Group Blog
 
All Blogs
 

จัดสรรการลงทุนเพื่อการศึกษาลูก





สวัสดีค่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกตัวน้อย แผนการเงินที่จะละเลยไปไม่ได้คือ แผนการศึกษาบุตร เพราะจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า ลูกน้อยจะได้รับการศึกษาสูงสุดอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจไว้ ส่วนจะต้องเก็บออมเงินอย่างไรบ้างนั้น K-Expert มีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

แม้ว่าเป้าหมายการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูกจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญ จึงไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนัก แต่หากพ่อแม่เลือกออมเงินในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก เพียงอย่างเดียว อาจต้องออมเงินในแต่ละเดือนในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้แผนการศึกษาของลูกไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ได้ ดังนั้น การออมเงินเพื่อแผนการศึกษาลูกที่ดีควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสม (Asset Allocation) เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมตลาดเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ น้ำมัน) หรืออสังหาริมทรัพย์

สำหรับการเลือกสินทรัพย์ลงทุน ควรเลือกให้เหมาะกับระยะเวลาใช้เงิน โดยการลงทุนสำหรับระดับการศึกษาที่มีระยะเวลาสั้นควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความต่ำ ขณะที่การศึกษาระดับสูงที่มีระยะเวลาลงทุนนานสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น 

- ระดับอนุบาล ควรออมด้วยเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง

- ระดับประถมและมัธยมศึกษา อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชนที่มีอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าการออมเงินในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว

- ระดับอุดมศึกษา เช่น ปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน อาจใช้เวลาอีก 17 ปี หรือ 21 ปี ดังนั้น สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้

การลงทุนในตราสารหนี้ที่แนะนำข้างต้น แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ยังถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ดังนั้น ก่อนลงทุนเราควรศึกษาก่อนว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราจะลงทุนมีลักษณะเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงที่เราจะไม่ได้รับเงินต้นคืนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่ว่าเมื่อเราลงทุนไปแล้ว จะสบายใจได้ว่า การลงทุนครั้งนี้ เราจะได้รับผลตอบแทนเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ และเงินต้นอยู่ครบค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมรับ-จ่าย สำหรับบันทึกเงินออมและลงทุนอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2559    
Last Update : 2 มิถุนายน 2559 11:44:48 น.
Counter : 436 Pageviews.  

5 วิธีรุกธุรกิจบนโลก Digital






สวัสดีค่ะ

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายคนสนใจทำธุรกิจบนช่องทาง Digital กันมากขึ้น ซึ่ง K-Expert เองก็ได้มีโอกาสจัดงาน “รุกธุรกิจไร้พรมแดนบน Digital Platform กับ KBank” ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยมีกูรูทางด้านการทำธุรกิจบน Digital มาร่วมแชร์ประสบการณ์และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย สำหรับใครที่พลาดงานนี้ไป K-Expert ได้สรุปแนวคิดสำคัญๆ ที่ได้รับมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางให้คนที่สนใจทำธุรกิจผ่านช่องทาง Digital ได้นำไปพิจารณากันค่ะ

ลองมาดูแนวโน้มการทำธุรกิจบนโลก Digital กันก่อนเลย

- การแข่งขันจะรุนแรงมาก ธุรกิจต่างๆ จะแข่งขันกันด้วย Promotion และลดราคาเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าบนช่องทางของตัวเอง ซึ่งมีแนวโน้มทำให้คนทำธุรกิจรายย่อยขาดทุนและอยู่ไม่รอด

- ผู้บริโภคจะซื้อของผ่านช่องทางมือถือเป็นส่วนใหญ่ โดยในไทยมีคนใช้ Facebook ถึง 33 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 31 ล้านคนเลยทีเดียวที่ใช้ Facebook ผ่านโทรศัพท์มือถือ

- การทำการตลาดด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และทำเนื้อหาให้โดนใจ (Content Marketing) จะมีความสำคัญมาก

- รูปแบบการชำระเงินและการจัดส่งสินค้าจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

เมื่อรู้แนวโน้มการทำธุรกิจบนโลก Digital แบบนี้แล้ว ในฐานะของคนทำธุรกิจเองก็ควรปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด และหาโอกาสในการขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไป ซึ่งแนวคิดสำคัญที่ได้รับจากงานนี้ ได้แก่

