื้อในเมล็ดปรุงเป็นอาหารทั้งคาว หวาน ในการศึกษาทางเคมีพบว่า สารสกัดในใบแป๊ะก้วยมีสารสำคัญในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 24 กลุ่มไดเทอร์ปีน (diterpene) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.8 กลุ่มเซสควิเทอร์ปีน (sesquiterpene) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.6 สารเหล่านี้จะมีฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกาย ได้แก่ กิงโกไลด์ (gingkgolide) ซึ่งเป็นสารกลุ่มไดเทอร์ปีน จะช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และละลายลิ่มเลือด สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้น จึงเหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะในผู้สูงอายุหลอดเลือดจะเสื่อมสภาพ และเริ่มแข็งตัวเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง และเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดในสมองแตก นอกจากนี้แป๊ะก้วยยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมองดียิ่งขึ้น ทั้งยังมีผลต่อความจำ ทำให้มีการนำสารสกัดจากใบแป๊ะก้วยมาใช้กับผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ซึ่งพบว่าช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีอาการดีขึ้น
ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีมากมาย สิ่งที่ต้องสังเกตก่อนเลือกซื้อคือปริมาณสาระสำคัญที่ระบุในฉลาก ต้องระบุว่ามีสารสกัดจากใบแป๊ะก้วยที่มีปริมาณฟลาโวนอยด์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 24 ปริมาณการใช้จะใช้สารสกัด 40 ถึง 80 มิลลิกรัมต่อวัน

ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปลา
น้ำมันปลา (fish oil) เป็นกรดไขมันจากสัตว์จำพวกปลาจากทะเล และสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ที่เรียกว่า โอเมกา-3 (omega-3-polyunsaturated fatty acids) จุดเริ่มต้นแห่งการนำน้ำมันปลามาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เกิดจากการศึกษาชาวเอสกิโมกลุ่มหนึ่งที่ดำรงชีวิตโดยกินวาฬ และแมวน้ำเป็นอาหาร ซึ่งอาหารจากทะเลจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าอาหารจากแหล่งอื่น และมีปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวอยู่สูง อีกทั้งปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็นชนิด โอเมกา-3 พบว่าภาวะไขมันในหลอดเลือดของชาวเอสกิโมกลุ่มนี้ดีมาก คือ มีไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล low density lipoprotein (LDL) very low density lipoprotein (VLDL) ต่ำกว่าชนชาติในภาคพื้นทวีปอื่น ๆ ที่มีการบริโภคอาหารจากทะเลน้อยกว่า
จากการศึกษาทางคลินิก พบว่าการใช้น้ำมันปลาในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด โดยให้รับประทานน้ำมันปลา 0.9 กรัมต่อวัน นาน 2 ปี พบว่าอัตราการตายลดลงร้อยละ 25 แต่อาการปวดหัวใจไม่ได้ลดลง นักวิจัยจึงลงความเห็นสรุปว่าผลของน้ำมันปลาช่วยลดการเกิดการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจลง ทำให้อัตราการตายลดลง แม้ว่าการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับการป้องกัน และบำบัดโรคหัวใจของน้ำมันปลาจะยังน้อยอยู่ แต่ทุกครั้งของการศึกษาจะพบผลทางคลินิกที่น่าพึงพอใจ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีสภาพดีขึ้นอีกด้วย นอกจากน้ำมันปลาแล้ว ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 ซึ่งมักพบในพืช และสัตว์บก ซึ่งมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคล้าย ๆ กับ โอเมกา-3



ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ สสวท. กับ วิชาการดอทคอม
//www.ipst.ac.th, //www.vcharkarn.com




 

Create Date : 15 เมษายน 2553    
Last Update : 15 เมษายน 2553 22:47:46 น.
Counter : 274 Pageviews.  