1. หาลูกค้าเป้าหมายและความต้องการของลูกค้าให้เจอ

ในการทำธุรกิจ เราไม่ควรแค่ทำตามกระแสหรือเลียนแบบคนอื่นไปวันๆ เพราะถ้าทำอย่างนั้น หากทำไปได้สักพักก็จะสู้คนที่มีเงินทุนมากกว่าไม่ได้ สิ่งที่เราควรทำคือ กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจน และหาความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ให้เจอ ซึ่งการทำการตลาดบนโลก Digital นั้นมีเครื่องมือมากมายที่จะทำให้เรากำหนดกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Google ล้วนแล้วแต่มีข้อมูลมหาศาล (Big Data) ของลูกค้าอยู่ ของเพียงแค่เราค้นหาให้เจอ แล้วสร้างธุรกิจบนโอกาสนั้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น จากข้อมูลของ Google พบว่า มีคนเข้าไปค้นหาคำว่า “อาหารนก” มากที่สุด เมื่อเทียบกับคำว่า “อาหารปลา” “อาหารแมว” หรือ “อาหารสุนัข” จึงเป็นโอกาสดีที่จะทำธุรกิจอาหารนกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ค่ะ

2. ไม่ทอดทิ้งการสร้างแบรนด์

การทำธุรกิจบนโลก Digital สิ่งสำคัญคือ เราจะสร้างแบรนด์อย่างไรให้แตกต่างและทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า เมื่อซื้อของจากเราแล้วจะได้ของดี มีคุณภาพ และสะดวกสบาย ซึ่งการสร้างแบรนด์นั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะเสมอไป และไม่จำเป็นต้องทำผ่านการโฆษณาในวงกว้างอีกด้วย แต่ควรเน้นสร้างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราโดยตรง เพื่อให้สามารถบริหารค่าใช้จ่ายทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ

3. ควรทำการตลาดทั้ง online และ offline 

การทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จนั้น หากทำการตลาด online เพียงอย่างเดียวก็คงไม่พอใช่ไหมคะ เพราะเราก็อยากให้ลูกค้าที่ไม่รู้จักเราทาง online มาซื้อสินค้าหรือบริการจากเราด้วย ดังนั้น จึงต้องทำการตลาดหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ทาง offline ควบคู่กันไป ทั้งนี้ ต้องมีวัตถุประสงค์ในการทำการตลาดที่ชัดเจน เช่น ทำเพื่อสร้างการรับรู้ เพื่อขายสินค้าหรือบริการ หรือเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อให้กิจกรรมทางการตลาดที่ทำไปได้ผลลัพธ์อย่างที่ใจต้องการค่ะ

4. ใช้เทคโนโลยีหรือ Platform เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิ

การทำธุรกิจบนโลก Digital นอกจากจะต้องคิดเรื่องการตลาดและการหาลูกค้าแล้ว ยังต้องคิดถึงเรื่องรูปแบบการชำระเงิน (Payment) และระบบขนส่งสินค้า (Logistic) ด้วย เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของเราได้ สำหรับรูปแบบการชำระเงินนั้น ปัจจุบันแต่ละธนาคารก็มีผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจบนโลก Digital ให้เราได้เลือกใช้มากมาย เราควรเลือกใช้ระบบของธนาคารที่มีความสะดวกสบายและปลอดภัยสูง ส่วนระบบขนส่งสินค้า ปัจจุบันก็มีช่องทางที่ทำให้ลูกค้าทั่วโลกเห็นสินค้าของเรา อย่างการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าด้วย Alibaba หรือ tarad.com หรือการทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าออนไลน์ที่คอยเก็บและส่งสินค้าให้ตามที่เราต้องการ อย่าง Shipyours ก็จะช่วยลดภาระในส่วนนี้ไปได้มาก และยังทำให้เรารู้ต้นทุนแฝงของธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย 

5. ต้องรับรู้ feedback ของลูกค้าได้ทันทีและปรับตัวตามให้ทัน

ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องสร้างความแตกต่าง และสามารถบริหารประสบการณ์ลูกค้าให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์ของเราให้ได้ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้เราได้รับ feedback จากลูกค้าอย่างรวดเร็วมาก และเมื่อมี feedback ดีๆ เกิดขึ้น เราจึงควรส่งเสริมให้ลูกค้าแชร์ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ต่อไปยังเพื่อนๆ ใน Social Network ของเขาได้รับรู้ด้วย

จากข้อมูลที่นำมาฝากทั้งหมดน่าจะพอเป็นแนวทางให้คนที่สนใจทำธุรกิจบนช่องทาง Digital ได้นำไปพิจารณาและประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจของตัวเองให้ประสบความสำเร็จกันนะคะ นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ และหาโอกาสหรืออุปสรรคที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งนี้ การมีเครือข่ายธุรกิจที่ดี รวมถึงมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและไว้ใจได้อยู่เคียงข้างเรา ก็จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นและทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไปค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: เครื่องมือช่วยบริหารจัดการเงินเริ่มต้นธุรกิจ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2559 11:16:26 น.
Counter : 340 Pageviews.  

เทคนิคเสริมแกร่งพลังการเงิน 5 ด้าน



สวัสดีค่ะ

มีใครเคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้บ้าง ใช้เงินเดือนชนเดือน หลังจากเงินเดือนออกได้ไม่กี่วัน พอมาดูตัวเลขในบัญชี หรือเงินในกระเป๋า ก็ตกใจว่า เงินใกล้จะหมดอีกแล้ว เหมือนมีใครมาขโมยเงินไป จนต้องนั่งคำนวณว่าเงินที่เหลืออยู่จะใช้ได้วันละเท่าไรให้ถึงสิ้นเดือน แล้วก็ลุ้นให้ถึงวันเงินเดือนออกเร็วๆ ... เชื่อว่าไม่มีใครอยากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ หรือถ้าเป็นอยู่ ก็คงอยากหลุดพ้นจากปัญหาวนเวียนชีวิตแบบนี้ไวๆ และอยากมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ซึ่งจะทำอย่างไรได้บ้างนั้น K-Expert มีคำแนะนำ หรือ “เทคนิคเสริมแกร่งพลังการเงิน 5 ด้าน” มาฝากค่ะ

1. เสริมพลังการออม - ออมก่อนใช้ทุกเดือน อย่างน้อย 20% ของรายได้ 

ปัญหาไม่มีเงินเก็บ เครียดไม่มีเงินออม จะหมดไปทันที ถ้าเราใช้วิธี “ออมก่อนใช้” พอเงินเดือนออก หรือมีรายได้เข้ามา ก็หักมาเก็บออมไว้ก่อนเลยอย่างน้อย 20% ของรายได้ สามารถเริ่มจากออมเงินในบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน เพราะถ้าออมได้ทุกเดือน รับรองมีเงินเก็บสบายๆ แน่นอน นอกจากการออมเงินแล้ว การหลีกเลี่ยงตัวการที่ทำให้ไม่มีเงินออมก็สำคัญ นั่นก็คือ หนี้สิน โดยไม่ก่อหนี้เกินตัว คือ มีภาระผ่อนหนี้ไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล

2. เสริมพลังเตรียมพร้อมเรื่องเงินสำรอง - เผื่อเงินสำรอง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้เราต้องใช้เงินทันทีจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นรถเสียต้องเข้าอู่ซ่อม หลังคาบ้านรั่วต้องซ่อมแซม หรือว่างงานขาดรายได้ โดยถ้าเรามีเงินสำรองเก็บไว้ ก็ทำให้ไม่ต้องหยิบยืมเงินเพื่อมาใช้จ่าย ปัญหาหนี้สินก็ไม่ตามมา ซึ่งควรมี “เงินสำรองสัก 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน” เช่น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองเผื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินประมาณ 120,000 บาท เก็บในรูปของเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน

3. เสริมพลังความคุ้มครอง - ทำประกันชีวิตคุ้มครองครอบครัวอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี 