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน

บรรดาอาหารสารพัดชนิดที่มีให้หาซื้อกันได้อย่างเสรีนั้น มีคุณประโยชน์แตกต่างกัน อีกทั้งปริมาณที่กินเข้าไปด้วย นั่นคือ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน แต่ควรกินอยู่ด้วยความพอดี ยึดทางสายกลางเป็นหลัก

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกิน มีดังนี้


1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีส่วนประกอบของตะกั่วการกินไข่เยี่ยวม้าปริมาณมากๆ และบ่อยๆ อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว นอกจากนั้นยังทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้


2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มเป็นส่วน ประกอบ และในสารส้มมีส่วนประกอบของตะกั่วการกินปาท่องโก๋ทุกวันจะทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำให้เสื่อมเร็ว เป็นโรคความจำเสื่อมนอกจากนี้ย้งทำให้คอแห้ง เจ็บคอโดยเฉพาะคนที่ร้อนในง่าย


3. เนื้อย่าง ประเภทต่างๆเนื้อที่ถูกรม ย่างไฟ จะเกิดสารเบนโซไพริน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง

4. ผักดอง การกินผักดอง หรือของหมักเกลือนานๆ จะเกิดการสะสมของเกลือโซเดียม ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดโรคความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่ายนอกจากของหมักดองยังมีสารก่อมะเร็ง แอมโมเนียมไนไตรต์

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345513.jpg>
5. ตับหมู ตับหมู 1 กิโลกรัม มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 400 มิลลิกรัม การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงมากๆ นานๆ จะทำ ให้หลอดเลือดแข็งตัว มีความเสี่ยง ต่อโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทางสมอง รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345787.gif>
6. ผักขม, ผักปวยเล้ง ผักขม, ผักปวยเล้งมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่มีกรดออกซาเลตมาก จะทำให้มีการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียมและสังกะสี

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345661.jpg>

7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปหลายชนิดมีสารกันบูด สารปรุงแต่งรสที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายการกินบะหมี่สำเร็จรูปบ่อยๆ จะทำให้ขาดสารอาหารและเกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345834.jpg>
8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว การกินเมล็ดทานตะวันปริมาณมาก จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้ เป็นอันตรายต่ออวัยวะตับ

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345584.jpg>
9. เต้าหู้หมัก, เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้ มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายนอกจากนี้ ยังมีสารย่อยสลายโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

img src = //www.bloggang.com/data/k/kaeru/picture/1271345736.jpg>
10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินกว่า 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของ ประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม เกิดอาการปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ นอกจากนี้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย

ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดปฏิบัติกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น



ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล
ภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม และ
นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 332 เดือน ธันวาคม 2549
คอลัมภ์ : แพทย์แผนจีน
URL : //www.doctor.or.th, //www.vcharkarn.com




 

Create Date : 15 เมษายน 2553    
Last Update : 16 เมษายน 2553 22:47:10 น.
Counter : 171 Pageviews.  

สุดยอด 20 อาหารล้างพิษ

คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า”อาหาร”เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ใช่ว่าต้องเป็น อาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจากการศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวันก็มี ประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย

ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ปรุงรส เป็นต้น

คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง

เริ่มจาก ลำดับที่ 20 สาหร่าย พืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย



ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก



19. หัวหอม ประกอบ ไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่



18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษ และทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย



17. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น อย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น



16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดิน ปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้



15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในผลทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยา แก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น



14. พืชตระกูลถั่ว (เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟ เบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย



13. ขึ้นฉ่าย ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควัน บุหรี่ด้วย



12. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษใน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น



11. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลักแต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน

มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย



10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อ ร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย



9. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย



8. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอด อาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ



7. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย



6. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมี คอล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือด ให้สมดุลด้วย



5. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์



4. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย



3. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้



2. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควร กินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก



1. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกิออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

นี่คือความสุดยอดของบ้านเมืองเรา…..ซึ่งบ้านเมืองอื่น..แอบอิจฉา



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก woment health
จาก //www.vcharkarn.com




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 1:32:39 น.
Counter : 364 Pageviews.  