หากเราเป็นเสาหลักที่ต้องดูแลครอบครัว ในวันที่เราจากไป คนที่เรารัก หรือลูกหลานจะอยู่ต่อไปอย่างไร การสร้างทรัพย์สินหรือหลักประกันความมั่นคงไว้ให้พวกเขาจึงมีความสำคัญ ซึ่งประกันชีวิตช่วยตอบโจทย์ได้ โดยควรมี “ความคุ้มครองชีวิตอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี” รวมถึงทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรา เช่น ความคุ้มครองอุบัติเหตุ ความคุ้มครองสุขภาพ และสำหรับผู้ที่มีภาระหนี้สิน เช่น หนี้บ้าน ควรทำประกันคุ้มครองหนี้สินไว้ด้วย เพื่อครอบครัวจะได้ไม่ต้องรับภาระหนี้ในส่วนนี้  

4. เสริมพลังการลงทุน – จัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เมื่อสร้างนิสัยออมเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนให้ตัวเอง และสำรองเงินเผื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินอย่างเพียงพอแล้ว ก็ต้องรู้จักนำเงินออมส่วนที่เหลือไปลงทุนให้เงินงอกเงย ซึ่งการลงทุนที่ดีควร “จัดพอร์ตการลงทุน” หรือที่เป็นการกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ในสัดส่วนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง สามารถมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นได้สูง เช่น หุ้น 55% ตราสารหนี้ 45% แต่ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยงมากนัก ก็ไม่ควรมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นสูงมาก เช่น หุ้น 30% ตราสารหนี้ 70%

5. เสริมพลังวางแผนเกษียณ - ควรเตรียมเงินเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างน้อย 6 ล้านบาท

เมื่อเกษียณแล้ว รายได้ประจำอาจขาดหายไป แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังคงมีอยู่ ทำให้ต้องรู้จักวางแผนเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับชีวิตเกษียณ โดยถ้าเกษียณวันนี้ที่อายุ 60 ปี มีเงินกิน เที่ยว ใช้สบายๆ เดือนละ 26,000 บาท จะต้อง “เตรียมเงินเพื่อเกษียณอย่างน้อย 6 ล้านบาท” แต่ถ้าตอนนี้อายุไม่ถึง 60 ปี เงินที่จะใช้เดือนละ 26,000 บาท ต้องรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ทำให้ต้องเตรียมเงินเพื่อเกษียณมากกว่า 6 ล้านบาท ดังนั้น เริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตเกษียณที่สุขสบาย มีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ลำบาก โดยสามารถออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ของบริษัทที่ทำงาน หรือออมด้วยตัวเองผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ค่ะ

และนี่ก็คือ เทคนิคเสริมแกร่งพลังการเงิน 5 ด้านที่ K-Expert นำมาฝาก ลองสำรวจดูว่า ตอนนี้ตัวเรายังขาดพลังการเงินด้านไหน จะได้เติมพลังด้านนั้นให้เต็มนั่นเองค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: K-Expert Money Hero <<< คลิกเล่นเลย




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2559 14:17:20 น.
Counter : 386 Pageviews.  

ทำอย่างไรดี เมื่อหุ้นตก





สวัสดีค่ะ

ถ้าถามว่า การลงทุนแบบไหนที่มีโอกาสได้กำไรสูงๆ จนทำให้เราเป็นเศรษฐีได้ในเวลาไม่นาน ก็ต้องบอกว่า การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เงินลงทุนของเราเพิ่มค่าได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนนำเงินเก็บที่มีมาลงทุนในตลาดหุ้น แต่การลงทุนในหุ้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะราคาหุ้นมีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นปรับลง หลายคนตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ขาดทุนจากการลงทุนหุ้นเป็นเงินมหาศาล วันนี้ K-Expert จะมาให้คำแนะนำว่า เมื่อหุ้นตก เราควรทำอย่างไรดี เพื่อให้สามารถรับมือกับภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนได้ค่ะ

เช็กก่อนว่า หุ้นตกเพราะอะไร

สาเหตุที่ทำให้หุ้นตกนั้นมีมากมาย ไล่เลียงมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สภาพอุตสาหกรรมที่บริษัททำธุรกิจอยู่เปลี่ยนแปลงไป หรือมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา รวมทั้งตัวบริษัทเองอาจมีความสามารถในการทำกำไรลดลง หากหุ้นที่เราถืออยู่ปรับตัวลงด้วยสาเหตุเหล่านี้ การตัดสินใจขายหุ้นออกไป แม้ว่าจะต้องเจอกับการขาดทุน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะหากเรายังคงถือหุ้นต่อไป ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวลงมาเรื่อยๆ จากกำไรของบริษัทที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ถ้าหุ้นที่เราถืออยู่ ปรับตัวลงจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวหุ้นของเรา เช่น เหตุการณ์ก่อการร้ายในต่างประเทศ หรือข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง หากราคาหุ้นปรับลงจากสาเหตุนี้ ถือเป็นโอกาสดีของเราที่จะเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดี ราคาถูกได้ค่ะ

แล้วนักลงทุนอย่างเราๆ จะรู้ได้อย่างไรว่า เหตุการณ์หรือข่าวที่เกิดขึ้นกระทบกับกำไรของหุ้นที่เราถืออยู่หรือไม่ แนะนำให้ศึกษาจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต่างๆ ค่ะ ซึ่งในบทวิเคราะห์จะบอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหุ้นของบริษัทที่เราเป็นเจ้าของจากเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งมีคำแนะนำให้ด้วยว่า ควรซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นหรือไม่ด้วยล่ะค่ะ

ปรับแนวคิด “ไม่ขาย…ไม่ขาดทุน”

เชื่อว่า หลายคนมักเจอกับสถานการณ์ที่พอหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ราคาปรับลงมาจนขาดทุน มักไม่ยอมขายเพื่อตัดขาดทุนออกไป (Cut Loss) แม้ว่าพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นจะแย่ลงก็ตาม เพราะมีความหวังว่า ซักวันหนึ่งราคาหุ้นจะปรับขึ้นมายังจุดเดิม รวมทั้งมีแนวคิดที่ว่า ถ้าไม่ขาย ก็ยังไม่ขาดทุน ซึ่งจริงๆ แล้ว การไม่ขายหุ้นออกไปแบบนี้ ดูเผินๆ อาจมองว่า ตัวเราเองไม่ได้เสียอะไร แต่จริงๆ แล้ว ตัวเราเสียโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ที่มีโอกาสได้กำไรคือ แทนที่จะนำเงินก้อนนี้ไปออกดอกออกผล กลับต้องจมอยู่กับหุ้นตัวเดิม พร้อมกับความหวังว่า ราคาหุ้นจะปรับขึ้นไปที่จุดเดิม ซึ่งถ้าหุ้นตัวนั้น พื้นฐานของบริษัทแย่ลง โอกาสที่ราคาจะกลับไปที่จุดเดิมก็ค่อนข้างยาก หรือต้องใช้เวลานานหลายปีจนกว่าพื้นฐานของบริษัทจะกลับไปดีดังเดิม ดังนั้น การตัดสินใจขายเพื่อตัดขาดทุนออกไป เป็นทางเลือกที่จะช่วยให้เงินลงทุนของเราเติบโตขึ้นจากเดิมได้ค่ะ

DCA ตัวช่วยยามใจรวนเร

หากตัวเรามั่นใจว่า หุ้นที่ถืออยู่เป็นหุ้นพื้นฐานดี มีรายได้และกำไรมั่นคง เมื่อราคาหุ้นปรับลงมา ก็ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าซื้อ แต่ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลงมาแรงๆ และหุ้นที่เราถืออยู่ ราคาร่วงลงอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นในเวลานั้นอาจทำได้ยาก เพราะใจก็จะคิดว่า เดี๋ยวราคาก็จะปรับลงอีก รออีกซักหน่อยค่อยเข้าซื้อก็ได้ จนสุดท้ายแล้ว ราคาก็พลิกปรับตัวขึ้นมา ทำให้เสียโอกาสที่จะซื้อหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ การซื้อหุ้นแบบซื้อถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Averaging) โดยเป็นการลงทุนในหุ้นบริษัทนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ลงทุนทุกเดือน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงได้ เมื่อเลือกลงทุนวิธีนี้ สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจเช็กเสมอว่า หุ้นที่เราลงทุนนั้นมีพื้นฐานที่ดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหากลงทุนไปซักพัก แล้วหุ้นของบริษัทนั้นพื้นฐานแย่ลง จะได้ตัดสินใจขายหุ้นออกไป และเลือกลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดีกว่าแทนค่ะ

หุ้นลงไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป หากเราสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ ก็จะช่วยสร้างกำไรจากการลงทุนได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนหุ้นคือ การศึกษาหาข้อมูลของหุ้นที่เราลงทุน รวมทั้งติดตามสภาวะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเงินลงทุนได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2559 12:02:15 น.
Counter : 302 Pageviews.  