สสส.ชี้ปลาน้ำจืดมีโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาทะเล



มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะหากกินปลาหิมะปนสารปรอทหาหลักฐานฟ้องบริษัทนำเข้าตาม พ.ร.บ.ใหม่ จี้ อย.บังคับบริษัทนำเข้าเก็บปลาคืน ขณะที่รองเลขาฯ อย.สั่งรวบรวมข้อมูลด่วน ด่านยอมรับปลานำเข้ามีมากตรวจไม่หมด

ความคืบหน้ากรณีบริษัทนำเข้า-ส่งออกบริษัทหนึ่งนำเข้าปลาหิมะจากอุรุกวัย แล้วด่านอาหารและยาตรวจพบสารปรอทมากถึง 1.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดกว่าเท่าตัว และปลาลอตดังกล่าวได้ถูกส่งกระจายไปตามร้านอาหารต่างๆ ตามที่ "คม ชัด ลึก" นำเสนอนั้น ล่าสุด น.ส.สรี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ทุกวันนี้ผู้บริโภคคนไทยต้องกินอาหารมีสารพิษเจือปน หรือเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายหลายชนิดอย่างไม่รู้ตัว เพราะผู้บริโภคไม่เครื่องมือในการตรวจวัดสารพิษในอาหาร ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ไม่สามารถตรวจสอบควบคุมอาหารได้ทุกประเภท ทำได้เพียงสุ่มตรวจเป็นบางครั้งเท่านั้น หากสุ่มพบสารพิษหรือสารอันตรายผสมอยู่ในอาหารนำเข้าหรืออาหารแช่แข็งจากต่างประเทศเกินมาตรฐาน อย.ก็ควรมีมาตรการจัดการอย่างเร่งด่วน เช่น บังคับให้บริษัทเก็บสินค้าคืนจากร้านอาหารหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทันที

"หากเจ้าของร้านอาหารรู้ว่า ปลาหิมะที่ซื้อมาจากบริษัทนำเข้าจากอุรุกวัยก็ควรส่งคืนให้บริษัทรับผิดชอบนำไปทำลาย ถ้าบริษัทไม่ปฏิบัติตามก็สามารถฟ้องศาลแพ่งได้ แต่หากผู้บริโภคที่กินปลาหิมะเข้าไป แล้วสืบหาหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นปลาหิมะของบริษัทนำเข้าจากอุรุกวัยก็สามารถใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ที่เพิ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมนี้ได้ หากพบสินค้าไม่ดี หรือถูกเอาเปรียบ หรือเสียหายจากบริการ ผู้บริโภคฟ้องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และศาลก็มีอำนาจในการเรียกเก็บและทำลายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมสั่งปรับเพิ่มได้อีก 2 เท่า หากผู้ประกอบการตั้งใจทำผิด" น.ส.สารีกล่าวแนะนำ

นพ.มานิตย์ อรุณากูร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปกติอาหารนำเข้าจะมีการตรวจตามด่านศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าทางอากาศ ทางเรือ และตามแนวชายแดน ซึ่งจะสุ่มตรวจอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทผักหรือผลไม้ต่างๆ รวมถึงอาหารทะเล หากพบว่าตัวอย่างที่สุ่มตรวจมีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน จะต้องเฝ้าระวังและสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 ครั้ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจ จนกระทั่งตรวจไม่พบสารปนเปื้อนจึงจะถอนออกจากบัญชีรายชื่อสินค้าที่ถูกอายัดไว้ อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาสารปรอทตกค้างในปลาหิมะนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารรวบรวมข้อมูล เพื่อติดตามในรายละเอียดต่อไป

ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำด่านอาหารและยา ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละวันจะมีอาหารนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนหลายตู้คอนเทนเนอร์ เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมปรุง อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ โดยบริษัทผู้นำเข้าต้องไปขอเลขสารบบอาหารหรือขึ้นทะเบียนอาหารก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ด่านก็จะสุ่มตรวจตามข้อกำหนดของ อย. โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งมีทั้งปลาซาบะ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ฯลฯ การจะให้ตรวจอย่างละเอียดทุกตัวคงทำไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการส่งตรวจสารพิษหรือสารต้องห้ามก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การจะสั่งอายัดสินค้าไว้ทั้งหมดคงทำไม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากจะมีการประกาศว่าสินค้าประเภทไหนเป็นสินค้าขึ้นบัญชีดำ

นายสง่า ดามาพงษ์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นการยากมากที่ผู้บริโภคกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารพิษหรือสารโลหะหนักเข้าไปแล้ว จะมีความรู้สึกว่าอาหารที่ตนกินเป็นอันตราย เพราะสารพิษจะเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของอาหารไม่มีรส ไม่มีกลิ่นชัดเจน จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับอย่างต่อเนื่องและสะสมจนเป็นมะเร็งแล้ว กรณีของปลาหิมะแช่แข็ง หรือปลาไฮโซราคาแพงที่พบสารปรอทปนเปื้อนนั้น อยากเตือนว่าสารอาหารในปลาทะเลแช่แข็งจะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไปแล้วบางส่วน เช่น วิตามินต่างๆ มีเพียงโปรตีนและไขมันเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ ส่วนโอเมก้า 3 ที่อ้างว่ามีเฉพาะในปลาทะเลน้ำลึกก็ไม่เป็นความจริง เพราะในปลาช่อนหรือปลาน้ำจืดไทยก็พบโอเมก้า 3 เช่นกัน

"อาหารทะเลแปลกๆ หรือราคาแพงจากเมืองนอกไม่ได้มีคุณค่าทางอาหารดีไปกว่าอาหารทะเลสดของไทย เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids) ที่ช่วยบำรุงร่างกายนั้นก็พบได้ในปลาช่อน ปลาทู หรือปลาเกือบทุกชนิด เพราะฉะนั้นควรกินปลาให้ได้ทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 มื้อ และเพื่อความปลอดภัยไม่ควรกินอาหารชนิดเดียวกันซ้ำๆ ควรกินอาหารหลากหลายชนิด เพื่อร่างกายจะได้ประโยชน์จากสารอาหารหลายๆ ประเภท" นายสง่าแนะนำ

ทั้งนี้ ข้อมูลงานวิจัยด้านอาหารของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า คนไทยมีความเข้าใจผิดว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 มีเฉพาะในปลาทะเลความจริงแล้วปลาน้ำจืดก็มีโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาบางชนิดมีโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาทะเล หากเปรียบเทียบปลาที่มีน้ำหนัก 100 กรัม จะพบว่า
ปลาสวยเนื้อขาวมีโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม
ปลาช่อนมีโอเมก้า 3 ถึง 870 มิลลิกรัม
ขณะที่ปลาแซลมอนมีโอเมก้า 3 ประมาณ 1,000-1,700 มิลลิกรัม
ปลากะพงขาว 310 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม


ประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 3 คือ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ และกระตุ้นการสร้างสารเคมีซีโรโทนินในสมอง มีฤทธิ์ต้านการซึมเศร้า เป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างเซลล์ประสาทในเด็กและทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นระบุว่า คนไทยยังกินปลาในปริมาณน้อยเพียง 32 กิโลกรัมต่อคนต่อปีขณะที่ญี่ปุ่นเกินมากกว่า 1 เท่าตัว



ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
Update : 27-08-51
จาก //www.thaihealth.or.th




 

Create Date : 14 เมษายน 2553    
Last Update : 14 เมษายน 2553 0:35:32 น.
Counter : 237 Pageviews.  

1  2  3  4  

เจ้าหญิงกัปปะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เจ้าหญิงกัปปะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.