หุ้นกู้ ลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด





สวัสดีค่ะ

ในภาวะที่เงินฝากให้ดอกเบี้ยไม่สูงนัก ประมาณ 0.5-2.0% ต่อปี และหุ้นก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีให้ผลตอบแทนสูงถึง 10% แต่บางปีก็ผันผวนติดลบมากกว่า 10% ทำให้ “หุ้นกู้” ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก แต่ยังอยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมากกว่าเงินฝาก อย่างไรก็ตาม ก่อนลงทุนในหุ้นกู้ ก็มีหลายเรื่องที่ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อให้เงินลงทุนของเราสามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีเรื่องไหนบ้างที่ควรรู้ K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

ลักษณะหุ้นกู้เป็นอย่างไร 

หลักโดยทั่วไปที่เราควรรู้เมื่อซื้อหุ้นกู้คือ เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” ซึ่งความเป็นเจ้าหนี้ของเรานั้น สามารถเป็นได้หลายแบบตามลักษณะของหุ้นกู้ ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นกู้ ควรดูลักษณะของหุ้นกู้ด้วย เช่น มีประกันหรือไม่มีประกัน ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ ถ้าหุ้นกู้เขียนว่า มีประกัน แสดงว่า หุ้นกู้นี้มีการให้หลักประกันแก่เรา เช่น ที่ดิน อาคาร ผลก็คือ ถ้าบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เราได้ เราจะมีสิทธิในหลักประกันนั้นเพื่อนำมาชำระหนี้ให้เราก่อนเจ้าหนี้รายอื่น  ส่วนด้อยสิทธิ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้รายอื่น แต่ก็ยังสูงกว่าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนะคะ โดยถ้าบริษัทมีปัญหา หรือล้มละลาย เราในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระเงินคืนเมื่อเจ้าหนี้รายอื่นซึ่งมีลำดับสิทธิที่เหนือกว่า เช่น ผู้ถือหุ้นกู้มีประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ได้รับชำระหนี้ในส่วนของตัวเองแล้ว

ผลตอบแทน/ดอกเบี้ยเป็นเท่าไร 

หุ้นกู้มีการกำหนดผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่จะได้รับเอาไว้ โดยทั่วไปมีรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ย 2 แบบหลักๆ คือ (1) กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตายตัวตลอดระยะเวลาของหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี และ (2) กำหนดเป็นแบบขั้นบันได ปกติแล้วจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4% ต่อปี และปีที่ 4-5 เท่ากับ 5% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของหุ้นกู้ อายุของหุ้นกู้ โดยทั่วไปหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ที่มีอายุยาวกว่าจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุสั้นกว่า นอกจากนี้ จะมีการกำหนดงวดของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ด้วยนะคะ เช่น อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย เท่ากับว่าจะได้รับดอกเบี้ยสุทธิเท่ากับ 4.675% ต่อปี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีไม่ถึง 15% สามารถขอคืนภาษีส่วนที่ถูกหักไว้เกินคืนได้ตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปีค่ะ

ระยะเวลาลงทุนนานแค่ไหน

หุ้นกู้มักมีการกำหนดอายุของหุ้นกู้เอาไว้ เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี เป็นต้น เมื่อครบกำหนดบริษัทก็จะคืนเงินต้นให้เรา ซึ่งเราควรดูอายุของหุ้นกู้ให้สอดคล้องกับระยะเวลาลงทุนที่เราต้องการ ทั้งนี้ มีหุ้นกู้ประเภทที่กำหนดเงื่อนไข “ไถ่ถอนก่อนกำหนดได้” ซึ่งมี 2 กรณีคือ (1) บริษัทสามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้กู้ขอคืนเงินกู้ก่อนครบกำหนด และ (2) ผู้ถือหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้ให้กู้ขอเงินกู้คืนก่อนครบกำหนด ซึ่งเรามักจะเห็นแบบแรก คือ บริษัทขอไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดมากกว่าแบบที่สองค่ะ เช่น หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี ซึ่งบริษัทมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป โดยถ้าบริษัทใช้สิทธิไถ่ถอน เสมือนขอยกเลิกหุ้นกู้ตัวนั้น บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ลงทุน ซึ่งหุ้นกู้ที่มีเงื่อนไขว่าบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้นั้น โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อชดเชยความเสี่ยงของการถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด เพราะผู้ลงทุนต้องหาหุ้นกู้ตัวใหม่เพื่อลงทุน ซึ่งอาจไม่มีหุ้นกู้ออกใหม่เสนอขายในช่วงนั้น หรือถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลง การลงทุนในหุ้นกู้ตัวใหม่อาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าเดิม

บริษัทน่าเชื่อถือหรือไม่

เนื่องจากการซื้อหุ้นกู้ ก็คือ การให้บริษัทกู้ยืมเงิน ก่อนซื้อหุ้นกู้จึงต้องดูให้แน่ใจก่อนว่า บริษัทมั่นคงมากน้อยเพียงใด ฐานะการเงินเป็นอย่างไร เพราะสะท้อนว่าบริษัทมีเงินจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้เราได้หรือไม่ ซึ่งความมั่นคงแข็งแกร่งของบริษัท สามารถดูได้จากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จัดทำโดยคนกลางที่เรียกว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) อันดับความน่าเชื่อถือมีการใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัวแรก คือ A B C และ D โดยอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดเท่ากับสามเอ (AAA) และในแต่ละขั้นยังมีการย่อยเป็นบวกและลบ เช่น AA+ A- BBB+ เป็นต้น ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB- ขึ้นไปถึง AAA จัดว่าเป็นหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่า BBB- ถือว่าเป็นหุ้นกู้ที่ควรระมัดระวังในการลงทุน โดยทั่วไปหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อต่ำจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้น การซื้อหุ้นกู้ไม่ควรดูเพียงแค่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เท่านั้น แต่ควรดูอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย เพราะหมายถึงโอกาสของการได้รับชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของเราค่ะ

ใครบ้างที่ลงทุนได้

หุ้นกู้ในบ้านเรามีการขายอยู่ 2 แบบ คือ (1) Public Offering เป็นการขายให้บุคคลทั่วไป ไม่มีข้อจำกัดเรื่องคุณสมบัติหรือรายได้ และ (2) Private Placement เสนอขายเฉพาะเจาะจงแก่นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่จะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังนี้ (1) มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ไม่รวมที่พักอาศัย (2) มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป หรือ (3) มีเงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยทั่วไปหุ้นกู้ที่ขายแบบ  Private Placement  จะมีเอกสารให้เซ็นรับรองว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีคุณสมบัติที่กำหนด เช่น หุ้นกู้ประเภทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความเชื่อถือ หรือไม่มี Credit Rating (Non-rated Bond) เนื่องจากไม่มีบริษัทจัดอันดับความเชื่อถือเข้าไปประเมินบริษัท ผู้ลงทุนจึงต้องเป็นกลุ่มที่มีความรู้หรือมีเวลาศึกษาข้อมูลมากหน่อย ทำให้หุ้นกู้ประเภทนี้เสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ โดยถ้าภายหลังตรวจสอบพบว่า ผู้ถือหุ้นกู้เป็นบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ อาจทำให้ไม่ได้รับผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในหุ้นกู้ก็ได้ ดังนั้น จะต้องดูว่าหุ้นกู้ที่บริษัทเสนอขายนั้น กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถซื้อได้ไว้หรือไม่

ดังนั้น ก่อนลงทุนในหุ้นกู้ ควรศึกษาข้อมูลและรายละเอียดของหุ้นกู้ให้ดี ทั้งลักษณะ ผลตอบแทน ระยะเวลาลงทุน และเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพราะแม้ว่าการขายหุ้นกู้จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ไม่ได้การันตีว่าหุ้นกู้จะไม่มีปัญหานะคะ โดยถ้าต้องการรู้ข้อมูลของหุ้นกู้ออกใหม่ สามารถดูได้ที่ //www.thaibma.or.th/ และจำไว้เสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน” ทุกครั้งค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: รู้จักตราสารหนี้ สิ่งดีๆ ช่วยเพิ่มผลตอบแทน <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2559 11:46:39 น.
Counter : 388 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

BlogGang Popular Award#13


 
K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.